แสงแดดนอกหน้าต่างเบางบาง แสงอาทิตย์ดูเยียบเย็น ผ้าม่านสีฟ้าทอลายพรางหน้าต่างไว้ครึ่งหนึ่ง ปล่อยให้แสงสลัวลอดผ่านเข้ามาในห้องนอน
ฉู่ชิงนอนอยู่บนเตียง ลืมตาขึ้นมารู้สึกเพียงว่าหัวมันมึนงงหนักอึ้ง พอหลับตาพักลงชั่วครู่ ก็พบว่าเหมือนจะผล็อยหลับไปอีกรอบ รีบขยับตัวไปมาหลายที เหยียดแขนยาวๆ แล้วบิดขี้เกียจชุดใหญ่
การนอนหลับตอนบ่าย ถ้าใช้เวลานานเกินไป ตอนตื่นขึ้นมาจะรู้สึกจิตใจหดหู่ โดยเฉพาะถ้าตื่นมาตอนพลบค่ำ จะรู้สึกแค่ว่าโลกนี้มันช่างมืดมนเหลือเกิน ตัวเองช่างไม่มีใครรักเลย อยากตายชะมัด
ทุกครั้งที่ตื่นมาเขามักจะรู้สึกอึดอัดใจมาก แต่ก็ยังคงนอนอยู่ดี เพราะมันน่าเบื่อจริงๆ
เขาเดินโซเซไปที่ห้องน้ำ เปิดน้ำเย็นล้างหน้าล้างตา แต่ก็ยังมึนๆ อยู่ เลยตัดสินใจเอาอ่างมารองน้ำ แล้วจุ่มหัวลงไปมิด นั่นแหละถึงค่อยรู้สึกว่าเซลล์ในร่างกายกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นหน่อย
หลังจากคุณหนูฟ่านจากไป เขาก็รักษาสภาพแบบนี้มาตลอด สถาบันการแสดงกลางก็ปิดเทอมฤดูหนาวแล้ว แม้แต่ประตูยังเข้าไปไม่ได้ เพราะต้องเคลียร์พื้นที่ไว้ให้ชั้นเรียนฝึกอบรมช่วงปิดเทอม เห่าหรงก็ให้เขายืมสมุดจดเลกเชอร์มาเล่มหนึ่ง แต่จะให้กอดนั่งอ่านทั้งวันทั้งคืนก็ไม่ได้นี่นา ส่วนเรื่องอื่นๆ อย่างดูทีวี คัดลายมือ หรือฝึกท่องบท ล้วนไม่ใช่สิ่งที่ใช้ฆ่าเวลาแก้เบื่อได้อย่างแท้จริง
เพราะความเบื่อหน่ายนี้ ไม่ใช่เพราะขาดธุระให้ทำ แต่เป็นเพราะขาดใครสักคน
อ๊ะๆ คงมีคนพูดอีกแน่ๆ ว่าหมอนี่มันช่างไม่มีเป้าหมายในชีวิตเอาซะเลย...
เพื่อนในเมืองหลวงของเขาก็มีไม่น้อย แต่ช่วงนี้ใกล้จะปีใหม่แล้ว ต่างคนต่างก็มีเรื่องยุ่งของตัวเอง ใครจะมาเหมือนเขากันเล่า ไอ้ตัวน่าสงสารที่ไม่มีทั้งพ่อแม่และแฟนสาวอยู่เคียงข้างเนี่ย?
