ซูอวี่ไม่ค่อยผิดหวังเท่าไหร่นักที่ไม่พบวิธีเร่งความเร็วที่เหมาะสมในห้องสมุด
หากมันเป็นเรื่องทั่วไปขนาดนั้น ทางสถาบันก็คงไม่ปิดบังไว้หรอก
เขาแค่เผื่อใจไว้สำหรับความหวังเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น และความจริงก็พิสูจน์แล้วว่าเขาคิดมากไปเอง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ทำได้เพียงมุ่งมั่นฝึกฝน 'เคล็ดไคหยวน' [เบิกปฐม] ต่อไป
...
เขาพักทานอาหารกลางวันที่สถาบัน เมื่อกลับถึงบ้านในตอนค่ำแล้วมองดูบ้านที่เงียบเหงา ซูอวี่ก็เงียบไปเล็กน้อย
พอพ่อไม่อยู่ บ้านก็เงียบเหงาลงในพริบตา
เมื่อก่อนตอนกลับจากสถาบัน พ่อจะทำกับข้าวเตรียมไว้รอเขากินข้าวพร้อมกัน พอตอนนี้มีแต่ความเงียบเหงา ซูอวี่จึงยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่นัก
เขาไม่มีอารมณ์ทำอาหาร จึงเอนหลังพิงโซฟาแล้วเปิดโทรทัศน์ ปล่อยใจให้เหม่อลอยโดยมีเสียงจากโทรทัศน์เป็นดนตรีประกอบ
โทรทัศน์ในยุคนี้ค้นหาช่องได้ไม่มากนัก
ในเขตปกครองต้าเซี่ย อย่างมากก็หาได้แค่สถานีโทรทัศน์ต้าเซี่ยและช่องท้องถิ่นอีกเพียงไม่กี่ช่องเท่านั้น
เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสนามรบพหุภพและสนามรบอื่นๆ อีกหลายแห่ง พื้นที่ครอบคลุมของสัญญาณจึงแคบและแพร่กระจายได้ยาก ดังนั้นเขตปกครองแต่ละแห่งจึงมักจะค้นหาได้เฉพาะช่องของเขตตัวเองเท่านั้น
"เมื่อเร็วๆ นี้ เขตปกครองต้าเซี่ยได้ค้นพบร่องรอยของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ หากประชาชนในเขตปกครองต้าเซี่ยพบเห็นบุคคลต้องสงสัย โปรดแจ้งหอจับลมในพื้นที่ของท่านให้ทราบทันที..."
"พวกสวะ!"
เมื่อได้ยินรายงานข่าวจากโทรทัศน์ ซูอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะสบถออกมาเบาๆ
พวกสวะเอ๊ย!
สงครามพหุภพปะทุขึ้น แม้เผ่ามนุษย์จะต้านทานเผ่าพันธุ์ศัตรูเอาไว้ได้ แต่เผ่ามนุษย์ก็ไม่ได้ถือว่าแข็งแกร่งนักในหมู่หมื่นเผ่าพันธุ์ จึงมักจะมีพวกสวะบางกลุ่มเกิดความคิดอื่นขึ้นมาในเวลานี้และเลือกที่จะไปสวามิภักดิ์ต่อเผ่าพันธุ์อื่น
ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ไม่ใช่ลัทธิเดียว แต่เป็นกลุ่มคนระยำจำนวนมากที่แยกย้ายกันไปสวามิภักดิ์ต่อเผ่าพันธุ์ต่างๆ
คนเหล่านี้มารวมตัวกันเพื่อสร้างความวุ่นวายภายในเผ่ามนุษย์
ซูอวี่ได้รับอิทธิพลจากพ่อมาตั้งแต่เด็ก เขาจึงเกลียดชังพวกสวะเหล่านี้เข้าไส้
เขาเงยหน้าขึ้นมองโทรทัศน์แวบหนึ่ง ตอนนี้ชายวัยกลางคนที่มีใบหน้าเหลี่ยม ดูน่าเกรงขามแม้ไม่ได้โกรธเกรี้ยว และสวมชุดคลุมรบสีแดงปรากฏขึ้นบนหน้าจอโทรทัศน์
ชายวัยกลางคนมีสีหน้าเย็นชา น้ำเสียงเยือกเย็น ตะโกนลั่น "ประหาร!"
