ย้อนเวลามาสร้างตำนานมหาเศรษฐีฮ่องกง · khram
ตอนที่ 101
บทที่ 101 เจตนารมณ์ของ 3M และการถือกำเนิดของรูบิก
สหรัฐอเมริกา ลอสแอนเจลิส
ภายในโกดังขนาดใหญ่กว่า 10,000 ตารางเมตร มีรถโฟล์คลิฟต์และรถบรรทุกจำนวนมากวิ่งไปมาอยู่ทั่วบริเวณ
ที่นี่คือหนึ่งในคลังสินค้าศูนย์กลางขนาดใหญ่ของ 3M ยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมของอเมริกา ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่รายอื่น ตรงที่สินค้าเกือบทั้งหมดของ 3M ล้วนเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน
เช่น เทป กภาชนะในครัวเรือน เฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็ก ภาชนะในครัว ถุงพลาสติก ฟองน้ำ แปรง ลูกขัดเหล็ก ถุงมือ พลาสติกแรป กระดาษ เทปแม่เหล็ก ฯลฯ นับพันนับหมื่นรายการ เรียกได้ว่ามีทุกอย่างที่คุณนึกออก
สินค้าหลายอย่างในนั้นเป็นสิ่งประดิษฐ์ของ 3M เอง หรือไม่ก็เป็นของที่ถูกพัฒนาและปรับปรุงขึ้นใหม่
ด้วยความสามารถด้านการวิจัยและพัฒนาระดับแนวหน้าของโลก ทำให้ 3M มีสิทธิบัตรจดทะเบียนมากที่สุดในโลก และส่งผลให้สินค้าของพวกเขาขายดีทั่วโลก
แม้ว่าสินค้าแต่ละชิ้นจะมีมูลค่าเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อนำมารวมกัน ก็ทำให้ 3M กลายเป็นหนึ่งใน 50 บริษัทใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ได้
อย่างไรก็ตาม ด้วยความหลากหลายของสินค้าแบบนี้ จึงต้องพึ่งพาระบบโลจิสติกส์ที่แข็งแกร่ง 3M จึงมีโกดังและกองรถบรรทุกเป็นของตัวเองในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯ
โรเบิร์ตยืนอยู่ไม่ไกลจากรถบรรทุกคันหนึ่ง กำลังมองดูรถโฟล์คลิฟต์กำลังยกพาเลตที่บรรจุโพสต์อิทลงจากรถ
โรบิน เพื่อนเก่าแก่ของเขา ผมสีบลอนด์หยิกเป็นลอน ตาสีฟ้า เอ่ยขึ้นว่า “โรเบิร์ต โพสต์อิทที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอเลยนะ แค่นี้ยังไม่พอสำหรับแคลิฟอร์เนียกับเนวาดาเลยด้วยซ้ำ”
โรเบิร์ตไหล่ผายอย่างสง่างามแล้วพูดว่า “ใช่ ฉันก็รู้ แต่กำลังการผลิตจากฮ่องกงต้องใช้เวลาในการเพิ่มขึ้น ฉันก็บอกพวกเขาไปหลายรอบแล้ว และพวกเขาก็พยายามเร่งการผลิตอยู่”
“เป็นเพราะปัญหาเรื่องเงินทุนรึเปล่า?” โรบินถามต่อ “ฉันรู้ว่าเขาเคยขอให้เราจ่ายค่าสินค้าล่วงหน้าไปครั้งหนึ่ง ถ้าหากเขายังต้องการเงินทุนอีก ฉันคิดว่าทางบริษัทก็พร้อมจะช่วยจ่ายล่วงหน้าอีกครั้ง”
“ขนาดนั้นเลย? ผู้บริหารใจดีขนาดนี้เชียว?” โรเบิร์ตดูแปลกใจ ถามกลับ “หรือว่ายังจะเอาสิทธิบัตรโพสต์อิทมาเป็นหลักประกันอีก? ฉันบอกไว้แล้วนะ ถ้ายังอยากได้สิทธิบัตร ก็ให้คนอื่นไปเจรจากับอีริคที่ฮ่องกงเถอะ!”