หลังจากฉู่ชิงซื้อโทรศัพท์มือถือ เขาก็โทรหาคนนู้นคนนี้ทีละคน คุยสองสามประโยค ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ อวยพรปีใหม่ล่วงหน้าอะไรเทือกนั้น ไม่เห็นต้องพูดเน้นย้ำอะไรเป็นพิเศษ คนเขาก็จำเบอร์ของคุณได้เองแหละ
ชาติก่อนเขามีเพื่อนไม่เยอะ แต่ละคนล้วนจริงใจต่อกัน ปกติไม่มีเวลามาเจอกัน พอถึงช่วงเทศกาลก็จะตั้งใจโทรศัพท์มาคุยสัพเพเหระกันพักใหญ่
นิสัยนี้ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี เขาทำไอ้เรื่องพรรค์ที่ว่า “เพื่อนๆ ที่รัก ฉันคือฉู่ชิง นี่เบอร์โทรศัพท์มือถือใหม่ของฉันนะ วันหลังก็ติดต่อกันมาด้วยล่ะ จุ๊บๆ!” ไม่ลงหรอก
แหวะ...
เหล่าเจี่ยไอ้หมอนี่กลับบ้านเกิดไปรักษาตัวแล้ว เจียงเหวินดันยังเตร็ดเตร่อยู่ที่จางเจียโข่ว หนังเรื่องนั้นคงต้องถ่ายกันไปจนถึงช่วงโอลิมปิกนู่น ไอ้เวรหลิวเย่ก็ปิดเทอมกลับบ้านไปแล้ว เขายังคิดอยู่เลยว่าจะฝากมันซื้อของฝากจากจี๋หลินสักหน่อยดีไหม
ยังมีโหลวเย่อีกคนที่ยังคงตามหาเงินทุนอย่างยากลำบาก แต่ช่วงนี้เริ่มมีเค้าลางบ้างแล้ว สถาบันภาพยนตร์แห่งหนึ่งของเยอรมันแสดงเจตจำนงว่าจะสนับสนุน ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเจรจา ฉู่ชิงเลยถือโอกาสถามไถ่ข่าวคราวของคุณชายโจวจากปากเขา และก็เป็นไปตามคาด เธอซื้อโทรศัพท์มือถือแล้วจริงๆ
เสียงของคุณชายโจวยังคงแหบพร่าเหมือนเดิม ตอนที่รับสายของเขาเธอประหลาดใจมากๆ หญิงสาวคนนี้เพิ่งจะรับบทเล็กๆ ในเรื่อง «ที่ปรึกษาเซ่าซิง» ไป ตอนนี้ก็ได้เข้าประจำการในกองถ่าย «ตำนานวังต้าหมิง» อย่างเป็นทางการแล้ว
ทั้งสองคนบ่นนู่นบ่นนี่กันอย่างเบิกบานใจพักใหญ่ ราวกับตอนที่คุยกันยามเช้าที่ริมแม่น้ำซูโจว ไม่มีความรู้สึกห่างเหินแม้แต่น้อย คนหนึ่งโยนมุกไป อีกคนก็รับไว้ได้อย่างแม่นยำ แถมยังโยนกลับมาได้อีก ความเข้าขากันแบบนี้ ไม่เหมือนกับความเข้าขากันที่มีต่อคุณหนูฟ่าน แบบหนึ่งคือใช้สมอง ส่วนอีกแบบคือใช้ใจ
เวลาห้าโมงห้าสิบนาที ฉู่ชิงปั่นจักรยานบุโรทั่งคันนั้นออกจากบ้าน วันนี้นัดไว้ว่าจะไปกินข้าวที่บ้านตาเฒ่าเฉิง
ภายในลานบ้านเล็กๆ คือทิวทัศน์ฤดูหนาวอันเงียบเหงา ดอกไม้ใบหญ้าที่ตาเฒ่าปลูกไว้ล้วนแห้งเหี่ยวเป็นสีเหลืองเถาวัลย์น้ำเต้าก็เหลือใบเพียงไม่กี่ใบ มีเพียงโต๊ะเก้าอี้หินชุดนั้นที่ยังคงแข็งแรงทนทาน
