เวลาการทดสอบของสถาบันระดับสูงใกล้เข้ามาทุกที
วันรุ่งขึ้น เมื่อซูอวี่มาถึงสถาบัน เขาก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ตึงเครียด
นักเรียนชั้นเตรียมสอบต่างเดินเร็วกว่านักเรียนคนอื่นๆ เดินไปมาอย่างเร่งรีบ กระแสการดวลเดี่ยวผ่านพ้นไปในพริบตา ตอนนี้นักเรียนไม่มีกะจิตกะใจจะไปชกต่อยกันอีกแล้ว
เดิมทีซูอวี่อยากไปหาหลิวเหวินเยี่ยน แต่ระหว่างทางกลับบังเอิญพบคนที่เขาไม่คิดว่าจะได้เจอ
เซี่ยปิง!
หัวหน้าสิบคนขององครักษ์หลงอู่ หัวหน้าองครักษ์หลงอู่ที่ประจำการอยู่หนานหยวน
นอกเหนือจากช่วงที่ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์บุกโจมตี องครักษ์หลงอู่จึงมาประจำการอยู่ที่สถาบันระดับกลางหนานหยวน เวลาอื่นๆ พวกเขาไม่ได้อยู่ที่สถาบัน ส่วนจะอยู่ที่ไหนนั้น คนในหนานหยวนก็แทบไม่มีใครรู้
ยอดฝีมือระดับเถิงคงขั้นสอง ขอบเขตเดียวกับเจ้าเมืองอู๋เหวินไห่
ซูอวี่ย่อมรู้ถึงความแข็งแกร่งขององครักษ์หลงอู่ดี ก่อนหน้านี้เขาอยากเข้าองครักษ์หลงอู่มาตลอด อันที่จริงรวมถึงตอนนี้ด้วย ซูอวี่ก็ยังมีความคิดนี้อยู่บ้าง
ทว่าองครักษ์หลงอู่เข้ายาก พ่อของเขาปรารถนามาหลายปียังไม่สำเร็จเลย
ซูอวี่เห็นเซี่ยปิง เซี่ยปิงย่อมเห็นเขาเช่นกัน
เซี่ยปิงที่เดิมทีเดินไปมาอย่างเร่งรีบ เมื่อเดินผ่านซูอวี่ก็หยุดเท้าลงกะทันหัน
เขาเอียงคอหันมามองซูอวี่ ซูอวี่สัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาจึงรีบหยุดเดินและโค้งคำนับพูดว่า "ใต้เท้าเซี่ย"
เซี่ยปิงพยักหน้าเล็กน้อย มองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา "ไคหยวนขั้นแปดแล้วรึ"
ซูอวี่ตกใจเล็กน้อย รีบตอบว่า "เพิ่งทะลวงผ่านเมื่อวานครับ"
"เร็วมาก"
เซี่ยปิงพูดขึ้นประโยคหนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า "เดิมทีฉันคิดว่านายจะไปถึงขั้นเจ็ดอย่างรวดเร็ว ไคหยวนขั้นแปดถือว่าเหนือความคาดหมายของฉันไปนิดหน่อย"
ซูอวี่ไม่รู้จะรับคำอย่างไรดี เซี่ยปิงกำลังจับตามองเขาอยู่งั้นหรือ
เขากับเซี่ยปิงไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย
เซี่ยปิงเป็นคนเคร่งขรึม พูดประโยคหนึ่งแล้วก็กล่าวต่อ "เคล็ดวิชาไคหยวนของไป๋เฟิงก็แค่ครึ่งๆ กลางๆ การที่นายสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นแปดได้อย่างรวดเร็ว แสดงว่ามีพรสวรรค์ในวิถีแห่งนักรบไม่เลว"
"ฉันรู้จักพ่อนาย ช่วงหลายปีมานี้พ่อนายมาที่ค่ายของเราไม่น้อยเลย ทว่าเขาอยากเข้าองครักษ์หลงอู่ แต่คุณสมบัติยังไม่พอ"
ซูอวี่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย คำพูดนี้ยิ่งรับยาก
เซี่ยปิงไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของเขา และพูดต่อ "ฉันก็เป็นคนของกองทัพปราบมารเหมือนกัน แต่ฉันเข้ากองทัพช้ากว่าพ่อนาย ตอนที่พ่อนายปลดประจำการฉันเพิ่งจะเข้ากองทัพ เมื่อหกปีก่อนฉันถูกย้ายกลับมาที่องครักษ์หลงอู่ รับตำแหน่งหัวหน้าสิบคนขององครักษ์หลงอู่ที่ประจำการในหนานหยวน"
ซูอวี่ยังคงไม่ตอบอะไร เขาไม่รู้ว่าเซี่ยปิงมาพูดเรื่องพวกนี้กับเขาทำไม
"สถาบันอารยธรรมไม่ได้ดีอย่างที่นายคิดหรอก มีแต่การชิงดีชิงเด่น วางแผนเล่นงานกัน ตราบใดที่ยังไม่ได้สำแดงพลัง ก็ไม่มีวันได้ลืมตาอ้าปาก"
"ฉันไม่ชอบคนของสถาบันอารยธรรม ฉันชอบสถาบันสงครามมากกว่า ชอบองครักษ์หลงอู่มากกว่า... แน่นอนว่าไม่เกี่ยวอะไรกับนาย"
ตอนที่เซี่ยปิงพูดคำเหล่านี้ สีหน้าของเขาจริงจังมาก "พ่อนายบอกว่า เขาไม่มีปัญญาเข้าองครักษ์หลงอู่ เขาเลยหวังว่าสักวันลูกชายจะสามารถเข้าองครักษ์หลงอู่ได้ เพื่อติดตามท่านแม่ทัพต่อสู้ต่อไป!"
