หวังหยางร้องโอดครวญด้วยความไม่ได้รับความเป็นธรรม "ข้าโหยหาอะไรกัน! มาจิงโจวตั้งนานขนาดนี้ หอเจียนเจีย ตรอกฝูหรง ซอยตะวันตกสี่ถง สิบสามเรือนฝูอวิ๋น ข้ายังไม่เคยไปที่ไหนเลยสักแห่ง!"
เซี่ยซิงหานกับเสี่ยวหนิงล้วนชะงักไป
เซี่ยซิงหานถามเสี่ยวหนิง "เจ้ารู้จักสถานที่ที่เขาพูดถึงหรือไม่?"
เสี่ยวหนิงกล่าวอย่างสงสัย "ไม่เคยได้ยินเจ้าค่ะ ซอยตะวันตกสี่ถงอยู่ที่ใดหรือเจ้าคะ? ฝูอวิ๋น ใช่หมายถึงท่าเรือฝูอวิ๋นที่ชานเมืองฝั่งตะวันตกนั่นหรือไม่? ที่นั่นยังมีสิบสามเรือนอะไรอีกหรือเจ้าคะ?"
เซี่ยซิงหานมองไปทางหวังหยาง สายตาซับซ้อน "ท่านช่างศึกษามาดีเสียจริง..."
หวังหยางรีบแก้ต่าง "ไม่มีๆ! ล้วนเป็นเรื่องที่ข้าฟังเขาเล่ามาทั้งสิ้น!"
เซี่ยซิงหานยิ้มบาง "คุณชายก็อย่าได้ถ่อมตัวไปเลย มิสู้เล่ามาเถิดว่าสิบสามเรือนนั่นมีเรือนใดบ้าง จะได้ให้หญิงบอบบางอย่างพวกข้าได้เปิดหูเปิดตาเสียหน่อย"
"โธ่ ความจริงก็ไม่มีอะไรน่าเล่าหรอก สิบสามเรือนนี้เริ่มแรกคือซ่องโสเภณีเถื่อนสิบสามแห่ง ภายหลังปลูกเรือนสร้างจวนเชื่อมต่อเป็นตรอกซอกซอย ค่อยๆ กลายเป็นแหล่งเริงรมย์อันรุ่งเรือง มีมากกว่าสิบสามแห่งไปไกลแล้ว ว่ากันว่ารูปแบบหลากหลายยิ่งนัก มีเรือสำราญริมน้ำ ร่ายรำดีดผีผา อีกทั้งมีจวนลึกเร้นกาย เงียบสงบอ่อนโยน ผู้คนต่างเรียกขานว่า 'ฉินหวยน้อย'! ทว่าราคากลับยุติธรรมกว่าบนแม่น้ำฉินหวยมากนัก ข้าได้ยินมาว่าตรอกฝูหรงฟันหัวแบะที่สุด แค่ก้าวเท้าเข้าไปจะเรียกหาแม่นางหรือไม่ ก็ต้องจ่ายก่อน "
หวังหยางกำลังพูดอย่างได้อรรถรส จู่ๆ ก็สังเกตเห็นสายตาเย็นชาของเซี่ยซิงหานกับสีหน้าประหลาดๆ ของเสี่ยวหนิง จึงตระหนักได้ทันทีว่าตนเองพูดมากเกินไปแล้ว เขากระแอมไอครั้งหนึ่งพลางกล่าวว่า
"ข้าล้วนฟังผู้อื่นพูดมาทั้งนั้น เขาว่ามาอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น ข้าไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้จริงๆ นะ! แต่เป็นพวกเสพติดการค้นคว้า พวกท่านก็รู้ คนที่เสพติดการค้นคว้าก็เป็นเช่นนี้แหละ ไม่ว่าเรื่องใดก็ชอบสืบสาวราวเรื่องไปจนถึงต้นตอ..."
