"หลุดพ้นจากการควบคุมของจอกศักดิ์สิทธิ์น่ะหรือ จะง่ายดายขนาดนั้นได้ยังไง!" เสียงทุ้มต่ำของพี่ปิงดังมา
"จอกศักดิ์สิทธิ์ที่เสื่อมสลายเป็นไอเทมประเภทกฎเกณฑ์ อะไรคือประเภทกฎเกณฑ์ คงไม่ต้องให้ฉันอธิบายหรอกนะ ใครก็ตามที่ถูกจอกศักดิ์สิทธิ์ควบคุม จะไม่มีวันหลุดพ้นไปชั่วชีวิต ความตายคือจุดจบเพียงหนึ่งเดียว
"ฉันถูกจอกศักดิ์สิทธิ์ควบคุม ไม่อาจขัดขืนคำสั่งของตุลาการเนตรมารได้ ร่วมมือเหรอ? ให้ร่วมมือกับตุลาการเนตรมารฆ่านายหรือไง"
จอมมารแค่นเสียงหัวเราะ
"สิ่งที่จะต่อต้านกฎเกณฑ์ได้ มีเพียงกฎเกณฑ์เท่านั้น ฉันหาวิธีต่อต้านจอกศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว สามารถทำให้นายหลุดพ้นจากการควบคุมได้ชั่วคราว"
เสียงของพี่ปิงร้อนรนขึ้นมาเล็กน้อย แฝงแววสั่นเครือ "จริงเหรอ?"
เสียงแหบพร่าของจอมมารหัวเราะร่วน "ในหมู่อาชีพเทพท่องราตรี มีไอเทมประเภทกฎเกณฑ์อยู่ชิ้นหนึ่ง อืม เรียกมันว่าไอเทมประเภทกฎเกณฑ์ไปก่อนก็แล้วกัน มันเป็นสัญลักษณ์ของพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งสุริยันขั้นสุดยอด เป็นดาวข่มของสิ่งโสมมทั้งปวงบนโลกใบนี้ รอฉันได้มันมาเมื่อไหร่ ก็จะสามารถสะกดจอกศักดิ์สิทธิ์ที่เสื่อมสลายได้"
จากนั้นก็เป็นความเงียบงันอันยาวนาน
ทว่าในตอนที่จางหยวนชิงคิดว่าคลิปเสียงจบลงแล้ว เสียงของจอมมารก็ดังขึ้นอีกครั้ง เขากล่าวเบาๆ ว่า
"ตอนนั้นนายบังเอิญได้รับการ์ดตัวละคร ได้เผชิญหน้ากับแดนวิญญาณ นายเลือกที่จะแจ้งตำรวจ เลือกที่จะเชื่อใจกรมรักษาความสงบ แต่ผลลัพธ์ล่ะ สิ่งที่รอนายอยู่กลับเป็น 'เหล้าพิษ' จอกหนึ่ง นายเชื่อใจทางการมากเกินไป ทางการในทุกๆ ความหมายนั่นแหละ
"พรสวรรค์ของนายแข็งแกร่งมาก อนาคตของนายไร้ขีดจำกัด แต่ในตอนที่นายยังเป็นแค่ลูกนกอินทรี กลับถูกตุลาการเนตรมารหักปีกทิ้งเสียก่อน
"หลายปีมานี้ นายเหินห่างกับครอบครัว เหินห่างกับพี่น้อง ต้องทนรับการกัดกร่อนจากจอกศักดิ์สิทธิ์ที่เสื่อมสลายทุกวัน ใช้ชีวิตอย่างเจ็บปวดเจียนตาย ยอมงั้นหรือ? มาร่วมมือกับฉันเถอะ ถึงเวลาสลัดเครื่องพันธนาการ แล้วกางปีกโผบินแล้ว ฉันต้องการพลังของนาย"
ตกลง...