"สถาบันสงครามหลงอู่ นายลองเก็บไปคิดดู ที่นั่น... สะอาดกว่าสถาบันอารยธรรมเยอะ!"
"ใต้เท้า..."
ซูอวี่ประหลาดใจเล็กน้อย นี่เซี่ยปิงกำลังรับสมัครนักเรียนอยู่หรือ
เซี่ยปิงพูดอย่างเรียบเฉย "องครักษ์หลงอู่ที่ประจำการอยู่ตามเมืองต่างๆ มีหน้าที่คัดเลือกทหารกองหนุนด้วย! ก่อนหน้านี้นายยังไม่มีคุณสมบัตินี้ แต่ตอนนี้มีแล้ว แน่นอน ฉันแค่มาแนะนำ ไม่ได้มีความหมายอื่น"
"เดิมทีฉันไม่ควรพูดอะไรมากขนาดนี้ แต่ยังไงพ่อนายก็เป็นทหารผ่านศึกของกองทัพปราบมาร ฉันเลยพูดมากหน่อย ตอนนี้... สถาบันอารยธรรมซับซ้อนกว่าเมื่อก่อนเยอะ ภายในไม่ได้สงบสุข มีฝักฝ่ายมากมาย ไอ้พวกที่แต่เดิมเอาแต่ทำวิจัย ตอนนี้ดันมีความคิดเยอะขึ้น แผนการเยอะขึ้น ทำเอาวุ่นวายไปหมด"
"หลิวเหวินเยี่ยนอาจารย์ของนาย ไป๋เฟิงที่อยากรับนายเป็นลูกศิษย์ แล้วก็นักวิจัยหงซึ่งเป็นอาจารย์ของไป๋เฟิง... พวกเขาถือเป็นฝักฝ่ายเดียวกัน เรื่องราวเบื้องลึกซับซ้อนกว่าที่ฉันพูดนัก สรุปคือ ตอนนี้นายเข้าไปพัวพันด้วยก็ไม่มีผลดีอะไรต่อนายแม้แต่น้อย"
ซูอวี่งุนงง รู้สึกทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย เขาพูดเสียงเบา "ความหมายของใต้เท้า ผมไม่ค่อยเข้าใจครับ ผมเป็นแค่นักเรียนสถาบันระดับกลางที่ยังไม่ได้เข้าทดสอบเลยด้วยซ้ำ"
"ไม่ช้าก็เร็วนายก็จะเข้าใจเอง!"
เซี่ยปิงพูดเสียงหนักแน่น "จำคำพูดประโยคนี้ไว้ เขตปกครองต้าเซี่ยยังไงก็ยังเป็นเขตปกครองต้าเซี่ย!"
เซี่ยปิงพูดจบก็หันหลังเดินจากไป
ซูอวี่ตกอยู่ในภวังค์ความคิด ครู่ต่อมาก็หัวเราะขื่นๆ แล้วก้าวเท้าจากไป
เขาไม่ค่อยเข้าใจความหมายของเซี่ยปิงจริงๆ
แน่นอนว่าในคำพูดของเซี่ยปิงก็มีความหมายแฝงเตือนสติอยู่ด้วย การไปสถาบันอารยธรรมอาจไม่ใช่เรื่องดี สถาบันสงครามหลงอู่อาจจะบริสุทธิ์ใจกว่าสักหน่อย
หากเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อน ซูอวี่คงดีใจมากแน่ๆ
แต่ตอนนี้ เขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะไปสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย แค่พูดถึงการบ่มเพาะพลังเจตจำนง ไปสถาบันสงครามก็สู้สถาบันอารยธรรมไม่ได้อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้นหลิวเหวินเยี่ยนก็สั่งสอนเขามานานขนาดนี้ เดิมทีเขาก็อยากไปสถาบันอารยธรรมอยู่แล้ว เพียงแค่กังวลว่าสถาบันอารยธรรมจะไม่ช่วยยกระดับพลังต่อสู้ก็เท่านั้น
...