"ฉัวะ!"
วินาทีต่อมา บนหน้าจอโทรทัศน์มีคนกว่าร้อยคนคุกเข่าอยู่บนพื้น ด้านหลังมีกลุ่มทหารองครักษ์สวมชุดเกราะยืนอยู่ พวกเขาตวัดดาบฟันลงมา และในชั่วพริบตาหัวกว่าร้อยหัวก็ร่วงหล่น!
"สาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ จับได้หนึ่ง ฆ่าหนึ่ง!"
ชายวัยกลางคนดูเยือกเย็นถึงขีดสุด สายตาของเขามองตรงไปข้างหน้า ราวกับจะเดินทะลุออกมาจากหน้าจอโทรทัศน์ เขาเอ่ยเสียงเย็น "มาที่เขตปกครองต้าเซี่ยของข้า มีแต่ความตายเท่านั้น! ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป องครักษ์หลงอู่จะลาดตระเวนเขตปกครองต้าเซี่ย พวกสวะลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ ถ้าไม่กลัวตายก็อย่าหนีไปจากเขตปกครองต้าเซี่ย มาดูกันว่าพวกสวะอย่างพวกแกจะมีหัวหมาสักกี่หัวให้ฟัน!"
บนโซฟา จู่ๆ ซูอวี่ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย
เซี่ยหลงอู่!
ผู้ว่าการเขตปกครองต้าเซี่ย!
ส่วนเรื่องการตัดหัว เขาไม่ได้ใส่ใจ ทุกคนเองก็ชินแล้ว ฉากนี้มักจะปรากฏบนโทรทัศน์บ่อยๆ วิธีการเดียวที่เผ่ามนุษย์มีต่อสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ก็คือจับได้แล้วตัดหัว ตัดจนไม่มีใครกล้าทรยศอีก เป็นนโยบายที่เฉียบขาดและเด็ดเดี่ยวอย่างยิ่ง
การประหารชีวิตต่อหน้าสาธารณชน ก็เพื่อข่มขวัญทุกคน และทำให้บางคนล้มเลิกความคิดเช่นนั้นไป
ซูอวี่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ สิ่งที่เขาสนใจมากกว่าคือเซี่ยหลงอู่
ผู้ว่าการเขตปกครองต้าเซี่ยท่านนี้ ดุดันและแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
เมื่อยี่สิบปีก่อน ผู้ว่าการท่านนี้เคยคุมกองทัพปราบมารในสนามรบพหุภพ ซึ่งก็คือกองทหารที่พ่อของเขาสังกัดอยู่ นับว่าเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของพ่อ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เห็นเซี่ยหลงอู่ปรากฏตัว ซูหลงจะตื่นเต้นสุดๆ เขาจะดึงซูอวี่มาแล้วชี้ไปที่โทรทัศน์พลางบอกว่า "นี่คืออดีตผู้บัญชาการของพ่อเอง สมัยก่อนในสนามรบพหุภพท่านกวาดล้างไปทั่วสารทิศ ไร้เทียมทาน ฆ่าจนกองทัพหมื่นเผ่าพันธุ์ต้องทิ้งเกราะหนีตาย..."
นานวันเข้า แม้แต่ซูอวี่ก็พลอยได้รับอิทธิพลไปด้วย เขาเริ่มชื่นชมยอดฝีมือที่บุกเบิกเส้นทางเลือดในสนามรบพหุภพผู้นี้
"เมื่อไหร่... จะแข็งแกร่งได้ถึงขั้นท่านผู้ว่าการเซี่ย... ก็คงจะดีนะ!"