เขาเพิ่งจะก้าวพ้นประตู หวงอิ่งก็ออกมาต้อนรับ เธอสวมเสื้อสเวตเตอร์เก่าๆ ดูเหมือนจะสูงขึ้นอีกนิด ยิ่งดูราวกับต้นหอมริมน้ำ ร่างกายแม่ของเธอดีขึ้นมากแล้ว สามารถลงแปลงทำนาได้ เธอเองก็วางใจ ปีใหม่นี้จึงไม่คิดจะกลับไปอีก
ตอนฤดูร้อน ฉู่ชิงเคยพาคุณหนูฟ่านมาแวะเวียนที่นี่ สองสาวได้พบกันอีกครั้งหลังจากตอนที่อยู่สถานที่ตากอากาศบนภูเขา เพียงแต่ว่าหนึ่งในนั้นได้กลายมาเป็นแฟนสาวของเขาแล้ว ตั้งแต่นั้นมา หวงอิ่งก็แทบจะไม่เคยติดต่อเขาก่อนอีกเลย เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสืออย่างเงียบๆ
ยายเฒ่าทำอาหารมาสองหม้อดิน หม้อหนึ่งคือหมูสามชั้นน้ำแดงตุ๋นถั่วฝักยาวแห้ง อีกหม้อคือปลาแม่น้ำตุ๋น แล้วก็ยังมีเต้าหู้ก้อนโต ไม่ได้คลุกซอส แต่คลุกกับผักดองที่ดองเอง ทำเอาฉู่ชิงกินจนลิ้นแทบจะพันกัน
“ไอ้หนู เอ็งนี่มันไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำไกลเลยนะพอดังแล้วก็ไม่เห็นหัวพวกเราแล้วใช่ไหมล่ะ?”
ตาเฒ่าเฉิงถือจอกเหล้าพลางเดาะลิ้น ยายเฒ่าไม่ยอมให้แกดื่มเยอะ มื้อหนึ่งให้ดื่มแค่หนึ่งเหลียง ต้องค่อยๆ จิบทีละนิด
ฉู่ชิงยิ้มแหยๆ ตอบไปว่า “ผมไม่มีเวลาจริงๆ นี่นา อีกอย่างผมจะไปดังอะไร สู้คนอื่นเขาไม่ได้เลยสักนิด”
“เฮอะ! อย่าไปเทียบกับคนอื่นเลย ต่อให้ตายแกก็เทียบเขาไม่ได้หรอก ต้องเทียบกับตัวเองสิ แกที่เคยเก็บของเก่าขายมาจนถึงทุกวันนี้ได้ นี่แหละคือความก้าวหน้า” ตาเฒ่าเฉิงเริ่มอวดอ้างประสบการณ์ชีวิตอันน้อยนิดของแกตามความเคยชิน
คนในครอบครัวพวกเขาทุกคนทนฟังเรื่องนี้ไม่ได้ ยายเฒ่าจึงถลึงตาใส่แกทันที ตวาดว่า “หุบปาก กินข้าว!” พูดจบ ตัวเองกลับหันไปถามว่า “นี่ชิงจื่อ องค์หญิงกำมะลอ ภาค 2ของเธอจะได้ออนแอร์เมื่อไหร่น่ะ? ฉันรออยู่นะเนี่ย”
ฉู่ชิงเหงื่อตก พูดว่า “เรื่องนี้ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ยังไงก็ต้องรอให้ทางไต้หวันฉายก่อน ถึงจะถึงคิวพวกเรา”
“จึ๊ๆ รีบๆ เอากลับมาฉายเถอะน่า จะดูทีวีสักเรื่องทำไมมันถึงได้ยุ่งยากนักหนา” ยายเฒ่าบ่นอย่างไม่พอใจ
“...”
ครอบครัวนี้ช่างดุดันกันซะจริง เขาเลยได้แต่ก้มหน้าก้มตากินข้าว
“พี่ฉู่ชิง ปีนี้ฉันเตรียมตัวจะสอบเอาใบประกอบวิชาชีพบัญชีแหละ” จู่ๆ หวงอิ่งก็พูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“งั้นก็ดีสิ เตรียมตัวเป็นไงบ้างล่ะ?”
