"ต่อหน้าพหุภพ แกต้องขอโทษฉัน"
จักรพรรดิอู่ตกอยู่ในภวังค์ความคิด
ผู้เบิกฟ้า...
จู่ๆ เขาก็นึกอะไรบางอย่างออก จึงแค่นเสียงเย้ยหยัน "เจ้าคิดจะฆ่าข้าตอนที่ข้าสังหารเจ้าแห่งกฎเกณฑ์คนที่สามล่ะสิ ทำแบบนี้ก็จะได้ไม่ต้องมาขอโทษเปิ่นหวง ใช่ไหมล่ะ"
ซูอวี่ช่างร้ายกาจนัก!
หมอนี่ทำได้ลงคอแน่!
ซูอวี่ชะงักไปเล็กน้อย ให้ตายสิ นายมีสมองกับเขาแล้วเหรอเนี่ย!
แต่ประเด็นคือ... ฉันไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อย นายไปเอาความคิดนี้มาจากไหน
ทำไมต้องทำถึงขนาดนั้นด้วย!
อย่าว่าแต่การขอโทษไม่ได้ทำให้เนื้อหลุดไปสักก้อนเลย ต่อให้หลุดไปจริงๆ แล้วมันจะทำไมล่ะ
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ฉันขอโทษจริงๆ... นายจะกล้ารับงั้นเหรอ
ให้ฉันขอโทษที่ฉันไม่ควรหยามเกียรตินายงั้นสิ
"ฉันไม่ควรหยามเกียรติจักรพรรดิอู่ ไม่ควรบอกว่าก้นของเขาถูกคนปลูกดอกไม้ ไม่ควรบอกว่าเขาถูกจับห้อยหัว ปลูกทิ้งไว้ใต้ดินมาเป็นแสนๆ ปี ไม่ควรบอกว่าจักรพรรดิอู่ไม่มีสมอง ไม่ควรบอกว่าจักรพรรดิอู่เป็นขยะไร้ค่า..."
คำพูดพวกนี้คงจะเป็นเนื้อหาของการขอโทษกระมัง
แต่ว่า... ช่วยไม่ได้นี่นา ดูเหมือนฉันจะเคยหยามนายด้วยเรื่องพวกนี้จริงๆ ถ้าจะให้ฉันขอโทษ ฉันก็คงพูดได้แค่นี้นั่นแหละ
ซูอวี่คิดในใจ
ส่วนเรื่องที่จะฆ่าจักรพรรดิอู่ตอนที่หมอนั่นสังหารเจ้าแห่งกฎเกณฑ์คนที่สามน่ะ ตอนนี้ซูอวี่ยังไม่ได้คิดไปถึงขั้นนั้นเลยสักนิด
จักรพรรดิอู่นี่บทจะมโนเก่ง ก็คิดไปได้ไกลเชียวนะ
ซูอวี่เผยรอยยิ้ม "จักรพรรดิอู่ จะเป็นไปได้ยังไง! ถ้านายสามารถฆ่าเจ้าแห่งกฎเกณฑ์ได้สามคนจริงๆ แค่ขอโทษแค่นี้เอง คนอย่างฉันซูอวี่มีหรือจะพลิกหน้าไม่รับคน"
จักรพรรดิอู่แค่นเสียงเย็น "เจ้าน่ะแหละคนแบบนั้น!"
ซูอวี่สบถด่าในใจ นายสิ โคตรเหง้านายสิเป็นคนแบบนั้น ฉันน่ะเป็นหนุ่มน้อยที่ซื่อสัตย์และพึ่งพาได้มาตลอดต่างหากล่ะ!
จักรพรรดิอู่แค่นเสียงเย้ยหยันอีกครั้ง "เจ้าคิดแบบนี้อยู่ใช่ไหมล่ะ ซูอวี่ คนอย่างเจ้าน่ะเจ้าเล่ห์เพทุบายนัก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายแล้ว ศีลธรรมจรรยาหรือความสัตย์ซื่ออะไรนั่น มันก็แค่เรื่องตดไร้สาระเท่านั้นแหละ!"
ซูอวี่ได้แต่จนใจ!
คำพูดนี้... ช่างทำให้คนฟังรู้สึกจนใจจริงๆ
ในสายตาของจักรพรรดิอู่อย่างนาย ฉันเป็นคนแบบนั้นหรือไง
พูดจาเหลวไหล!
ซูอวี่สาบานว่า "ฉันขอสาบานเลยว่า ถ้าฉันฆ่านายตอนที่นายกำลังสังหารเจ้าแห่งกฎเกณฑ์คนที่สามละก็ ขอให้ฉัน... ขอให้ฉันโดนคนปลูกดอกไม้ที่ก้นเหมือนนายเลยเอ้า!"
ใบหน้าของจักรพรรดิอู่เขียวคล้ำขึ้นมาทันที!
ซูอวี่หยามเกียรติเขาอีกแล้ว!
เป็นการหยามเกียรติที่หาใดเปรียบ และยังเป็นการหยามเกียรติต่อหน้าต่อตาครั้งแล้วครั้งเล่า
ไอ้ชาติหมา!
ไอ้เดรัจฉาน!
ขอให้ตายไม่ดี!
ในวินาทีนี้จักรพรรดิอู่โกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด ไอ้เดรัจฉานนี่มันไม่ใช่คนแล้ว
กลิ่นอายของจักรพรรดิอู่ผันผวน เขาเอ่ยเสียงเย็นว่า "ซูอวี่ เจ้าอยากร่วมมือ แต่กลับไม่มีความจริงใจในการร่วมมือเลยสักนิด!"
ซูอวี่พูดพลางหัวเราะ "ไม่มีความจริงใจงั้นเหรอ เป็นไปได้ยังไง! ถ้าฉันไม่มีความจริงใจจริงๆ ป่านนี้ฉันฆ่านายไปนานแล้ว จะมาเสียเวลาพูดพร่ำทำเพลงกับนายทำไม นายคิดว่าฉันฆ่านายไม่ได้หรือไง อย่าว่าแต่ตอนนี้นายถูกผนึกอยู่เลย ต่อให้นายถูกปลดผนึกแล้ว ฉันก็ฆ่านายได้! ตราศักดิ์สิทธิ์ก่อนหน้านี้น่ะ ความจริงแล้วอ๋องเหวินทิ้งเอาไว้จัดการนาย แต่ฉันก็ไม่ได้เอามาใช้กับนาย ทว่าเอาไปจัดการกับพวกภูตมรณะเหล่านั้นแทนไงล่ะ!"
ซูอวี่พูดยิ้มๆ "แถมตอนนี้นะ ใต้บังคับบัญชาของฉันมีเทียนจุนสิบกว่าคน เทียนหวังอีกกำมือใหญ่ๆ คนระดับผสานมรรคาก็เกินร้อย! พูดจาให้ระคายหูหน่อยนะ ฉันก็แค่ทนไม่ได้ที่คนของฉันต้องมาตายไปเปล่าๆ ไม่อย่างนั้นนะ ต่อให้นายถูกปลดผนึกแล้ว ฉันก็ยังฆ่านายได้อยู่ดีนั่นแหละ!"
"เทียนจุนสิบกว่าคนงั้นรึ"
จักรพรรดิอู่อึ้งไป จะเป็นไปได้ยังไง!
ซูอวี่หัวเราะ "ไม่เชื่อเหรอ ถ้าไม่เชื่อ กล้าพนันกันไหมล่ะ"
พูดจบเขาก็ยักไหล่ยิ้มๆ "ช่างเถอะ พนันไปนายก็คงตุกติกอยู่ดี!"
จักรพรรดิอู่กล่าวเสียงเย็น "นั่นมันเจ้าต่างหาก เปิ่นหวงน่ะพูดคำไหนคำนั้น วาจาดั่งประกาศิตเสมอมา!"
ซูอวี่ยิ้ม "โคตรจะตอแหลเลย ขี้ลืมเก่งจริงนะ ลืมไปแล้วเหรอว่าตอนที่ฆ่าตงเทียนหวัง นายบอกว่าจะถ่ายทอดวิถีโจวเทียนให้ฉัน แล้วผลลัพธ์เป็นไงล่ะ นายบอกวิธีโคจรจุดชีพจรให้ฉันแค่ส่วนเดียว นายลืมไปแล้วหรือไง"
จักรพรรดิอู่ชะงักไป ก่อนจะรีบตอบเสียงต่ำ "แต่เจ้าก็เรียนรู้ได้แล้วนี่!"
ซูอวี่หัวเราะ "นั่นฉันเป็นคนคาดเดาหาทางอนุมานเอาเองต่างหาก ฉันขอถามนายหน่อย นายบอกเคล็ดวิชาทั้งหมดให้ฉันหรือเปล่าล่ะ"
จักรพรรดิอู่อ้าปากจะพูดแต่ก็เงียบไป!
เขาอยากจะบอกเหลือเกินว่า ความจริงแล้วตัวเองไม่ได้กะจะตุกติกเลยนะ คราวก่อนเขาแทบจะบอกวิธีโคจรจุดชีพจรทั้งหมดให้ซูอวี่ไปแล้ว แต่เคล็ดวิชาบางอย่างมันก็บอกจนหมดไส้หมดพุงไม่ได้นี่นา
อีกอย่าง คราวก่อนเขากับซูอวี่ก็ไม่ได้คุ้นเคยกันขนาดนั้นสักหน่อย ซูอวี่ในสายตาเขาก็เป็นแค่แมลงตัวจ้อย การพูดกลับกลอกกับแมลงตัวจ้อยมันก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือไง
ใครเขาจะไปพูดจริงจังกับมดปลวกล่ะ
แต่ตอนนี้ดันถูกซูอวี่จับจุดอ่อนได้เสียนี่ ทำเอาชั่วขณะหนึ่งจักรพรรดิอู่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดีเหมือนกัน
ก็จริงแฮะ ดูเหมือน... ข้าจะตุกติกเก่งกว่าซูอวี่เสียอีก
นาทีนี้จักรพรรดิอู่จึงไม่ปริปากพูดอะไรอีก
แต่ซูอวี่กลับพูดปนเสียงหัวเราะว่า "ช่างเถอะ ผู้ใหญ่ไม่ถือสาหาความผู้น้อย! จักรพรรดิอู่ ในเมื่อเป็นแบบนี้ นายก็บอกมาตรงๆ เลยว่าตกลงหรือไม่ตกลง แค่นั้นก็จบแล้ว จะพูดพร่ำทำเพลงให้มากความทำไม ฉันถึงขนาดสาบานด้วยคำสาบานร้ายแรงไปแล้วนะ ถ้าขนาดนี้แล้วนายยังรู้สึกว่าไม่เข้าทีอีก งั้นก็ช่างมันเถอะ!"