คลิปเสียงจบลงในที่สุด
จางหยวนชิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ ไม่ขยับเขยื้อนอยู่นาน
ในที่สุด ในที่สุดเขาก็เข้าใจต้นสายปลายเหตุทั้งหมด ทว่าเขาไม่ได้รู้สึกดีใจเลยสักนิด
ที่แท้พี่ก็เป็น "ทาสรับใช้" ของตุลาการเนตรมารนี่เอง มิน่าล่ะพี่ถึงไม่เคยพูดเรื่องผู้ใช้พลังแดนวิญญาณกับผมเลย มิน่าล่ะพอขึ้นมหาวิทยาลัย พี่ก็เริ่มตีตัวออกห่างจากผม มิน่าล่ะนิสัยของพี่ถึงเปลี่ยนไปเป็นคนละคน หลายปีมานี้ พี่ผ่านมันมาได้ยังไง... จางหยวนชิงก้มหน้านิ่ง ไม่ไหวติง
สิบกว่าวินาทีต่อมา เขาก็ถูหน้าตัวเองแรงๆ กดข่มอารมณ์ที่พลุ่งพล่านไว้ในใจ
"อย่างน้อย อย่างน้อยพี่ปิงก็อาจจะยังมีชีวิตอยู่..." จางหยวนชิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกความเยือกเย็นกลับคืนมา แล้วเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมด
ก่อนที่พี่ปิงจะเข้ามหาวิทยาลัย เขาบังเอิญได้รับการ์ดตัวละคร กลายเป็นผู้ใช้พลังแดนวิญญาณ หลังจากเผชิญกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ คนปกติจะเลือกทำอย่างไร?
คำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว: รายงานกรมรักษาความสงบ!
จากนั้น เขาก็ถูกตุลาการเนตรมารควบคุม
ตุลาการเนตรมารแฝงคนของตัวเองไว้ในกรมรักษาความสงบบางแห่ง จ้าวอิงจวินที่ถูกโอวเซี่ยงหรงฆ่าตายก็คือตัวอย่างหนึ่ง
"แต่ถ้าจ้าวอิงจวินเป็นทาสรับใช้ของตุลาการเนตรมารเหมือนกัน เขาผ่านการตรวจสุขภาพครั้งใหญ่มาได้ยังไง? ไม่สิ อาจจะไม่ใช่ทาสรับใช้ แต่อาจจะเป็นผู้ให้ความร่วมมือ
"มาถึงวันนี้ ฉันรู้อยู่เต็มอกแล้วว่าทางการเป็นองค์กรแบบไหน ขนาดที่ใหญ่โตย่อมกำหนดให้ภายในมีคนดีคนเลวปะปนกันไป เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะมีใจรักความยุติธรรม"
เขาปะติดปะต่อเรื่องราวต่อ
จอมมารหาวิธีสะกดจอกศักดิ์สิทธิ์ได้แล้ว นั่นคือไอเทมประเภทกฎเกณฑ์ของอาชีพเทพท่องราตรี ดังนั้น จอกศักดิ์สิทธิ์ต้องมีปัญหาจริงๆ ด้วย ดังนั้น
ยมทูตดำถึงได้เลือกติดต่อกับกุหลาบรัตติกาล เพราะหัวหน้าขององค์กรนี้คือเทพท่องราตรี ปัญหาของจอกศักดิ์สิทธิ์ มีความเป็นไปได้สูงว่าจะมีแค่เทพท่องราตรีเท่านั้นที่แก้ได้ รายละเอียดตรงนี้สอดคล้องกันพอดี
แต่หัวหน้าของกุหลาบรัตติกาลไม่มีทางช่วยเหลืองยมทูตดำแบบฟรีๆ แน่ ในนั้นต้องมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่ ยมทูตดำสามารถให้อะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยนได้?
ต้องไม่ใช่จอกศักดิ์สิทธิ์ที่เสื่อมสลายแน่ หรือจะเป็นไอเทมประเภทกฎเกณฑ์ของเทพท่องราตรีชิ้นนั้น? เรื่องนี้เกรงว่าต้องทำความเข้าใจสถานะของจอกศักดิ์สิทธิ์ที่เสื่อมสลายให้แน่ชัดเสียก่อนถึงจะตัดสินได้
พี่ปิงส่งการ์ดตัวละครมาให้ฉันหลังจากที่จอมมารตายแล้ว และในตอนนั้น ทั้งจอมมารและตุลาการเนตรมารก็สิ้นชีพไปแล้ว หลังจากส่งการ์ดตัวละครมาให้ พี่ปิงก็หายตัวไปทันที
เขาต้องยังไม่ตายแน่ๆ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้ต้องกบดานซ่อนตัว
จางหยวนชิงครุ่นคิดอยู่ไม่กี่วินาที ก็ลงความเห็นว่าสาเหตุที่พี่ปิง "หายตัวไป" เป็นเพราะต้องการสะกดมลทินในร่างกาย
เพราะถึงแม้จะฆ่าตุลาการเนตรมารได้สำเร็จ แต่จอกศักดิ์สิทธิ์ที่เสื่อมสลายกลับตกไปอยู่ในมือของยมทูตดำ อีกทั้งจอกศักดิ์สิทธิ์ยังมีปัญหา ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ ถ้าอย่างนั้นก็มีความเป็นไปได้สูงที่พี่ปิงจะยังไม่หลุดพ้นจากการควบคุมของจอกศักดิ์สิทธิ์
"พี่ปิงอาจจะมีวิธีสะกดมลทินไว้ชั่วคราว... อืม นี่เป็นแค่การคาดเดา ยังต้องรอการพิสูจน์... แต่ทำไมภารกิจที่เขามอบหมายให้ฉัน
"ถึงเป็นการเอาสมุดรายชื่อมาให้ได้ ไม่ใช่จอกศักดิ์สิทธิ์ล่ะ?"
