ในคืนนั้นเองที่สวี่ซื่อฉินฟื้นขึ้นมา หลังจากการผ่าตัด แต่เพราะฤทธิ์ยาชายังไม่หมดจึงแม้แต่น้ำก็ยังดื่มไม่ได้
สวี่ซื่อเยี่ยน จึงใช้สำลีชุบน้ำเช็ดริมฝีปากให้น้องสาวเพื่อบรรเทาความกระหาย
แต่เมื่อฤทธิ์ยาหมดลง ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงก็ประดังเข้ามาจนทำให้สวี่ซื่อฉินแทบอยากตาย แม้จะได้รับยาแก้ปวดแล้วก็แค่บรรเทาได้บางส่วนเท่านั้น
เธอเจ็บปวดจนเหงื่อแตกพลั่ก แต่กลับกัดฟันอดทน ไม่ร้องไห้ ไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย
ทั้งหมอและพยาบาลต่างก็ประหลาดใจ ที่สาวน้อยดูบอบบางคนนี้ กลับเข้มแข็งขนาดนี้
เพราะแม้แต่ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่แข็งแรงจำนวนไม่น้อย ก็ยังทนความเจ็บปวดหลังผ่าตัดไม่ได้ ถึงขั้นร้องไห้โวยวายขอยาแก้ปวดแรง ๆ
แต่สวี่ซื่อฉินที่ยังสาวยังแรกรุ่น กลับไม่เปล่งเสียงสักแอะด้วยความอดทนที่น่ายกย่อง
หลังจากผ่านไปยี่สิบสี่ชั่วโมง เธอจึงสามารถเริ่มรับประทานอาหารได้
ช่วงแรกก็แค่อาหารเหลว พอค่อยยังชั่วหน่อยก็เริ่มกินพวกเส้นก๋วยเตี๋ยวนิ่ม ๆ หรือเกี๊ยวน้ำได้บ้าง
ก่อนผ่าตัด สวี่ซื่อเยี่ยนได้ไปขอร้องภรรยาของฉีหยุนเซิง ช่วยหาแม่บ้านวัยสักสี่สิบกว่ามาดูแลน้องสาวในโรงพยาบาล
ป้าหวังเป็นคนที่มาคอยดูแลอยู่ที่โรงพยาบาล ส่วนสวี่ซื่อเยี่ยนก็ดูแลเรื่องอาหาร ทำกับข้าวเองแล้ววิ่งไปมาระหว่างโรงพยาบาลกับบ้านเช่าของ ลุงจาง
เขาหมุนเวียนเปลี่ยนเมนูอยู่ตลอด บางครั้งก็ไปตลาดซื้อซี่โครงหรือกระดูกใหญ่มาตุ๋นซุปให้สวี่ซื่อฉินได้บำรุง
โชคดีที่เขาเช่าบ้านไว้ จึงทำอาหารเองได้ตามใจอยากกินอะไรก็ทำได้
ถ้าไปพักที่โรงแรม จะไปหาใครมาต้มซุปกระดูกให้กินได้ล่ะ? อาหารจากร้านอาหารน่ะ ยังไงก็สู้ฝีมือบ้าน ๆ ไม่ได้หรอก
ด้วยความใส่ใจของพี่ชาย สวี่ซื่อฉินจึงฟื้นตัวได้เร็วมาก
หลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ เธอก็เริ่มขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงได้อย่างช้า ๆ
ในวันที่เธอลุกขึ้นยืนครั้งแรกโดยมีพี่ชายคอยพยุงไว้ เธอก็รู้สึกแปลกใจว่าเหมือนตัวเองสูงขึ้น
“พี่สาม ฉันสูงขึ้นรึเปล่าเนี่ย? ทำไมรู้สึกต่างจากเมื่อก่อนเลย?”