จักรพรรดิอู่ขมวดคิ้ว "งั้น... งั้นเจ้าแห่งกฎเกณฑ์ที่เจ้าต้องการให้ฆ่าคือใคร! ไม่ใช่ว่าเจ้าสั่งให้ข้าไปฆ่าอวี้หวัง ข้าก็ต้องไปฆ่า สั่งให้ไปฆ่าบรรพชนมนุษย์ ข้าก็ต้องไปฆ่าหรอกนะ พวกเขาก็เป็นเจ้าแห่งกฎเกณฑ์เหมือนกันนะเว้ย!"
เขายังไม่ได้โง่ดักดานขนาดนั้นสักหน่อย
ซูอวี่พูดอะไรก็เชื่อไปหมดซะที่ไหน
เจ้าแห่งกฎเกณฑ์สามคน ความแตกต่างมันฟ้ากับเหวเลยนะ ใครจะรู้ว่าต้องไปฆ่าใครกัน
ซูอวี่หัวเราะ "เอาอย่างนี้ละกัน เจ้าแห่งกฎเกณฑ์สามคนที่ฉันพูดถึง ไม่ใช่บุคคลสำคัญที่มีชื่อเสียงโด่งดังแน่นอน ถ้าเป็นคนดังจริงๆ ฉันก็คงไม่ให้นายไปฆ่าหรอก ขืนไปก็เท่ากับรนหาที่ตายไม่ใช่หรือไง ขืนส่งคนไปตายเปล่า มันจะกลายเป็นการหยามเกียรติฉันซูอวี่เสียมากกว่านะ!"
จักรพรรดิอู่คำนวณดูในใจ ก่อนจะรีบตอบ "เอาเป็นว่า เจ้าแห่งกฎเกณฑ์สามคน ข้าต้องเป็นคนเลือกเองและเป็นคนชั่งน้ำหนักเอาเอง!"
ซูอวี่หัวเราะ "เลือกเองเหรอ ถ้านายเลือกฉันล่ะจะทำยังไง แบบนี้มันไร้สาระเกินไปหรือเปล่า"
จักรพรรดิอู่นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง "งั้น... งั้นข้าต้องมีสิทธิ์ปฏิเสธได้!"
ซูอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า "ได้! เอาเป็นว่า นายปฏิเสธได้สามครั้ง! อย่างเช่นถ้าฉันบอกให้นายฆ่าอ๋องเหวิน นายปฏิเสธ แบบนั้นไม่มีปัญหา! แต่จะปฏิเสธซ้ำซากไม่ได้ ไม่อย่างนั้น... มันก็ไม่มีความหมายอะไรเลย!"
"ถ้านายเอาแต่ปฏิเสธตลอด แบบนั้นเรื่องมันไม่ล่มเหรอ"
ซูอวี่ยิ้มอีกครั้ง "เอาเป็นว่า เพื่อนายแล้วก็เพื่อฉันด้วย พวกเรามากำหนดระยะเวลากันเถอะ อย่างเช่น ก่อนที่จักรพรรดิมนุษย์กับคนอื่นๆ จะกลับมา ก่อนที่เทียนเหมินจะเปิดออก นายต้องทำตามสัญญาเรื่องเจ้าแห่งกฎเกณฑ์สามคนให้สำเร็จ!"
"แบบนี้ ในช่วงที่ยอดฝีมือยังไม่กลับมา เจ้าแห่งกฎเกณฑ์ในตอนนี้ มีใครบ้างที่นายไม่กล้าฆ่ากันล่ะ"
นั่นก็จริงแฮะ!
ในวินาทีนี้จักรพรรดิอู่รู้สึกสบายใจขึ้นมาหน่อย การกำหนดระยะเวลาก็ดูเหมือนจะไม่เลวเลย ทำให้เสร็จสิ้นก่อนที่จักรพรรดิมนุษย์กับพวกจะกลับมา!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เขาจึงเอ่ยขึ้นอีกว่า "แล้วที่เจ้าบอกว่าจะช่วยยกระดับความแข็งแกร่งให้ข้าล่ะ..."
ซูอวี่ยิ้ม "นายเชื่อไหมล่ะ"
เชื่อไหมน่ะเหรอ
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาต้องตอบว่าไม่เชื่ออยู่แล้ว ไสหัวไปซะ!
แต่ตอนนี้... ก็ชักจะเชื่อขึ้นมานิดหน่อยแล้วล่ะ
ไอ้คนโง่เง่าอย่างไท่ซานยังสามารถฝึกฝนไปถึงระดับนั้นได้ เพราะก็เหมือนกับที่ซูอวี่พูดนั่นแหละ ข้างกายของไท่ซานมีแต่คนฉลาด คนฉลาดย่อมยกระดับความแข็งแกร่งได้อย่างรวดเร็วอยู่แล้ว แต่ข้างกายของเขากลับขาดคนฉลาดแบบนั้น
ซูอวี่ก็ใช่คนแบบนั้นไง!
หมอนี่แค่ตัวเองพัฒนาเร็วก็ช่างเถอะ แต่คนใต้บังคับบัญชาของเขาก็พัฒนาได้เร็วอย่างเหลือเชื่อด้วย
เมื่อคิดได้เช่นนี้ จักรพรรดิอู่จึงเอ่ยเสียงต่ำว่า "ข้าเชื่อ! ดังนั้น ข้าจึงมีข้อเรียกร้องอีกอย่างหนึ่ง อย่างน้อย... อย่างน้อยต้องให้ข้าบรรลุถึงระดับของไท่ซานในตอนนั้นให้ได้!"
บรรลุถึงระดับของสี่ราชันมนุษย์ขั้วฟ้า!
ซูอวี่ตกอยู่ในภวังค์ความคิด จักรพรรดิอู่จึงแค่นเสียงเย้ย "เจ้าทำไม่ได้รึ"
ซูอวี่ตอบอย่างจนใจ "ไม่ใช่ฉันทำไม่ได้ แต่ฉันไม่รู้ว่าสี่ราชันมนุษย์ขั้วฟ้านั้นแข็งแกร่งแค่ไหนต่างหาก! อีกอย่าง ถ้านายไม่เชื่อฟัง ไม่ยอมเชื่อใจฉัน ต่อให้ฉันยกระดับให้นาย มอบโอกาสให้นาย นายก็ไขว่คว้ามันไว้ไม่ได้อยู่ดี! ของแบบนี้มันต้องพึ่งพากันทั้งสองฝ่าย จะไปบังคับขืนใจให้นายยกระดับตัวเองก็คงไม่ได้ ถูกไหมล่ะ"
จักรพรรดิอู่คิดดูแล้ว ก็เห็นว่ามีเหตุผล
คิดมาถึงตรงนี้ เขาก็พยักหน้า "ถ้ามันเป็นประโยชน์ต่อข้า ช่วยข้ายกระดับความแข็งแกร่งได้จริงๆ งั้นข้าก็จะเชื่อฟังเจ้า!"
แค่นี้ก็จบเรื่องแล้ว!
ซูอวี่เผยรอยยิ้มที่สว่างไสวเป็นพิเศษ
จักรพรรดิอู่นี่ หลอกง่ายชะมัดเลย ไม่สิ ว่านอนสอนง่ายจริงๆ!
ไม่สิ แบบนี้เขาเรียกว่ารู้รักษาตัวรอดเป็นยอดคนต่างหาก!
ใช่แล้ว มันต้องเป็นเหตุผลนี้แหละ!
ซูอวี่ยิ้ม "งั้นก็ตกลงตามนี้นะ จักรพรรดิอู่ นายไม่มีความคิดเห็นอื่นแล้วใช่ไหม"
จักรพรรดิอู่มักจะรู้สึกอยู่เสมอว่ามีบางอย่างไม่เข้าที!
แต่ว่า... ไม่เข้าทีตรงไหนนั้น เขาก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรนัก
เขารู้ว่าคนปัญญาชนอย่างซูอวี่น่ะเจ้าเล่ห์ที่สุด ทำเอาเขาเริ่มลังเลขึ้นมาอีกครั้ง
ซูอวี่กล่าวเรียบๆ "นายมักจะลังเลแบบนี้อยู่เรื่อยเลย เป็นนักสู้ไร้สมองก็ช่างเถอะ แต่ถ้าเวลาลงมือทำอะไรแล้วไม่เด็ดขาดละก็ ถือว่าหมดทางเยียวยาแล้วนะ! นักสู้น่ะ ในเมื่อจะบุ่มบ่ามแล้ว ก็จงบุ่มบ่ามให้มันถึงที่สุดไปเลยสิ!"
"นายไม่อยากใช้สมอง แต่พอถึงช่วงเวลาสำคัญกลับต้องมามัวลังเล คนอย่างนายน่ะ... ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะทำการใหญ่ไม่สำเร็จ!"
ใบหน้าของจักรพรรดิอู่มืดครึ้ม!