ในห้องทำงาน
หลิวเหวินเยี่ยนไม่ได้อ่านหนังสือในครั้งนี้ ทว่ากำลังเขียนหนังสือ ตัวหนังสือของหลิวเหวินเยี่ยนสวยมาก อย่างน้อยซูอวี่ก็คิดเช่นนั้น สวยกว่าตัวหนังสือของเขาเป็นร้อยเท่า
"มีเรื่องหนักใจงั้นรึ"
หลิวเหวินเยี่ยนเขียนหนังสือต่อไป ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แต่กลับสัมผัสได้ถึงความลังเลของซูอวี่
"เปล่าครับ เมื่อกี้เจอกับหัวหน้าสิบคนเซี่ยมา..."
"เขาให้นายไปสถาบันหลงอู่สินะ"
"ครับ"
"ไม่ต้องไปสนใจเขา"
หลิวเหวินเยี่ยนไม่ได้มีท่าทีโกรธเกรี้ยว เพียงแต่ทอดถอนใจเล็กน้อย "เขาบอกว่าสถาบันอารยธรรมไม่เหมาะกับนาย หรือบอกว่าสถาบันอารยธรรมเปลี่ยนไปแล้วใช่ไหม"
"เอ่อ..."
"ไม่เป็นไร เขาไม่ได้พูดแบบนี้เป็นครั้งแรกหรอก ความจริงแล้วคนขององครักษ์หลงอู่ไม่น้อยก็พูดกันแบบนี้"
หลิวเหวินเยี่ยนกล่าวอย่างเรียบเฉย "สิ่งที่เขาพูดก็เป็นความจริง สถาบันอารยธรรมแตกต่างจากเมื่อก่อนไปบ้างแล้วจริงๆ ตั้งแต่ผู้อำนวยการรุ่นที่ห้าร่วงหล่น ผู้อำนวยการรุ่นที่หกขึ้นรับตำแหน่ง หลังจากนั้นสถาบันอารยธรรมก็เข้าสู่ช่วงพัฒนาอย่างรวดเร็ว ในช่วงนี้ก็ได้นำพาผลกระทบที่ไม่ดีบางอย่างมาด้วย"
"ห้าสิบปีก่อน สถาบันอารยธรรมไม่ได้แข็งแกร่งเท่าตอนนี้ แต่ก็ไม่ได้วุ่นวายเท่าตอนนี้เหมือนกัน"
"นี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อคนเราแข็งแกร่งขึ้น ย่อมต้องมีความคิดอื่นเป็นธรรมดา"
"การชิงดีชิงเด่น หลอกลวงกันไปมา แก่งแย่งผลประโยชน์... สิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่ต้องเผชิญ และยังถือเป็นการขัดเกลาอย่างหนึ่ง ใครที่ผงาดขึ้นมาในสภาพแวดล้อมแบบนี้ได้ คนนั้นถึงจะเป็นผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง"
ซูอวี่ขมวดคิ้ว "อาจารย์ครับ สถาบันอารยธรรมวุ่นวายมากเลยเหรอครับ"
"ก็ไม่ถือว่าวุ่นวายมาก โดยรวมแล้วยังอยู่ในการควบคุม แน่นอนว่าเบื้องหลังก็มีเรื่องบาดหมางกันบ้าง"
หลิวเหวินเยี่ยนเงยหน้ามองเขา มองนักเรียนที่ทำให้เขาค่อนข้างพอใจคนนี้ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "องครักษ์หลงอู่ไม่ค่อยพอใจสถาบันอารยธรรมเท่าไหร่นัก ซึ่งก็มีสาเหตุมาจากเจ้าเมืองเซี่ยนั่นแหละ"
"เอ๊ะ"
ซูอวี่พูดอย่างประหลาดใจ "เจ้าเมืองเซี่ย... ไม่พอใจสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยเหรอครับ"
"ก็ประมาณนั้น"
หลิวเหวินเยี่ยนถอนหายใจเบาๆ "เรื่องนี้เดิมทีก็ยังไกลตัวนาย ความจริงไม่จำเป็นต้องใส่ใจมากนักหรอก แต่ในเมื่อเซี่ยปิงเปิดประเด็นมาแล้ว ฉันก็จะพูดง่ายๆ สักสองสามประโยค เจ้าเมืองเซี่ยคนนี้... ฉันก็ประเมินยาก แต่ทุกฝ่ายก็มีความเข้าใจในตัวเขาตรงกันคือ เลือดเหล็ก แข็งแกร่ง ดื้อรั้น!"