“ก็ง่ายดีนะ ฉันต้องสอบผ่านแน่ๆ” เสียงของเธอไม่ดังนัก แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
คำพูดนี้ไม่ค่อยเหมือนสไตล์ของหวงอิ่งเลย ฉู่ชิงประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อกี้ยังไม่ทันสังเกต พอตอนนี้หันไปมองถึงได้พบว่า ไม่ได้เจอกันพักเดียว บุคลิกของหญิงสาวคนนี้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเกินไปแล้ว
โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น เมื่อก่อนถือว่าใสกระจ่างและอ่อนหวาน แต่ก็ดูหวาดหวั่นอยู่บ้าง ทว่าตอนนี้กลับเหมือนหยกงามที่ถูกกะเทาะเปลือกหินออก เปล่งประกายความสว่างใสและความคมกล้า
เขาดีใจมากที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ของเธอ
กินข้าวเสร็จก็ปาเข้าไปสองทุ่มแล้ว ฉู่ชิงบอกปัดคำชวนเล่นหมากรุกของตาเฒ่าเฉิงอย่างนุ่มนวล ปั่นจักรยานรีบกลับไปอย่างเร่งรีบ
............
ช่วงนี้คุณหนูฟ่านลำบากมากจริงๆ ถ้าไม่ได้อยู่ตามงานเลี้ยงสังสรรค์ ก็ต้องอยู่บนรถระหว่างทางไปงาน บางครั้งวันหนึ่งต้องวิ่งรอกถึงสองงาน ตอนเที่ยงแสดงเสร็จก็ต้องรีบขึ้นเครื่องบินไปอีกที่หนึ่งทันที ตกกลางคืนก็แสดงต่อ
ล้วนแต่เป็นเมืองทางใต้ โดยเฉพาะแถบฝูเจี้ยนและกวางตุ้ง บางเมืองยังนับไม่ได้ว่าเป็นเมืองระดับสองด้วยซ้ำ อย่างมากก็แค่เมืองระดับสามหัวกะทิ แต่เมืองเล็กๆ พวกนี้แหละ ที่ทำเอาเธอตกใจจริงๆ แต่ละคนโคตรรวยเลย ใช้เงินราวกับกินข้าว การต้อนรับก็ดูแลอย่างดีเยี่ยม มีห้องสวีทสุดหรู มีรถเบนซ์คอยรับส่ง ค่าตัวที่ได้ก็จ่ายเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่มีขาด น้อยหน่อยก็สองสามหมื่น มากหน่อยก็ห้าหกหมื่น ตอนกลับยังมีของฝากท้องถิ่นให้อีกต่างหาก
หลังจากหวนจูฉายรอบแรกรอบจบ สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นอื่นๆ ก็ค่อยๆ เริ่มออกอากาศ อิทธิพลของซีรีส์เรื่องนี้ก็แผ่ขยายจากเมืองเพียงไม่กี่แห่งในตอนแรก ลุกลามไปทั่วประเทศอย่างช้าๆ
พูดตามตรงนะ ตอนนี้ยัยหนูอย่างมากก็เป็นแค่ดาราระดับสามตอนต้น หรือไม่ก็ยังไม่ถึงระดับสองด้วยซ้ำ แต่กลับต้านทานลูกปืนเคลือบน้ำตาลที่รุมถล่มเข้ามาไม่ไหว โดนประคบประหงมจนคิดว่าตัวเองมีชื่อเสียงขึ้นมานิดหน่อยแล้วจริงๆ
“เพลงที่คุณฟ่านร้องเมื่อกี้ ช่างไพเราะจับใจเสียนี่กระไร มาๆ ผมขอคารวะคุณสักแก้ว”
“ขอบคุณค่ะ”
