หวังหยางส่งสายตาให้อวี่อวี๋หลิง อวี่อวี๋หลิงเห็นดังนั้นก็ตะโกนว่า "ผู้ใดสนใจร่วมงานเลี้ยง โปรดมาแจ้งชื่อและทิ้งนามบัตรไว้ที่ข้า!"
หวังหยางเสริมอีกประโยค "ผู้ที่มาก่อนจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ!"
ผู้คนกว่าครึ่งพลันสลายตัวไป กลับไปล้อมรอบหลิวเจาและอวี่อวี๋หลิงแทน
ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งเห็นว่าเบียดเข้าไปไม่ได้ จึงรีบไปซื้อหนังสือแทน
หวังหยางเห็นว่าสถานการณ์วุ่นวายเกินไปจริงๆ เกรงว่าเงินหลายตะกร้านั้นจะมีปัญหา จึงให้เฉินชิงซานไปเฝ้าไว้ก่อน กำชับนางว่ารอจนฝูงชนสลายตัวแล้ว ค่อยขอให้หลิวเจาส่งคนขนกลับสำนักศึกษาประจำจวิ้น ส่วนตัวเขาก็เดินฝ่าฝูงชนเพื่อมองหาเงาร่างของเซี่ยซิงหาน
หวังหยางออกมาจากลานเสวนา ก็ไม่เห็นว่าเซี่ยซิงหานอยู่ที่ใด ขณะกำลังเตรียมตัวจะไปตามหานางที่จวนเซี่ย ก็ได้ยินเสียงตะโกนเรียกจากด้านหลัง "พี่หวัง!"
หวังหยางหันกลับไปมอง ปรากฏว่าเป็นเล่อเสี่ยวพั่ง!
หวังหยางดีใจอย่างยิ่ง "สหาย! ไม่เจอกันเสียนาน!"
หลังจากเขาทะลุมิติมาอยู่ในยุคนี้ คนแรกที่ช่วยเหลือเขาคือเฮยฮั่น คนที่สองก็คือเล่อผัง จนถึงตอนนี้เขายังติดเงินอีกฝ่ายอยู่อีกสองพันอีแปะ!
เล่อผังเห็นหวังหยางก็ดีใจเช่นกัน "ไม่เจอกันเสียนานจริงๆ! ข้ายังนึกว่าเจ้าออกจากจิงโจวไปแล้วเสียอีก! เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?!"
"นี่เพิ่งเข้าร่วมงานเสวนาวิชาการเสร็จน่ะ ตอนนี้ข้าเป็นศิษย์ของสำนักศึกษาประจำจวิ้นแล้ว"
เล่อผังไม่ใช่คนในแวดวงวิชาการ เคยได้ยินเรื่องงานเสวนาวิชาการอยู่บ้างแต่ไม่ได้ใส่ใจนัก ยิ่งไม่รู้เรื่องที่หวังหยางเป็นตัวแทนสำนักศึกษาประจำจวิ้นออกประชัน ตอนนี้พอได้ยินหวังหยางพูดเช่นนี้ ในใจพลันเกิดความเห็นใจอยู่บ้าง คิดว่า 'ระดับตระกูลหวังแห่งหลางหยาอันสง่างาม ต่อให้ต้องเดินเส้นทางคัมภีร์ศาสตร์ก็ควรเข้าสำนักศึกษาของรัฐ ทว่ากลับต้องตกระกำลำบากมาเป็นศิษย์สำนักศึกษาประจำจวิ้นในจิงโจว เห็นได้ชัดว่าที่บ้านคงไม่สู้ดีนัก' เขาจึงดึงแขนเสื้อของหวังหยาง
"ไปๆๆ! ไปที่บ้านข้ากัน! ท่านพ่อของข้ายังอยากเจอเจ้าอยู่เลย!"
"เจอข้าหรือ" หวังหยางจำได้ว่าบิดาของเล่อเสี่ยวพั่งคือขุนนางเปี๋ยจย้าแห่งจิงโจว อย่างน้อยก็เทียบเท่ากับรองผู้ว่าการมณฑล ถึงกับรู้จักตนเองด้วยหรือ งานเสวนาวิชาการนี่ไม่ใช่เพิ่งจบไปหรืออย่างไร
"ใช่แล้ว! บทกวี 'รอนแรมยุทธภพพกสุรา' บทนั้นของเจ้า ท่านพ่อข้าชอบมาก บอกว่าเจ้ามีพรสวรรค์ด้านกวี..."