"สามคำนี้แหละคือบทสรุปของเจ้าเมืองเซี่ย"
"ดื้อรั้นเหรอครับ"
ซูอวี่จับใจความสำคัญได้ แล้วรีบถาม "ดื้อรั้นที่ว่าหมายความว่าไงครับ"
"ก็ความหมายตามตัวอักษรนั่นแหละ"
หลิวเหวินเยี่ยนวางพู่กันลง "ก็ไม่ถือว่าเป็นแง่ลบหรอก แต่วิสัยทัศน์ทางการเมืองบางอย่างของเจ้าเมืองเซี่ย ทำให้เกิดความขัดแย้งกับคนจำนวนไม่น้อย ตอนนั้นในสนามรบพหุภพ ก็ทำให้หลายคนต่อต้านเช่นกัน"
"ทำไมล่ะครับ"
"ดื้อรั้นเกินไปน่ะสิ ในสนามรบพหุภพ หมื่นเผ่าพันธุ์ห้ำหั่นกัน บางเผ่าพันธุ์เป็นศัตรูตัวฉกาจ ต้องฆ่าให้ตาย! แต่บางเผ่าพันธุ์กลับสามารถดึงมาเป็นพวกหรือแบ่งแยกได้ อย่างน้อยก็สามารถทำให้พวกเขาวางตัวเป็นกลางได้"
หลิวเหวินเยี่ยนส่ายหน้าถอนใจ "ทว่าช่วงที่เจ้าเมืองเซี่ยเป็นผู้บัญชาการกองทัพปราบมาร เขาได้นำทัพไปดักซุ่มโจมตีกองทัพเผ่าพันธุ์อื่นหลายเผ่าพันธุ์ ทำให้หลายเผ่าพันธุ์ใหญ่ที่เดิมทีเป็นกลาง เริ่มแสดงความเป็นปฏิปักษ์ต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ ดังนั้นเขาจึงถูกปลดออกจากตำแหน่ง กองทัพปราบมารจึงไม่อยู่ภายใต้การบัญชาการของเขาอีกต่อไป"
ซูอวี่อึกอักคล้ายอยากจะพูดอะไรแต่ก็หยุดไป ไม่นานก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่และเอ่ยปากขึ้น "อาจารย์ครับ สิ่งที่เรียกว่าเผ่าพันธุ์เป็นกลางก็แค่การนั่งดูเสือกัดกันเท่านั้นแหละครับ! ทันทีที่เผ่าพันธุ์มนุษย์อ่อนแอลง เจ้าพวกนี้ก็จะพากันกรูเข้ามาฮุบดินแดนของเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างรวดเร็ว! สงครามใหญ่ๆ ของกองทัพปราบมาร การศึกที่ได้ชัยชนะครั้งใหญ่พ่อของผมก็เคยเล่าให้ฟัง ผมคิดว่าเผ่าพันธุ์พวกนั้นสมควรตายแล้วครับ!"
"ไม่ได้มีนายคิดแบบนี้คนเดียวหรอก" หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะเบาๆ "คนจำนวนมากสนับสนุนเซี่ยหลงอู่ รวมถึงกองทหารแนวหน้าด้วย หลายคนก็สนับสนุนเขา ฉันไม่ได้บอกว่าสิ่งที่เซี่ยหลงอู่ทำนั้นผิดนะ เพียงแต่... เผ่าพันธุ์มนุษย์มีความขัดแย้งกันภายใน ความจริงก็เป็นเรื่องปกตินะ นายว่าไหมล่ะ"
หลิวเหวินเยี่ยนมองนักเรียนคนนี้แล้วยิ้ม การมีความคิดเห็นเป็นของตัวเองถือเป็นเรื่องดี การเอาแต่เออออห่อหมกไปกับคนอื่นโดยไม่ยอมคิดเอง นั่นถึงจะเป็นเรื่องร้าย
"จิตใจคนมีร้อยแปด นายไม่สามารถทำให้ทุกคนมีความตั้งใจเดียวกันได้หรอก การกระทำเช่นนี้ของเจ้าเมืองเซี่ย ไม่มีใครบอกว่ามันผิดเสมอไป แต่ก็ต้องยอมรับว่า ด้วยเหตุนี้เผ่าพันธุ์มนุษย์จึงเกิดสงครามมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน ในบางพื้นที่ สงครามปะทุเร็วขึ้นและรุนแรงขึ้นด้วย"
ซูอวี่แย้งว่า "อย่างน้อยก็ข่มขวัญเผ่าพันธุ์เป็นกลางกลุ่มหนึ่งได้นะครับ!"
"ก็ถือว่าใช่"
หลิวเหวินเยี่ยนพยักหน้า "เรื่องนี้เราจะไม่พูดถึงก่อนนะ เพราะมันเป็นปัญหาของแนวหน้า สาเหตุที่เจ้าเมืองเซี่ยไม่ค่อยพอใจสถาบันอารยธรรมเท่าไหร่ ก็เพราะทางฝั่งสถาบันอารยธรรม มีคนส่วนหนึ่งเสนอความคิดบางอย่างออกมา... รู้เขารู้เรา สถาบันอารยธรรมยินดีเปิดรับหมื่นเผ่าพันธุ์!"