เซี่ยซิงหานมองหวังหยางที่พูดเองเออเอง ก่อนจะส่งสายตาเหยียดหยามไปให้
หวังหยางทำเป็นมองไม่เห็น เริ่มวกเข้าสู่เรื่องจริงจัง "ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว แม่นางเซี่ย เรือของบ้านท่านจะมาถึงในอีกสามวันข้างหน้าใช่หรือไม่"
ทีแรกเซี่ยซิงหานส่งเสียง "อืม" อย่างไม่สบอารมณ์ จากนั้นจู่ๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ ดวงตาดุจดวงดาวเบิกกว้างขึ้นในพริบตา หลุดปากร้องว่า "ดังนั้นบ้านท่านไม่มีเรือเสบียงแต่แรกแล้ว! ท่านถึงกับกล้าโกหกอ๋องปาตง! ท่าน "
"แม่นางเซี่ยปราดเปรื่องเหนือผู้คนจริงๆ! ข้าจึงมาขอร้องให้แม่นางช่วยอย่างไรเล่า!"
เซี่ยซิงหานทั้งร้อนใจทั้งโมโห "ข้าช่วยท่านไม่ได้หรอก! บนเรือของบ้านข้าไม่มีเสบียงเลยสักเม็ดเดียว ต่อให้ส่งคนไปกว้านซื้อชั่วคราว แล้วจะทำอย่างไร "
"ไม่จำเป็นๆ แม่นางแค่ช่วยข้าทำเรื่องเดียวก็พอ" หวังหยางกระซิบกล่าวกระบวนการแผนการของเขา
เซี่ยซิงหานหลับตาครุ่นคิดอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วลืมตาขึ้นมองหวังหยางทันที เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า "ความกล้าของท่านช่างใหญ่เทียมฟ้านัก"
หวังหยางประสานมือคารวะพลางหัวเราะหึๆ "ธรรมดาๆ เป็นที่สามแห่งหลางหยา"
เซี่ยซิงหานชะงักงัน "ที่หนึ่งที่สองคือผู้ใด?"
"นี่เป็นเพียงคำพูดขำขัน ไม่มีที่หนึ่งที่สองหรอก หลักๆ คือให้มันคล้องจองกัน อย่างเช่นมีคนชมว่าท่านงดงาม ท่านก็สามารถกล่าวได้ว่า..."
"ธรรมดาๆ เป็นที่สามแห่งเฉินจวิ้น?"
"ไม่สิ ต้องบอกว่าอัปลักษณ์ยิ่งนัก เป็นที่เก้าแห่งเฉินจวิ้น"
"ท่านว่าผู้ใดอัปลักษณ์?!" หัวคิ้วของเซี่ยซิงหานขมวดเข้าหากันฉับพลัน
"ข้าอัปลักษณ์ ข้าอัปลักษณ์! นี่ข้าล้อเล่นนะ ท่านอย่าได้โกรธเคืองไป!" หวังหยางมองออกว่าเซี่ยซิงหานค่อนข้างฉุนเฉียวแล้ว ตอนนี้มีเรื่องต้องขอร้องนาง จึงไม่กล้ายั่วเย้าอีก
"ยังจะล้อเล่นอีกหรือ? ท่านเคยคิดหรือไม่ว่า หากเรื่องราวไม่เป็นไปตามที่ท่านคาดการณ์ไว้จะทำเช่นไร? อ๋องปาตงไม่มีทางปล่อยท่านไปแน่ ต่อให้ท่านยกตระกูลหวังแห่งหลางหยามาอ้างก็ไร้ประโยชน์!"
"ท่านวางใจเถิด เพียงท่านทำตามที่ข้าบอก ย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน เพราะนี่ไม่ใช่การคาดการณ์ของข้า ทว่าเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ต่างหาก"
"หลักอะไรนะ?"