ซูอวี่กล่าวเสียงเรียบ "หรือว่าไม่จริง นายคิดสิ จะคิดอะไรออกล่ะ ถ้าฉันเป็นนายนะ ไม่สนหรอกว่าจะเป็นยังไง อย่างน้อยก็ต้องให้ปลดผนึกฉันก่อนสิ! ส่วนเรื่องวันข้างหน้า เอาไว้วันข้างหน้าค่อยว่ากัน! ตอนนี้ ฉันสามารถฆ่านายได้ ชีวิตน้อยๆ ของนายกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่นายกลับยังมานั่งคิดว่าตัวเองกำลังถูกซ้อนแผนอยู่หรือเปล่า... คนอย่างนายน่ะ จะไปทำการใหญ่อะไรได้"
สีหน้าของจักรพรรดิอู่เปลี่ยนไปมา ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น "ข้าแค่ไม่อยากเป็นอันธพาลรับจ้างให้เจ้า!"
ซูอวี่ยักไหล "ความจริงก็เป็นแบบนั้นแหละ แน่นอนว่านี่คือการแลกเปลี่ยน! ฉันใช้เงื่อนไขที่ฉันยอมจ่าย แลกกับการให้นายมาเป็นอันธพาลรับจ้าง ถ้านายคิดว่ามีคนอื่นให้เงื่อนไขแบบนี้ได้ นายก็ลองดูสิ! ไปหาคนอื่นร่วมมือด้วยเลย! แล้วก็อีกอย่างนะ จักรพรรดิอู่ ถ้านายไม่ร่วมมือกับฉัน นายอาจจะไม่มีโอกาสทำลายผนึกออกมาจริงๆ ก็ได้ ไม่ใช่เพราะฉันจะฆ่านายหรอกนะ แต่เป็นเพราะมีบางคนไม่อยากเห็นนายทำลายผนึกออกมาต่างหาก!"
จักรพรรดิอู่ขมวดคิ้ว "เจ้าหมายถึงไป่จ้านงั้นรึ"
"ฉันจะไปรู้ได้ไงล่ะ!"
ซูอวี่หัวเราะร่วน "นายก็ไปเดาเอาเองสิ นายชอบคิดมากไม่ใช่เหรอ"
จักรพรรดิอู่ถูกเขาย้อนซะแทบกระอัก
บัดซบเอ๊ย!
การคุยกับปัญญาชนนี่มันช่างน่ารำคาญจริงๆ เอาแต่พูดจากระทบกระเทียบคนอยู่นั่นแหละ น่าหงุดหงิดชะมัด!
"งั้นเจ้า... จะช่วยข้าทำลายผนึกเมื่อไหร่"
จักรพรรดิอู่เลิกคิดให้มากความ บางทีซูอวี่อาจจะพูดถูก ทำลายผนึกออกไปก่อน ค่อยว่ากัน ส่วนเรื่องอื่นก็เอาไว้ทีหลังแล้วกัน
ซูอวี่พูดกลั้วหัวเราะ "นายอยากให้เป็นเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ แน่นอนว่าถ้าอยากทำลายผนึก ก็ต้องรอให้กฎเกณฑ์ของหมื่นโลกสลายตัวไปก่อน! ฉันยังต้องเตรียมตัวอีกสักหน่อย อย่างเช่นต้องปลดผนึกทางเชื่อมมิติเสียก่อน จากนั้นค่อยสลายพลังกฎเกณฑ์... ยังไงมันก็เป็นเรื่องที่ใช้เวลาไม่นานอยู่แล้ว!"
จักรพรรดิอู่คราวนี้ไม่มัวเงียบอีกแล้ว เขารีบตอบกลับไปทันที "ข้าอยากจะให้ปลดผนึกเดี๋ยวนี้เลย!"
"นายแน่ใจนะ ปลดผนึกแล้ว นายจะแตกหักกับฉันไหมล่ะ"
"ไม่หรอก!"
คราวนี้จักรพรรดิอู่ตอบกลับอย่างฉะฉาน
แน่นอนว่าเรื่องจะแตกหักหรือไม่น่ะ... เจ้าจะไปสนทำไมเล่า!
ซูอวี่หัวเราะ "บางทีนายอาจจะแตกหักก็ได้ แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ถ้านายแตกหักกับฉัน ฉันก็จะหาโอกาสฆ่านายซะ ในช่วงเวลานี้มันเป็นอะไรที่ทำได้ง่ายมากๆ เลยล่ะ เพราะยังไงซะ... นายก็ค่อนข้างจะโง่ จะวางแผนซ้อนรอยก็เลยง่ายไปหน่อย!"
โคตรเหง้าแกสิ!
จักรพรรดิอู่อดไม่ได้ที่จะนึกอยากด่าคน เจ้าหมายความว่ายังไงวะ
ดูถูกใครกันอยู่ฮะ
อะไรที่เรียกว่าข้าถูกซ้อนแผนได้ง่าย ซูอวี่ บรรพบุรุษเจ้าสิ!
จักรพรรดิอู่แอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เจ้าอย่าปล่อยให้ข้าปลดผนึกได้เชียวนะ ไม่อย่างนั้นละก็ เจ้าเจอดีแน่
ร่วมมือกัน... ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
แต่เจ้าบอกให้ร่วมมือ แล้วข้าต้องยอมร่วมมือด้วยงั้นรึ
ข้าจำเป็นต้องพิจารณาดูให้ดีเสียก่อน ทางที่ดีต้องลองเปรียบเทียบดูหลายๆ เจ้า ว่าไปแล้ว ในหมื่นโลกนี้ ตอนนี้ยังมีใครที่ไร้ยางอาย หน้าด้าน และเจ้าเล่ห์ไปกว่าซูอวี่อยู่อีกหรือเปล่าล่ะ
วันๆ ซูอวี่เอาแต่วางแผนซ้อนรอยคนอื่น... พูดตามตรง จักรพรรดิอู่เองก็เคยเห็นกับตามาหลายครั้งแล้ว อย่างเช่นตงเทียนหวังที่ถูกเขาวางแผนจนต้องตาย ในตอนนั้นซูอวี่ยังไม่ถึงระดับผสานมรรคาเสียด้วยซ้ำ
อย่างเช่นโหวโลหิตมังกรกับพรรคพวกที่ถูกเขาวางแผนจนตาย หรืออย่างจ้าวแห่งวิญญาณดับสูญที่ถูกเขาปั่นหัวจนสติแตก
เขาจักรพรรดิอู่ ก็ถือว่าเป็นผู้อาวุโสเปี่ยมประสบการณ์ที่ได้เป็นประจักษ์พยานในการที่ซูอวี่วางแผนฆ่าคนมาแล้วกลุ่มหนึ่งเลยทีเดียว!
ซูอวี่คล้ายกับจะล่วงรู้ความคิดของเขา จึงยิ้มพูดว่า "จักรพรรดิอู่ เอาอย่างนี้ละกัน การปลดผนึกให้นาย ถือซะว่าฉันแถมให้ฟรีๆ เลย! หลังจากปลดผนึกแล้ว นายไปที่แดนมนุษย์เพื่อไปคุยกับไป่จ้านก่อน ลองถามเขาดูว่าเขาพอจะช่วยต้านทานพวกจักรพรรดิมนุษย์กับอ๋องเหวินให้นายได้ไหม หรือจะไปหาหมื่นเผ่า ไปหาสายอวี้หวังก็ได้ นายว่าไงล่ะ"
จักรพรรดิอู่เกิดความคลางแคลงใจ "เจ้า... หมายความว่ายังไง"
"ตัวนายเองก็ไม่ได้คิดแบบนี้อยู่หรือไง"
ซูอวี่หรี่ตายิ้ม "ฉันก็แค่ให้คำแนะนำนายไปนิดหน่อยเท่านั้นแหละ แต่ฉันขอแนะนำให้นายระวังตัวเอาไว้ให้ดีนะ เพราะบางทีคนพวกนี้อาจจะอยากฆ่านายให้ตายเลยก็ได้!"
จักรพรรดิอู่มองเขาด้วยความหวาดระแวง ไอ้เวรซูอวี่นี่ ถึงกับ... ถึงกับรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แถมยังเป็นฝ่ายเสนอแนะให้เขาไปหาคนอื่นอีกต่างหาก
แผนการชั่วร้าย!
ต้องใช่แน่ๆ!
เขามองซูอวี่พลางกล่าวอย่างปากไม่ตรงกับใจว่า "ข้าไม่ใช่คนแบบนั้น ข้าไม่ไปหาคนอื่นหรอก!"
ซูอวี่แค่นหัวเราะ ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก
พูดกันตามตรงแล้ว สำหรับพวกคนอย่างไป่จ้านเนี่ย ต่อให้เขาไม่เคยติดต่อสมาคมด้วย เขาก็รู้นิสัยของพวกนั้นดี
เจ้าแห่งกฎเกณฑ์ที่เสนอหน้ามาให้ถึงที่งั้นเหรอ
ฉันจะกล้าเชื่อไหมล่ะ
ไม่ระแวงก็บุญแค่ไหนแล้ว ถ้าฆ่าทิ้งได้ก็จะฆ่า ถ้าฆ่าไม่ตาย ทางที่ดีก็คือต้องอยู่ให้ห่างจากจักรพรรดิอู่เข้าไว้
พวกอวี้ชิงมีประตูนรกหนุนหลังอยู่ ย่อมไม่ปล่อยให้จักรพรรดิอู่เข้าร่วมด้วยแน่ๆ เพราะยังไงเสีย ก่อนหน้านี้พวกเยวี่ยหลัวก็เพิ่งจะทรยศหักหลังไปหมาดๆ
ส่วนไป่จ้านนั้น อย่างมากก็แค่พูดจาตามมารยาทสักสองสามประโยค แล้วก็คงต้องไล่ให้จักรพรรดิอู่ไสหัวไป เจ้าแห่งกฎเกณฑ์จากภายนอกที่อยู่นอกเหนือการควบคุม เอาเข้าจริงๆ แล้วมันรับมือยากมาก
ส่วนหมื่นเผ่า... ช่างเถอะ จักรพรรดิอู่ไม่มีทางไปร่วมวงด้วยอยู่แล้ว!