ซูอวี่มีความปรารถนาเล็กๆ ซ่อนอยู่
นี่คือยอดฝีมือที่แท้จริง ผู้ว่าการเขตปกครองใหญ่ๆ ในยุคนี้ ไม่มีใครที่ไม่แข็งแกร่ง
ทว่าเซี่ยหลงอู่ก็จัดอยู่ในระดับแนวหน้าของบรรดาผู้ว่าการเขตปกครองทั้งหมด ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ตรงนี้ ผู้ว่าการคนไหนเก่งที่สุดซูอวี่ไม่รู้ เขารู้แค่ว่าเซี่ยหลงอู่อายุยังไม่มากนัก ราวๆ หกสิบกว่าปีเท่านั้น
ในขณะที่ผู้ว่าการคนอื่นๆ อย่างโจวพั่วเทียนผู้แข็งแกร่งแห่งเขตปกครองต้าโจว อีกฝ่ายเป็นบุคคลในยุคต้นศักราชอันผิง นั่นหมายความว่าอีกฝ่ายอายุสามร้อยกว่าปีแล้ว
เมื่อยี่สิบปีก่อน เซี่ยหลงอู่อายุแค่สี่สิบกว่าปี กลับได้เป็นผู้บัญชาการกองทัพปราบมาร นี่ต่างหากที่ทำให้ซูอวี่อิจฉา
แข็งแกร่งจริงๆ!
อายุแค่สี่สิบกว่าปี ในยุคนี้ถือว่ายังหนุ่มมากๆ
การเป็นผู้บัญชาการกองทัพปราบมารต้องมีพลังระดับไหนกัน?
เรื่องนี้ซูอวี่ไม่รู้ แต่เขารู้ว่าต้องเก่งกาจมากแน่ๆ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้เพียงเพราะมีปู่เป็นกษัตริย์ต้าเซี่ย ผู้ว่าการเขตปกครองบางคนเป็นถึงลูกชายแท้ๆ ของกษัตริย์ผู้ก่อตั้ง ก็ยังไม่เห็นจะเก่งกาจขนาดนี้เลย
"เซี่ยหลงอู่..."
"สถาบันสงครามหลงอู่!"
"องครักษ์หลงอู่!"
ซูอวี่เลียริมฝีปาก รู้สึกคอแห้งเล็กน้อย ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นแค่เด็กหนุ่ม ใครบ้างล่ะที่ไม่เคยเลือดร้อน
เขาไม่เคยคิดจะสอบเข้าสถาบันสงครามเลยหรือ?
ต้องเคยคิดสิ!
เขตปกครองต้าเซี่ยมีสถาบันสงครามระดับสูงหลายแห่ง ในจำนวนนั้นสถาบันสงครามต้าเซี่ยสืบทอดมายาวนานกว่าสามร้อยปี เป็นสถาบันสงครามที่เก่าแก่และแข็งแกร่งที่สุดในเขตปกครองต้าเซี่ย
ทว่า ในปัจจุบันเขตปกครองต้าเซี่ยยังมีสถาบันสงครามระดับแนวหน้าอีกแห่งหนึ่ง
สถาบันสงครามหลงอู่!
สถาบันสงครามที่ตั้งชื่อตามเซี่ยหลงอู่ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 15 ปีก่อน เพียงแค่ 15 ปีสั้นๆ ก็ได้กลายเป็นหนึ่งในสถาบันระดับแนวหน้าที่สุดของเขตปกครองต้าเซี่ย
นักศึกษาที่จบการศึกษา ส่วนใหญ่เข้าร่วมกับกองทหารที่แข็งแกร่งที่สุดของเขตปกครองต้าเซี่ย นั่นคือองครักษ์หลงอู่!