"เอ่อ... เอาเป็นว่ามันคือกฎเกณฑ์ตามธรรมชาติก็แล้วกัน ไม่จำเป็นต้องรู้ว่าหลักอะไร ท่านสามารถไปอ่านบทฮั่วจื๋อเลี่ยจ้วนของไท่สื่อกงให้มากรอบหน่อย ด้านในก็มีเหตุผลตรรกะแบบเดียวกัน"
เซี่ยซิงหานขมวดคิ้วงามเล็กน้อย "บทฮั่วจื๋อเลี่ยจ้วนนั้นข้าย่อมเคยอ่าน ท่านบอกว่าด้านในมี..." นางพูดได้ครึ่งเดียวก็หยุดชะงัก ดวงตาดุจดวงดาวทอประกายวาบขึ้นมาเล็กน้อย
หวังหยางมองออกว่าเซี่ยซิงหานตระหนักรู้อะไรบางอย่าง จึงทอดถอนใจกล่าวว่า
"ซือหม่าเชียนยอดเยี่ยมยิ่งนักจริงๆ หนังสือประวัติศาสตร์ที่พวกเราพูดถึงในปัจจุบัน ล้วนเป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นหลังจากมีการกำหนด 'จิงสื่อจื่อจี๋ (หมวดคัมภีร์ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา วรรณกรรม)' แล้ว ทว่าการศึกษาทั้งสี่หมวดในต้นราชวงศ์ฮั่น ยังไม่มีการแบ่งแยกอย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้จึงต่างจากหนังสือประวัติศาสตร์ในยุคหลังที่จดบันทึกเรื่องราวเพียงอย่างเดียว ไท่สื่อกงใช้ความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่ที่หลอมรวมวิชาความรู้ของแต่ละสำนัก นำมาเป็นแกนหลักทางจิตวิญญาณของยุคสมัยเพื่อเขียนประวัติศาสตร์
ดังนั้นจึงมีมือสังหาร มีนักพยากรณ์ มีจอมยุทธ์พเนจร ล้วนถูกแยกเขียนเป็นชีวประวัติเดี่ยวๆ นี่คือการรับรู้และบทสรุปของเขาที่มีต่อค่านิยมในยุคสมัยหนึ่ง ด้วยเหตุนี้จึงเรียกว่า 'สืบเสาะเส้นแบ่งฟ้าดินกับมนุษย์ เชื่อมโยงความเปลี่ยนแปลงแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ก่อเกิดเป็นปรัชญาสำนักหนึ่ง'
สิ่งที่เรียกว่า 'ปรัชญาสำนักหนึ่ง' นั้น ก็มีความหมายแฝงของการศึกษาในหมวดปรัชญาอยู่แล้ว เมื่อนำไปเทียบกับนักปราชญ์ร้อยสำนัก อาจกล่าวได้ว่าตั้งตัวเป็นเอกเทศได้อย่างโดดเด่นยิ่งนัก!
เมื่อมองดูบทฮั่วจื๋อเลี่ยจ้วนที่กล่าวถึงภูมิศาสตร์การค้าขาย บทเหอฉวีที่กล่าวถึงการชลประทาน บทผิงจวิ่นที่กล่าวถึงนโยบายเศรษฐกิจ วิสัยทัศน์และความรู้กว้างขวางระดับนี้ ล้วนไม่ใช่สิ่งที่อาลักษณ์ผู้รับผิดชอบเขียนประวัติศาสตร์เพียงอย่างเดียวในยุคหลังจะสามารถนำมาเทียบเคียงได้... ไม่ใช่สิ ท่านมองข้าเช่นนี้ทำไม?"