นักสู้ทั้งหลายน่ะ ไม่มีใครเห็นหมื่นเผ่าอยู่ในสายตาหรอก
เอาเถอะ นี่มันก็เป็นความจริง
แต่ตัวจักรพรรดิอู่เองกลับมองเรื่องพวกนี้ไม่ออก หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ เขาไม่ค่อยเข้าใจพวกคนอย่างไป่จ้านสักเท่าไหร่นัก
ซูอวี่ไม่ได้พูดอะไรมาก "ถ้านายออกมาแล้ว จะร่วมมือกับฉันหรือไม่ก็ค่อยว่ากันอีกที! แต่ถ้านายไม่ร่วมมือกับฉัน พูดจาให้ระคายหูหน่อยนะ สถานการณ์ในตอนนี้ ไม่อนุญาตให้ยอดฝีมือที่ลอยชายไปมาได้แต่นั่งดูงิ้วแล้วล่ะ ขั้วอำนาจแต่ละฝ่ายอาจจะร่วมมือกันฆ่านายก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อกำจัดปัจจัยที่ไม่แน่นอนอย่างนายทิ้งไป นายจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ช่างเถอะ แต่ไม่ช้าก็เร็วนายจะเข้าใจเอง! นายมีเพียงทางเลือกเดียวคือการเลือกฝั่งใดฝั่งหนึ่ง หรือไม่ก็ต้องสร้างขั้วอำนาจของตัวเองขึ้นมา... โดยมีเงื่อนไขว่า นายต้องสร้างมันขึ้นมาได้ และต้องมีคนยอมสวามิภักดิ์ต่อนายด้วยนะ!"
จักรพรรดิอู่นิ่งเงียบ
ข้าจะไปดึงใครมาได้ล่ะ
ความแข็งแกร่งของข้ามันก็มีอยู่หรอก แต่โดนผนึกมานานนับปีนับชาติแบบนี้ ข้าจะไปดึงใครที่ไหนมาร่วมด้วยได้เล่า!
"งั้นฉันจะไปหาหมื่นเผ่า เพื่อขอป้ายสมาชิกสภามาทำการปลดผนึกทางเชื่อมมิติเสียก่อน จากนั้นค่อยสลายพลังกฎเกณฑ์ของหมื่นโลก เพื่อให้นายทำลายผนึกออกมา นายยังต้องการให้ฉันช่วยอะไรอีกไหม"
จักรพรรดิอู่ยิ่งทวีความกังวลใจ!
นี่แหละที่เรียกว่าเอาอกเอาใจผิดปกติ!
จู่ๆ ก็ยอมช่วยเขาปลดผนึกดื้อๆ แถมยังรับปากว่าจะให้เขาออกไปเที่ยวถาม เที่ยวดู หรือหาคนร่วมมือด้วยตามใจชอบ พูดตามตรง เขาชักจะกลัวขึ้นมาแล้วสิ
ขืนข้าออกไปหาคนอื่น เจ้าจะพากำลังคนมาดักฆ่าข้ากลางทางหรือเปล่าวะเนี่ย
มันมีความเป็นไปได้อยู่นะ!
แล้วแบบนี้ข้าควรจะไปหรือไม่ไปดีเนี่ย
แล้วก็อีกอย่าง ตอนปลดผนึกน่ะ ซูอวี่จะตุกติกอะไรหรือเปล่า
ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งหดหู่ ยิ่งคิดก็ยิ่งมองโลกในแง่ร้าย ข้าผู้เป็นถึงจักรพรรดิอู่อันสง่างาม จำเป็นต้องไปกลัวซูอวี่ด้วยหรือไง
"ซูอวี่!"
จักรพรรดิอู่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน "ข้าไม่ต้องการให้เจ้ามาช่วยอะไรข้าทั้งนั้น เจ้าแค่สลายพลังกฎเกณฑ์ของหมื่นโลกไปก็พอ!"
ซูอวี่ยักไหล่ "งั้นก็ได้! นายก็ปลดผนึกไปพร้อมกับตี้จุนวิญญาณมรณะเลยก็แล้วกัน!"
กลัว!
จักรพรรดิอู่นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ในทันที จึงกัดฟันกรอด "เจ้าคิดจะให้เขามาข่มข้าไว้ใช่ไหมล่ะ"
ซูอวี่หัวเราะร่วน "ไร้สาระ หมอนั่นยังออกไปจากเขตแดนวิญญาณมรณะไม่ได้เลย จะมาข่มบรรพบุรุษนายหรือไง ฉันยังต้องคอยระวังไม่ให้เขามาลอบทำร้ายฉันด้วยซ้ำ! แน่นอนล่ะว่าเขาฉลาดกว่านาย เขาคงไม่ทำแบบนั้นหรอก!"
"ซูอวี่!"
จักรพรรดิอู่โกรธเกรี้ยว "เจ้าหยามเกียรติเปิ่นหวงครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่กลัวเลยใช่ไหมว่าถ้าเปิ่นหวงออกมาแล้ว จะยอมแตกหักตายตกไปตามกันกับเจ้าน่ะ"
"ฉันหยามนายได้ร้ายกาจเท่าอ๋องอู่หรือไง อ๋องอู่ยังไม่เห็นตายเลย นายยังจะกล้ามาพูดเรื่องแตกหักกับฉันอีกเหรอ"
อึ้งไปเลย!
จักรพรรดิอู่อึ้งงันไปในทันที ใช่แล้ว ซูอวี่ก็แค่พูดเท่านั้น แต่ไท่ซานต่างหากที่หยามเกียรติเขาจริงๆ แถมยังทำให้เขากลายเป็นตัวแทนของความอัปยศอดสู ไท่ซานยังไม่เห็นจะตายเลย แล้วข้าจะยอมตายไปพร้อมกับซูอวี่ได้ยังไงล่ะ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ จู่ๆ เขาก็รู้สึกท้อแท้อย่างบอกไม่ถูก "ตกลง! งั้นเจ้าช่วยปลดผนึกให้ข้า แล้วข้าจะไม่ไปหาเรื่องเจ้า!"
ไท่ซานยังไม่ตายนี่นา!
ซูอวี่หัวเราะ "ได้ งั้นตอนนี้ฉันจะไปทำงานล่ะนะ แต่ต้องเสี่ยงอันตรายหนักหนาทีเดียว ฉันต้องไปหาหมื่นเผ่า แล้วเทียนจุนของหมื่นเผ่าสิบกว่าคนนั่น ก็อยากจะฆ่าฉันให้ตายกันทั้งนั้น! การจะรวบรวมป้ายสมาชิกสภากว่า 90 อันมาให้ครบมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลย เพื่อนายแล้ว ฉันยอมเหนื่อยสายตัวแทบขาดเลยนะเนี่ย"
จักรพรรดิอู่นิ่งเงียบไม่ยอมพูดอะไร
ไปตายซะเถอะ!
ข้าไม่เชื่อหรอกโว้ย!
เอาเถอะ รู้สึกว่ามันคงจะยากน่าดูเหมือนกัน ทำเอาชั่วขณะหนึ่งเขาเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี
"เอาล่ะ งั้นฉันไปก่อนนะ!"
ซูอวี่พุ่งทะยานแหวกอากาศออกไป ไม่นานนักเขาก็มาถึงแดนผนึกอีกครั้ง
ฝ่ายจักรพรรดิอู่ เมื่อมองเห็นเขาวิ่งไปกระซิบกระซาบกับตี้จุนวิญญาณมรณะ ก็พานให้รู้สึกกลัดกลุ้มใจขึ้นมาอีก ซูอวี่ไปคุยอะไรกับตี้จุนวิญญาณมรณะกันล่ะนั่น
รอจนกระทั่งซูอวี่วิ่งจากไปแล้ว
เสียงของจักรพรรดิอู่ก็ดังก้องสะเทือนฟ้าดิน "ไอ้ตัวเหม็นโฉ่นั่น ซูอวี่ไปคุยอะไรกับเจ้าฮะ"
ในเวลานี้ ที่นี่ไม่มีชนชั้นยอดฝีมืออยู่เลย เมื่อซูอวี่ไม่อยู่ เขาก็สามารถตะโกนโวยวาย หรืออาละวาดได้ตามใจชอบ แถมยังสามารถสนทนากับตี้จุนวิญญาณมรณะฝั่งโน้นได้อีกด้วย
เสียงของตี้จุนวิญญาณมรณะดังสะท้อนกลับมา เขาตอบเสียงเรียบ "ไม่ได้คุยอะไร"
"หลอกผีเถอะ!"
จักรพรรดิอู่ด่าทอ "เจ้าแมลงเหม็นโฉ่..."
ตี้จุนวิญญาณมรณะเอ่ยเสียงเย็นชา "ทำปากให้มันสะอาดหน่อยก็ดีนะ ข้าถือกำเนิดขึ้นในช่วงต้นของยุคบรรพกาล เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกันกับบรรพชนมนุษย์ เจ้าอาจจะเป็นลูกหลานรุ่นที่เท่าไรของข้าก็ไม่รู้ การที่เจ้ามาด่าทอบรรพบุรุษตัวเองแบบนี้ ก็ไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เสียเปรียบ!"
จักรพรรดิอู่ชะงักไป
เสียงของตี้จุนวิญญาณมรณะยังคงเย็นชา "เจ้าก็เป็นแค่เผ่ามนุษย์ในช่วงปลายยุคบรรพกาลเท่านั้น หากวัดกันด้วยความอาวุโส เจ้ายังห่างชั้นกับข้าอีกเยอะ! ถ้าข้าเป็นแมลงเหม็นโฉ่ แล้วถ้าเจ้าเป็นเหลนของเหลนของเหลนข้า... เจ้าจะนับเป็นอะไรล่ะ"
จักรพรรดิอู่อึ้งไปอีกครั้ง
ไม่ถึงขนาดนั้นมั้ง
"เจ้าไม่มีบรรพบุรุษหรือไง"
ตี้จุนวิญญาณมรณะเอ่ยเสียงเย็น "เจ้ากล้ารับประกันหรือไง ว่าบรรพบุรุษเจ้า จะไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับข้าเลยน่ะ"
เรื่องนี้... ก็พูดยากแฮะ
"เจ้าเป็นเผ่ามนุษย์งั้นรึ"
จักรพรรดิอู่นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงร้องด้วยความประหลาดใจ "ตอนที่เจ้ายังมีชีวิต เจ้าคือเผ่ามนุษย์รึ"
"มีอะไรให้ไม่ได้ล่ะ"
"เจ้า..."
