เมื่อครู่สวี่ซื่อเต๋อทำตัวลับๆ ล่อๆ ไม่กล้าเข้าบ้าน ต้องเรียกแม่ออกไปคุยข้างนอก
สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นเข้าก็รู้ทันทีว่า ไอ้เด็กนี่ต้องรู้เรื่องที่อู๋ชิวเยี่ยนท้องแน่ๆ เลยกลัวพ่อตี เลยรีบหาแม่มาปรึกษาก่อน
สวี่ซื่อเยี่ยนแอบหัวเราะเยาะในใจ อย่าคิดว่าแม่จะอารมณ์ดีและเข้าข้างลูกไปซะทุกเรื่อง
กับเรื่องที่สวี่ซื่อเต๋อทำไว้น่ะ ตีแปดร้อยรอบยังไม่พอ หวังให้แม่ช่วยเหรอ ฝันไปเถอะ
แล้วก็จริงดังคาด เสียงด่ากระหึ่มก็ดังมาจากข้างนอก
"พี่สวี่! ออกมานี่! มาซ้อมไอ้ลูกเวรนี่ให้ฉันที! ฉันอยากถลกหนังมันนัก!"
แค่ฟังเสียงก็ดูรู้ว่าโจวกุ้ยหลานโกรธจนเลือดขึ้นหน้าแล้ว
สวีเฉิงโฮ่วอยู่กินกับภรรยามาหลายปี ยังไม่เคยเห็นเมียโมโหขนาดนี้ เลยรีบใส่รองเท้าลุกจากเตียงออกไปดู
ไม่พูดพล่ามทำเพลง ตบลูกชายฉาดใหญ่จนเซไป
"ไอ้เด็กเวร! แกไปทำบ้าอะไรมา ถึงทำให้แม่แกโมโหขนาดนี้?!"
ถ้าจะพูดกันตรงๆ ลูกทั้งหกของบ้านสวี่ คนที่โดนตีด่ามากที่สุดก็พวกพี่สามคนโต
สามคนหลังแทบไม่เคยโดนด่าเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการโดนตี
คนโตโดนซ้อมหนักก็เพราะตอนอยู่ค่ายทหารไปก่อเรื่อง
ด้วยสภาพแวดล้อมตอนนั้น ทำให้สวี่ซื่อเซียนเหมือนโดนผีเข้า ไม่ฟังใครทั้งนั้น
พ่อแม่ทั้งเตือนทั้งห้ามยังไงก็ไม่ฟัง สุดท้ายโดนสวีเฉิงโฮ่วจับแขวนซ้อมแทบตาย
โชคดีที่โดนซ้อมครั้งนั้น ทำให้สวี่ซื่อเซียนต้องนอนพักรักษาตัวบนเตียงเป็นครึ่งเดือน พลาดโอกาสเดินทางไปกับคนอื่น
สุดท้ายเขาก็แค่ก่อเรื่องในระดับกองผลิต ไม่ถึงกับเข้าไปในเขตเมือง เลยรอดจากการโดนตรวจสอบย้อนหลัง
แม้กระนั้น ประวัติก็ยังมีรอยด่าง ไม่อย่างนั้นด้วยความสามารถของสวี่ซื่อเซียน ไปที่ไหนก็คงเป็นดาวเด่นทางด้านวรรณศิลป์
คนที่สองโดนซ้อมเพราะซนจัด
ออกไปนอกบ้านก็ไปไล่แมวไล่หมา ชกต่อยกับชาวบ้าน กลับบ้านมาก็ปีนขึ้นหลังคา เล่นซนสารพัด
ทำเอาสวีเฉิงโฮ่วทนไม่ไหว ต้องตะบันหน้าไม่ยั้ง ตีแล้วก็ตีอีก แต่ก็ไม่เข็ด พอหายดีแล้วก็กลับไปซนอีก
คนที่สามคือสวี่ซื่อเยี่ยน อย่าให้พูดเลย
ตอนเด็กชอบงอแง พอถึงเวลากินข้าวก็ร้องไห้ เดินออกนอกบ้านไปร้องไห้ไป
คนที่ไม่รู้เรื่องก็นึกว่าบ้านนี้ลูกแบบผิดๆ ไม่ยอมให้ข้าวกิน
สมัยนั้นคนก็ไม่เข้าใจ ที่จริงสวี่ซื่อเยี่ยนเป็นโรคกระเพาะ
พอจะกินข้าวก็ปวดท้อง จะไม่ให้ร้องไห้ได้ยังไง?