“ไม่ใช่หรอก” โรบินยิ้ม “ผู้บริหารอยากได้สิทธิ์ตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศอื่น ๆ”
“อืม แบบนี้ก็ฟังขึ้นอยู่” โรเบิร์ตพยักหน้า “แต่ฉันก็เคยคุยกับอีริคแล้ว เขายืนยันว่ากำลังการผลิตยังไม่เพียงพอ ไม่สามารถขยายตลาดได้ในทันที จึงมุ่งเน้นตลาดอเมริกาก่อน”
โรบินหัวเราะ “นั่นแหละคือประเด็น กำลังการผลิตแม้จะมีปัญหาอื่น ๆ อยู่บ้าง แต่สุดท้ายแล้วมันก็เป็นเรื่องเงินล้วน ๆ ถ้ามีเงินทุนพอ สินค้าแบบนี้ เพิ่มการผลิตขึ้นอีกหลายสิบเท่าในสองสามเดือนก็ไม่ใช่เรื่องยาก
ขอแค่ผลิตได้มากขึ้น เขาก็จะได้กำไรมากขึ้น เราก็จะทำกำไรได้จากตลาดอเมริกาด้วย
และถ้าโมเดลนี้สามารถทำซ้ำได้ในประเทศอื่น มันก็เป็นวิน-วินทั้งเราและอีริค”
“แล้วคิดจะจ่ายล่วงหน้าเท่าไหร่?” โรเบิร์ตถามอย่างอยากรู้
โรบินยกนิ้วขึ้นหนึ่งนิ้ว “1 ล้านดอลลาร์?”
“1 ล้าน? ผู้บริหาร...” โรเบิร์ตเงียบไปพักหนึ่ง แล้วมองไปรอบ ๆ เห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ ๆ จึงกระซิบว่า “พวกเขาบ้าไปแล้วเหรอ? ตอนนั้นฉันใช้เวลาตั้ง 3 วันกว่าจะเกลี้ยกล่อมให้เพิ่มข้อเสนอซื้อสิทธิบัตรโพสต์อิทจาก 50,000 ดอลลาร์!”
1 ล้านดอลลาร์ ในยุคนี้ถือว่าเป็นเงินจำนวนมหาศาล แม้แต่กับบริษัทใหญ่แบบ 3M ที่มียอดขายต่อปีแค่ไม่ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ก็นับว่าเป็นเงินจำนวนมากแล้ว
โรบินอธิบาย “โรเบิร์ต นายเป็นคนแรกในบริษัทที่มองเห็นคุณค่าของโพสต์อิท และความจริงก็พิสูจน์แล้วว่าคาดการณ์ของนายถูกต้อง มันฮิตมากในตอนนี้
แต่นั่นก็เป็นแค่การคาดการณ์ของนาย ยังไม่มีตัวเลขชัดเจน ดังนั้นฝ่ายบริหารจึงให้ทีมวิเคราะห์การตลาดไปทำการประเมินอย่างละเอียด และได้ตัวเลขที่น่าตกใจมาก”
“โอ้ แล้วคาดการณ์ตลาดอเมริกาเหนือไว้เท่าไหร่?” โรเบิร์ตถามด้วยความอยากรู้
โรบินพูดถูก แม้ว่าเขาจะมองเห็นโอกาสจากโพสต์อิท แต่ขนาดตลาดจริง ๆ เขาก็ไม่มีข้อมูล ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์ตัวเลขและข้อมูลขนาดใหญ่ถึงจะประเมินได้
และถึงแม้ตัวเลขจะไม่แม่นยำเป๊ะ ๆ แต่ถ้าอยู่ในระดับใกล้เคียงก็เพียงพอแล้ว สำคัญคือตัวเลขไม่ผิดไปหลายเท่าก็พอ
โรบินตอบว่า “ฝ่ายการตลาดประเมินไว้ว่าตลาดจะมีมูลค่าประมาณ 30 - 50 ล้านดอลลาร์ต่อปี นายเชื่อได้ไหม?”