"ไอ้หยา... ชู่ว!" หวังหยางพอได้ยินเด็กหนุ่มร่างท้วมพูดถึงเรื่องนี้ ก็รีบดึงเขาไปด้านข้าง มองไปรอบๆ แล้วเอ่ยเสียงเบา "บทกวีบทนั้นเจ้าเป็นคนปล่อยออกไปหรือ"
เล่อผังเต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
"อยุติธรรมยิ่งนัก! ข้าโดนทุบตีไปแล้วจะยังกล้าแพร่งพรายมั่วซั่วได้อย่างไร! เป็นท่านพ่อข้าเองที่ท่องกวีในที่ทำการขุนนาง แล้วโดนคนอื่นได้ยิน ผลคือไม่รู้ว่าแพร่งพรายออกไปได้อย่างไร พอกลับมายังโยนความผิดเรื่องนี้มาใส่หัวข้า! โดนทุบตีไปอีกหลายที! ข้าไปล่วงเกินใครเข้าหรือนี่ เจ้าไม่รู้อะไร วันนั้นแม่นางตระกูลเซี่ยมาเอาผิดที่บ้านข้า ข้ากัดฟันแน่น ไม่ได้ขายเจ้าเลยนะ!"
หวังหยางพูดอย่างซาบซึ้งใจ "ลำบากเจ้าแล้ว สหาย!"
"พูดง่ายพูดง่าย! ไป! ถึงเวลาอาหารพอดี ไปกินข้าวที่บ้านข้า บ้านข้าเพิ่งรับพ่อครัวชาวเซียงโจวมาใหม่"
"ตอนนี้ไม่ได้ ตอนนี้ข้ามีธุระ เอาอย่างนี้ ตอนเย็นเจ้ามาที่สำนักศึกษาประจำจวิ้น ตอนเย็นข้าจะจัดงานเลี้ยงที่สำนักศึกษาประจำจวิ้น พวกเราค่อยมาพบกันตอนเย็น!"
"ก็ได้ เช่นนั้นคราวหน้าเจ้าค่อยไปกินอาหารเซียงโจวที่บ้านข้าก็แล้วกัน!"
หวังหยางคิดดูแล้ว จึงกำชับว่า "สหาย ต่อไปหากมีใครถามเจ้าเรื่องของเราสองคน เจ้าต้องบอกว่าพวกเราเพิ่งรู้จักกันวันนี้ หากมีคนถามว่าเพิ่งรู้จักกันแล้วทำไมถึงสนิทสนมกันขนาดนี้..."
เล่อผังหัวเราะลั่น ตบไหล่หวังหยาง "เข้าใจๆ วางใจเถอะ! ข้าก็จะบอกว่าวันนี้เดินชนกับเจ้าเข้าอย่างจัง ผลคือรู้สึกคุ้นเคยตั้งแต่แรกพบ! ถึงจะชอบเจ้ากี้เจ้าการเรื่องชาวบ้าน ก็คงมาเจ้ากี้เจ้าการเรื่องที่พวกเราคุ้นเคยกันตั้งแต่แรกพบไม่ได้หรอกกระมัง!"
"คุ้นเคยตั้งแต่แรกพบ ฮ่าฮ่าฮ่า พูดได้ดี..."
ทั้งสองคนหันมาส่งเสียงหัวเราะอย่างมีเลศนัยให้กัน ผลคือรอยยิ้มของหวังหยางแข็งค้างไปอย่างรวดเร็ว! เพราะเขาพบว่ารถม้าสีดำที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมุมถนน ม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าเล็กๆ อันงดงามของเซี่ยซิงหานที่ปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็ง
ขนอ่อนด้านหลังของหวังหยางลุกชัน ม่านรถม้าก็ลดระดับลงมาพร้อมกัน
"ข้า ข้ามีธุระ ไปก่อนละ! ตอนเย็นเจ้าต้องมาให้ได้นะ!"
หวังหยางทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง แล้วลนลานรีบวิ่งตามรถม้าไป...
...
"พี่เซี่ย! เดี๋ยวก่อน! พี่เซี่ย..."
หวังหยางวิ่งตามไปกว่าครึ่งค่อนถนน รถม้าถึงได้ลดความเร็วลง
ม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้น เซี่ยซิงหานกล่าวอย่างเย็นชา "พี่เซี่ยอะไรกัน เจ้าเรียกใครน่ะ"
"ก็เรียกเจ้าอย่างไรเล่า! เจ้าเปลี่ยนมาสวมชุดบุรุษ อีกทั้งยังเปลี่ยนมานั่งรถม้า ไม่ใช่ว่าต้องการปิดบังฐานะหรอกหรือ ข้าย่อมไม่สามารถ... ไม่สามารถวิ่งตามรถม้า... ร้องเรียกแม่นางเซี่ย... ท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายได้ ด้วยระดับชื่อเสียงของ... ของแม่นางเซี่ย นั่นจะไม่ก่อให้เกิด... ความ... แตกตื่นหรืออย่างไร ว่าแต่เจ้า... เจ้าช่วย... ช่วยหยุดรถม้าก่อน... ได้หรือไม่..."
