เสวี่ยซิ่วหลินเป็นคนเริ่มก่อน แล้วเว่ยหมิงหรงก็ตามน้ำไปด้วย ซูอันอิงเป็นคนซื่อๆ ไม่ได้พูดอะไร แต่สีหน้าก็ไม่สู้ดีนัก
สองเฒ่าตระกูลสวี่สีหน้าไม่สู้ดีเลย
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว ยากที่จะจบแบบดีๆ ถ้าพลั้งพลาดขึ้นมา ไม่ใช่แค่จะดังไปทั้งหมู่บ้าน แต่ลูกสะใภ้แต่ละคนก็คงจะมีแต่ความขุ่นเคืองใจ
“แกเข้ามาในห้องกับฉันเดี๋ยวนี้เลย!” โจวกุ้ยหลานถลึงตาใส่สวี่ชื่อเต๋อ แล้วเรียกเขาเข้าไปในห้องด้านใน
ทุกคนพากันกลับเข้าไปที่ห้องด้านทิศตะวันออกอีกครั้ง
โจวกุ้ยหลานให้สวี่ชื่อฉินพาเด็กๆ ไปที่ห้องด้านทิศตะวันตก กล่อมให้พวกเขานอน
ผู้ใหญ่จะคุยเรื่องกัน เด็กๆ ไม่ควรได้ยิน พวกเด็กตัวแค่นี้ไม่รู้อะไรหรอก ถ้าเผลอเอาไปพูดข้างนอกจะทำยังไง?
สวี่ชื่อฉินก็เข้าใจดีว่าเรื่องแบบนี้ เธอในฐานะสาวโสดไม่ควรเข้าไปยุ่ง จึงพาเหล่าหลานๆ กลับไปห้องด้านทิศตะวันตกอย่างว่าง่าย
ที่ห้องด้านตะวันออก โจวกุ้ยหลานสงบสติอารมณ์ได้เล็กน้อย กวาดตามองทุกคน แล้วก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง
“เมื่อกี้พวกเธอก็ได้ยินแล้วว่า เจ้าสี่มันก่อเรื่องไว้ ตอนนี้โดนพวกอู๋จับจุดอ่อนได้
ใกล้จะถึงวันหมั้นอยู่แล้ว แล้วเรื่องนี้จะเอายังไงกันดี?”
“จะเอาไงได้ล่ะ ก็ให้มันจัดการเรื่องที่มันก่อขึ้นเองสิ
ถ้าพวกบ้านอู๋อยากแจ้งความ ก็ปล่อยให้ตำรวจมาจับมันไปติดคุก!”
สวี่เฉิงโฮ่วพอเห็นเจ้าสี่ก็โมโห อยากจะต่อยอีกสักรอบ
“ฉันไม่มีของสามชิ้นใหญ่ๆ อะไรนั่นหรอก แล้วก็ไม่มีเงินห้าร้อยหยวนไปให้เป็นสินสอดด้วย
บ้านเรารับลูกสะใภ้เข้ามาสามคน ไม่เห็นมีใครเรียกสินสอดห้าร้อยสักคน”
สมัยนี้ไม่เคยมีใครพูดถึงเรื่องสินสอดเลย มันไม่มีธรรมเนียมแบบนั้นด้วยซ้ำ
ถ้าฝ่ายชายมีฐานะ ส่วนมากก็จะเหมือนบ้านสวี่ที่เตรียมเฟอร์นิเจอร์ให้ จัดผ้าห่มหมอนให้ครบ แล้วก็ให้ของฝ่ายหญิงเป็นนาฬิกาข้อมือหนึ่งเรือน เสื้อผ้าบางหนาอย่างละชุด รองเท้าหนังหนึ่งคู่ ไหมพรมสองชั่ง
แค่นี้ก็ถือว่าสูงสุดแล้ว ตอนนั้นเสวี่ยซิ่วหลินเป็นนักศึกษาส่งเสริมการศึกษาในชนบท บ้านสวี่กลัวจะทำให้เธอเสียใจ เลยให้ของพวกนี้ไป
ทีหลังเว่ยหมิงหรงกับซูอันอิงแต่งเข้ามา ก็ยึดตามตัวอย่างเดิม
บ้านทั่วไปบางบ้านยังไม่มีขนาดนี้เลย มีแค่ครึ่งหนึ่งก็ถือว่าดีมากแล้ว
บางคนไม่มีอะไรเลย แม้แต่อาหารจัดเลี้ยงก็จัดไม่ได้ ก็ยังใช้ชีวิตร่วมกันไปได้ไม่ใช่หรือ?