ได้ยินมาว่าเจ้าเมืองหนานหยวนเองก็มาจากองครักษ์หลงอู่ จากจุดนี้ก็พอจะเห็นภาพได้บ้างแล้ว
แม้ซูหลงพ่อของเขาจะมาจากกองทัพปราบมาร แต่ตอนที่ปลดประจำการในปีนั้น เขาก็อยากเข้าร่วมกับองครักษ์หลงอู่เพื่อติดตามอดีตผู้บัญชาการต่อไป น่าเสียดาย... ที่องครักษ์หลงอู่ไม่รับ
อายุมากไปหน่อย พลังอ่อนด้อยไปนิด อีกฝ่ายจึงไม่รับซูหลง
ทำเอาซูหลงโมโหด่ากราดไปไม่น้อย แน่นอนว่าคนที่เขาด่าไม่ใช่เซี่ยหลงอู่ แต่เป็นพวกที่รับสมัครคนต่างหาก มีสิทธิ์อะไรมาไม่รับเขา?
ได้ยินมาว่าตอนนี้เมืองหนานหยวนก็มีองครักษ์หลงอู่ทีมเล็กๆ คอยประจำการรักษาการณ์อยู่ ไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ แต่อย่างน้อยซูอวี่ก็ไม่เคยเห็นคนพวกนั้น
"สถาบันสงครามต้าเซี่ย สถาบันสงครามหลงอู่... สถาบันสงครามต้าเซี่ยหลักๆ คือผลิตทหารแนวหน้า ไปแล้วยากที่จะได้กลับมา แต่ทว่าองครักษ์หลงอู่..."
แววตาของซูอวี่เป็นประกาย สถาบันสงครามหลงอู่นั้นต่างออกไป เพราะหลักๆ แล้วคือกองกำลังสำรองขององครักษ์หลงอู่
คนของสถาบันสงครามหลงอู่ก็ต้องไปแนวหน้าเช่นกัน สวัสดิการต่างๆ ก็พอๆ กับสถาบันสงครามแห่งอื่น แต่องครักษ์หลงอู่มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง ภารกิจหลักคือการประจำการปกป้องแผ่นดินเกิด หรือพูดอีกอย่างก็คือ เวลาส่วนใหญ่สามารถอยู่ในเขตปกครองต้าเซี่ยได้
แน่นอนว่าหากเกิดสงครามครั้งใหญ่ องครักษ์หลงอู่ในฐานะกองทหารหัวกะทิ จะต้องถูกส่งเข้าสู่สนามรบพหุภพเป็นอันดับแรก
หากจะบอกว่ากองทัพปราบมารคือกองทัพประจำการของสนามรบพหุภพ เช่นนั้นองครักษ์หลงอู่ก็คือกองกำลังรบภาคสนาม
"ข้อจำกัดน้อยกว่า อิสระมากกว่า แต่พอเกิดสงครามใหญ่ขึ้นมา มันก็คือการรบทะลวงฟันและการรบตอบโต้ที่อันตรายที่สุด..."
"ถ้าฉันอยากจะสอบเข้าสถาบันสงครามจริงๆ อันที่จริงควรไปสถาบันสงครามหลงอู่มากกว่า"
ซูอวี่พึมพำกับตัวเอง แต่น่าเสียดาย สถาบันสงครามหลงอู่สอบเข้ายากกว่ามาก
เพราะเป็นกองกำลังสำรองขององครักษ์หลงอู่ ความต้องการด้านพลังความแข็งแกร่งจึงสูงกว่าสถาบันสงครามต้าเซี่ยเสียอีก
ซูอวี่นวดแก้มตัวเองพลางยิ้มขื่น นี่เขาคงกำลังฝันกลางวันอยู่แน่ๆ
สถาบันสงครามธรรมดายังยากเลย นับประสาอะไรกับทางหลงอู่
จะคิดมากไปทำไม!
"ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์กล้าเข้ามาในอาณาเขตของเขตปกครองต้าเซี่ย รนหาที่ตายชัดๆ! องครักษ์หลงอู่ออกโรงแล้ว ไม่รู้ว่าทางหนานหยวนนี้จะได้เห็นหรือเปล่า..."
