หานลี่เหว่ย พอได้รับโทรเลขแจ้งว่า สวี่ซื่อฉินเตรียมตัวผ่าตัดที่โรงพยาบาลในฉางชุน เขาก็ร้อนรนแทบขาดใจ
แต่เนื้อหาในโทรเลขก็มีแค่ไม่กี่คำ ไม่ได้บอกว่าโรงพยาบาลไหน ทำให้หานลี่เหว่ยทำอะไรไม่ถูก
จนต้องโทรไปยังไร่โสมหมายเลขหนึ่ง ติดต่อหานลี่หมิงให้ช่วยไปสอบถามที่บ้านสวี่ให้แน่ชัด แล้วรีบแจ้งกลับมา
พอได้รับโทรศัพท์ หานลี่หมิงไม่กล้าที่จะละเลยรีบไปที่บ้านสวี่เพื่อสอบถามทันที
ถึงได้รู้ว่า สวี่ซื่อเยี่ยนพาน้องสาวออกเดินทางเมื่อวันที่ 8 เพื่อไปทำผ่าตัดที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแพทย์ในเมืองหลวง
จากนั้นเขาก็รีบกลับมาโทรหาหานลี่เหว่ย บอกข้อมูลอย่างละเอียด
หานลี่เหว่ยพอรู้ความจริง ก็รีบขอลางานจากหัวหน้า เพราะตั้งใจจะเดินทางไปฉางชุนเพื่อดูแลสวี่ซื่อฉิน
เขามีสิทธิลากลับบ้านหนึ่งเดือนทุกปี แต่ปีที่แล้วเอาวันลาไปสลับกับเพื่อนร่วมงาน ปีนี้เลยตั้งใจลานานหน่อย
พอดีก่อนจะออกเดินทาง จดหมายลงทะเบียนที่สวี่ซื่อเยี่ยนส่งมาก็ถึงพอดี ทำให้เขารู้ที่อยู่แน่ชัด และเร่งรีบเดินทางมาฉางชุนจนเจอสองพี่น้อง
“พี่สาม ผมได้วันลาตั้งสองเดือน ครั้งนี้ขอผมเป็นคนดูแลซื่อฉินเถอะ ถ้าพี่มีธุระก็กลับบ้านไปได้เลย”
ในจดหมายที่สวี่ซื่อฉินเขียนบอกไว้ว่า ต้องใช้เวลาฟื้นตัวอย่างน้อยสามเดือนหลังการผ่าตัด
ก่อนออกเดินทาง หานลี่เหว่ยก็ส่งโทรเลขกลับบ้าน แจ้งพ่อแม่ว่าเขาจะไปอยู่ฉางชุนดูแลสวี่ซื่อฉิน และอาจจะไม่ได้กลับบ้านปีนี้
“ไม่ต้องห่วง ช่วงหน้าหนาวบ้านก็ไม่มีงานอะไร พี่จัดการทุกอย่างไว้เรียบร้อยก่อนมาแล้ว
อีกอย่างเดือนหน้า ซื่อฉินต้องผ่าตัดรอบที่สอง พี่ไม่สบายใจจะปล่อยให้เธออยู่คนเดียวหรอก”
แม้จะเป็นคู่หมั้นกัน แต่ยังไม่ได้แต่งงานอย่างเป็นทางการ จะให้หานลี่เหว่ยดูแลหมดทุกอย่างก็คงไม่เหมาะนัก
“ยังไงนายก็ควรหาเวลาแวะกลับตงกังเสียหน่อย กลับไปเยี่ยมพ่อแม่บ้างเถอะ ไม่ได้กลับบ้านตั้งสองปีแล้ว ลุงหานกับป้าหานก็คิดถึงนายมาก”
แม้หานลี่เหว่ยจะอุทิศวันลาทั้งหมดมาดูแลสวี่ซื่อฉิน แต่หากไม่กลับไปหาแม่พ่อเลย เกรงว่าครอบครัวจะไม่พอใจ หรืออาจมีอคติกับฝ่ายหญิงได้
สวี่ซื่อเยี่ยนจึงอยากกันปัญหาไว้ก่อนด้วยการเสนอให้น้องเขยกลับบ้านไปเยี่ยมญาติ
หานลี่เหว่ยก็ไม่ใช่คนหัวทื่อ ย่อมเข้าใจเจตนาของพี่ชาย
“พี่สาม งั้นผมจะอยู่ดูแลซื่อฉินสักพัก แล้วค่อยกลับบ้าน”
ความจริงเขาก็มีแผนของตัวเองอยู่ ต้องกลับไปคุยกับพ่อแม่เรื่องบางอย่างให้ชัดเจน
สวี่ซื่อเยี่ยนพยักหน้าเห็นด้วยที่เขาไม่ปล่อยให้ความรักบดบังความกตัญญู
“งั้นก็ตามนั้น นายอยู่เฝ้าซื่อฉินช่วงนี้ก่อน แล้วค่อยกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ พอถึงตอนที่เธอต้องผ่าตัดรอบที่สอง นายค่อยกลับมา เราจะได้อยู่ดูแลพร้อมกัน”
ตอนนี้อาการของสวี่ซื่อฉินทรงตัวแล้ว มีคนดูแลแค่คนเดียวก็พอ
แต่ยังไม่รู้ว่าการผ่าตัดรอบที่สองจะเป็นยังไง ถ้ามีคนช่วยกันดูแลจะดีที่สุด