“30 ถึง 50 ล้านดอลลาร์?” โรเบิร์ตได้ยินแล้วก็อึ้ง ถามกลับว่า “จะเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ต้องเข้าใจก่อนว่า ภายใต้แบรนด์ 3M มีสินค้ามากมายหลายประเภท รวมกันแล้วทั้งบริษัทจึงมีรายได้เกินพันล้านเหรียญต่อปี
แต่ถ้าพูดถึงรายได้จากผลิตภัณฑ์เดี่ยว ๆ ที่เกิน 30 ล้านดอลลาร์ มีแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้นที่เป็นสินค้าหลักจริง ๆ
“ใช่ มันน่าทึ่งมากจริง ๆ” โรบินหยิบโพสต์อิทออกมาจากกระเป๋า แล้วพูดว่า “ของชิ้นนี้มันเรียบง่ายสุด ๆ เรียบง่ายจนแทบไม่มีอะไรจะลดทอนอีกแล้ว แต่มูลค่าตลาดของมันสูงเกินคาด ที่สำคัญคือ มันมีสิทธิบัตรคุ้มครอง
ตอนนี้คณะกรรมการบริษัทถึงกับเสียใจเลยว่า ตอนนั้นน่าจะเสนอซื้อสิทธิบัตรแพงกว่านี้อีกหน่อย”
“แพงกว่านี้อีกนิด? คงไม่ช่วยอะไรมากหรอก!” โรเบิร์ตนึกถึงช่วงเวลาที่เขาเคยเจรจากับหยางเหวินตงที่ฮ่องกง แล้วพูดว่า “อีริคเป็นคนฉลาดมาก เขารู้แน่ ๆ ว่าโพสต์อิทมีมูลค่าแค่ไหน”
“ก็อาจจะใช่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสนะ” โรบินยิ้ม “โพสต์อิทมีมูลค่าสูงก็จริง แต่ถ้าจะดึงศักยภาพของมันออกมาให้ถึงที่สุด ต้องอาศัยเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง
และในระดับโลก มีบริษัทที่มีความสามารถระดับนี้อยู่แค่ไม่กี่รายเท่านั้น ถ้าเขาร่วมมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่พวกนี้ กำไรที่เขาจะได้ก็ยังคงมีขีดจำกัดอยู่ดี”
โรเบิร์ตส่ายหัวแล้วพูดว่า: “นายประเมินเอริคต่ำไป เขาไม่ได้เก่งแค่เรื่องสิทธิบัตรการประดิษฐ์เท่านั้น แต่ยังมีสายตาทางธุรกิจที่เฉียบคมมาก ตอนที่ฉันไปเจรจาขอสิทธิ์จำหน่ายโพสต์อิทในอเมริกา ฉันต้องคุยอยู่หลายรอบกว่าจะได้สิทธิ์มา ทั้งที่ตอนนั้นฝั่งเขายังมีแค่สิทธิบัตร ไม่มีอะไรอย่างอื่นเลย
ตั้งแต่การจำกัดเวลา ไปจนถึงการจำกัดพื้นที่ เขาวางแผนไว้อย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่าเขากลัวว่าช่องทางการจัดจำหน่ายจะกลายเป็นผู้มีอำนาจมากเกินไป แล้วย้อนกลับมาทำลายผลประโยชน์ของเขา เพราะฉะนั้น ถ้าพวกนายอยากได้สิทธิ์จำหน่ายในประเทศอื่นนอกจากอเมริกา จะยิ่งยากเข้าไปใหญ่”
“ถ้ามันมีผลประโยชน์ เขาก็คงไม่ถึงกับไม่ยอมร่วมมือใช่ไหม?” โรบินขมวดคิ้วพูด
“ไม่แน่ ต้องดูว่าเอริคคิดยังไง” โรเบิร์ตหัวเราะแล้วพูดต่อ “ตอนนั้นฉันก็รู้สึกว่าเขาไม่อยากให้สิทธิ์การจำหน่ายในประเทศอื่นกับเราอีก
ถ้าพวกนายแค่จะเอาเงินล่วงหน้าจากการสั่งของมาเป็นข้อต่อรอง อาจจะไม่พอ เพราะตอนนี้ธุรกิจเขาก็ดีขึ้นแล้ว ถ้าเขาอยากขยายกิจการจริงๆ ไปขอกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงินในท้องถิ่นก็คงไม่ยาก”
“อย่างนั้นเหรอ” โรบินหันไปมองโรเบิร์ตอีกครั้งแล้วพูดว่า “งั้นให้คุณไปฮ่องกงอีกครั้งดีไหม?”
