ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ในฤดูหนาวอุณหภูมิลดต่ำกว่าศูนย์ถึงสามสิบองศา ทุกอย่างหนาวเย็นจนแข็งตัว ยกเว้นการขึ้นเขาไปเก็บฟืน ก็แทบไม่มีอะไรให้ทำ
ดังนั้นในฤดูหนาว คนส่วนใหญ่จึงพักผ่อน หรือที่เรียกกันว่า “จำศีลหน้าหนาว”
อากาศหนาวจัด ทำให้บรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ของหมู่บ้านไม่สามารถนั่งเม้าท์กันตรงปากทางหมู่บ้านได้เหมือนเคย แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่เป็นอุปสรรคในการเดินสายไปพูดคุยตามบ้าน
หน้าหนาว พระอาทิตย์ขึ้นช้ากว่าปกติ และก็ไม่มีอะไรต้องทำมาก ส่วนใหญ่ตามบ้านจะกินข้าวกันแค่สองมื้อต่อวัน
ตอนบ่ายราวสองโมง พอเหมาะพอดีสำหรับการกลับบ้านไปเตรียมอาหาร แต่พอออกจากบ้านมาก็เจอเข้ากับคู่สามีภรรยา "สวี่ชื่อเยี่ยน"
กลุ่มผู้หญิงที่เจอเข้า ก็ถึงกับตาเป็นประกาย รีบกรูกันเข้ามาทักทายพร้อมแอบซักถามข่าวคราว
“โอ๊ย นี่ในเลื่อนลากมีอะไรน่ะ? ทำไมของเยอะขนาดนี้?
ว่าแล้วก็ต้องยกนิ้วให้เจ้าสามนะ เก่งจริงๆ ขึ้นเขาไปหาโสม แถมยังล่าสัตว์ได้อีก อยู่ดีๆ ก็หิ้วเนื้อสดๆ มาฝากพ่อแม่ เห็นแล้วน้ำลายไหลเลยจริงๆ”
พวกเธอไม่ได้แค่พูด แต่ยังเอื้อมมือจะเข้าไปเปิดเลื่อนดูของข้างในอีกด้วย
สวี่ชื่อเยี่ยนก็ไม่ยอมให้พวกเธอรื้อค้น จึงรีบกันไว้
“ป้าๆๆครับ หมาพวกนี้นิสัยไม่ดีเท่าไหร่ อย่าเข้าไปใกล้เลย ถ้าโดนกัดขึ้นมาจะไม่คุ้มนะ” เขาได้แต่เอาหมาเป็นข้ออ้าง
ว่าแล้วก็ไม่ผิด หมาทั้งหลายต่างแยกเขี้ยวขู่จริงๆ
พวกมันอยู่บนเขาตลอดปี ถูกลุงหลี่ฝึกจนไม่ไว้ใจใครนอกจากเจ้าของ และยังหวงของอีกด้วย
บางตัว ตอนคนแปลกหน้าเข้าบ้านก็ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าในมือมีของจะเอาออกไปละก็ จะโดนไล่กัดทันที
หมาดี ไม่แค่ปกป้องเจ้าของ แต่ยังปกป้องทรัพย์สินด้วย
หมาพวกนี้ก็เป็นแบบนั้นแหละ พอเห็นคนเข้าใกล้เลื่อนลาก ก็จ้องเขม็งพร้อมขู่คำราม
เล่นเอาพวกป้าๆ รีบชักมือกลับ “หมาอะไรกันเนี่ย? อารมณ์ร้ายชะมัด”
“หมาเฝ้าโสมน่ะ นิสัยต้องดุ ไม่งั้นจะไหวเรอะ?” สวี่ชื่อเยี่ยนยิ้ม
“ป้าครับ ตอนนี้ก็เย็นแล้ว พวกผมเพิ่งกลับถึงบ้าน ขอเข้าไปในบ้านก่อน ไว้ค่อยคุยกันทีหลังนะครับ”
อยู่บนเขามาหลายเดือน เงียบสงบดีแท้ พอกลับมาหมู่บ้านก็ต้องเจอกับเรื่องพวกนี้อีก
สวี่ชื่อเยี่ยนอดถอนหายใจไม่ได้ ไม่รู้ว่าหลังจากนี้ที่บ้านจะวุ่นวายแค่ไหน
พูดจบ เขาก็เรียกหมาแล้วพากันเดินต่อ มุ่งหน้าไปยังบ้านลุงหลี่ที่อยู่ปลายหมู่บ้านฝั่งตะวันตก
ถึงพวกเขาจะขึ้นเขาไปพัก แต่ข้าวของเครื่องใช้ยังอยู่ที่บ้านลุงหลี่ ยังไงก็ต้องมีที่พักกลับมาใช้ตอนปีใหม่อยู่ดี
พอเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน ยังไม่ทันจะเข้าไป ก็เห็นป้าหลี่กำลังออกมาหอบฟืนพอดี
“อ้าว! กลับมาแล้วเหรอ สวี่ชื่อเยี่ยนกับเมีย? ฉันเพิ่งจะพูดถึงเมื่อวันก่อนเลยนะ นี่ก็ใกล้ตรุษจีนเข้าไปทุกที พวกเธอก็ควรกลับมาบ้านได้แล้ว
ดูสิ แค่พูดถึงก็มาจริงๆ แล้ว!”