ดังนั้น บ้านอู๋ที่เรียกของสามชิ้นใหญ่กับสินสอดห้าร้อยหยวน มันคือเรื่องเกินจริง เป็นการหาเรื่องชัดๆ
ได้ยินสามีพูดแบบนี้ โจวกุ้ยหลานก็ส่ายหัว “ใช่สิ สินสอดห้าร้อยหยวน บ้านเราจะไปหาได้จากไหน? นี่มันหาเรื่องกันชัดๆ”
สวี่ชื่อเต๋อที่ยืนก้มหน้าอยู่กลางห้อง แอบเงยหน้าขึ้นมา มองแวบไปทางสวี่ชื่อเยี่ยน แล้วพึมพำเสียงเบา
“บ้านไม่มี แต่พี่สามไม่ใช่มีเหรอ? พี่สามขายไม้ทุบกับถุงน้ำดีหมี ได้ตั้งสองพันกว่าแน่ะ”
แม้ดูเหมือนจะพูดพึมพำ แต่จริงๆ แล้วทุกคนในห้องก็ได้ยินชัดถนัด
พอสวี่ชื่อเยี่ยนได้ยิน กลับหัวเราะขึ้นมาแทนที่จะโกรธ
มาถึงตอนนี้แล้ว ยังจะมีอะไรที่ไม่เข้าใจอีก?
แต่แรกเขาก็สงสัยอยู่ว่าทำไมอู๋ชิวเยี่ยนถึงท้องก่อนแต่ง ทั้งที่ชาติที่แล้วก็เกิดเรื่องแบบนี้เหมือนกัน
แต่ทำไมชาติที่แล้วไม่มีปัญหาอะไร แต่งกันไปได้เรียบร้อย แต่ชาตินี้บ้านอู๋กลับออกมาเรียกร้องโน่นนี่นั่น ทั้งสามชิ้นใหญ่ ทั้งสินสอด แล้วพอไม่ให้ก็ขู่จะไปแจ้งความ
กลายเป็นว่าสุดท้าย ต้นตอมาจากตรงนี้เองสินะ
บ้านอู๋ได้ยินเรื่องของสวี่ชื่อเยี่ยน รู้ว่าเขาต้องมีเงินแน่นอน เลยได้ใจคิดจะหาเงินสักก้อน
“เจ้าสี่ แกพูดกับพี่สามตามตรงเลย
ที่แกพูดเมื่อกี้น่ะ เป็นคำพูดของบ้านอู๋ หรือว่าแกก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน?” สวี่ชื่อเยี่ยนถามเสียงเย็น
“พี่สาม...” สวี่ชื่อเต๋ออึกอัก พูดไม่ออก
สวี่ซื่อเยี่ยนพยักหน้า “ได้ พี่เข้าใจแล้ว”
พูดจบก็ลุกขึ้นยืน เดินไปต่อยสวี่ซื่อเต๋อหนึ่งหมัดเต็มๆ
“คนนอกเห็นพี่สามหาเงินได้หน่อยก็พากันอิจฉา ทั้งเล่นตุกติก ทั้งแบล็กเมล์ พี่ไม่เคยโกรธเลย
เพราะพวกนั้นเป็นคนนอก เขาจะอิจฉาก็ไม่แปลก
แต่แกล่ะ? เป็นน้องแท้ๆ ของฉัน กลับคิดจะเล่นงานพี่เหมือนพวกคนนอก? เจ้าสี่ แกทำให้ฉันรู้สึกเสียใจมากเลยนะ”
นี่แหละคือเหตุผลที่สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ชอบกลับบ้าน เขายอมพาภรรยาไปอยู่บนเขา ยังดีกว่ากลับมาเห็นพี่น้องตัวเองคอยแทงข้างหลังเพราะเงินแค่นิดเดียว
ตอนบ่าย นั่งคุยเล่นกับพี่น้อง วางแผนจะเข้าป่าไปล่าสัตว์ด้วยกัน ก็ดูเหมือนจะดีขึ้นสวี่ซื่อเยี่ยนก็เริ่มคิดว่า ไม่จำเป็นต้องถือสานักกับพี่น้องแท้ๆ
แต่ยังไม่ทันข้ามคืน น้องสี่ก็มาทำเรื่องซะแล้ว
“ภรรยา ใส่เสื้อผ้า เรากลับกันเถอะ ดึกแล้ว เธอไม่ควรอดนอน กลับไปพักผ่อนเร็วหน่อยดีกว่า”
สวี่ซื่อเยี่ยนต่อยน้องชายแค่หมัดเดียวแล้วก็ไม่พูดอะไรอีก หันไปพยุงซูอันอิง เดินออกจากบ้านทันที
ก่อนออกจากประตู เขาหันไปมองพ่อแม่