“ให้ฉันไป?” โรเบิร์ตรีบปฏิเสธ “ครั้งก่อนฉันก็เกลี้ยกล่อมเขาไม่สำเร็จ ครั้งนี้เพิ่งผ่านมาไม่กี่เดือน จะให้ไปอีก มันจะดูไม่ให้เกียรติเขาเปล่าๆ นะ? ถ้าจะเริ่มเจรจาใหม่ก็ควรเปลี่ยนคนไป”
โรบินหัวเราะแล้วพูดว่า: “คุณเองก็พูดแล้วว่าเอริคฉลาด มีสายตาเฉียบคม และไม่ยอมให้สิทธิ์จำหน่ายในประเทศอื่น ถ้าส่งคนอื่นไปก็คงได้ผลไม่ต่างกัน
ช่วงที่ผ่านมา คุณเองก็เป็นคนติดต่อเขาตลอด อย่างน้อยก็พอมีความสัมพันธ์กันอยู่บ้าง งั้นก็พูดคุยแบบเปิดอกกันเลยดีกว่า ดูซิว่าเขาจะยอมให้เราสิทธิ์จำหน่ายในประเทศอื่นๆ ได้หรือไม่ และต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง”
“ต้องเป็นฉันจริงๆ เหรอ?” โรเบิร์ตถามย้ำ
โรบินตอบว่า: “ผมคิดว่าไม่มีใครเหมาะเท่าคุณแล้ว โรเบิร์ต ตอนนี้บอร์ดบริหารให้ความสำคัญกับสิทธิ์จำหน่ายในประเทศอื่นมาก
ถ้าอย่างที่คุณว่ามา ส่งคนอื่นไปอาจไม่ได้ผล สุดท้ายก็ยังต้องเป็นคุณอยู่ดี”
“งั้นก็ได้ ฉันจะลองดูอีกครั้ง” โรเบิร์ตนิ่งคิดสักพักก่อนจะตกลง
ที่จริง การที่เขาเป็นคนแรกๆ ที่เห็นศักยภาพของโพสต์อิทในตลาด และไปหาผู้ถือสิทธิบัตรถึงฮ่องกงจนได้สิทธิ์จำหน่ายในอเมริกามา ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างมากของ 3M แล้ว เพราะในยุคนั้น ตลาดอเมริกามีสัดส่วนถึงราว 40% ของตลาดโลกเลยทีเดียว
แต่ความโลภของทุนนิยมไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อได้ตลาดอเมริกาแล้ว พวกเขาก็อยากได้ตลาดประเทศอื่น และยังอยากได้สิทธิ์การผลิต รวมถึงสิทธิบัตรเองด้วย
แต่ว่าคนที่อยู่ที่ฮ่องกงคนนั้นก็ไม่ธรรมดาแน่นอน เขาเองก็มีแผนของเขาเช่นกัน
ฮ่องกง
ช่วงนี้ หยางเหวินตงกำลังให้ความสนใจกับเครื่องจักรใหม่จากตงเซิ่งที่เพิ่งนำเข้ามาหลายเครื่อง เครื่องจักรใหม่นี้มีผลโดยตรงต่อการเพิ่มกำลังการผลิตในอนาคต แม้ว่าจะมีอัตราการเสียหายนิดหน่อยเมื่อเทียบกับเครื่องจักรขนาดเล็กก่อนหน้า แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาใหญ่
อีกด้าน เครื่องทดสอบอุณหภูมิสูง-ต่ำที่สั่งซื้อจากญี่ปุ่นก็มาถึงแล้ว เครื่องพวกนี้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน แค่จ่ายเงินก็สามารถส่งมาทางเรือได้รวดเร็ว และเพราะหยางเหวินตงมีคอนเนคชั่นที่ท่าเรือโกดังเกาลูน การเบิกของก็เร็วมากเช่นกัน
เมื่อเครื่องอุณหภูมิสูง-ต่ำมาถึง เขาก็เอากาวดักหนูและโพสต์อิทเข้าไปทดสอบ รวมทั้งซื้อกาวจากตลาดมาหลายยี่ห้อมาทดลอง
แต่น่าเสียดาย เขายังหาผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีในฮ่องกงไม่ได้เลย ถึงแม้จะให้บริษัทจัดหางานจากญี่ปุ่นช่วยหา ก็ติดต่อได้สองคนที่ตรงคุณสมบัติ แต่พอได้ยินว่าจะต้องมาทำงานในบริษัทเล็กๆ ที่ฮ่องกง พวกเขาก็ปฏิเสธทันที