แต่ผู้ใหญ่ตอนนั้นคิดว่าเขาแค่หาเรื่อง เลยจับลากกลับเข้าบ้านแล้วซ้อมซะชุดใหญ่
มีพี่ชายสามคนคอยเป็นตัวอย่าง สามคนหลังเลยหัวไวขึ้น ไม่ค่อยกล้ากวนพ่อแม่
สวี่ซื่อเต๋อเป็นพวกหัวไวตั้งแต่เด็ก อ่านสีหน้าคนเก่ง
แค่เห็นสีหน้าผู้ใหญ่เริ่มไม่ดี ก็รีบยอมรับผิดทันที เด็กแบบนี้เลยไม่ค่อยโดนตี
แต่ขนาดทำให้โจวกุ้ยหลานโกรธจนต้องเรียกสวีเฉิงโฮ่วออกมาซ้อมลูก แล้วยังพูดว่าจะถลกหนัง แสดงว่าคราวนี้สวี่ซื่อเต๋อทำเรื่องใหญ่จริงๆ
เพราะงั้นพอสวีเฉิงโฮ่วออกมา ก็ไม่พูดมาก ตรงเข้าซ้อมลูกเลย
อย่าดูถูกว่าแก่แล้วนะ พ่อลงไม้ลงมือทีคือไม่ยั้ง ทั้งตบทั้งต่อยไม่ให้พักหายใจ
สวี่ซื่อเต๋อไม่เคยโดนแบบนี้มาก่อน โดนพ่อตีจนไม่มีที่ให้หนี ต้องยกมือขึ้นป้องหน้าตัวเอง ร้องเรียกแม่กับพี่ชายอยู่ตลอด
ที่ห้องตะวันออก สวี่ซื่อเซียนกับคนอื่นๆ ได้ยินก็จะรีบออกไปช่วยห้าม แต่โดนสวี่ซื่อเยี่ยน กันไว้หมด
"อย่าไปยุ่ง แม่เราโมโหขนาดนี้แล้ว แสดงว่าไอ้นี่ทำเรื่องแย่จริงๆ ปล่อยให้พ่อซ้อมให้หายโมโหก่อน"
พี่ใหญ่กับพี่รองหันไปมองน้องสามอย่างสงสัย "น้องสาม แกแอบรู้อะไรมาใช่มั้ย?"
"เปล๊า ไม่รู้เรื่องอะไรเลย รู้แค่ว่าแม่โกรธมาก แล้วถ้าแม่โกรธเนี่ย มันต้องเรื่องใหญ่แน่ เราอย่าเข้าไปยุ่งจะดีกว่า"
สวี่ซื่อเยี่ยนยักไหล่ ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
พอมีสวี่ซื่อเยี่ยนกันไว้ พี่น้องคนอื่นเลยไม่ได้เข้าไปห้าม สวี่ซื่อเต๋อเลยโดนพ่อต่อยตีไปชุดใหญ่
แต่สุดท้ายสวีเฉิงโฮ่วก็อายุมากแล้ว ตีไปได้แป๊บเดียวก็เหนื่อยจนต้องหยุดหอบหายใจ แล้วถามภรรยา
"เรื่องมันยังไงกันแน่วะ? ไอ้ลูกเวรนี่มันไปทำอะไรให้เธอโกรธได้ขนาดนี้?"
ใช่ นี่แหละนิสัยของสวีเฉิงโฮ่ว ยังไม่ถามอะไรก่อน ตีก่อนแล้วค่อยถามทีหลัง
“ลองไปถามเขาดูสิ ว่าเขาไปก่อเรื่องอะไรไว้?
ทำไมบ้านลุงอู๋จู่ๆ ก็เปลี่ยนใจ ทั้งที่ใกล้จะหมั้นอยู่แล้ว อยู่ๆ ก็เรียกสินสอด เรียกของสามชิ้นใหญ่?
ไม่ใช่เพราะเจ้าลูกเวรนี่ไปก่อเรื่องไว้หรอกเหรอ?”
ไม่พูดยังดี พอพูดขึ้นมา ไฟโทสะในใจของโจวกุ้ยหลานก็พุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที
ตอนนั้นเอง สวี่เฉิงโฮ่วก็เริ่มจับสังเกตได้ว่าอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล
เขาจึงเตะสวี่ชื่อเต๋อไปอีกที
“พูดมาให้หมด เกิดอะไรขึ้น? วันนี้ถ้าไม่พูดให้ชัดฉันจะถลกหนังแก!”
สวี่ชื่อเต๋อจะทำอะไรได้ล่ะ?
พูดก็โดนตี ไม่พูดก็โดนตี งั้นพูดดีกว่า
“พ่อ เสี่ยวเยี่ยนเธอท้องแล้ว ท้องมาได้สองเดือนกว่าแล้ว
ทางบ้านอู๋ก็เลยโกรธมาก บอกว่าถ้าอยากแต่งต้องให้ค่าสินสอดหนึ่งร้อยหยวน พร้อมของสามชิ้นใหญ่
หรือไม่งั้นก็ต้องจ่ายห้าร้อยหยวนเป็นค่าสินสอด
ไม่งั้นเขาจะไปแจ้งความว่าผมลวนลามเธอ”
เรื่องก็เป็นไปตามที่สวี่ซื่อเยี่ยนคาดไว้เป๊ะ
บ้านอู๋เอาเรื่องที่อู๋ชิวเยี่ยนท้องมาเป็นข้ออ้าง กดดันแบล็กเมล์สวี่ชื่อเต๋อ
จริงๆ แล้วบ้านอู๋ก็ไม่ได้คิดจะไปแจ้งความหรอก
ก็แค่หาข้ออ้างมารีดเงินเพิ่ม
พอสวี่เฉิงโฮ่วได้ยินลูกชายพูดแบบนี้ ก็โกรธจนตัวสั่น
เตะลูกชายจนล้มลงไปอีกครั้ง
“ไอ้ลูกระยำ! แกกล้าทำเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ?