สวี่ซื่อเยี่ยนก้มมองน้องสาว
เมื่อก่อนเพราะกระดูกสันหลังผิดรูป ซื่อฉินเลยสูงแค่ราว ๆ 150 กว่าเซนติเมตร
แต่ตอนนี้หลังผ่าตัดกระดูกสันหลังกลับมาเข้ารูปเกือบหมด ตัวเธอก็ยืดขึ้นตามธรรมชาติ ดูสูงกว่าเดิมไม่น้อย
“ใช่แล้ว ตอนนี้น่าจะราว ๆ 160 ได้มั้ง ถ้าได้ผ่าตัดอีกรอบ แก้แนวโค้งของกระดูกให้เข้าที่ปกติอีก น่าจะสูงได้อีกนิดนะ”
เขาพูดด้วยความตื่นเต้น เพราะแต่แรกเขาก็ไม่เชื่อว่าในบ้านจะมีใครเตี้ยโดยพันธุกรรม ถ้าซื่อฉินได้เติบโตอย่างปกติ เธอก็ต้องไม่ใช่คนเตี้ยแน่นอน
แบบนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว อย่างน้อยโครงสร้างกระดูกกลับมาใกล้เคียงปกติแล้ว อวัยวะภายในจะได้ไม่ถูกกดเบียด
เมื่อแก่ตัวลง ก็ไม่ต้องเสี่ยงว่าอวัยวะจะเบียดกันจนหัวใจหรือปอดทำงานไม่สะดวก
“พี่สาม ขอบคุณพี่มากนะ ถ้าพี่ไม่หาทางช่วย ไม่ออกเงินรักษา ฉันคงต้องหลังค่อมใช้ชีวิตไปทั้งชีวิต
ไม่มีทางจะกล้าฝันเลยว่า สักวันหนึ่งจะได้ยืนหลังตรงอย่างคนอื่นเค้า…”
แม้จะอดทนต่อความเจ็บหลังผ่าตัดไม่ร้องสักแอะ แต่ตอนนี้ สวี่ซื่อฉินกลับร้องไห้ออกมาจริง ๆ
หลายปีมา เธอฝันอยู่เสมอว่าสักวันหนึ่งจะได้ยืนตัวตรงท่ามกลางผู้คน
และตอนนี้ ความฝันนั้นเป็นจริงแล้ว
เธอไม่ใช่ “หนูหลังค่อม” ที่ใคร ๆ มองด้วยสายตาแปลกอีกต่อไป
เธอคือ สวี่ซื่อฉินคนใหม่ คนที่สามารถยืนหยัดด้วยความมั่นใจ
เธอโผเข้าไปกอดพี่ชาย ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความซาบซึ้ง ขณะที่สวี่ซื่อเยี่ยนก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เช่นกัน
“เอ้าเอ้า ใจเย็น ๆ เพิ่งผ่าตัดมาไม่กี่วันเอง อย่าร้องไห้สิ
มา ๆ กลับไปนอนก่อน หมอบอกแล้วว่า ลงมายืนนานๆไม่ได้ ต้องค่อย ๆ เพิ่มเวลา ให้กระดูกสันหลังกับอวัยวะภายในได้ปรับตัวก่อน”
การผ่าตัดกระดูกสันหลังผิดรูป จริง ๆ แล้วก็เหมือนการขูดกระดูกที่งอกผิดรูปออก แล้วใช้เครื่องมือดัดให้กระดูกสันหลังกลับมาเป็นปกติ
แต่กระดูกคดมาหลายปี อวัยวะภายในก็ปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่คับแคบมาแล้ว
การแก้ไขและฟื้นฟูอย่างกะทันหันนี้จะต้องให้กระดูกสันหลังและอวัยวะภายในมีเวลาในการปรับตัว พูดอย่างง่ายๆ ก็คืออย่ายืดมัน
ดังนั้นคุณหมอจึงแนะนำให้ค่อยๆทำไปทีละอย่างและอย่าออกกำลังกายพร้อมกันนานๆจนเกินไปไม่งั้นอวัยวะภายในจะรับไม่ไหว
ซื่อฉินเช็ดน้ำตา แล้วให้ป้าหวังพาไปเข้าห้องน้ำ ก่อนจะกลับมานอนพักต่อ
หลังจากวันนั้น เธอก็ค่อย ๆ เพิ่มเวลาเดินแต่ละวันขึ้นทีละนิด จนเริ่มรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวไม่ลำบากเหมือนก่อน
นับแต่นั้นเป็นต้นมา สวี่ซื่อฉินก็เพิ่มเวลาออกกำลังกายทุกวัน และค่อยๆ รู้สึกว่าการลุกขึ้นและเดินไปมาไม่ใช่เรื่องลำบากอีกต่อไป
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันที่สิบสองหลังจากการผ่าตัดของสวี่ซื่อฉิน เธอสามารถเดินได้เป็นเวลาครึ่งชั่วโมง
เธอกับพี่ชายไปหาที่ที่มีกระจกบานใหญ่ แล้วเธอก็มองภาพสะท้อนของตัวเอง
เมื่อเห็นเงาของตัวเองในกระจก แม้ว่าจะยังดูมีร่องรอยของอาการหลังค่อมอยู่เล็กน้อย แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมาอีกครั้ง…
ภาพที่เคยเฝ้าฝันถึงในอดีต ในที่สุดก็กลายเป็นความจริงเสียที
“เอาล่ะ กลับห้องกันเถอะ เดี๋ยวหมอมาตรวจแล้วไม่เห็นฉันอยู่ จะโดนดุอีก”
สวี่ซื่อเยี่ยนมองดูน้องสาวด้วยสายตาเต็มไปด้วยความปลาบปลื้ม
ช่างดีอะไรเช่นนี้ แบบนี้แหละถึงจะเหมาะกับสาววัยยี่สิบต้นๆ
“รอให้เธอฟื้นตัวอีกสักหน่อยนะ ฉันจะพาไปซื้อเสื้อผ้าที่ห้าง
เสื้อผ้าเก่าของเธอคงใส่ไม่ได้แล้วล่ะ เดี๋ยวเราเปลี่ยนใหม่หมดเลย ซื้อใหม่ทั้งหมด”
มันช่างดีเหลือเกิน ต่อไปนี้น้องสาวของเขาก็จะได้แต่งตัวสวยๆ ใส่กระโปรงยาวงามๆ
น้องสาวเขาทั้งสวยทั้งน่ารัก ยังไงก็ต้องสวยกว่านางแบบในโปสเตอร์แน่นอน
สวี่ซื่อเยี่ยนพยุงน้องสาวที่ยังอาลัยอาวรณ์หันไปมองกระจกอีกหลายครั้ง กลับเข้าห้องพัก
แต่พอก้าวเข้าไป ก็เห็นคนๆ หนึ่งที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนี้เลย
“ลี่เหว่ย คุณมาได้ยังไง?”