ชั่วขณะหนึ่งจักรพรรดิอู่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี บางครั้งเรื่องพรรค์นี้มันก็พิลึกพิลั่นนัก อย่าบอกนะว่าเป็นบรรพบุรุษของข้าจริงๆ น่ะ!
คราวนี้เขาไม่ได้ด่าทออีกต่อไปแล้ว แต่เอ่ยถามด้วยความไม่แน่ใจนัก "เจ้ารุ่นราวคราวเดียวกับบรรพชนมนุษย์งั้นรึ จะเป็นไปได้ยังไง!"
"ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ล่ะ เขตแดนวิญญาณมรณะถือกำเนิดขึ้น ข้าก็อยู่ที่นี่แล้ว ว่ากันตามตรง ข้ายังเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกันกับจ้าววิญญาณมรณะเสียด้วยซ้ำ มีปัญหาอะไรไหมล่ะ"
ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรแฮะ
จักรพรรดิอู่รู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาวูบหนึ่ง "งั้น... งั้นตกลงว่าซูอวี่ไปคุยอะไรกับเจ้าล่ะ เจ้านั่นน่ะเจ้าเล่ห์เพทุบายจะตาย บางทีเขาอาจจะต้องการให้เจ้ามาข่มข้าไว้ก็ได้นะ ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อน อย่าบังคับให้ข้าต้องทำลายกายวิญญาณมรณะของเจ้าทิ้งล่ะ!"
ตี้จุนวิญญาณมรณะเหยียดยิ้มบางๆ "เจ้าคิดว่า ในเมื่อเขากล้าปล่อยเจ้าไป เขาจะกลัวว่าเจ้าจะลงมือกับเขางั้นเหรอ จักรพรรดิอู่งั้นรึ ฉายาก็ใหญ่โตดีอยู่หรอก แต่สมองกลับไม่ค่อยได้เรื่องเลย! ในเมื่อเขากล้าปล่อยเจ้าไป ต่อให้เจ้าจะทรยศ มันก็อยู่ในความคาดหมายของเขาอยู่ดี ยังจำเป็นต้องให้ข้ามาข่มเจ้าไว้อีกหรือไง"
จักรพรรดิอู่ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ รู้สึกกลัดกลุ้มใจจนแทบคลั่ง
เมื่อหาใครปรับทุกข์ด้วยไม่ได้ เขาจึงได้แต่ทนคุยกับตี้จุนวิญญาณมรณะต่อไป "แล้วเจ้าล่ะ เจ้า... เจ้าไม่ต่อต้านรึ"
ตี้จุนวิญญาณมรณะยิ้มบางๆ "ทำไมข้าต้องต่อต้านด้วยล่ะ ข้าก็เป็นแค่ภูตมรณะ เขาบอกว่ายินดีจะแต่งตั้งให้ข้าเป็นอ๋องวิญญาณมรณะ ให้ข้าได้รวบรวมเขตแดนวิญญาณมรณะให้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสง่าผ่าเผย แล้วทำไมข้าถึงจะไม่ยินดีเล่า"
เป็นอย่างนั้นเหรอ
ความคิดต่างๆ ผุดวาบขึ้นมาในหัวของจักรพรรดิอู่ ก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นอีกว่า "ไม่ช้าก็เร็วเขาต้องฆ่าเจ้าแน่!"
"ทำไมล่ะ"
"ถ้าเจ้าไม่เชื่อฟัง..."
"งั้นถ้าข้าเชื่อฟัง มันก็ไม่มีปัญหาแล้วไม่ใช่รึ"
"เจ้านี่มัน... บัดซบเอ๊ย..."
จักรพรรดิอู่ด่าสวนไปประโยคหนึ่ง นี่เจ้ายังมีความละอายแก่ใจอยู่บ้างไหมเนี่ย
สั่งให้เชื่อฟังก็ยอมเชื่อฟังแต่โดยดี เจ้าเป็นหมาหรือไง
"สมควรแล้วที่เจ้าถูกคนตีตาย!"
"ก็ยังดีกว่าที่เจ้าต้องอยู่อย่างทนทุกข์ทรมานเหมือนตายทั้งเป็นก็แล้วกัน!"
"เจ้ารนหาที่ตายนัก!"
จักรพรรดิอู่โกรธจัด "ถ้าเปิ่นจั๋วออกไปได้เมื่อไหร่ สิ่งแรกที่จะทำก็คือตีเจ้าให้ตาย!"
"ถ้าข้ากลายเป็นอ๋องวิญญาณมรณะแล้ว เจ้ามาตีข้าให้ตาย... เกรงว่าเจ้าก็คงต้องตายสถานเดียวแน่ๆ เจ้าแน่ใจรึ"
"ข้า..."
จักรพรรดิอู่แทบจะบ้าตายอยู่แล้ว ภูตมรณะเหม็นโฉ่ตนหนึ่ง ถึงกับกล้ามาเยาะเย้ยถากถางเขา ดูถูกเหยียดหยามเขา ถ้าข้าออกไปได้เมื่อไหร่ ข้าจะตีไอ้ชาติหมานี่ให้ตายเป็นคนแรกเลย!
"เจ้าก็แค่ได้อานิสงส์จากข้า เลยพลอยได้รับการปลดผนึกไปด้วยก็เท่านั้นแหละ เจ้ารู้ตัวบ้างไหม"
จักรพรรดิอู่อยากจะหาความรู้สึกเหนือกว่าสักหน่อย แต่ตี้จุนวิญญาณมรณะกลับเอ่ยเสียงเรียบ "คราวก่อนข้าได้รับปากไว้แล้ว ว่าจะยอมให้ข้าปลดผนึกได้ทุกเมื่อ เจ้าต่างหากที่ได้อานิสงส์จากข้า เจ้าเข้าใจไหมล่ะ"
จักรพรรดิอู่ถึงกับพูดไม่ออก
ข้าไม่เชื่อหรอก!
ยังไงซะในตอนนี้นั้น เขาก็รู้สึกกลัดกลุ้มใจมาก หงุดหงิดงุ่นง่านมาก เอาเป็นว่าโคตรจะรำคาญใจเลย
เถียงกับภูตมรณะตนหนึ่งแท้ๆ แต่เขากลับเถียงไม่ชนะเลยเนี่ยนะ!
หงุดหงิดชะมัด!
ตี้จุนวิญญาณมรณะกลับหัวเราะ "เจ้ายังจำชื่อแซ่ของบรรพบุรุษเจ้าได้ไหมล่ะ เจ้าแซ่อะไร บางที... เจ้าอาจจะเป็นลูกหลานของข้าจริงๆ ก็ได้นะ"
ใบหน้าของจักรพรรดิอู่แข็งค้าง!
ไปตายซะ!
เจ้าต่างหากล่ะที่เป็นลูกหลานของข้า!
เขาไม่อยากจะตอบกลับไปสักเท่าไหร่ ถ้าขืนแซ่เดียวกันจริงๆ ละก็... ช่างเถอะ เขาไม่อยากจะนึกภาพเลย น่ากลัวเกินไปแล้ว
ตาเฒ่าหัวรั้นนี่ถ้าเป็นบรรพบุรุษของเขาจริงๆ สู้เขาตีตัวเองให้ตายไปซะยังจะดีกว่า
จักรพรรดิอู่จากไปอย่างไม่สบอารมณ์นัก เขามุดเข้าไปในทางเชื่อมมิติแล้วปิดตายทางเชื่อมมิติในทันที ไม่อยากจะคุยกับตาเฒ่าหัวรั้นนี่ให้มากความ อารมณ์อยากจะคุยหดหายไปจนหมดสิ้น
...
ซูอวี่ซึ่งออกจากเขตแดนวิญญาณมรณะมาแล้ว แอบหัวเราะออกมาเบาๆ
เขาได้ยินหมดแล้ว!
ไอ้โง่เง่าจักรพรรดิอู่ เพิ่งจะหน้าแตกมาจากฝั่งเขาแท้ๆ กะจะไปกู้หน้าคืนจากตี้จุนวิญญาณมรณะเสียหน่อย แต่ผลสุดท้ายก็ต้องมาเสียหน้ากลับไปอีก ปล่อยให้หมอนั่นหงุดหงิดตายไปเลยน่ะดีที่สุดแล้ว
หลังจากฟังพวกนักสู้ทะเลาะกันจบแล้ว ซูอวี่ก็จากไปพร้อมกับรอยยิ้มอารมณ์ดี
จักรพรรดิอู่... น่าจะจัดการให้อยู่หมัดได้แล้ว
แค่เอาชื่อของการร่วมมือกันมาอ้าง หมอนั่นคงไม่ถือสาสักเท่าไหร่หรอก
"ปลดผนึกให้จักรพรรดิอู่กับตี้จุนวิญญาณมรณะ ทำลายปราการกั้นแดนเบื้องบนกับแดนเบื้องล่าง เปิดทางทะลวงหมื่นโลก ปล่อยให้พวกอวี้ชิงกับพวกไป่จ้านมาเผชิญหน้ากัน!"
เรื่องดีทั้งนั้น!