"อะไรนะครับ"
ซูอวี่ตกตะลึง!
"รับนักเรียนจากหมื่นเผ่าพันธุ์ไง!"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดเสียงเครียด "ผู้อำนวยการสถาบันอารยธรรมคนปัจจุบัน ก็เป็นคนเก่งเหมือนกัน! ตอนแรกเขาเสนอว่า แทนที่จะปล่อยให้เผ่าพันธุ์มนุษย์งมหาทางและวิเคราะห์อารยธรรมของหมื่นเผ่าพันธุ์กันอย่างยากลำบาก สู้ให้อารยธรรมของหมื่นเผ่าพันธุ์เข้ามาในสถาบันอารยธรรมไปเลยดีกว่า ใครจะเข้าใจอารยธรรมของตนเองได้ดีไปกว่าหมื่นเผ่าพันธุ์เองล่ะ"
"รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง! ปล่อยให้พวกเขาวิเคราะห์กันเอง ให้พวกเขาสร้างคุณูปการด้วยรากฐานอารยธรรมของพวกเขาเอง..."
ซูอวี่โพล่งออกมา "แบบนั้นก็ต้องเปิดเผยอารยธรรมของเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้พวกเขาด้วยไม่ใช่เหรอครับ"
"ใช่!"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดเสียงขรึม "หมื่นเผ่าพันธุ์ไม่ได้โง่นะ พวกเขาจะมอบวิธีรับมือตัวเองให้เผ่าพันธุ์มนุษย์เปล่าๆ ปลี้ๆ ได้ยังไง เผ่าพันธุ์มนุษย์ต้องการของของพวกเขา พวกเขาก็อยากเข้าใจเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นเช่นกัน"
"ดังนั้นนี่จึงเป็นดาบสองคม และเป็นเหตุผลที่หลายปีมานี้ยังไม่ประสบความสำเร็จสักที มีทั้งคนต่อต้านมากมายและคนที่สนับสนุนก็มีเช่นกัน"
"เจ้าเมืองเซี่ยไม่ยอมรับ จึงทำให้เกิดความขัดแย้งบางประการขึ้นมา"
"เจ้าเมืองเซี่ยถึงขนาด... ช่างเถอะ เรื่องนี้อย่าพูดถึงเลยจะดีกว่า"
ทว่าซูอวี่กลับร้อนรน อาจารย์พูดครึ่งๆ กลางๆ แล้วก็ไม่ยอมพูดต่อ มันทำให้อยากรู้มากเกินไปแล้ว
"อาจารย์ครับ เจ้าเมืองเซี่ยทำไมเหรอครับ"
หลิวเหวินเยี่ยนมองท่าทางร้อนรนของเขาก็ขำ "เรื่องนี้... พูดยากน่ะ ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์มืด พอถึงสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยแล้วก็อย่าได้เอ่ยถึงเด็ดขาด"
"ครับๆ แน่นอนครับ"
หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะไปพลางส่ายหน้าไปพลาง "สิบสองปีก่อน สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยได้เสนอความเห็นนี้อีกครั้ง ตอนนั้นเจ้าเมืองเซี่ยไม่ได้ปรากฏตัว ทางฝั่งเขตปกครองต้าเซี่ยก็เงียบมาตลอด"
"ผู้อำนวยการคนปัจจุบันคิดว่าเขาไม่คัดค้าน ก็ถือว่ายอมรับแล้ว"
"ดังนั้นตอนนั้นจึงติดต่อไปยังเผ่าพันธุ์เล็กๆ ไม่กี่เผ่า อยากจะลองดูสักตั้ง โดยรับนักเรียนจากเผ่าพันธุ์เล็กๆ ไม่กี่คนเข้าสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย..."
"ผลคือ... พอพวกเขาเพิ่งมาได้ไม่นาน สนามรบพหุภพก็เกิดการต่อสู้ขึ้น เจ้าเมืองเซี่ยนิ้วนำองครักษ์หลงอู่ลอบโจมตีเผ่าพันธุ์เล็กๆ เหล่านี้ บุกทะลวงรังของพวกเขาโดยตรง ยึดเคล็ดวิชา คัมภีร์ลับ และทรัพยากรอื่นๆ มาได้เป็นจำนวนมาก"
"เจ้าเมืองเซี่ยก็ไม่ได้มาที่สถาบันอารยธรรม ทว่ากลับให้องครักษ์หลงอู่ส่งตำราพวกนั้นนับหมื่นเล่มมาให้... ความหมายชัดเจนมาก สิ่งที่พวกนายดิ้นรนเสาะหา ฉันยินดีจะไปชิงเอามาจากสนามรบโดยตรง!"