หวังหยางพูดไปได้ครึ่งหนึ่ง ก็ถูกเซี่ยซิงหานมองจนรู้สึกอึดอัดไม่เป็นธรรมชาติอยู่บ้าง
"คำว่า 'จิงสื่อจื่อจี๋' นี้ข้าไม่เคยได้ยินผู้อื่นพูดมาก่อน พวกเราล้วนใช้ 'เจี่ยอี่ปิ่งติง' เพื่อเป็นตัวแทนของการศึกษาทั้งสี่หมวด"
"อ้อ เอาเป็นว่ามันมีความหมายเหมือนกันนั่นแหละ" ก่อนหน้านี้หวังหยางไม่ได้ใส่ใจปัญหาที่ว่าการเรียกขาน 'จิงสื่อจื่อจี๋' นี้มีจุดกำเนิดมาจากยุคสมัยใดจริงๆ ทว่าการใช้เจี่ยอี่ปิ่งติงเรียกขานวิชาความรู้ทั้งสี่หมวดนั้นเป็นธรรมเนียมของภาษาโบราณ จนกระทั่งถึงยุคราชวงศ์ชิงก็ยังมีคนใช้อยู่
"ท่านแตกฉานซ่างซู สามารถร่วมการสนทนาเชิงปรัชญา ล่วงรู้กลศึก ดูเหมือนจะศึกษาค้นคว้าการศึกษาในหมวดอี่มาไม่น้อยเช่นกัน ตกลงแล้วท่านมาจากที่ใดกันแน่?" เซี่ยซิงหานมองหวังหยาง ดวงหน้าเล็กๆ อันงดงามสดใสเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง
หวังหยางหลีกเลี่ยงหัวข้อสนทนาพลางกล่าวว่า "ท่านก็รู้มาตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ"
เซี่ยซิงหานจ้องมองหวังหยางโดยไม่เอื้อนเอ่ย นัยน์ตาทอประกายพินิจพิเคราะห์
ส่วนหวังหยางกลับวางมาดแบบ 'ปล่อยให้ท่านมองไป ข้าย่อมหนักแน่นไม่หวั่นไหว' "ทำไมหรือ เห็นว่าข้า 'ซ่วย' (หล่อ) มากงั้นสิ?"
เซี่ยซิงหานมีสีหน้างุนงง "'ซวย' (เสื่อมถอย)? อะไรคือซวย? ท่านหมายถึงตัวอักษรใดหรือ?"
หวังหยางหัวเราะร่า "ไม่สำคัญหรอก เอาเป็นว่าท่านรู้ว่าข้าหล่อก็พอแล้ว"
เซี่ยซิงหานมีสีหน้าแปร่งปร่า "ท่านจะซวยหรือไม่ซวยข้าไม่รู้ เอาเป็นว่าหากอีกสามวันให้หลังราคาเสบียงไม่ลดลง ท่านจะอนาถมากแน่"
หวังหยางมั่นใจเต็มเปี่ยม "เพียงแค่ท่านทำตามที่ข้าบอก ไม่มีทางที่จะไม่ลดลงหรอก"
เซี่ยซิงหานกะพริบตาปริบๆ ใช้น้ำเสียงไร้เดียงสาอย่างยิ่งกล่าวว่า "แต่ข้ายังไม่ได้ตกลงว่าจะช่วยท่านเลยนะเจ้าคะ!"
หวังหยางรีบตีสนิท "อย่าสิ! ด้วยมิตรภาพระหว่างเราสองคน "
"หยุดเลย พวกเราไม่ได้มีมิตรภาพอะไรกัน จะขอร้องให้คนช่วย แน่นอนว่าต้องเลี้ยงข้าวก่อน"
"เรื่องเลี้ยงข้าวพูดง่าย! คืนนี้ท่านมาที่สำนักศึกษาประจำจวิ้น "
"ที่นั่นมีอะไรให้กินกันเล่า? อีกอย่างคนตั้งมากมาย ข้าไม่ไปหรอก พวกเราไปที่หอเซียงเสวี่ย ข้าอยากกินขนมฮวาเจ๋อเอ๋อกาวกับขนมเปี๊ยะหอมเชียนจินซุ่ยของที่นั่น"
ร้านอาหารในจิงโจวมีคำกล่าวว่า 'สามหอ สองครัว หนึ่งเหลา' ล้วนเป็นภัตตาคารหรูหราที่มีชื่อเสียง หอเซียงเสวี่ยก็คืออันดับหนึ่งใน 'สามหอ' หวังหยางเคยพาอาอู่ไป 'เยี่ยมชม' ด้านนอกมาแล้ว: อาคารสองหลังสูงสามชั้น มีระเบียงทางเดินเชื่อมต่อกัน สร้างได้โอ่อ่าหรูหรา เจิดจรัสบาดตา
แม้จะไม่รู้ราคาอาหารที่แน่ชัด แต่รับรองว่าไม่มีทางถูกเด็ดขาด
ทว่าต่อให้ไม่ถูกอย่างไร หวังหยางก็มีความมั่นใจ เงินแสนอีแปะอยู่ในมือ อีกทั้งยังมีเงินจากการขายพัดและหนังสือ เข้าไปกินข้าวสักมื้อเป็นไปได้หรือที่จะออกมาไม่ได้?