ยังไงเสียจักรพรรดิอู่กับตี้จุนวิญญาณมรณะก็ต้องทำลายผนึกออกมาได้ไม่ช้าก็เร็ว สู้ใช้โอกาสนี้สร้างบุญคุณให้พวกเขาหน่อยจะดีกว่า
ความคิดต่างๆ ผุดวาบขึ้นมาในหัวของซูอวี่เป็นฉากๆ
ส่วนถ้าจักรพรรดิอู่ออกมาแล้วหาเรื่องเขาจะทำยังไงล่ะก็... ฆ่าทิ้งก็สิ้นเรื่องแล้ว แน่นอนว่าถ้าต้องสู้รบตบมือกับหมอนั่นจริงๆ ความสูญเสียก็คงไม่ใช่น้อยๆ ถ้าไม่ต้องสู้กันซึ่งๆ หน้า ก็ลอบกัดให้ตายไปซะเลยก็แล้วกัน
ครั้งนี้ ซูอวี่ไม่ได้กลับไปที่แดนฟ้าดินของตัวเองอีก
เขามุ่งหน้าตรงไปยังเขาโกลาหล
ถือโอกาสไปสืบข่าวคราวของเผ่าคนบาปสักหน่อยด้วย จะได้ดูว่าอสูรผัวหลงออกมาหรือยัง
...
เขาโกลาหล
กลิ่นอายโกลาหลวุ่นวายอย่างหาใดเปรียบ!
เพิ่งจะมีคนตายไปมากมายขนาดนั้น แต่จนถึงตอนนี้สถานการณ์ก็ยังไม่สงบลงเลย กลิ่นอายปั่นป่วนรุนแรง ขืนผู้ฝึกตนทั่วไปเข้าไป เกรงว่าร่างคงระเบิดในทันที
ส่วนที่อาณาจักรอวี้หวัง
ในเวลานี้ ก็มีกลิ่นอายพาดผ่านไปมาเช่นกัน กลิ่นอายของอวี้ชิงและเยวี่ยจ้านปะทุขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อข่มขวัญผู้คนทั่วทุกสารทิศ อีกทั้งยังกังวลว่าพวกของซูอวี่จะย้อนกลับมาโจมตีแบบไม่ให้ทันตั้งตัวด้วย!
ส่วนในความว่างเปล่า ก็มีบานประตูบานหนึ่งปรากฏให้เห็นแบบเลือนราง
อสูรผัวหลงยังไม่ออกมา แต่มันก็ใกล้แล้วล่ะ
ด้วยการนำทางของอวี้ชิงและเยวี่ยจ้านที่ร่วมมือกัน ประกอบกับพลังกฎเกณฑ์ของเทียนจุนหลายคนที่ตายไปล้วนถูกดูดซับไปจนหมด การที่อสูรผัวหลงจะออกมา ก็เป็นเรื่องของเวลาในช่วงนี้เท่านั้นเอง
ซูอวี่สังเกตการณ์อยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้ ไม่นานนัก เขาก็บินตรงไปยังฝั่งภูเขามนุษย์
...
ที่หน้าประตูนรก
เหล่ายอดฝีมือที่เคยพลุกพล่านก่อนหน้านี้ บัดนี้กลับไร้ซึ่งผู้คนจนเงียบเหงาไปเสียแล้ว
ภายใต้การต่อสู้ในศึกเดียว เทียนจุนของสายอวี้หวังล้มตายลงจนเหลือเพียงเยวี่ยจ้านผู้เดียวเท่านั้น ส่วนเทียนหวังเองก็แทบจะตายกันไปหมดแล้วเหมือนกัน จะว่าตายหมดก็ไม่เชิง เพราะยังมีรอดชีวิตมาได้อีกคนหนึ่ง นั่นก็คืออวี่ซี ผู้ซึ่งเป็นทายาทสายตรงของเยวี่ยจ้านนั่นเอง
ระดับผสานมรรคาตายไปเก้าในสิบส่วน เหลือแค่เจ็ดแปดคนที่หนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด
นี่หรือคือเผ่าศักดิ์สิทธิ์ที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรจนถูกขนานนามว่าเป็นขั้วอำนาจอันดับหนึ่ง!
โชคดีที่มีอวี้ชิงเพิ่มเข้ามาอีกคน
ในวินาทีนี้ สีหน้าของอวี้ชิงเคร่งขรึมเย็นชา นางคล้ายกับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของซูอวี่ ซูอวี่กำลังลอบสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ
นางตีหน้าขรึม เอ่ยเสียงต่ำว่า "ซูอวี่อยู่แถวนี้!"
สีหน้าของเยวี่ยจ้านก็ดูไม่ได้เช่นกัน เขาเอ่ยเสียงต่ำ "เขายังคิดจะลงมืออีกรึ"
อวี้ชิงคาดเดาว่าน่าจะเป็นเช่นนั้น
ทว่า ก็ยังพูดยากอยู่ดี
นางกล่าวเสียงขรึม "ไม่ต้องไปสนใจ! ในตอนนี้ หากพวกเราไม่ออกไป เขาก็คงไม่กล้ามาที่นี่หรอก ถ้าเกิดมีการเข่นฆ่าและเกิดความสูญเสียขึ้นที่นี่ละก็ ไม่นานนักผัวหลงก็จะออกมาได้ทันที!"
ที่ด้านหลังประตู อสูรผัวหลงเองก็กำลังดิ้นรนอยู่เช่นกัน มันคำรามลั่น "ถ้ามันกล้ามา เปิ่นจั๋วจะกินมันเป็นคนแรกเลย!"
อวี้ชิงไม่ได้พูดอะไร
นางหันไปมองเยวี่ยจ้านอีกครั้ง "เยวี่ยหลัวกับเยวี่ยเซี่ยว ทำไมถึงไปสวามิภักดิ์กับไป่จ้านได้"
เยวี่ยจ้านจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ!
ถ้ารู้ เรื่องนี้มันก็คงไม่เกิดขึ้นหรอก!
เยวี่ยจ้านลังเลไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากพูด "บางที... บางทีเยวี่ยหลัวกับไป่จ้านอาจจะสมรู้ร่วมคิดอะไรกันอยู่ก็ได้"
ไร้สาระ!
อวี้ชิงด่าในใจ ก่อนจะรีบพูด "ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว เจ้าจะก้าวข้ามผ่านอุปสรรคชั้นนี้ได้อย่างแท้จริงเมื่อไหร่กัน"
เยวี่ยจ้าน ก็ไม่นับว่าเป็นเจ้าแห่งกฎเกณฑ์ที่แท้จริง
เยวี่ยจ้านขมวดคิ้ว "จักรพรรดิมนุษย์ผนึกแม่น้ำแห่งกาลเวลาเอาไว้ ความโกลาหลก็ถูกปิดกั้นไว้ตั้งแต่แรกแล้วเหมือนกัน ไม่ว่าจะเดินบนมรรคาเส้นไหน ก็ยากที่จะทะลวงด่านได้อย่างแท้จริง! เว้นเสียแต่ว่า... ข้าจะไปทะลวงระดับที่ด้านหลังประตู แล้วค่อยหาโอกาสออกมา!"
"ไปด้านหลังประตูรึ"
อวี้ชิงขมวดคิ้ว นางถามด้วยความลังเลว่า "อยู่ที่นี่ ไม่สามารถทะลวงระดับได้เลยงั้นรึ"
เยวี่ยจ้านพยักหน้า "เจ้าดูอย่างมังกรโกลาหลก็รู้แล้ว ถ้าทำได้ เขากับพยัคฆ์แปดปีกก็คงไม่คิดคดทรยศ เพื่อวางแผนแย่งชิงเจตจำนงโกลาหลบนตัวเจ้าหรอก! ความจริงแล้ว ความโกลาหลก็อยู่ที่ด้านหลังประตู ส่วนที่อยู่ด้านนอกประตูนั้น เกรงว่าคงยากที่จะทะลวงระดับได้!"
เยวี่ยจ้านถอนหายใจเฮือกใหญ่ "แต่เดิมข้าคิดว่า มรรคาโกลาหลคงจะไม่ถูกจำกัดเอาไว้ แต่ผลปรากฏว่า... ก็ยังคงถูกจำกัดอยู่ดี! ถ้ารู้แต่แรกว่าเป็นแบบนี้..."
ดูเหมือนจะไม่มีทางเลือกเลยแฮะ!
ไม่ว่าจะเดินบนเส้นทางไหน ผลลัพธ์ก็คงจะเหมือนกันหมดนั่นแหละ
ความโกลาหล ถูกผนึกเอาไว้แล้ว!
จุดนี้ ความจริงแล้วไม่เหมือนกับที่ซูอวี่คาดเดาเอาไว้เลย หากวิถีโกลาหลสามารถกลายเป็นเจ้าแห่งกฎเกณฑ์ได้อย่างแท้จริง เยวี่ยจ้านก็คงทะลวงระดับไปตั้งนานแล้ว มังกรโกลาหลก็เช่นกัน ทั้งคู่ความจริงแล้วก็นับว่ามีความแข็งแกร่งและระดับพลังเป็นเจ้าแห่งกฎเกณฑ์ที่แท้จริงแล้ว ทว่า ก็ยังขาดไปอีกเพียงเส้นด้ายบางๆ ขั้นหนึ่งเท่านั้นเอง!
ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถก้าวข้ามผ่านไปได้เลย!
จู่ๆ เขาก็มองไปยังอวี้ชิง สีหน้าของอวี้ชิงเปลี่ยนไปเล็กน้อย นางส่งเสียงทางจิตตวาดลั่น "ไม่ได้! เจ้าอยากเปิดศึกกับเผ่าโบราณโกลาหลหรือไง เจตจำนงโกลาหลน่ะ พยัคฆ์แปดปีกกับมังกรโกลาหลจะหมายปองหรือคิดทะเยอทะยานอย่างไรก็ได้ แต่เจ้าทำไม่ได้! อย่าแม้แต่จะคิดเชียวนะ!"
นางล่วงรู้ความคิดของเยวี่ยจ้านในทันที!
เขาเองก็อยากจะกลืนกินเจตจำนงโกลาหลเหมือนกัน!