“พ่อ แม่ พรุ่งนี้ก็พาเจ้าสี่ไปบ้านตระกูลอู๋เลย จะให้เค้าทำอะไรก็ให้เขาทำไป
ไม่ว่าจะตี จะฆ่า หรือจะเอาไปฟ้องให้ตำรวจจับ ก็ปล่อยเค้าเถอะ
เรื่องที่ตัวเองก่อไว้ก็ต้องรับผิดเอง พ่อแม่ดูแลเขาทั้งชีวิตไม่ได้หรอก ตระกูลอู๋จะเอายังไงก็ปล่อยเค้าไป แค่ไม่ต้องให้เงินพวกเขาเพิ่มก็พอ”
ในเมื่อชาติที่แล้ว ตระกูลอู๋ก็ยกลูกสาวมาให้แต่งงานโดยไม่เรียกร้องอะไร ชาตินี้ก็ไม่มีทางจะเอาน้องชายเขาเข้าคุกจริงๆ หรอก
เรื่องแบบนี้มันต้องมีสองฝ่ายถึงจะเกิด เรื่องเกิดขึ้นมาแล้ว ตระกูลสวี่ก็เสียหน้า ตระกูลอู๋ก็เสียหน้า
แถมตระกูลอู๋ยังมีลูกสาวอีกหลายคน ไม่มีทางหรอกที่พวกเขาจะกล้าเล่นแรงจริงๆ
พูดจบ เขาก็พาภรรยาออกจากบ้านตระกูลสวี่ไปเลย
กระทั่งเสียงประตูปิดดังขึ้น ทุกคนในบ้านถึงเพิ่งได้สติกลับมา
สวี่เฉิงโฮ่วโมโหมาก หยิบไม้กวาดขึ้นมาตีสวี่ซื่อเต๋ออีกที
“ไอ้เด็กเวร อะไรๆ ก็อยากได้หมด? แล้วพี่สามของแกยังต้องทำดีกับบ้านนี้ขนาดไหนอีก?
คราวที่แล้ว ขายฝ้ายได้เงินมา เขาก็แอบยื่นเงินให้แม่แกตั้งร้อยนึงนะ
เมื่อกี้ แม่เพิ่งให้เงินปันผลจากกองกลาง เขาก็ยกให้อีกตั้งร้อย บอกว่าจะเก็บไว้ให้แกใช้แต่งงาน
เป็นพี่ชายทำขนาดนี้ เรียกได้ว่าทำดีที่สุดแล้ว แกยังไม่พออีกเหรอ?”
ผ่านหน้าหนาวนี้มา สวี่เฉิงโฮ่วก็เริ่มเปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับลูกชายคนที่สาม เขาไม่พูด แต่ในใจก็เริ่มเห็นความสำคัญของสวี่ซื่อเยี่ยนมากขึ้นเรื่อยๆ
พอมีคนที่เปรียบเทียบได้ ก็ยิ่งเห็นว่าน้องสี่ไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ ยิ่งเห็นก็ยิ่งโมโห
“หา? พี่สามให้เงินบ้านด้วยเหรอ? ผมไม่รู้เลยนะ”
สวี่ซื่อเต๋อทำหน้างง เพราะไม่มีใครบอกเขาเลย เขาจะไปรู้ได้ยังไง?
“พี่สามไม่ใช่แค่ให้เงินนะ ยังบอกว่าจะพาพวกเราไปล่าสัตว์ด้วยนะ นี่แหละ แกทำเสียเรื่องหมดเลย ไม่รู้ว่ายังจะได้ไปกันอยู่มั้ย?”
ฝั่งสวี่ซื่อเสียงพูดด้วยความเสียดาย
หมีดำตัวนึงนะ อย่างน้อยก็ขายได้ตั้งสี่ห้าร้อยหยวน กลายเป็นว่าเสียโอกาสไปฟรีๆ
น้องสี่นะ เห็นทำท่าฉลาด ที่แท้ก็แค่โง่ให้พวกบ้านอู๋ปั่นหัว เล่นจนตกหลุมไปไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
“ผมก็ไม่รู้นี่นา พวกพี่ไม่บอกอะไรผมเลย…”
สวี่ซื่อเต๋อเริ่มลน “งั้นจะให้ผมไปง้อพี่สามมั้ย?”
“นี่มันกี่โมงแล้ว? ข้างนอกก็มืด พี่สามของแกเมียท้องอยู่นะ แกจะไปทำให้เขาตกใจเหรอ?
เฮ้อ เอาไว้ค่อยว่ากันอีกที พรุ่งนี้ไปเคลียร์เรื่องของแกให้เรียบร้อยก่อนเถอะ”
โจวกุ้ยหลานมองลูกชายด้วยความโกรธจนแทบจะตายให้ได้ เจ้าเด็กโง่เอ๊ย!