ทั้งสองพี่น้องร้องออกมาพร้อมกันด้วยความตกใจ
ชายที่ยืนอยู่ในห้องพัก คือ หานลี่เหว่ยที่ควรจะอยู่ไกลถึงเมืองเสิ่นหยาง
เขาสวมเครื่องแบบสีเขียวขี้ม้า ยืนตัวตรงสง่าอยู่ในห้อง พอได้ยินเสียงคุ้นเคยก็หันกลับมา
แล้วเขาก็ได้เห็นสวี่ซื่อฉินซึ่งเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เหมือนกับว่าเธอเพิ่งได้เกิดใหม่อย่างแท้จริง
“ซื่อฉิน คุณเป็นยังไงบ้าง วันนั้นผมได้รับโทรเลขแจ้งว่าคุณกำลังเข้ารับการผ่าตัดที่เมืองฉางชุน ผมเป็นห่วงคุณมาก”
หานลี่เหว่ยรีบสาวเท้าเข้ามา กอดสวี่ซื่อฉินแน่นอยู่ในอ้อมแขน
สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นแบบนั้น ก็คิดว่าตัวเองควรถอยออกไปที่หน้าประตูดีกว่า ให้โอกาสคนรักได้พบปะกันตามลำพัง
ทั้งสองไม่ได้เจอกันมาหลายปีแล้ว แล้วได้กลับมาเจอกันในช่วงเวลาแบบนี้ เชื่อว่าพวกเขาย่อมมีเรื่องให้พูดกันมากมาย
ในฐานะหลอดไฟ เขาก็คงต้องถอยไปสักพักน่าจะดีกว่า
สวี่ซื่อเยี่ยนยืนอยู่ที่หน้าประตู แง้มประตูไว้เล็กน้อย ฟังเสียงสองคนในห้องพูดคุยกันเบาๆ เกี่ยวกับความคิดถึงในช่วงเวลาที่พลัดพราก
ผ่านไปพักใหญ่ เขาก็ไอเบาๆ สองครั้ง แล้วผลักประตูเดินกลับเข้าไป
ตอนนี้ทั้งหานลี่เหว่ยกับสวี่ซื่อฉินก็สงบอารมณ์ลงแล้ว พอเห็นสวี่ซื่อเยี่ยนเข้ามา หานลี่เหว่ยก็รีบลุกขึ้น
“พี่สามครับ ขอบคุณมากจริงๆ ผม... ผมไม่คิดเลยว่า ซื่อฉิน จะฟื้นตัวได้ดีขนาดนี้”
สำหรับหานลี่เหว่ย แค่เธอหายดีได้ถึงระดับนี้ ก็นับว่าเกินความคาดหวังแล้ว
“ขอบคุณอะไรล่ะ? นั่นน้องสาวฉันเอง อะไรที่เพื่อเธอ ฉันก็เต็มใจอยู่แล้ว”
เดิมทีสวี่ซื่อเยี่ยนก็เคยมีแอบเคืองใจอยู่บ้างกับหานลี่เหว่ย
หมอนี่มาจีบน้องสาวเขาแบบเงียบๆ แล้วดันจีบติดจริงๆอีกต่างหาก น่าหมั่นไส้มากเลยจริงๆ
แต่เห็นเขาอุตส่าห์รีบเดินทางมาไกลขนาดนี้ แถมดูท่าจะรีบออกเดินทางทันทีที่ได้รับข่าว
แค่ความรู้สึกจากเรื่องนี้เรื่องเดียวก็กินใจพอแล้ว จะให้พูดอะไรอีกล่ะ? ก็คงต้องยอมรับความจริง
ไหนๆ ทั้งสองบ้านก็ตกลงเรื่องหมั้นหมายกันไปตั้งนานแล้ว เขาจะว่าอะไรได้?
“นี่คุณขอลากลับมางั้นเหรอ? ได้ลานานแค่ไหน? ไม่กระทบกับการทำงานใช่ไหม?”
สวี่ซื่อเยี่ยนถามอย่างเป็นห่วง
“ครับ เดิมทีผมตั้งใจจะขอลากลับมาแต่งงานก่อนตรุษจีน แต่พอได้รับจดหมายจากซื่อฉิน ว่ากำลังจะเข้ารับการผ่าตัด ผมก็ทนรอไม่ไหว เลยรีบลาล่วงหน้าเพื่อมาดูแลเธอครับ”