ซูอวี่ไม่ได้กังวลอะไรมากนัก พวกคนของลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์เป็นพวกหลบๆ ซ่อนๆ ไม่กล้าโผล่หัวออกมาหรอก
ทำได้แค่ออกท่าทางลับหลังนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้น ตอนนี้องครักษ์หลงอู่ออกลาดตระเวนเขตปกครองต้าเซี่ยแล้ว พวกมันคงมุดหัวซ่อนตัวลึกกว่าหนูเสียอีก ใครจะกล้าโผล่มา
ถึงโผล่มาจริงๆ ซูอวี่ก็ไม่กลัว
ปัจจุบันแทบจะเรียกได้ว่าทุกคนคือทหาร ในหมู่บ้านอาจจะไม่มียอดฝีมือระดับว่านสือ [หมื่นศิลา] แต่ผู้ฝึกตนระดับเชียนจวิน [พันชั่ง] ก็ยังมีอยู่ไม่น้อย
นอกจากทหารผ่านศึกที่กลับมาอย่างพ่อแล้ว ก็ยังมีคนที่ไม่กลับไปอีกหลายคน รวมถึงทหารผ่านศึกที่อายุเกินเกณฑ์ด้วย
ถ้ามีสาวกลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์ระดับเชียนจวินโผล่มาสักสองสามคน นั่นก็เท่ากับมารนหาที่ตาย
ตาแก่พวกนั้นรอดกลับมาจากสนามรบได้ มีใครบ้างที่ไม่ใช่ตัวอันตรายที่มือเปื้อนเลือด ฆ่าคนได้โดยไม่กะพริบตา
แค่ตะโกนเรียกคำเดียว ก็มีผู้ฝึกตนระดับเชียนจวินกระโดดออกมาเจ็ดแปดคนได้ทุกเมื่อ
...
ดูโทรทัศน์จบ เขาก็ต้มบะหมี่กินลวกๆ ไปหนึ่งมื้อ อาบน้ำแปรงฟัน ฝึกฝน 'เคล็ดไคหยวน' ไปสองสามรอบ แล้วซูอวี่ก็เข้านอนแต่หัวค่ำ
ถ้าไม่นอนเร็วหน่อย เขาจะฝันแล้วตื่นเช้า ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ
ตอนนี้ซูอวี่จับจุดได้นิดหน่อยแล้วว่า เขามักจะฝันในช่วงเช้ามืด ช่วงเวลาก่อนเช้ามืดคือช่วงเวลาที่เขานอนหลับได้สบายที่สุด จึงต้องหวงแหนเวลาเอาไว้
...
ยามค่ำคืน
ความมืดมิดปกคลุม
ในความฝัน
ฉากที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วนปรากฏขึ้นอีกครั้ง
สัตว์ปีกขนาดยักษ์ตัวหนึ่งกำลังไล่ล่าซูอวี่
"บ้าเอ๊ย!"
ซูอวี่เกลียดเผ่าพันธุ์สัตว์ปีกที่สุด พวกมันบินเร็วมาก หนียังไงก็หนีไม่พ้น
เมื่อก่อนตอนเจอสัตว์ประหลาดบนบกยังพอทน บางครั้งก็ยังมีโอกาสหนีรอด ไม่ต้องถูกสัตว์ประหลาดไล่ทันและเคี้ยวกลืน
แต่พอเจอสัตว์ประหลาดที่เป็นสัตว์ปีก เขาไม่เคยหนีพ้นเลย ทุกครั้งต้องถูกเคี้ยวจนแหลกเหลว และตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดจากความฝัน
เขาเกลียดพวกตัวที่บินได้พวกนี้!
ครั้งนี้ก็ไม่เว้น สัตว์ปีกยักษ์มีความเร็วสูงมาก อุปสรรคทางภูมิประเทศในความฝันไม่มีผลใดๆ ต่อมันเลย ทั้งสองฝ่ายเข้าใกล้กันมากขึ้นเรื่อยๆ
ซูอวี่วิ่งห้อตะบึงพร้อมกับหันขวับกลับไปมอง
เขาอยากจะดูให้แน่ใจว่าสัตว์ปีกตัวนี้เขารู้จักหรือไม่
"หืม?"
กวาดตามองแวบหนึ่ง เผ่าพันธุ์สัตว์ปีกมีเยอะแยะมากมาย อันที่จริงซูอวี่ก็รู้จักแค่สิบกว่าชนิดเท่านั้น แต่ครั้งนี้... เขากลับรู้สึกคุ้นเคยมาก!