เมื่อไม่มีคนที่มีความเชี่ยวชาญ งานด้านเทคนิคก็ยากจะสำเร็จ หยางเหวินตงเข้าใจดีในตอนนี้ว่าทำไมในอดีต หลายๆ โครงการที่เกี่ยวกับความต้องการของประเทศ ล้มเหลวเพราะขาดแคลนบุคลากร
แต่ไม่นาน เขาก็ได้รับข่าวดี:
ในสำนักงานส่วนตัว หยางเหวินตงถือกล่องพลาสติกสีดำในมือ หมุนมันไปมาไม่หยุด
กล่องสี่เหลี่ยมนี้ แต่ละด้านมีช่องเล็ก 9 ช่อง แน่นอนว่านี่คือของเล่นที่โด่งดังที่สุดในอดีต: รูบิกคิวบ์
เพียงแต่ว่าตอนนี้มันยังไม่มีสี เป็นสีดำล้วน สำหรับคนในยุคนี้พอเห็นของแบบนี้ก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร แค่ดูออกว่าเป็นของที่หมุนได้เท่านั้นเอง~
หลังจากหมุนอยู่พักหนึ่ง หยางเหวินตงก็วาง "รูบิกคิวบ์" ลงแล้วพูดว่า: “ไม่เลวเลย หมุนลื่นไหลไม่มีสะดุด ตรงตามที่ฉันต้องการแล้ว”
“ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะทำสำเร็จ” หงเซียวเฟยพูดยิ้มๆ
“อืม” หยางเหวินตงพยักหน้า จากนั้นหันไปพูดว่า: “เหล่าเว่ย นายไปกับเหล่าหง เอาโครงสร้างและชิ้นส่วนทั้งหมดของของชิ้นนี้ ไปจดสิทธิบัตรทั่วโลกให้หมด”
“ครับ” เว่ยเจ๋อเทาก็ตอบรับทันที แล้วหันไปมองกล่องในมือตัวเองแล้วถามว่า: “คุณหยาง แล้วของชิ้นนี้จะเรียกว่าอะไรดีครับ? จะจดสิทธิบัตรก็ต้องมีชื่อ”
หยางเหวินตงตอบว่า: “ก็เรียกว่าโม่ฟาง ส่วนชื่อภาษาอังกฤษก็ใช้ว่า Rubik Cube ก็แล้วกัน”
ยังไงก่อนที่จะระบุสีลงไปก็ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งนี้มีประโยชน์อะไร รีบจดสิทธิบัติเชิงโครงสร้างไว้ก่อนดีกว่า
เว่ยเจ๋อเทากล่าวถามอีกว่า “คุณหยาง ถ้าจะจดสิทธิบัติในประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก ค่าจดสิทธิบัติสำหรับโครงสร้างแบบนี้อาจจะต้องใช้เงินเป็นหมื่นเหรียญฮ่องกงเลยนะ”
“ผมรู้ จดให้ครอบคลุมทั่วโลกนั่นแหละ” หยางเหวินตงยืนยันอีกครั้ง
“โอเค” เว่ยเจ๋อเทากล่าว “งั้นเดี๋ยวผมจะไปหาทนายจางตอนนี้เลย”
“อืม” หยางเหวินตงพยักหน้า จากนั้นก็หันไปพูดกับหงเซียวเฟยว่า “ลุงหง พวกคุณลำบากกันมากในช่วงนี้ เดือนนี้ผมจะให้โบนัสพิเศษเป็นการตอบแทน”
“ขอบคุณมากครับคุณหยาง” หงเซียวเฟยดีใจขึ้นมาทันที ใครออกมาทำงานก็เพราะต้องการเงินทั้งนั้น
ไม่กี่วันต่อมา เว่ยเจ๋อเทากับหงเซียวเฟยก็พากันมายังสำนักงานของหยางเหวินตง พร้อมนำเอกสารตอบกลับการยื่นขอสิทธิบัติของโครงสร้างภายในลูกบาศก์ทั้ง 4 แบบ และแบบผสมอีก 1 รวมทั้งหมด 5 ฉบับมาด้วย