คุณหนูฟ่านฝืนความไม่พอใจ ดื่มกับชายอ้วนหน้ามันแผลบคนนี้ไปแก้วหนึ่ง
อาหารมื้อนี้กินกันมาเกือบสองชั่วโมงแล้ว ขวดเหล้าบนโต๊ะต่างก็ว่างเปล่า พ่อกับแม่ไปตีสนิทสานสัมพันธ์กับพวกเถ้าแก่เหล่านั้น ส่วนเธอก็เดินตามหลังรินเหล้าคารวะไปรอบหนึ่งแล้วกลับมาที่โต๊ะ นั่งลงได้ไม่นาน ไอ้หมูตอนนี่ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ มากระแทกตัวนั่งอยู่ข้างๆ แล้วก็พูดคุยตีสนิทหน้าด้านๆ
ยัยหนูพอจะจำเขาได้ เขาเป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงพอตัวในท้องถิ่น และเป็นหนึ่งในสปอนเซอร์ของงานแสดงครั้งนี้ด้วย
“ไม่ทราบว่าคุณฟ่านอายุเท่าไหร่ครับ?” ชายอ้วนยังคงถามต่อด้วยท่าทีสุภาพ
เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ตอบไปว่า “สิบแปดค่ะ”
“รุ่นราวคราวเดียวกับลูกสาวผมเลย งั้นผมขอถือวิสาสะ เรียกคุณว่าปิงปิงแล้วกันนะ”
“เอ่อ หะหะ...”
ประสบการณ์บนโต๊ะอาหารของยัยหนูแทบจะเป็นศูนย์ เจอสถานการณ์แบบนี้ก็ไม่รู้จะทำยังไง ได้แต่หัวเราะแห้งๆ สองสามที กะจะทำเนียนผ่านๆ ไป
ชายอ้วนคนนั้นก็หัวเราะเช่นกัน “ปิงปิง ซีรีส์เรื่ององค์หญิงกำมะลอของคุณเนี่ย ผมดูวนไปวนมาตั้งห้ารอบเลยนะ จะว่าแปลกก็แปลกเถอะ ในเรื่องน่ะผมไม่ชอบใครเลย ชอบแค่จินสั่วคนเดียว”
คุณหนูฟ่านชะงักไปครู่หนึ่ง ถามว่า “สถานีโทรทัศน์เอากลับมาฉายซ้ำตั้งหลายรอบแล้วเหรอคะ?”
เฮ้ยๆ ยัยหนู จุดโฟกัสของเธอแม่งโคตรประหลาดเลยรู้ไหม!
“อ๋อ ซื้อวีซีดีมาน่ะ” ชายอ้วนคนนั้นหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย ชักจะแถต่อไม่ไหว เลยเปลี่ยนมาพูดตรงๆ ว่า “บอกตามตรงนะ ช่วงนี้ผมกำลังคิดจะเปิดบริษัทสร้างภาพยนตร์และโทรทัศน์สักแห่ง ปิงปิง ผมคิดว่าความสามารถและศักยภาพของคุณ เหนือกว่าพวกจ้าวเวย หรือ หลินซินหรูอะไรนั่นตั้งเยอะ ถ้าคุณมาเซ็นสัญญากับเรา ผมจะต้องปั้นคุณให้ดังเป็นพลุแตกอย่างแน่นอน...”
พูดจบ ก็เอามืออ้วนๆ อวบๆ ที่มีขนดกนั่นมาวางแหมะลงบนหลังมือของเธอ
“ซี้ด...”
คุณหนูฟ่านรีบชักมือกลับทันที ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ดวงตากลมโตสองข้างกลอกไปกลอกมา เริ่มสอดส่ายสายตาหาอุปกรณ์ก่อคดีบนโต๊ะ
จะเอาเหล้าสาด? ขวดเหล้าก็ว่างเปล่าหมดแล้ว ต้องไปเปิดขวดใหม่เสียก่อน
จะหยิบขวดฟาดเลยดีไหม? แต่ถ้าเผลอตีมันตายขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ?