หวังหยางวิ่งไปพลางพูดไปพลาง หอบหายใจไม่หยุด ในใจคิดว่า 'สมรรถภาพทางกายของตนเองนี่ไม่ดีเอาเสียเลย ไม่รู้ว่าจะต้องออกกำลังกายอีกนานเท่าใดถึงจะปรับตัวได้'
ริมฝีปากของเซี่ยซิงหานสั่นระริก ราวกับโทสะที่ถูกกักเก็บไว้กำลังจะทะลักออกมา!
"เจ้ายังกล้าพูดอีก! หากไม่ใช่เพราะ..."
หวังหยางรีบพูดขึ้นมาทันที "พูดไปก็บังเอิญยิ่งนัก! เมื่อครู่เพิ่งรู้จักสหายคนใหม่คนหนึ่ง บิดาของเขาดูเหมือนจะเป็นขุนนางอยู่ในจิงโจว"
เซี่ยซิงหานไร้ซึ่งความรู้สึกบนใบหน้า
หวังหยางลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย เพราะแผนการต่อไปจำเป็นต้องให้เซี่ยซิงหานร่วมมือ หากนางไม่ยอมช่วยเหลือ เช่นนั้นก็แย่แล้ว
ด้วยความร้อนรนจึงร้องตะโกนว่า "ข้าแต่งบทกวีไม่เป็นจริงๆ นะ!"
เขาพูดจบก็เสียใจภายหลัง
ม่านหน้าต่างรถม้าถูกรูดปิดลงดังพรึ่บ รถม้าเร่งความเร็วขึ้น
"อย่าสิ! พี่เซี่ย! ข้ามีธุระกับเจ้า!"
หวังหยางไม่ได้สังเกตเลยว่า บนหอสุราริมถนน หลิวเฉิงกำลังจับจ้องเขาอยู่อย่างเงียบๆ ในใจหัวเราะเยาะ 'ที่แท้ก็เป็นแค่หนอนหนังสือที่ไม่แตกฉานในอักษรศาสตร์'
รถม้ายิ่งมายิ่งห่างออกไป หวังหยางเห็นว่าใกล้จะตามไม่ทันแล้ว จึงทำได้เพียงพูดว่า "ข้ายอมรับแล้ว! เป็นข้าเอง! เจ้าฟังข้าอธิบายก่อน!"
ความเร็วรถม้าค่อยๆ ช้าลงอีกครั้ง ม่านหน้าต่างรถม้าถูกเลิกขึ้น "อธิบายมาสิ"
หวังหยางยิ้มขื่น "ข้า... วิ่ง... วิ่งไม่ไหวแล้วจริงๆ..."
เซี่ยซิงหานแอบเม้มปากยิ้ม กล่าวว่า "หยุดรถ ให้เขาขึ้นมา"
เสี่ยวหนิงตกใจมาก "ขึ้น... ขึ้นมาหรือ! ขึ้นมาที่ใดกัน!!!"
"ขึ้นรถม้า"
เสี่ยวหนิงเบิกตากว้าง "แม่นางจะให้เขาขึ้นรถม้าหรือเจ้าคะ!!!"
ต้องรู้ว่า เจ้านายของนางไม่เคยนั่งรถม้าคันเดียวกันกับบุรุษมาก่อนเลย!!!
"ใช่แล้ว" เซี่ยซิงหานกล่าวอย่างเป็นเรื่องสมควร
"เช่นนี้ไม่เหมาะสมกระมังเจ้าคะ จะทำให้คนภายนอกคาดเดาเอาได้!" เสี่ยวหนิงกล่าวอย่างกังวล
ใครๆ ต่างก็รู้ว่าแม่นางไม่นั่งรถม้าคันเดียวกันกับผู้อื่น หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างแน่นอน
"เอ๊ะ ข้าเปลี่ยนเครื่องแต่งกายแล้ว อีกอย่างที่นี่ก็ไม่ใช่เจี้ยนคัง ไม่เป็นไรหรอก" เซี่ยซิงหานสั่งคนขับรถม้าโดยตรง "หยุดรถ ให้เขาขึ้นมา"
หลิวเฉิงมองดูหวังหยางมุดเข้าไปในรถม้า ฝ่ามือค่อยๆ กำแน่นขึ้น
ภายในรถม้า หวังหยางเหนื่อยจนเนื้อตัวร้อนผ่าว หอบหายใจแฮกๆ เริ่มถอดเสื้อคลุมผ้าหลัวลายเมฆาผสานตัวนอกออก
เสี่ยวหนิงรีบเข้ามาขวางหน้าเซี่ยซิงหานทันที กล่าวด้วยความตื่นตระหนกว่า "คุณชายกำลังจะทำอะไรเจ้าคะ!"