“ไม่เลวเลย” หยางเหวินตงกล่าวหลังจากดูเอกสารสิทธิบัติในมือ แม้ว่ายังไม่ได้รับใบรับรองอย่างเป็นทางการ แต่เมื่อมีเอกสารตอบกลับแบบนี้ เว้นแต่จะมีคนอื่นสามารถแสดงเอกสารหรือสิทธิบัติที่ยื่นไว้ก่อนหน้านี้ได้ ก็ถือว่ามีผลทางกฎหมายเทียบเท่ากับสิทธิบัตรจริงแล้ว
เว่ยเจ๋อเทายิ้มแล้วกล่าวว่า “ของฮ่องกงยื่นเสร็จเรียบร้อยแล้ว และเพราะมีอนุสัญญาปารีส ทำให้สิทธิบัติของประเทศฝั่งตะวันตกส่วนใหญ่รวมถึงญี่ปุ่น ก็เท่ากับว่าเรายื่นไว้แล้วเหมือนกัน
แต่ทนายจางก็จะดำเนินการยื่นตามกระบวนการปกติ คาดว่าไม่เกินสองเดือนจะได้รับเอกสารตอบกลับจากทุกประเทศแล้ว”
“อืม งั้นต่อไปนี้ ฝากพวกคุณจัดการสิทธิบัตินี้อีกอันด้วย” หยางเหวินตงหยิบลูกบาศก์หลากสีออกมาจากกระเป๋าแล้วยิ้มว่า “นี่แหละคือคุณค่าที่แท้จริงของลูกบาศก์นี้ เดิมทีมันมีหกหน้า หกสี แล้วเราก็สลับตำแหน่งของมัน แล้วจึงพยายามเรียงมันกลับไปเหมือนเดิม”
หยางเหวินตงใช้เวลาหลายนาทีในการอธิบายวิธีการเล่นของลูกบาศก์ ก่อนจะโยนลูกบาศก์ที่มีสีอยู่สองอันให้กับทั้งสองคน
“นี่คือ ของเล่นเสริมไอคิวสินะ?” เว่ยเจ๋อเทาถามหลังจากดูมันอยู่พักหนึ่ง
ในฐานะที่เขาเคยทำงานในอุตสาหกรรมพลาสติกมาครึ่งชีวิต แน่นอนว่าเขารู้จักของเล่นสารพัดรูปแบบ ของเล่นเสริมไอคิวก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งมีหลากหลายแบบ แต่โดยพื้นฐานคือเพื่อทดสอบความคิดของเด็ก ๆ
“ใช่ แต่ของนี้ไม่ได้มีไว้แค่ให้เด็กเล่น ผู้ใหญ่ก็เล่นได้เหมือนกัน” หยางเหวินตงหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ลองดูสิว่าพวกคุณจะสามารถเรียงของเล่นที่สีถูกสลับกันนี้ให้กลับมาเหมือนเดิมได้ไหม”
“ได้เลย” เว่ยเจ๋อเทากับหงเซียวเฟยรู้วิธีการเล่นแล้วก็เริ่มพยายามเล่นทันที
หนึ่งนาที…
ห้านาที…
สิบนาที…
หลังจากพยายามอยู่พักใหญ่ ทั้งสองก็ยังไม่สามารถเรียงมันกลับมาได้ แม้แต่หงเซียวเฟยเองที่เป็นคนคิดโครงสร้างภายในของมันขึ้นมา ก็ยังไม่สามารถเข้าใจได้ว่าจะเรียงกลับมาอย่างไร
หยางเหวินตงพูดหยอกว่า “เป็นไงบ้าง?”
“ในเวลาสั้น ๆ คงยังเรียงกลับมาไม่ได้แน่นอน” เว่ยเจ๋อเทาก็ยอมรับตรง ๆ
“ฮ่า ๆ เวลาสั้น ๆ งั้นแปลว่ายังมั่นใจว่าจะทำได้อยู่สินะ” หยางเหวินตงหัวเราะแล้วพูดว่า “งั้นเอาสองอันนี้กลับไปเลย เลิกงานแล้วก็ลองศึกษาเล่น ๆ ดู ถ้าใครหาวิธีเรียงกลับมาได้ ผมให้รางวัล 1,000 เหรียญเลย”
“จริงเหรอครับ?” หงเซียวเฟยถึงกับตาลุกวาว
หยางเหวินตงตอบว่า “แน่นอน ผมเคยผิดคำพูดซะที่ไหนล่ะ?”
“งั้นผมต้องขอเอาจริงแล้วล่ะครับ” หงเซียวเฟยพูดด้วยความมุ่งมั่น
หยางเหวินตงพูดอีกว่า “ศึกษาก็เรื่องหนึ่ง แต่อย่าลืมไปยื่นจดสิทธิบัติเรื่องรูปลักษณ์ด้วยนะ”