...
จริงๆ คุณหนูฟ่านสามารถเผ่นหนีไปได้เลย แต่ถ้าไม่ได้แกล้งมันกลับสักตั้ง ในใจเธอก็คงไม่สบอารมณ์ คิดคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง เอาเถอะช่างมัน! เธอแอบยกขาขึ้น เอียงตัวเล็กน้อย เล็งไปที่ตำแหน่งของเขา ทำมุมเชิดขึ้นมาหน่อย ตั้งใจจะใช้แรงสุดชีวิตถีบโต๊ะให้คว่ำ แล้วลุกขึ้นวิ่งหนี
“อ้าว ประธานหวัง คุณอยู่นี่เอง ผมตามหาคุณตั้งนาน!”
ยังไม่ทันที่เท้าข้างนี้จะเตะออกไป พ่อฟ่านก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามา ในมือถือแก้วเบียร์ ยืนบังอยู่ข้างหน้าลูกสาว ยิ้มพลางพูดว่า “คืนนี้คุณวิ่งวุ่นจัดการนู่นนี่นั่นเหนื่อยแย่เลย มาๆๆ ผมขอคารวะคุณแก้วหนึ่งครับ!”
พูดพลางแอบเตะยัยหนูไปทีหนึ่ง ยัยหนูเบ้ปาก แล้วเผ่นหนีไปเอง
พอเห็นไอ้อ้วนนั่นทำหน้าไม่สบอารมณ์ตอนคุยกับพ่อ... เธอแม่งก็ยิ่งไม่สบอารมณ์เข้าไปใหญ่ พอกลับมาถึงโรงแรมก็ยังบ่นไม่เลิก
“ถ้าพ่อไม่เดินเข้ามาล่ะก็ หนูจะคว่ำโต๊ะซะเลย! ดูสิว่าเขาจะเอาหน้าไปไว้ไหน!”
แม่ฟ่านพูดอย่างโมโหว่า “นี่เธอยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอ? คนนิสัยอย่างพ่อแก ยอมทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตนกับไอ้อ้วนคนนั้นก็เพื่อแกนะ หัดรู้จักความบ้างได้ไหม?”
“หนูไม่รู้จักความตรงไหน? ก็แค่หนูไม่หาเงินก้อนนี้ หนูก็ไม่อยากไปเสวนากับคนพรรค์นั้น และก็ไม่อยากให้พ่อกับแม่ต้องมาทนรับความคับข้องใจด้วย” คุณหนูฟ่านเม้มปากพูด
พ่อฟ่านอ้วกแตกอ้วกแตนอยู่ในห้องน้ำจนแทบจะทนไม่ไหว แม่ฟ่านเข้าไปดูแลสักพักก็เดินออกมา เห็นใบหน้าเล็กๆ ของลูกสาวที่ดื้อรั้นหัวชนฝา กลับไม่ได้อาละวาดอย่างที่ควรจะเป็น แต่กลับถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
ไอ้อ้วนคนนั้นน่ะ ถึงธุรกิจจะอยู่ในเมืองนี้ แต่คอนเน็กชันกว้างขวางมาก ถ้าขืนไปทำให้โกรธเข้า แล้วมันเกิดแค้นฝังหุ่น ไปทักทายกับคนทุกสายงาน วันหลังเธอก็อย่าหวังว่าจะได้มาแสดงในมณฑลนี้อีกเลย
เรื่องพวกนี้ จริงๆ แล้วไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย เด็กๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะคิดไม่ถึง เพียงแต่ไม่อยากจะมองในแง่ร้ายก็เท่านั้น
เธอเข้าใจลูกสาวดี รู้ว่าก็แค่ดื้อรั้นไปชั่วขณะ หลังจากนี้เดี๋ยวก็คงคิดได้เอง เลยไม่ได้พูดอะไรอีก ลูบหน้าลูกสาว มองเห็นใบหน้าที่อิดโรยนั้น แล้วถอนหายใจว่า “เอาล่ะ ดึกป่านนี้แล้ว ไปนอนเถอะ”
“อ้อ!”