หวังหยางวางเสื้อตัวนอกลง พิงผนังรถม้า กล่าวอย่างหมดคำพูดว่า "ยังจะทำอะไรได้อีก ก็ร้อนน่ะสิ"
เสี่ยวหนิงกะพริบตาปริบๆ ถึงได้ถอยออกไป แต่ยังคงมีสีหน้าหวาดระแวงอยู่
หวังหยางพักหายใจจนคลายเหนื่อย เห็นเซี่ยซิงหานนั่งอยู่อย่างสงบเสงี่ยม ไม่พูดอะไร มีเพียงกลิ่นหอมกรุ่นจางๆ โชยมา จึงหาหัวข้อสนทนาเพื่อทำลายความเงียบ "ตอนที่ลู่ฮวนสลบไป โชคดีที่แม่นางเซี่ยส่งคนมาคุ้มครองข้า!"
เซี่ยซิงหานยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม "จะต้องการให้ข้าทำเรื่องไม่จำเป็นได้อย่างไร องครักษ์หญิงคนงามของเจ้าเก่งกาจมากไม่ใช่หรือ แล้วนางไปไหนเสียล่ะ"
หวังหยางรู้สึกว่า หากบอกเซี่ยซิงหานว่าตนเองให้เฉินชิงซานไปเฝ้าเงินอยู่ ดูเหมือนจะเสียหน้าเกินไปหน่อย จึงกล่าวอย่างคลุมเครือว่า
"ข้าส่งนางไปทำธุระอย่างอื่นแล้ว... อีกอย่างข้าอยู่กับแม่นางเซี่ย ปลอดภัยยิ่งนัก ไม่จำเป็นต้องมีองครักษ์หรอก!"
"เช่นนั้นหรือ" เซี่ยซิงหานเผยสีหน้ารู้สึกสนุกสนานอยู่บ้าง "เช่นนั้นเจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้พวกเรากำลังจะไปที่ใดกัน"
"ไปที่ใดหรือ"
"เจ้าไม่รู้ทางไปที่ว่าการอำเภอเจียงหลิงหรอกหรือ"
หวังหยางสะดุ้งตกใจ "เจ้า เจ้าล้อเล่นใช่หรือไม่ พวกเราเป็นผู้ร่วมมือกันนะ!"
"มีคำพูดอะไรก็เก็บไว้พูดบนศาลเถอะ"
"อย่าๆๆ! เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง! ข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังให้กระจ่างเดี๋ยวนี้แหละ!"
จากนั้นหวังหยางก็นำเรื่องเขียนบทกวีขวางรถม้าในวันนั้นมาดัดแปลงและขัดเกลาเล็กน้อย เล่าให้เซี่ยซิงหานฟัง อีกทั้งยังอธิบายความหมายดั้งเดิมของบทกวีบทนั้นให้นางฟังอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้เน้นย้ำอธิบายว่าวรรคที่ว่า 'เอวฉู่อ้อนแอ้นเบาหวิวในฝ่ามือ' นั้นเขียนถึงประวัติศาสตร์ที่ราชครูเซี่ยโอบหญิงคณิกาที่เขาตงซาน และยังรับประกันอย่างแข็งขันว่า ไม่มีเจตนาพาดพิงถึงความเป็นจริงเลยแม้แต่น้อย!
เซี่ยซิงหานฟังจบอย่างเงียบๆ แล้วกล่าวว่า "ข้ามีเรื่องหนึ่งที่ไม่กระจ่าง อยากขอคำชี้แนะจากคุณชายหวัง"
"มิกล้า แม่นางเซี่ยถามมาได้เลย!" หวังหยางท่าทีดีมาก เพียงแค่อยากจะรีบข้ามเรื่องนี้ไป แล้วจะได้ขอให้นางช่วยเหลือ
"บรรพบุรุษของข้าสร้างคุณูปการใหญ่หลวงต่อบ้านเมือง แบกรับความหวังอันหนักอึ้งของคนทั้งแผ่นดิน ชื่อเสียงจารึกไว้ชั่วพันปี! เจ้าไม่พูดถึงเรื่องอื่น กลับจงใจพูดถึงเรื่องที่ท่านเที่ยวหญิงคณิกา หรือว่าในใจของคุณชายใฝ่ฝันหา จึงได้พูดคุยถึงอย่างสนุกปากเช่นนี้"