ทันใดนั้น รูม่านตาของจางหยวนชิงก็สั่นระริก เขานึกถึงเรื่องหนึ่งที่ทำให้ขนหัวลุกขึ้นมาได้
ในสมุดรายชื่อของตุลาการเนตรมาร บันทึกรายชื่อผู้ใช้พลังแดนวิญญาณที่ถูกเขาควบคุมเอาไว้
และพี่ปิงก็คือ "ทาสรับใช้" ของตุลาการเนตรมาร
หากปล่อยให้ทางการได้สมุดรายชื่อไป รู้ตัวตนที่แท้จริงของพี่ปิง รู้ความจริงเรื่องที่พี่ปิงกับจอมมารร่วมมือกันล่าสังหารตุลาการเนตรมาร ถ้าอย่างนั้น ใช้หัวแม่เท้าคิดก็ยังรู้เลยว่า ผู้สืบทอดของจอมมารก็คือเขา เทพบรรพกาล
ยมทูตดำครอบครองสมุดรายชื่อ น่าจะรู้ข้อมูลตัวตนของพี่ปิงอยู่แล้ว แต่ยมทูตดำไม่รู้เรื่องที่พี่ปิงส่งการ์ดตัวละครให้พี่น้องร่วมสาบาน
ข้อมูลไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้นจึงยังไม่ทันสังเกตเห็นเขาในตอนนี้
แต่ถ้าหากปล่อยให้ยมทูตดำรู้เรื่องนี้ ตัวตนผู้สืบทอดของจอมมารก็จะต้องถูกเปิดเผยเช่นกัน
ที่แย่ที่สุดก็คือ กุหลาบรัตติกาลที่กำลังติดต่ออย่างลับๆ กับยมทูตดำ มีสมุนแฝงตัวอยู่ในกลุ่มทางการ และรู้ถึงการมีอยู่ของผู้สืบทอดของจอมมาร
หากทั้งสองฝ่ายคุยกันถึงประเด็นนี้ขึ้นมา...
มิน่าล่ะพี่ปิงถึงอยากให้ฉันหาสมุดรายชื่อให้เจอ ระดับความสำคัญถึงขั้นสูงกว่าจอกศักดิ์สิทธิ์ที่เสื่อมสลายเสียอีก... แผ่นหลังของจางหยวนชิงแทบจะมีเหงื่อเย็นผุดพราย
เขาสัมผัสได้ถึงวิกฤตอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ก่อนหน้านี้แม้จะทำตามคำสั่งของพี่ปิง เข้าร่วมปฏิบัติการตามล่าตัวยมทูตดำ แต่เพราะไม่รู้ถึงความสำคัญของสมุดรายชื่อ ท่าทีของเขาจึงไม่ค่อยกระตือรือร้นนัก
ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ตอนนี้เขารู้สึกแค่ว่าสมาชิกของสำนักไท่อีอาจจะมาเคาะประตูบ้านเพื่อตรวจสอบเมื่อไหร่ก็ได้ หรือคนของกุหลาบรัตติกาลอาจจะคิดไม่ซื่อกับตัวเอง
จะใจร้อนไม่ได้ ยิ่งร้อนใจก็ยิ่งว้าวุ่น และการตามล่ายมทูตดำก็เป็นงานระยะยาว รีบร้อนไปก็เปล่าประโยชน์... จางหยวนชิงปรับอารมณ์ให้มั่นคง แล้ววิเคราะห์ต่อไป
"ยมทูตดำ กุหลาบรัตติกาล ทางการ ข้อมูลของสามขั้วอำนาจนี้ไม่เท่าเทียมกัน นี่คือจุดที่ฉันสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ หลังจากผ่านความตายของเซี่ยโหวซินมา
"กุหลาบรัตติกาลจะต้องเร่งความคืบหน้าในการร่วมมือกับยมทูตดำแน่ เวลาที่เหลือให้ฉันมีไม่มากแล้ว...