เพื่อขอร้องให้เซี่ยซิงหานช่วยเหลือ หวังหยางเตรียมใจ 'เลือดซิบ' เอาไว้แล้ว เขากล่าวอย่างใจป้ำว่า "พูดง่าย! ไปหอเซียงเสวี่ยก็ไปหอเซียงเสวี่ย!"
เซี่ยซิงหานดวงตาโค้งหยักดั่งพระจันทร์เสี้ยว "เช่นนั้นก็ขอบคุณคุณชายหวังมากนะเจ้าคะ!"
"แต่ว่าข้าไม่ได้พกเงินมา หรือไม่ท่านก็สำรองจ่ายไปก่อน..."
เซี่ยซิงหานเลียนแบบท่าทางของหวังหยาง กล่าวอย่างใจป้ำว่า "พูดง่าย! ข้าให้ท่านยืม! ดอกเบี้ยสิบส่วน!"
หวังหยางสะดุ้งเฮือก "ดอกเบี้ยสิบส่วน?!!! ท่านล้อเล่นใช่หรือไม่!"
ดอกเบี้ยสูงเป็นสิบเท่าของเงินต้น โจรปล้นได้ยินยังต้องหลั่งน้ำตาเลยนะ!
"ไม่ได้ล้อเล่น ท่านเป็นคนให้ข้าศึกษาบทฮั่วจื๋อเลี่ยจ้วนเอง ในบทเลี่ยจ้วนกล่าวไว้ว่า 'มีเพียงสกุลอู๋เหยียนที่ยอมปล่อยกู้พันตำลึง ดอกเบี้ยสิบเท่า' ดังนั้นภายหลังจึงร่ำรวยที่สุดในกวนจง ข้าย่อมต้องทำเป็นเยี่ยงอย่าง ตกลงกันที่ดอกเบี้ยสิบส่วน ขาดไปแม้แต่ส่วนเดียวก็ไม่ได้" เซี่ยซิงหานกล่าวอย่างจริงจัง
'นายมันพวกรวยรุ่นที่ n แม้แต่ฉันก็ยังหลอกฟันได้ ยังมีความเป็นคนอยู่ไหมเนี่ย!'
แม้หวังหยางจะค่อนแคะในใจ แต่ความจริงก็รู้ดีว่าเซี่ยซิงหานเพียงแค่ล้อเล่นเท่านั้น อย่างมากก็แค่แก้แค้นเรื่องบทกวีบทนั้น หากตนเองต้องขอยืมเงินนางจริงๆ นางก็คงไม่เอาดอกเบี้ยสิบส่วนหรอก
แต่ไม่กลัวหมื่น กลัวเหตุไม่คาดฝันนี่สิ!
เกิดนางแค่ต้องการให้เขาเสียเลือดเสียเนื้อถึงจะระบายความโกรธได้ ทั้งยังรู้สึกว่าเงินแค่นี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร หลอกฟันได้ก็หลอกไป แล้วจะทำอย่างไรเล่า?
อีกอย่างยังต้องซื้อบ้าน ตนเองก็ไม่อาจอาศัยอยู่ในสำนักศึกษาประจำจวิ้นตลอดไป อาอู่กับเฮยฮั่นกลายเป็นกองกำลังส่วนตัวของเขาแล้ว ก็ต้องจัดสรรที่อยู่ให้ ธุรกิจเพิ่งเริ่มต้น กระแสเงินสดจะขาดมือไม่ได้...