แม้อีกฝ่ายจะดูเลือนราง แต่ก็พอมองเห็นลางๆ ว่าบนหัวขนาดใหญ่ของมันมีก้อนเนื้อนูนอยู่
"นี่มัน... เผ่าวิหคปีกเหล็ก!"
"เชี่ยเอ๊ย หลายปีมานี้ ในที่สุดก็เจอตัวที่คุ้นเคยสักที!"
ตอนนี้ซูอวี่กลับรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย เขาพูดภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ได้สิบแปดภาษา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเคยเจอเผ่าพันธุ์เหล่านี้ แม้แต่ในความฝันก็ไม่เคยเจอจริงๆ เขาแค่รู้สึกคุ้นเคยลางๆ ประกอบกับที่สถาบันระดับกลางหนานหยวนมีคนพูดภาษาเหล่านี้ได้ เขาถึงได้ไปเรียนมา
แต่สำหรับเผ่าวิหคปีกเหล็ก แม้ก่อนหน้านี้เขาจะไม่เคยเจอ ทว่าเขาก็พูดภาษาของพวกมันได้!
ในบรรดาสิบแปดภาษาที่เขาเชี่ยวชาญก็มีภาษานี้รวมอยู่ด้วย ที่สถาบันหนานหยวนก็มีคนพูดได้ เพราะในสนามรบพหุภพ เผ่าพันธุ์นกชนิดนี้จะถูกเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งอย่างเทพมารควบคุมและส่งไปเป็นทหารอากาศ
ซูอวี่รีบหันขวับกลับไปตะโกน "เหวยอีซี่จิ่วอวิ๋น (ทำไมต้องตามล่าข้า)?"
สัตว์ปีกยักษ์ไม่ตอบสนอง ราวกับว่าไม่ได้ยินเลยแม้แต่น้อย มันยังคงพุ่งทะยานเข้ามา
"ลู่อี้จี๋โหยว... (พวกเราเป็นเพื่อนกัน)!"
ยังคงไม่มีการตอบกลับใดๆ
ซูอวี่สบถในใจ เมื่อเห็นสัตว์ปีกยักษ์กางกรงเล็บพุ่งโฉบลงมา เขาก็รู้ตัวว่าตัวเองต้องตายอีกแล้ว
นี่น่าจะเป็นวิหคปีกเหล็กแน่ๆ แต่ดูเหมือนจะไม่มีสติปัญญาใดๆ ท้ายที่สุดมันก็เป็นแค่ภาพลวงตาในความฝันเท่านั้น
"กร๊อบ!"
เป็นไปตามคาด ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงแล่นมาจากศีรษะ หัวของซูอวี่ถูกขย้ำจนแหลก ภาพลวงตาในความฝันก็ค่อยๆ สลายไป
ซูอวี่รู้ว่าตัวเองกำลังจะตื่น!
ตื่นเพราะความเจ็บปวด!
ทว่าในจังหวะนั้นเอง วินาทีที่วิหคปีกเหล็กยักษ์ขย้ำหัวซูอวี่จนแหลก จู่ๆ มันก็ส่งเสียงร้องแหลมปรี๊ดออกมา
"เยวี่ยเซ่อ!"
ซูอวี่ชะงักไปเล็กน้อย วินาทีต่อมาเขาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับเหงื่อท่วมตัว
"เยวี่ยเซ่อ... ไม่ ไม่ใช่เยวี่ยเซ่อ แต่มันคือ เลือด!"
ซูอวี่เบิกตากว้าง เขาได้ยินแล้ว
วิหคปีกเหล็กตัวนั้นฆ่าเขา แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็นความโกรธเกรี้ยว เพราะการที่มันฆ่าเขา ดูเหมือนจะไม่ได้ในสิ่งที่มันต้องการ
"เลือด!"
"มันฆ่าฉันเพื่อเอาเลือด เลือด!"