"ตามล่าตัวยมทูตดำผ่านช่องทางของทางการ สืบสวนกุหลาบรัตติกาลผ่านวังหยุดสังหาร ใช่แล้ว ฉันยังสามารถไปขอความช่วยเหลือจากโรงแรมอู๋เหินได้ด้วย ระหว่างอาชีพสายชั่วร้าย น่าจะมีการเกี่ยวข้องกันบ้างไม่มากก็น้อยละนะ"
ถ้าไม่ถูกบีบจนไร้ทางเลือก เขาก็ไม่อยากติดต่อกับคนของโรงแรมอู๋เหินสักเท่าไหร่
จากนั้น จางหยวนชิงก็นึกถึงเรื่องตอนกลางวัน การตายของเซี่ยโหวซิน
"เทพท่องราตรีมีความสามารถในการมองเห็นโชคชะตา ฟังจากที่ฟู่ชิงหยางพูด ดูเหมือนจะต้องเผชิญหน้ากันถึงจะมองเห็นได้? อีกอย่าง สกิลแบบนี้ น่าจะมองเห็นทิศทางของโชคชะตาในระยะสั้นได้เท่านั้น...
"ไม่อย่างนั้น ก็คงไม่ฆ่าปิดปากในตอนที่เรากำลังจะลงมือกับเซี่ยโหวซินพอดี แต่คงฆ่าทิ้งตั้งแต่ตระกูลเซี่ยโหวเพิ่งมาถึงซงไห่แล้ว ไม่สิ
"คงจะทำให้ตระกูลเซี่ยโหวต้องม้วนเสื่อกลับบ้านเกิดไปเลยมากกว่า"
ถ้าเป็นแบบนั้น ก็ยังถือว่าดี
ขณะเดียวกัน จางหยวนชิงก็นึกถึงป้าแก่คนสวย นึกถึงรอยยิ้มที่มีความหมายลึกซึ้งของเธอ
เธอเองก็มองเห็นทิศทางโชคชะตาของฉันเหมือนกันหรือเปล่า? แต่หลังจากที่ฉันผ่านภารกิจบททดสอบมาเป็นเวลานาน ก็ไม่ได้มีคลื่นลมลูกใหญ่อะไรนี่นา
ทำไมเธอถึงเผยรอยยิ้มแบบนั้นออกมาได้
จางหยวนชิงนั่งแหง็กอยู่หน้าโต๊ะหนังสือจนถึงตีห้า ถึงได้ฟุบหลับบนโต๊ะไปงีบหนึ่ง
"อาปา อาปา"
ในความสะลึมสะลือ จางหยวนชิงได้ยินเสียงเรียกของเจ้าเปิ่นน้อย
เขาตื่นขึ้นมา เห็นเจ้าเปิ่นน้อยปีนขึ้นมาบนโต๊ะหนังสือ ท่อนแขนสั้นป้อมยันร่างเอาไว้ ดวงตาดำขลับมองเขาอย่างประจบประแจง
บนเส้นผมอ่อนบางหร็อมแหร็ม มีกระเป๋าสตางค์หนังใบหนึ่งวางแหมะอยู่
ฟู่ ไม่ใช่ชุดชั้นใน... จางหยวนชิงถอนหายใจอย่างโล่งอกโดยสัญชาตญาณ จากนั้นก็โกรธจัด
"ถ้าไม่ขโมยชุดชั้นในผู้หญิง ก็ขโมยกระเป๋าสตางค์ ตกลงแกเป็นเด็กหรือเป็นอันธพาลกันแน่? ฉันสอนแกมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าต้องเป็นเด็กที่ซื่อสัตย์สุจริต"
"อาปา" เจ้าเปิ่นน้อยเอียงคอ มองเจ้านายอย่างน้อยอกน้อยใจ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงต้องด่าตัวเอง
กระเป๋าสตางค์ใบนี้หนาเอาเรื่องเลยแฮะ... จางหยวนชิงยื่นมือไปหยิบมา เปิดกระเป๋าสตางค์หนังออก ก็เห็นธนบัตรสีแดงปึกหนาปึกหนึ่ง
สีหน้าเกรี้ยวกราดของเขามลายหายไปในพริบตา ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกลังเล "มะ มันเยอะเกินไปแล้ว..."