ยังไม่ทันแต่งงานเลย แกก็ไปนอนกับผู้หญิงเขาแล้ว ตอนนี้ลูกก็มีแล้ว?
บ้านสวี่เคยมีคนอย่างแกด้วยเรอะ? วันนี้พ่อจะตีแกให้ตายเลย!”
เสียงตะโกนของสวี่เฉิงโฮ่วทำให้คนในห้องด้านตะวันออกได้ยินกันหมด
พวกสวี่ชื่อเซียนหน้าถึงกับซีดเผือด
ถ้าจะว่าไป เรื่องแบบนี้เดี๋ยวนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มี
แถบชนบทก็มีแต่เรื่องพิลึกทั้งนั้น ทั้งแอบมีชู้ เลี้ยงสามีเก็บ อะไรแบบนี้ก็ได้ยินกันบ่อยๆ
แต่ถ้าเกิดกับคนอื่น ก็แค่หัวข้อเม้าท์ระหว่างกินข้าว
แต่ถ้าเกิดในบ้านตัวเองล่ะก็... ไม่เหมือนกันแล้ว
ถ้ารู้กันไปทั่ว ไม่ถูกคนหัวเราะเยาะจนไม่มีหน้าจะไปไหนเหรอ?
เวลาออกจากบ้าน คนไม่เอานิ้วชี้หลังเอาหรอ?
“สมควรโดน ตีให้หนักยังน้อยไปเลย ทำอะไรไม่คิด เจ้าสี่นี่มันโง่จริงๆ”
สวี่ชื่อเซียนก็โกรธไม่แพ้กัน พูดด้วยความโมโห
“พอๆ อย่าเพิ่งพูดเรื่องตีเลย พ่อเราตีตั้งนานแล้ว เดี๋ยวเหนื่อยตาย
รีบไปห้ามก่อนเถอะ”
สวี่ซื่อเยี่ยนได้ยินพ่อหายใจแรง ก็เริ่มเป็นห่วง
อายุก็เกือบหกสิบเข้าไปแล้ว เดี๋ยวเป็นอะไรไปจะแย่เอา
พี่น้องสามคนเลยรีบออกมาจากห้อง เข้าไปห้ามสวี่เฉิงโฮ่ว
“พ่อ เรื่องมันก็เกิดไปแล้ว หาทางแก้กันเถอะ ตีไปก็ช่วยอะไรไม่ได้”
สวี่เฉิงโฮ่วทั้งเหนื่อยทั้งโกรธ ตอนนี้หน้าแดง เหงื่อออกเต็มหน้าผาก
ยืนอยู่หอบแฮ่กๆ
“แก้? แก้ยังไง? เขาเรียกห้าร้อยหยวนสินสอด ไม่งั้นจะไปแจ้งความ
จะให้พ่อทุบกระดูกทั้งตัวแล้วเอาไปชั่งน้ำหนักดูมั้ย ว่าจะได้ห้าร้อยมั้ย?”
สวี่เฉิงโฮ่วแทบจะเป็นลมจากความโมโห
ไม่เคยคิดเลยว่า ลูกชายที่เคยคิดว่าเฉลียวฉลาด
จะก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้
“แต่แรกก็ไม่ควรให้ไปสอนหนังสือที่ชิงหลิ่งเลย
ไม่ควรให้ไปอยู่หอพักด้วยซ้ำ นี่ไงล่ะ เป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาแล้ว”
โจวกุ้ยหลานก็ทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ
ตอนนี้ลูกชายคนที่สี่ถือว่ามีอนาคตที่สุดในหมู่ลูกห้าคน
ได้เป็นครูประจำ กินเงินเดือนหลวง
แล้วทำไมถึงไปก่อเรื่องแบบนี้ได้?
“ห้าร้อยหยวน เราจะไปหาเงินจากที่ไหนมา?”
“โอ๊ย ห้าร้อยหยวน ลูกสาวบ้านอู๋ทำจากทองหรือไง?
ตอนนี้ถึงได้รู้ว่าเรานี่มันไม่มีค่า
แต่ก่อนตอนแต่งกันไม่เอาสินสอดซักแดงเดียว โง่ชะมัดเลย”
ในห้อง เสวี่ยซิ่วหลินพูดอย่างไม่พอใจ