นี่คือภาษาของเผ่าวิหคปีกเหล็ก ซูอวี่จึงฟังเข้าใจ
เมื่อก่อนก็เคยมีประสบการณ์แบบนี้ แต่เขาฟังไม่รู้เรื่อง เพราะสัตว์ประหลาดพวกนั้นไม่อยู่ในขอบเขตที่เขาคุ้นเคย
แต่ครั้งนี้เขาเข้าใจแล้ว!
"เลือด!"
"อีกฝ่ายต้องการเลือด หมายความว่ายังไง?"
"เลือดของฉันงั้นเหรอ? แต่บางครั้งฉันก็บาดเจ็บและเลือดออกเหมือนกัน ไม่เห็นมีปฏิกิริยาอะไรเลยนี่ ตกลงมันหมายความว่ายังไงกันแน่?"
ซูอวี่ปวดหัว เขาไม่สนใจฝันร้ายเมื่อครู่ สมองเริ่มครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว
"มันต้องการเลือด แต่การฆ่าฉันในความฝันมันไม่มีเลือด เลือดของฉันก็เหมือนจะไม่ได้ผล หรือว่า... ต้องเป็นเลือดของเผ่าพันธุ์เดียวกันกับมันเท่านั้น?"
"เลือดของวิหคปีกเหล็ก?"
"ถ้าฉันมีเลือดของวิหคปีกเหล็ก แล้วจะเกิดอะไรขึ้น?"
"ความฝันก็คือความฝัน ต่อให้มี จะเอาเข้าไปในความฝันได้ด้วยหรือไง?"
ซูอวี่นวดขมับ มือของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ
เขาไม่สนเรื่องพวกนี้แล้ว ความฝันนี้... ดูเหมือนจะชัดเจนขึ้นมาบ้างแล้ว หลายปีมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าความฝันนี้สามารถแก้ไขได้
ภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์ไม่ได้เรียนมาเสียเปล่า ต่อให้วันนี้ได้ยินแค่ประโยคเดียว มันก็เพียงพอแล้ว
"ไม่ได้ ฉันต้องลองดู ไม่ว่ายังไงก็ต้องลอง ถ้าฉันมีเลือดของวิหคปีกเหล็ก มันจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้น? อีกอย่าง ความฝันนี้ผ่านไปแล้ว พรุ่งนี้ก็คงไม่ใช่วิหคปีกเหล็กแล้วล่ะมั้ง ใช้เลือดของวิหคปีกเหล็กจะยังมีประโยชน์อยู่อีกไหม?"
"ช่างมันเถอะ!"
ซูอวี่ลุกพรวดขึ้นนั่ง เขาตัดสินใจแล้วว่าเขาจะต้องลองดู
ถูกไล่ฆ่าในความฝันมาหลายปี เขาเองก็เบื่อหน่ายและรำคาญเต็มทนแล้ว ความฝันนี้ต้องรีบจัดการให้จบ ไม่อย่างนั้นก็จะมีเรื่องค้างคาใจ ใครโดนฆ่าทุกวันก็คงรู้สึกไม่ดีทั้งนั้น
"ฟ้าสางเมื่อไหร่ฉันจะไปดูที่ห้างการค้าสกุลเซี่ย ที่นั่นมีขายทุกอย่าง อาจจะมีเลือดของวิหคปีกเหล็กก็ได้ ยังไงซะวิหคปีกเหล็กก็พบได้บ่อยในสนามรบพหุภพ บางทีอาจจะหาซื้อได้!"
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ซูอวี่ก็ไม่มีกะจิตกะใจจะนอนอีก เขาตั้งตารอให้ฟ้าสางเร็วๆ เขาจะไปซื้อเลือดของวิหคปีกเหล็ก
ต่อให้มีความหวังเพียงริบหรี่ที่จะแก้ปัญหาเรื่องความฝันได้ มันก็ยังดี เขาเบื่อหน่ายกับวันเวลาแบบนี้เต็มทีแล้ว มันทรมานคนเกินไป