พอมองดูดีๆ อีกที ก็เจอบัตรประชาชน อ้อ กระเป๋าสตางค์ของน้าชาย งั้นก็ไม่เป็นไร
ในฐานะผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของน้าชาย จางหยวนชิงดึงแบงก์ร้อยออกมาสามใบ เอากระเป๋าสตางค์วางกลับไปบนหัวเจ้าเปิ่นน้อย แล้วกำชับเสียงเบา
"เอากระเป๋าสตางค์ไปคืนด้วย"
"อาปา" เจ้าเปิ่นน้อยรับคำสั่ง ขยับแขนขาทั้งสี่มาที่ขอบโต๊ะหนังสือ พุ่งตัวกระโจนลงพื้นเหมือนแมวน้ำตัวน้อย จากนั้นก็ขยับแขนขาอย่างคล่องแคล่ว ทะลุกำแพงหายวับไป
บนโต๊ะอาหาร น้าเล็กกัดซาลาเปาไส้เนื้อ แก้มตุ่ยเป็นก้อนกลม พูดว่า
"แม่ เจอชุดชั้นในหนูหรือยัง"
คุณยายด่าว่า "ใครจะไปรู้ว่าแกลืมทิ้งไว้ที่ไหน หาจนทั่วแล้วก็ยังไม่เจอ"
น้าเล็กมีสีหน้าเคลือบแคลง "หนูจำได้แม่นเลยนะว่าโยนลงตะกร้าไม้ไผ่ไปแล้ว ทำไมถึงหายไปได้ล่ะ"
เธอจ้องหลานชายเขม็งทันที "หลานเป็นคนเอาไปใช่ไหม"
จางหยวนชิงยังไม่ทันได้พูดอะไร คุณยายก็ยกมือเขกหัวลูกสาวไปทีหนึ่ง ตวาดลั่น "พูดจาเหลวไหล หยวนจื่อจะเอาเสื้อผ้าเหม็นๆ ของแกไปทำไม ถ้าแกพูดจาส่งเดชแบบนี้อีก แม่จะตีให้ตายเลย"
"ใช่ เธอเอาแต่ใส่ร้ายผม" จางหยวนชิงทำทีเป็นโกรธเคือง
เจ้าเปิ่นน้อยต่างหากที่เป็นคนเอาไป... เขาเสริมประโยคนี้ในใจ
แต่ว่า ถ้าปล่อยให้คุณยายจับได้ละก็ ผมซวยแน่ ต้องถูกขับออกจากตระกูลชัวร์
กินมื้อเช้าเสร็จ จางหยวนชิงก็นั่งแท็กซี่ไปที่อ่าวฟู่เจีย
หลังจากติดต่อฟู่ชิงหยางแล้ว เขาก็รออยู่ที่หน้าหมู่บ้านครู่หนึ่ง จนกระทั่งพี่สาวคนเมื่อวานเดินมาหา
"นี่คือคีย์การ์ดที่ท่านนายร้อยมอบให้คุณค่ะ สีขาวคือคีย์การ์ดเข้าหมู่บ้าน สีดำคือคีย์การ์ดเข้าคฤหาสน์" พี่สาวขายาวสวมถุงน่องสีดำส่งคีย์การ์ดสีดำและสีขาวมาให้อย่างยิ้มแย้ม
แผนการของจางหยวนชิงในวันนี้ก็คือ "รายงาน" ข้อสันนิษฐานของตัวเองให้ฟู่ชิงหยางฟังก่อน ชี้ให้เห็นถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับจอกศักดิ์สิทธิ์ที่เสื่อมสลาย เพื่อให้ฟู่ชิงหยางได้รับรู้ถึงต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้
แน่นอนว่า จะพูดตรงๆ ไม่ได้ แต่ต้องใช้วิธีพูดคุยปรึกษาหารือกันแทน
จากนั้นค่อยติดต่อวังหยุดสังหาร เพื่อบอกเรื่องที่เซี่ยโหวซินถูกฆ่าปิดปาก สุดท้ายก็ไปที่โรงแรมอู๋เหิน เพื่อสืบข่าวคราวในแวดวงผู้ใช้กู่จากพวกเขา
พี่สาวถุงน่องดำเดินนำอยู่ข้างหน้า พลางยิ้มกล่าวว่า
"ท่านนายร้อยกำลังจะพักผ่อน พอได้รับสายจากคุณ ก็เลยให้ฉันมารับคุณค่ะ"
"พักผ่อน?" จางหยวนชิงชะงัก
"ท่านนายร้อยไม่ได้นอนทั้งคืน น่าจะเจอทางตันในคดีแล้วล่ะค่ะ" พี่สาวถุงน่องดำยิ้มละมุน "ฉันติดตามคุณชายมานานแล้ว ยังไม่เคยเห็นเขากลัดกลุ้มกับคดีไหนขนาดนี้มาก่อนเลย คุณต้องช่วยเขาสักหน่อยนะคะ"
จางหยวนชิงพยักหน้า ไม่นาน เขาก็มาถึงหน้าคฤหาสน์หรูอีกครั้ง