หลิวเหวินเยี่ยนถอดถอนใจ "คราวนี้แหละ แผนการที่หมื่นเผ่าพันธุ์จะเข้าสถาบันพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง! เขาส่งคนมาให้ นายกลับไปถล่มรังพวกเขา แล้วคนอื่นยังจะกล้ามาอีกเหรอ ยังจะมาได้อีกไหม"
"เรื่องที่ผู้อำนวยการคนปัจจุบันติดต่อทุกฝ่ายและพยายามมาหลายปี ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับในพริบตา"
ซูอวี่ฟังไปฟังมา ไม่รู้ทำไม ตอนนี้จู่ๆ เลือดในกายก็เดือดพล่าน เขาส่งเสียงอู้อี้ "นี่... ไม่ใช่เรื่องดีเหรอครับ"
สิ่งที่ฉันต้องการ ฉันจะไปเอามาเอง!
ยอมคว้ามาซึ่งๆ หน้า ดีกว่าดิ้นรนร้องขอ!
"ฉันไม่ได้บอกว่าไม่ดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าทำให้คนหวาดระแวงอยู่บ้าง" หลิวเหวินเยี่ยนพูดเสียงเบา "เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่อาจต้านทานหมื่นเผ่าพันธุ์ได้เพียงฝ่ายเดียว ซูอวี่ นายต้องเข้าใจหลักการข้อนี้นะ"
"เผ่าพันธุ์เล็ก เผ่าพันธุ์อ่อนแอ ล้วนสามารถดึงมาเป็นพวกได้"
"ตอนที่ติดต่อไปหาเผ่าพันธุ์เล็กกลุ่มนั้น นั่นหมายความว่าสามารถดึงมาเป็นพวกได้ ผลคือกลับถูกกวาดล้าง นี่จะทำให้เผ่าพันธุ์เล็กอื่นๆ รู้สึกหวาดหวั่นถึงภัยที่กำลังจะมาถึงตัว!"
"หากผลักไสพวกเขาไปอยู่ฝั่งศัตรู เผ่าพันธุ์เดียวไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็จริง แต่ถ้าสิบเผ่าร้อยเผ่าร่วมมือกันล่ะ"
"นายฆ่าไม่ไหวหรอก!"
ซูอวี่พยักหน้าเล็กน้อย จุดนี้เขาก็เข้าใจเช่นกัน ทว่าการกระทำของเซี่ยหลงอู่ ก็ต้องบอกเลยว่ามันปลุกเร้าจิตใจได้ดีจริงๆ
"ดังนั้น ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้น!"
หลิวเหวินเยี่ยนถอนหายใจ "เจ้าเมืองเซี่ยดื้อรั้นมาก เขาคิดว่าหัวหลุดจากบ่าจะสามารถข่มขวัญหมื่นเผ่าพันธุ์ได้มากกว่า! ทว่าคนจำนวนไม่น้อยกลับคิดว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ สถานการณ์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์จะยิ่งยากลำบาก โชคดีที่ต่อมาเจ้าเมืองเซี่ยถูกสั่งห้ามไม่ให้ปรากฏตัวในสนามรบพหุภพอีก นี่ถึงได้สงบความโกรธแค้นของเผ่าพันธุ์เล็กๆ จำนวนไม่น้อยลงได้"
ซูอวี่พูดอย่างไม่ยินยอม "แล้วเจ้าเมืองเซี่ยก็ขึ้นสนามรบพหุภพไม่ได้อีกแล้วเหรอครับ นี่ไม่ใช่การมัดมือมัดเท้าตัวเองเหรอ"
"ก็ไม่เชิงหรอก"
หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะเบาๆ "ยอดฝีมือแนวหน้ายอมประนีประนอมนิดหน่อยเท่านั้น หลักๆ ก็เพื่อปลอบขวัญเผ่าพันธุ์เล็กๆ ในบรรดาหมื่นเผ่าพันธุ์ อันที่จริง... ถ้าเจ้าเมืองเซี่ยอยากไปจริงๆ ถ้าไม่เอิกเกริกจนเกินไป ใครจะไปสนล่ะ"
"ใครจะปล่อยให้ยอดฝีมือระดับแนวหน้ามาเกษียณอายุอยู่แนวหลังล่ะ"
"อีกอย่าง... ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องแย่ ให้เวลาเขาสักหน่อย ไปขัดเกลาขอบเขตของตัวเอง ตอนนั้นเขาก้าวหน้าเร็วเกินไป ต้องมีการผ่อนสั้นผ่อนยาวถึงจะก้าวเข้าสู่ขั้นนั้นได้ดียิ่งขึ้น"
หลิวเหวินเยี่ยนอธิบาย "นี่ไม่ถือว่าเป็นเรื่องแย่อะไร เจ้าเมืองเซี่ยเองก็รู้ ไม่งั้นด้วยนิสัยของเขา นายคิดว่าเขาจะว่าง่ายขนาดนั้นเชียวเหรอ ให้เขาอยู่ที่เขตปกครองต้าเซี่ย เขาก็ยอมอยู่ที่นี่อย่างงั้นเหรอ"
หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะหึๆ "ถ้างั้นนายก็ดูถูกเจ้าเมืองคนนี้ของเราเกินไปแล้ว อย่าเห็นว่าหลายปีมานี้เขาไม่ค่อยได้ไปสนามรบพหุภพ แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่เคยไปเลย สนามรบพหุภพกว้างใหญ่ขนาดนั้น ใครจะมามัวจับตาดูเขาตลอดล่ะ องครักษ์หลงอู่ก็มักจะปรากฏตัวในสนามรบพหุภพบ่อยๆ กองทัพของเขตปกครองเองก็มักจะถูกลากไปฝึกซ้อมอยู่เสมอ ดังนั้นพลังต่อสู้ของเขตปกครองต้าเซี่ยจึงอยู่ในระดับแนวหน้าเมื่อเทียบกับเขตปกครองใหญ่อื่นๆ!"