เยวี่ยจ้านเองก็บำเพ็ญมรรคาโกลาหล
เยวี่ยจ้านส่งเสียงทางจิตบอก "ศิษย์พี่หญิง พวกเราใช้ข้ออ้างว่าถูกคนแย่งชิงไปก็ได้นี่..."
"โง่เขลา ถ้าเจ้าทะลวงระดับได้ ใครจะไปเชื่อว่าถูกแย่งชิงไปล่ะ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่นานผัวหลงก็จะออกมาแล้ว เจ้าอยากจะล่วงเกินมันหรือไง เจตจำนงโกลาหลนั่น เป็นตัวตนอันทรงพลังที่อยู่ด้านหลังประตู พวกเขาได้ร่วมกันหลอมรวมมันขึ้นมาเชียวนะ..."
"มันไม่มีประโยชน์อะไรหรอก!"
สีหน้าของเยวี่ยจ้านค่อนข้างอึมครึม "พยัคฆ์แปดปีกกับมังกรโกลาหลไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุม ความจริงแล้วของสิ่งนี้มันก็คือขยะชัดๆ! ในเมื่อเป็นขยะ สู้เอาขยะมาใช้ประโยชน์ให้ข้าทะลวงระดับดีกว่า หากข้าทะลวงระดับได้ เมื่ออสูรผัวหลงออกมา เราทั้งสามที่เป็นเจ้าแห่งกฎเกณฑ์ ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวใครอีกต่อไปแล้ว!"
มันคือขยะ!
ก่อนหน้านี้เจตจำนงโกลาหลมีไว้เพื่อควบคุมอสูรโบราณพวกนั้น แต่ตอนนี้ล่ะ
มันหมดประโยชน์ไปแล้วไม่ใช่รึไง
สู้เอามาให้ข้าใช้จะดีกว่า!
อวี้ชิงขมวดคิ้ว ส่งเสียงตวาดผ่านทางจิต "เจ้าจะไปรู้อะไร! ความจริงแล้วนี่ก็คือเข็มทิศนำทางเหมือนกัน! เจตจำนงโกลาหลก็คือพิกัดระบุตำแหน่ง ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าอสูรโบราณพวกนั้นจะยอมปล่อยมันไว้บนตัวข้าเหรอ การที่ผัวหลงจะออกมาได้ ก็เกี่ยวข้องกับของสิ่งนี้เหมือนกัน! ถ้าเกิดทำหล่นหายไปจริงๆ ผัวหลงก็ยากที่จะหาทางมาที่ถูกต้อง เพื่อข้ามผ่านประตูนรกได้!"
ส่วนเรื่องการควบคุมอสูรโบราณนั้น นั่นก็เป็นแค่ผลพลอยได้ต่างหากล่ะ!
เยวี่ยจ้านชะงักไป ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!
งั้นของสิ่งนี้ ก็ไม่ควรจะขยับเขยื้อนได้ง่ายๆ เสียแล้ว
แต่เขาไม่ยินยอมพร้อมใจเลยสักนิด!
เขาเองก็อยากทะลวงระดับเหมือนกันนะ!
ถ้าไม่ยอมมอบของสิ่งนี้ให้กับตัวเอง งั้นตัวเองก็คงทำได้แค่ไปทะลวงระดับที่ด้านหลังประตู หรือไม่ก็รอจนกว่าประตูนรกจะเปิดออก แล้วค่อยทะลวงระดับท่ามกลางแรงกระแทกของความโกลาหลแล้วล่ะ
ประตูนรก ได้ผนึกความโกลาหลเอาไว้แล้ว
อีกทั้งยังผนึกโอกาสที่มรรคาโกลาหลจะบรรลุมรรคาในยุคหลังไว้ด้วยเช่นกัน!
ชั่วขณะหนึ่งเยวี่ยจ้านก็ไม่รู้ว่าควรจะคิดเช่นไร เผ่าศักดิ์สิทธิ์ที่เคยแข็งแกร่งก่อนหน้านี้ จู่ๆ ก็ต้องมาตกต่ำลงฮวบฮาบแบบนี้ เขายังคงทำใจยอมรับมันได้ยากอยู่ดี
เขาอยากจะทะลวงระดับ!
ฝ่ายอวี้ชิง ในเวลานี้ก็นิ่งเงียบไปเช่นกัน หากเป็นไปได้ นางเองก็อยากจะมอบของสิ่งนี้ให้เยวี่ยจ้าน แต่ว่า มันเป็นไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับเป็นการแตกหักกับตัวตนอันทรงพลังที่อยู่ด้านหลังประตู
นางรีบส่งเสียงบอกทางจิต "อย่าเพิ่งร้อนใจไปเลย ประมุขศักดิ์สิทธิ์ได้บุกเข้าไปในส่วนลึกของความโกลาหลแล้ว บางทีอีกไม่นานก็คงจะเปิดบานประตูได้อย่างสมบูรณ์ ปลดปล่อยยุคแห่งความโกลาหลออกมาได้แล้ว เมื่อถึงตอนนั้น ทุกอย่างก็จะง่ายดายขึ้นมาทันตาเห็น!"
"ประมุขศักดิ์สิทธิ์... กำลังเปิดประตูงั้นรึ"
"ใช่!"
เมื่ออวี้ชิงเห็นเขาไม่เอ่ยถึงเรื่องนั้นอีก นางก็รีบพูดต่อ "ประมุขศักดิ์สิทธิ์ได้ตกลงกับตัวตนอันทรงพลังในความโกลาหลเรียบร้อยแล้ว ประมุขศักดิ์สิทธิ์จะช่วยพวกเขาทลายประตูนรกให้เปิดออกอย่างสมบูรณ์! และบรรดายอดฝีมือในความโกลาหลเหล่านี้ ก็จะยอมให้เผ่าศักดิ์สิทธิ์ของเราเป็นใหญ่ชั่วคราว!"
เอาเถอะ!
ครั้งนี้เยวี่ยจ้านไม่เก็บไปคิดอีกแล้ว เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกลิงโลด ดีใจเป็นล้นพ้น จึงส่งเสียงถามทางจิตว่า "แล้วศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ จะออกมาได้ไหม"
"พวกเขากำลังร่วมมือกับประมุขศักดิ์สิทธิ์อยู่! รอจนกว่าประมุขศักดิ์สิทธิ์จะออกมาได้ แผ่นฟ้าผืนนี้ ก็จะตกเป็นของเผ่าศักดิ์สิทธิ์ของเราอยู่ดี!"
เยวี่ยจ้านพยักหน้า ในใจเต็มไปด้วยความคาดหวัง
...
พวกเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง แต่พวกเทียนกู่กลับมีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัก
ซูอวี่กลับมาอีกแล้ว!
ในเวลานี้ ที่ด้านนอกภูเขามนุษย์ ซูอวี่ส่งยิ้มกว้าง วินาทีแรกที่เห็นพวกเขาก็เข้าประเด็นทันที "เอาป้ายสมาชิกสภามาให้ฉัน! ฉันจะเอาไปใช้ประโยชน์ เอาไปเปิดทางเชื่อมมิติ เพื่อเปิดการติดต่อระหว่างแดนเบื้องบนกับแดนเบื้องล่าง ปล่อยให้พวกไป่จ้านกับพวกอวี้ชิงมาประจันหน้ากัน!"
เทียนกู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย "เปิดทางเชื่อมมิติระหว่างแดนเบื้องบนกับแดนเบื้องล่างอย่างสมบูรณ์เลยงั้นรึ"
"ใช่!"
ซูอวี่หัวเราะร่วน "ทำไม ทำไม่ได้เหรอ"
เทียนกู่เอ่ยเสียงต่ำ "แล้วถ้าไป่จ้านร่วมมือกับอีกฝ่ายล่ะ แบบนั้นมันจะไม่ยิ่งยุ่งยากไปกันใหญ่รึ"
ซูอวี่ยิ้ม "จะกลัวอะไรล่ะ งั้นฉันก็มาร่วมมือกับพวกนายสิ ว่าไงล่ะ"
เทียนกู่นิ่งเงียบ
พวกเจ้าร่วมมือกับพวกไป่จ้าน แล้วมากำจัดพวกข้าด้วยกันซะมากกว่าสิ!
ไม่มีใครเป็นคนดีเลยสักคน!
แต่ว่า... ถ้าไม่ให้ ซูอวี่จะหมดหนทางจริงๆ งั้นหรือ
หมอนี่ เห็นได้ชัดว่ายังมีวิธีอื่นที่จะเข้าออกเขตแดนเบื้องบนและเบื้องล่างอยู่อีก พวกเยวี่ยหลัวหลบหนีเข้าไปในส่วนลึกของความโกลาหล บางทีส่วนลึกนั่นอาจจะสามารถเชื่อมต่อทั้งภายในและภายนอกได้เหมือนกัน
คิดมาถึงตรงนี้ เทียนกู่ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ให้เจ้าก็ได้!"
"รู้จักว่าอะไรเป็นอะไรดีนี่!"
ซูอวี่หัวเราะ "อย่าทำหน้าเศร้าสร้อยไปเลยน่า อย่ากลัวไป ฉันคอยคุ้มครองนายอยู่ ก่อนที่นายจะถูกพวกโต้วเปากิน ฉันจะปล่อยให้นายตายได้ยังไงล่ะ ไม่อย่างนั้นฉันก็คงรู้สึกผิดต่อคำทำนายของจักรพรรดิชะตาแย่สิ!"
สีหน้าของเทียนกู่เปลี่ยนไปเล็กน้อย!
ซูอวี่ยิ้มตาหยี "มองฉันทำไมล่ะ นายกับโต้วเปา... มีความแค้นต่อกันสินะ! หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เป็นความแค้นที่นายก็ไม่รู้ โต้วเปาเองก็ไม่รู้ แต่การกินนายมันแทบจะกลายเป็นความยึดติดไปแล้ว โต้วเปาความจริงแล้วก็คือพลังกฎเกณฑ์จำแลงร่างมา และก่อนตายก็คงจะเป็นเจ้าแห่งกฎเกณฑ์อะไรสักอย่างด้วย หรือว่านายกับโต้วเปาจะมีความแค้นต่อกันจริงๆ"
เทียนกู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปยังซูอวี่ ก่อนจะเอ่ยเสียงต่ำ "เขาเป็นฝ่ายมาตามรังควานข้าตลอดต่างหาก!"