หลังจากนั้น หานลี่เหว่ยก็อยู่เฝ้าที่โรงพยาบาล ส่วนสวี่ซื่อเยี่ยนก็มีเวลามากขึ้นในการไปเรียนรู้จากอาจารย์ฉู่
จริง ๆ แล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนก็มีพื้นฐานทางแพทย์อยู่ก่อน และตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ไม่เคยเลิกอ่านตำราแพทย์
เขายังเคยให้ฉีหยุนเซิง ช่วยหาหนังสือแพทย์เก่ามาให้อ่าน และขยันอ่านอยู่เสมอ ทำให้ฝีมือพัฒนาไปไกลกว่าสมัยเรียนกับอาจารย์ฉู่มาก
“เมื่อสองปีก่อนมีสอบคัดเลือกหมอเท้าเปล่า ทำไมเธอไม่ไปสอบ? ฝีมือระดับนี้ผ่านแน่ ๆ”
อาจารย์ฉู่ทดสอบความรู้แพทย์ขั้นพื้นฐานของเขา แล้วถามด้วยความสงสัย
“ตอนนั้นยุ่งมากครับ ไม่มีเวลาไปสอบ อีกอย่างก็ไม่มั่นใจด้วย คิดว่าข้อสอบมันยาก”
สวี่ซื่อเยี่ยนยิ้มแล้วส่ายหน้า ตอนนั้นเป็นช่วงเดือนกันยายน พอดีกับช่วงยุ่งสุดในไร่โสม จะไปสอบอะไรได้
“เฮ้อ เธอนี่ไม่รู้จักแยกแยะอะไรสำคัญไม่สำคัญเลยนะ?”
อาจารย์ฉู่ถึงกับหงุดหงิด ว่าลูกศิษย์ตัวเองไม่รู้จักจัดลำดับความสำคัญ
“กลับไปต้องไปสอบให้ได้ ใบประกาศนี่มีประโยชน์มากนะ”
อาจารย์ฉู่ย้ำซ้ำหลายครั้งว่า ให้ไปสอบให้ผ่าน
“อย่านึกว่าพูดเล่นๆนะ ตอนนี้ขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะหมอในชนบท เลยลดเกณฑ์การสอบลงเยอะ อีกไม่กี่ปี เด็กที่เรียนแพทย์รุ่นใหม่ก็จบกันหมดแล้ว ต่อไปหมอเท้าเปล่าก็ไม่มีที่ให้ยืนแล้ว”
“ครับอาจารย์ ผมกลับไปจะตั้งใจอ่านหนังสือ แล้วไปสอบให้ได้ครับ”
เรื่องนี้ไม่ต้องให้อาจารย์เตือนก็รู้
หลังการปฏิรูประบบการสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัย มีการขยายจำนวนรับเข้าไปมาก จนแม้แต่เด็กจบจากวิทยาลัยสาธารณสุขก็หางานลำบาก
ตอนนั้นคงไม่มีอะไรที่เรียกว่าหมอเท้าเปล่า หมอชาวบ้านอะไรอีกแล้ว ถูกยกเลิกหมด
ส่วนคนที่สอบได้ใบรับรองก่อนหน้า ก็หางานได้แทบทุกคน บางคนเปิดคลินิกเอง บางคนก็ได้เข้าทำงานในโรงพยาบาล
สวี่ซื่อเยี่ยน ไม่ได้หวังจะเป็นหมอประจำโรงพยาบาล แต่มีใบรับรองติดตัวไว้ก็มีประโยชน์มาก
ตรงจุดนี้ อาจารย์ฉู่พูดถูก เขาควรรีบสอบให้ผ่านเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ
หมอเท้าเปล่า ไม่เหมือนกับหมอจีนหรือหมอตะวันตกที่เป็นสายวิชาการ หมอเท้าเปล่าเน้นที่ความใช้งานได้จริง ขอแค่รักษาโรคได้ก็พอ
ไม่ว่าจะเป็นแมวดำหรือแมวขาว ขอแค่จับหนูได้ก็คือแมวดี
หมอเท้าเปล่าก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นหมอจีนหรือหมอตะวันตก ขอแค่รักษาคนไข้ได้ก็พอ
ส่วนท่านอาจารย์ฉู่นั้น ตอนเด็กเรียนหมอจีน โตขึ้นเรียนหมอตะวันตก ผ่านช่วงสงครามและยุคที่ขาดแคลนหมอและยา
ในยุคนั้นใครจะมานั่งแบ่งแยกหมอจีนหมอตะวันตกกันล่ะ? ขอแค่รักษาคนได้ ช่วยชีวิตได้ ก็คือหมอดีทั้งนั้น
เพราะอย่างนั้นท่านอาจารย์ฉู่จึงไม่ยึดติดเรื่องพวกนี้เลย ยึดหลักความเป็นจริง สอนสิ่งที่ใช้งานได้จริงให้กับสวี่ซื่อเยี่ยน
อาจารย์ใส่ใจสอน ศิษย์ตั้งใจเรียน เรียนแบบตัวต่อตัวอย่างนี้ ผลลัพธ์จะไม่ดีได้ยังไง?