คุณหนูฟ่านตอบรับอย่างหดหู่ หันหลังเดินออกจากห้อง แม่ยังตะโกนไล่หลังมาอีกว่า “อย่าคุยโทรศัพท์ดึกมากล่ะ!”
“รู้แล้วน่า!”
ช่วงนี้ทุกคืนหลังสามทุ่ม ฉู่ชิงจะไม่ออกจากบ้านอีก คุณหนูฟ่านจะใช้โทรศัพท์ของโรงแรมติดต่อเขาหลังจากจบงานกิจกรรมหรือเลิกงานเลี้ยง เพราะไม่ต้องจ่ายเงินเอง...
แต่วันนี้กลับดึกกว่าปกติ ห้าทุ่มกว่าแล้ว โทรศัพท์บ้านถึงได้ดังขึ้น
“พวกนั้นน่ะเล่นสนุกกันเกินไปหน่อย ยังไงก็ไม่ยอมเลิกงานสักที” ยัยหนูอธิบายเหตุผล
“นี่ ได้ยินมาว่าคนที่นั่นเขากินเนื้อแมวกัน เธอได้กินหรือเปล่า?” ฉู่ชิงถามซอกแซก
“เนื้อแมวน่ะไม่เห็นหรอก โอย!” ยัยหนูทำท่าเหมือนไม่อยากจะนึกถึง “ฉันเห็นแค่หม้อดินใบหนึ่ง ข้างในไม่รู้ว่าคืออะไร รสชาติก็อร่อยดี พอกินเสร็จถึงมีคนมาบอกฉันว่า นี่คือซุปงู แหวะ...”
ฉู่ชิงพอจะนึกภาพสีหน้าของเธอตอนนั้นออก หัวเราะอยู่สองสามเสียง แล้วถามว่า “เธอได้ดื่มเหล้าไหม?”
“ดื่มไปขวดกว่าแน่ะ พ่อฉันดื่มไปเยอะ พอกลับมาถึงก็อ้วกแตกอ้วกแตนเลย”
“คุณอาไม่เป็นไรนะ?” เขาถามด้วยความเป็นห่วง รู้ดีว่าพ่อฟ่านดื่มเหล้าไม่ค่อยเก่ง
“อื้ม ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้หลับไปแล้วล่ะ มีแต่ฉันนี่แหละ ฉัน...”
คุณหนูฟ่านกัดริมฝีปากล่าง สุดท้ายก็ทนไว้ ไม่ได้บอกเรื่องที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงให้เขาฟัง ไม่อยากให้แฟนตัวเองต้องมารับรู้
“เธอ เธอ เธอจะพูดอะไร?” ฉู่ชิงยังคงยิ้มถาม
“ฉันคิดถึงนายจัง” จู่ๆ เธอก็พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“...ฉันก็คิดถึงเธอเหมือนกัน” เขาเงียบไปไม่กี่วินาที ก่อนจะตอบกลับไปเช่นกัน
ยามค่ำคืนที่ร่วงโรย คนหนึ่งอยู่ทางใต้ อีกคนอยู่ทางเหนือ ห่างไกลกันหลายพันลี้ ไม่เคยรู้สึกถึงความคิดถึงที่ทิ่มแทงถึงกระดูกดำขนาดนี้มาก่อน ทั้งคู่ต่างก็ทอดถอนใจออกมาอย่างแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
พวกเขาไม่ได้หวาดกลัวความโดดเดี่ยว ที่กลัวก็คือ หลังจากที่ได้ลิ้มรสชาติของการไม่โดดเดี่ยวแล้ว กลับต้องมาเผชิญกับการพลัดพรากจากลากันอีกต่างหาก