เขากับโต้วเปาจะไปมีความแค้นอะไรต่อกันล่ะ
แต่ว่าไปแล้ว ตั้งแต่ยุคโบราณเป็นต้นมา โต้วเปาก็มีความยึดติดอยากจะกินเขามาโดยตลอด มันก็น่าแปลกอยู่เหมือนกัน!
เทียนกู่ครุ่นคิดอยู่ในใจ ไม่นานนัก เขาก็เอ่ยเสียงต่ำว่า "เรื่องนี้ เอาไว้ก่อนเถอะ! ป้ายสมาชิกสภา พวกเรามอบให้เจ้าได้ แต่ยังไงก็ต้องขอให้จักรพรรดิอวี่ชี้แนะข้าด้วย ว่าจะทำลายผนึกได้อย่างไร"
ซูอวี่หัวเราะร่วน "นายช่างยึดติดฝังลึกซะจริงๆ! ทำลายผนึก... ใกล้แล้วล่ะ! วางใจเถอะ ใครๆ ก็อยากทำลายผนึกด้วยกันทั้งนั้น รอไปก่อนละกัน!"
เทียนกู่มองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ก่อนจะตวาดลั่น "เอาป้ายสมาชิกสภาออกมาให้หมด!"
พูดจบ เขาก็เอ่ยเสริมอีกว่า "อีกส่วนหนึ่งอยู่ที่ฝั่งของเผ่ามาร..."
"อืม ส่วนใหญ่ฉันก็ได้มาหมดแล้วล่ะ ยังเหลืออีกสองสามอัน น่าจะอยู่ในมือของหมัวเทียนจุนล่ะมั้ง!"
ซูอวี่ยิ้ม "ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันก็หาทางเอามาจนได้นั่นแหละ ตอนนี้เขาพาคนของเผ่ามารมาด้วย ความจริงแล้วในแดนเบื้องบนมันก็ไม่มีที่ให้ซ่อนตัวหรอกนะ ไม่นานก็คงต้องไปที่ฝั่งเผ่าคนบาปอยู่ดี เดี๋ยวฉันก็ไปเอามาได้เอง ถ้ายอมไม่ให้... นอกจากเขาจะอยากตายเท่านั้นแหละ!"
เทียนกู่ไม่มีอะไรจะพูด
ซูอวี่เนี่ย ตั้งแต่อยู่แดนเบื้องล่าง ก็เหิมเกริมลามมาจนถึงแดนเบื้องบนจริงๆ บางครั้งก็พานให้รู้สึกอิจฉาซูอวี่ขึ้นมาตงิดๆ
ไม่นานนัก ป้ายสมาชิกสภากว่า 30 อัน ก็ตกไปอยู่ในมือของซูอวี่จนหมดสิ้น
พอซูอวี่ได้ของมา เขาก็รีบหันไปถาม "โหวเลี่ยคง จะไปหรือไม่ไปล่ะ"
บนภูเขา โหวเลี่ยคงแห่งเผ่ามิติถึงกับชะงัก ซูอวี่ยิ้มร่า "คู่บำเพ็ญของนายขอร้องให้ฉันมาช่วยพาตัวนายไป นายจะไปหรือไม่ไปล่ะ ถ้าไป ฉันก็จะถือโอกาสพาพวกนายไปซะด้วยเลย! แล้วก็ยังมีเผ่าโฮ่วด้วย เผ่าโฮ่วอ่อนแอเกินไป ถ้าไม่ไปคงได้ตายจริงๆ แน่! ส่วนเผ่าชะตาช่างเถอะ เทียนมิ่ง นายก็ปกป้องตัวเองให้ดีก็แล้วกัน!"
คราวนี้ล่ะ หมื่นเผ่าหน้าเขียวคล้ำกันไปเป็นแถบ!
นี่มันหมายความว่ายังไง
เล่นพากันไปซึ่งๆ หน้าแบบนี้เลยเรอะ!
ฝ่ายเทียนกู่ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะกล่าวเสียงต่ำ "ปล่อยคน! ถ้าจะไป ก็รีบไปซะตั้งแต่ตอนนี้แหละ!"
ไปก็ดีเหมือนกัน หมื่นเผ่าจะได้สะอาดขึ้นมาบ้าง!
ทางที่ดี เทียนมิ่งกับเหลยเป้าก็ควรจะพาคนไสหัวไปด้วย แบบนั้นน่ะดีที่สุดเลย!
บนภูเขา โหวเลี่ยคงไม่ลังเลอีกต่อไป เขารีบพาฝูงอสูรโบราณมิติกลุ่มหนึ่ง บินออกมาด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น นี่ก็คือ... ไปแล้วงั้นรึ
ช่างง่ายดายอะไรเช่นนี้!
ส่วนในที่ไกลออกไป ชนเผ่าเล็กๆ แห่งหนึ่ง คนจำนวนหนึ่งของเผ่าโฮ่วต่างพากันมองไปยังผู้ที่อยู่ในระดับผสานมรรคาเพียงคนเดียวนั้น ตกลงจะไปหรือไม่ไปดีล่ะ
ยอดฝีมือระดับผสานมรรคาผู้นั้นกล่าวอย่างลังเล "แดนเบื้องล่างส่งข่าวมาว่า เผ่าของเรา..."
"จักรพรรดิโฮ่วงั้นเหรอ"
ซูอวี่หัวเราะ "บอกว่าถูกฉันฆ่าตายแล้วงั้นสิ จะฆ่าเขาทำไมล่ะ ตอนนี้จักรพรรดิโฮ่วก็มีความเป็นอยู่ที่ไม่เลวเลยนะ นายจะไปหรือไม่ไป ถ้าไม่ไป ฉันไปล่ะนะ!"
ยอดฝีมือเผ่าโฮ่วผู้นั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานเขาก็กัดฟันคำรามลั่น "ประชากรเผ่าข้า ถอนตัว!"
ไปเถอะ!
ภูเขาลูกใหญ่ที่ชื่อว่าหมื่นเผ่าลูกนี้ ดูเหมือนจะพังทลายลงมาแล้ว!
ตอนนี้ไม่ไป แล้วจะรอไปตอนไหนอีกล่ะ
ครู่ต่อมา ซูอวี่ก็พายอดฝีมือของทั้งสองเผ่าจากไปอย่างรวดเร็ว ส่วนบนภูเขานั้น เทียนมิ่งมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ "เขาจงใจน่ะ ข้าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาสักหน่อย!"
พวกเทียนกู่ต่างก็ร้านจะพูดอะไรอีกแล้ว!
เจ้าเห็นทุกคนตาบอดจริงๆ หรือไงฮะ
ทว่าเทียนกู่กลับกำลังคิดอยู่ว่า ซูอวี่หมอนี่ คิดจะทำอะไรอีกกันแน่นะ
ปลดผนึกแดนเบื้องบนและเบื้องล่างงั้นรึ
"ปลดผนึกจักรพรรดิอู่กระมัง"
เขาพึมพำเสียงเบา ความคิดต่างๆ ผุดวาบขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ
ไม่นานนัก เขาก็นึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของซูอวี่ ตัวเองกับโต้วเปา หรือจะมีความแค้นต่อกันจริงๆ งั้นรึ
ความยึดติดที่โต้วเปาอยากจะกินเขา มันก็มีมาหลายปีดีดักแล้วจริงๆ
บางครั้งเรื่องมันก็มักจะพิลึกพิลั่นแบบนี้แหละ ในเมื่อโต้วเปาอยากจะกินเขามาโดยตลอด แถมยังลุกลามมาตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงบัดนี้ เกรงว่าคงจะมีเรื่องราวอะไรที่เขาไม่รู้อยู่จริงๆ
เทียนกู่ยิ่งรู้สึกสับสนวุ่นวายใจ!
ในอนาคต บางทีคงต้องสู้กันสักตั้งซะแล้ว
ตัวเองถูกลิขิตมาให้ต้องตายในปากของโต้วเปาจริงๆ งั้นรึ
นี่ ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เขาอยากจะเห็นเลยสักนิด
เขาไม่มัวเก็บมาคิดอีก เริ่มรู้สึกหมดอาลัยตายอยากอยู่บ้าง เดินไปพลางเอ่ยไปพลาง "แดนเบื้องบนเบื้องล่างเปิดเมื่อไหร่ เหลยเป้าก็พาคนไปเถอะ!"
สีหน้าของเหลยเป้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เอ่ยอย่างกระอักกระอ่วนใจว่า "สหายเทียนกู่ คำพูดนี้..."
"ถ้าไม่ไป... งั้นก็อยู่ต่อก็แล้วกัน!"
เทียนกู่เอ่ยอย่างสงบนิ่งถึงขีดสุด "หมื่นเผ่า ยังพอมีกำลังรบอยู่บ้าง หรือว่าพี่เหลยเป้าคิดจริงๆ ว่าพวกเราจะล้างบางเผ่ายักษ์ไม่ได้น่ะ"
เหลยเป้าถึงกับพูดไม่ออกไปเลย เนิ่นนานให้หลังจึงเอ่ยว่า "งั้นเทียนมิ่ง..."
โหวเทียนมิ่งปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ด้วยสีหน้าเรียบเฉย เจ้าจะมายุ่งอะไรกับข้าเล่า!
ข้าอยากจะไปก็ไป ถ้าไม่ไป เทียนกู่ก็ทำอะไรไม่ได้หรอก!
เห็นได้ชัดว่าเทียนกู่กลัวซูอวี่มากกว่า แค่นี้ก็มองไม่ออก ไอ้หน้าโง่เอ๊ย!