ทุกวันช่วงเช้าและบ่าย สวี่ซื่อเยี่ยนจะมาหาอาจารย์เพื่อเรียนรู้ ช่วงพักกลางวันก็กลับไปทำอาหารให้สวี่ซื่อฉินกับหานลี่เหว่ย
กลางคืนผลัดกันกับหานลี่เหว่ยเฝ้าสวี่ซื่อฉิน และยังหาเวลาอ่านหนังสือ ทบทวนความรู้ด้วย
หานลี่เหว่ยเฝ้าสวี่ซื่อฉินที่โรงพยาบาลอยู่หนึ่งสัปดาห์ จากนั้นก็เดินทางกลับตงกัง
สวี่ซื่อเยี่ยนคิดว่า คราวนี้หานลี่เหว่ยกลับไป ก็คงต้องสักสิบวันครึ่งเดือน อย่างน้อยก็กลับมาก่อนผ่าตัดรอบสองของสวี่ซื่อฉิน
ใครจะคิดว่า หานลี่เหว่ยเพิ่งไปได้แค่อาทิตย์เดียวก็กลับมาแล้ว แถมคราวนี้ยังพาหานเหวินจงกับสวี่เฉิงโฮ่ว สองผู้ใหญ่กลับมาด้วย
“พ่อ? ลุงหาน? พวกคุณมาทำอะไรกันที่นี่ครับ?”
สวี่ซื่อเยี่ยนตกใจมาก ก็เดินทางไกลขนาดนี้ สองท่านผู้เฒ่าลำบากมาทำไม?
“เจ้าสาม คืออย่างนี้นะ ลี่เหว่ยเขาว่าช่วงหยุดไม่พอ อาจไม่มีเวลากลับบ้านช่วงปีใหม่
ลุงหานของเธอก็เลยมาคุยกับฉัน บอกว่างั้นก็จัดหมั้นที่เมืองหลวงนี่แหละ ถ้าได้ก็จดทะเบียนกันไปเลย
รอให้น้องสาวเธอฟื้นตัวดีแล้ว พอลี่เหว่ยได้วันหยุดอีกครั้ง ค่อยจัดงานแต่งอย่างเป็นทางการ”
แต่เดิม ทั้งสองครอบครัวตกลงกันว่า จะใช้ช่วงวันหยุดหน้าหนาวของหานลี่เหว่ยจัดงานแต่งเลย
แต่เพราะการผ่าตัดของสวี่ซื่อฉิน ทำให้แผนเดิมล่มลง ฝั่งหานก็เลยอยากจะรีบตกลงเรื่องหมั้นไว้ก่อน
หานลี่เหว่ยเองก็ยื่นรายงานขอแต่งงานไปเรียบร้อย ถ้าฝั่งนี้สามารถจดทะเบียนได้ก็ยิ่งดี
แต่ถ้ายังไม่ได้ อย่างน้อยก็มีรายงานแต่งงาน พร้อมกับพิธีหมั้น เรื่องแต่งงานก็ถือว่าแน่นอนแล้ว ไว้จัดพิธีภายหลังได้
สถานการณ์แบบนี้ก็จำเป็นจริง ๆ ทั้งหานลี่เหว่ยและสวี่ซื่อฉินก็ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว แถมยังมีเหตุจำเป็น ต้องหาทางกลางที่เหมาะสม
พอสวี่ซื่อเยี่ยนได้ยินก็หันไปมองหานลี่เหว่ยอย่างไม่สบอารมณ์ แกนี่กลัวจะเกิดปัญหาในภายหลัง เลยรีบจับจองไว้ก่อนเลยสินะ
ก็ใช่แหละ ด้วยรูปร่างหน้าตาและนิสัยของน้องสาวเขา แถมเพิ่งผ่าตัดเสร็จ กลับไปบ้านทีเดียวไม่รู้จะมีคนหมายปองกี่คน
ถ้าหานลี่เหว่ยไม่รีบลงมือ โดยเร็วที่สุด ก็ไม่มีการรับประกันว่าเฉิงเหยาจินจะปรากฏตัวขึ้นมาจากที่ไหนหรือเปล่าก็ไม่รู้