ซูอวี่พยักหน้าเงียบๆ ตอนนี้พอจะเข้าใจความหมายก่อนหน้านี้ของเซี่ยปิงขึ้นมาบ้างแล้ว
หลิวเหวินเยี่ยนพรูลมหายใจเบาๆ ก่อนกล่าวต่อ "เรื่องพวกนี้ ฟังหูไว้หูก็พอ อย่าว่าแต่นายไม่มีคุณสมบัติเข้าไปก้าวก่ายเลย ต่อให้เป็นไป๋เฟิง หรือแม้แต่อาจารย์ของเขาก็ไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่ง นี่เป็นเรื่องอีกระดับหนึ่ง ความจริงก็ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเรามากนัก"
"เซี่ยปิงคิดว่านายพอจะมีพรสวรรค์อยู่บ้าง ถ้าไปสถาบันอารยธรรมก็จะได้รับผลกระทบ อันที่จริง... ฉันกลับหวังให้นายได้รับผลกระทบนั้นมากกว่านะ"
หลิวเหวินเยี่ยนพูดอย่างเชื่องช้า "ชีวิตคนมีร้อยแปดพันเก้า ทุกที่ล้วนเป็นการขัดเกลา! สภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์ใจเหมาะกับทหาร กองทัพต้องการความบริสุทธิ์ใจ แต่ทว่า... ผู้แข็งแกร่งต้องการประสบการณ์ที่กว้างขวาง! ถ้านายไม่ได้เห็นความโหดร้ายของจิตใจคน ไม่เคยเจอการวางแผนชิงดีชิงเด่น ไม่เคยผ่านการแก่งแย่งชิงดี พอไปอยู่บนสนามรบ บางทีแค่กลอุบายเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจทำให้นายหลงกลได้"
"เซี่ยปิงไม่เข้าใจหรอก ถ้าเจ้าเมืองเซี่ยขัดหูขัดตาสถาบันอารยธรรมจริงๆ ทำไมถึงไม่จำกัดสิทธิ์ กลับปล่อยให้สถาบันอารยธรรมเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แทนล่ะ"
"เขาเป็นคนดื้อรั้น แต่ไม่ได้โง่ เขตปกครองต้าเซี่ยก็ต้องการเสียงที่แตกต่าง เพื่อบ่มเพาะยอดฝีมือในทิศทางที่ต่างกัน ไม่อย่างนั้น แต่ละกองทัพก็คงไม่มียอดฝีมือจากสถาบันอารยธรรมหรอก ยอดฝีมือหลายคนต่างก็นำทัพสู้รบทั้งนั้น"
ซูอวี่พยักหน้าอีกครั้ง ลึกๆ แล้วเขาก็พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้าง
แน่นอนว่าเขายังอ่อนแอและธรรมดามาก การปะทะกันในระดับลึกเหล่านี้ ตอนนี้เขาทำได้เพียงแค่รับฟังและเป็นผู้ฟังที่ดี เมื่อต้องเผชิญสถานการณ์จริง อาจจะรู้สึกและคิดต่างออกไป
"อาจารย์ครับ แล้วพ่อผมอยู่ในกองทัพปราบมาร จะไม่เป็นอะไรใช่ไหมครับ"
"ไม่เป็นไรหรอก แนวหน้ายังมียอดฝีมือไร้พ่ายตั้งหลายคนคอยคุมอยู่ ใครจะกล้ามุ่งเป้าไปที่กองทัพปราบมารในแนวหน้าได้ล่ะ"
หลิวเหวินเยี่ยนส่ายหน้า "การห้ำหั่นกันมีแค่ที่แนวหลังเท่านั้น แนวหน้าคือเส้นเลือดใหญ่! ไม่มีใครกล้าไปต่อสู้กันที่นั่นหรอก ที่นั่นจะมีความบริสุทธิ์ใจกว่ามาก สงครามก็คือสงคราม ต่อให้แนวหลังสู้กันจนสมองหมาไหล ทว่าแนวหน้าก็ยังต้องปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด!"
"ต่อให้เป็นเจ้าเมืองเซี่ย พอไปถึงแนวหน้าแล้ว เว้นแต่จะปฏิบัติการส่วนตัวอย่างลับๆ การเคลื่อนไหวของกองทัพใหญ่ก็ต้องรายงานต่อยอดฝีมือไร้พ่ายหลายท่าน ได้รับอนุญาตแล้วถึงจะเคลื่อนทัพได้"
ซูอวี่มีแววตาเป็นประกายวูบวาบ "งั้นที่องครักษ์หลงอู่กับกองทัพปราบมารซุ่มโจมตีกองทัพใหญ่ของเผ่าพันธุ์ต่างๆ ก็ถือว่าได้รับอนุญาตแล้วเหรอครับ"
"ย่อมเป็นเช่นนั้น"
หลิวเหวินเยี่ยนยิ้มตาหยี "นายคิดว่าถ้าไม่มีใครอนุญาต เจ้าเมืองเซี่ยจะกล้าก่อชนวนสงครามโดยพลการเหรอ ในบรรดายอดฝีมือไร้พ่ายก็มีคนไม่น้อยที่สนับสนุนเขานะ"
"อย่างนี้นี่เอง!"
ซูอวี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อครู่จู่ๆ เขาก็เกิดกังวลว่าเซี่ยหลงอู่จะถูกคนพุ่งเป้า ตอนนี้ลองคิดดู... ตัวเขาเองนี่มันว่างจัดจริงๆ!
เขาเป็นแค่เด็กน้อยขั้นไคหยวน กลับไปเป็นห่วงยอดฝีมือระดับเจ้าเมือง สมองคงกลับไปแล้วแน่ๆ
"ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว"
หลิวเหวินเยี่ยนยิ้ม "เรื่องที่นายควรรู้ วันข้างหน้านายก็จะได้รู้เอง เรื่องที่ไม่ควรรู้ รู้ไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะทำให้จิตใจว้าวุ่นแล้วก็ไม่มีข้อดีอะไรเลย"
"นายไคหยวนขั้นแปดแล้ว ฉันสัมผัสได้ถึงความผันผวนของพลังปราณรอบตัวนาย ดูเหมือนว่าจะก้าวหน้าไม่ช้าเลยนะ"
หลิวเหวินเยี่ยนรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก เขาเอ่ยขึ้นว่า "เตรียมตัวให้พร้อมล่ะ บ่ายนี้ฉันจะเขียนอักษรเจตจำนงให้นายหนึ่งบท 'ดาบเหลยเอวี๋ยน' บทเชียนจวิน! ช่วงเช้านายก็ลองอ่านฉบับแปลเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหาดูคร่าวๆ ก่อนนะ"
ซูอวี่ดีใจมาก "อาจารย์ครับ วิชายุทธ์เหรอครับ"
"วิชายุทธ์นั่นแหละ"
หลิวเหวินเยี่ยนเห็นเขาดีใจก็พูดเรียบๆ "แต่นายอาจจะไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนัก ต่อให้ได้ประโยชน์ก็คงไม่มากเท่าไหร่ เพราะนายเพิ่งจะเปิดได้แค่แปดจุดชีพจร มันน้อยเกินไป เรียนไปก็ไม่แน่ว่าจะนำไปใช้ได้ ดาบเหลยเอวี๋ยนต้องใช้จุดชีพจรเยอะมาก"
"ครับๆ ผมทราบแล้ว"
ซูอวี่รีบพยักหน้า ทว่ายังคงเก็บงำความยินดีไว้ไม่อยู่ เขารู้ซึ้งถึงข้อดีของอักษรเจตจำนงดี การสั่งสอนแบบพาเข้าไปสัมผัสในสถานการณ์จริง ความรู้สึกนั้นมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แน่นอนว่านี่ก็จำเป็นต้องให้ผู้คัดลอกมีความเข้าใจในวิชายุทธ์แขนงนี้อย่างลึกซึ้งด้วย ไม่อย่างนั้นเมื่อเขียนออกมาแล้ว มันก็จะเป็นแค่ความรู้แจ้งของผู้คัดลอก หากอีกฝ่ายเข้าใจไม่ลึกซึ้ง นายรู้แจ้งไปก็เปล่าประโยชน์