ป้าหลี่เห็นทั้งสองคนก็รีบทักทายอย่างอบอุ่น
“ใช่ครับ เข้าช่วงเดือนสิบสองแล้ว กลับมาฉลองปีใหม่ครับ ป้าครับ ลุงหลี่เป็นไงบ้าง ดีขึ้นไหม?”
สวี่ชื่อเยี่ยนพาเลื่อนเข้าไปในลานบ้าน ก่อนจะถอดบังเหียนหมา แล้วผูกพวกมันไว้ข้างๆ กระท่อมหมา
หมาพวกนี้ลุงหลี่เลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก พอถึงเดือนสิบสองของทุกปีก็จะพากลับมาเลี้ยงที่บ้าน พวกมันคุ้นเคยกับที่นี่ดี
“ก็ยังโอเคครึ่งๆกลางๆอยู่ ตัวข้างหนึ่งยังขยับไม่ค่อยได้ พูดก็ยังไม่ชัดเท่าไหร่
เฮ้อ อย่างน้อยก็ยังรักษาชีวิตไว้ได้ ก็นับว่าดีแล้วล่ะ”
ลุงหลี่นอนโรงพยาบาลที่สหกรณ์อยู่เกือบยี่สิบวัน พออาการทรงตัวถึงได้กลับมาพักที่บ้าน
เขาอายุมากแล้ว แถมยังเป็นอัมพาตจากเส้นเลือดในสมองแตก จะมีผลข้างเคียงก็คงช่วยอะไรไม่ได้ ทำได้แค่กินยา ฝังเข็ม และค่อยๆ ฟื้นฟูไป
“ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงก็ยุ่งๆ กัน ยังไม่ได้ขอบคุณเลย
หมอบอกว่าดีแล้วที่ตอนนั้นไม่ได้ขยับตัวสุ่มสี่สุ่มห้า แถมยังช่วยเจาะปล่อยเลือดให้อีก เลยรักษาชีวิตลุงไว้ได้
ถ้าไม่ใช่เพราะเธออยู่บนเขาด้วย กลัวว่าลุงของเธอคงไม่รอดแน่ๆ” ป้าหลี่พูดไปเช็ดน้ำตาไป
ไม่ใช่เป็นการพูดไปเรื่อย แต่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ
ชาติก่อน สวี่ซื่อเยี่ยนไปทำงานที่เหมืองถ่านหินต้าซาน ไม่ได้ทำงานเก็บโสมบนเขา พอกลับมาบ้านช่วงปีใหม่ ถึงได้รู้ว่าลุงหลี่เกิดอาการป่วยกะทันหันตอนขึ้นเขาไปดูโสม แล้วก็จากไปเสียแล้ว
อย่างไรก็เป็นเรื่องที่เกิดมาหลายปีแล้ว แถมก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร สวี่ซื่อเยี่ยนเลยไม่ได้นึกถึงมันเลย
จนกระทั่งหลังจากที่ลุงหลี่เกิดเรื่อง เขาถึงได้มานั่งคิดทบทวน แล้วถึงนึกออก
แต่เรื่องแบบนี้ เขาพูดกับภรรยาลุงหลี่ไม่ได้ สวี่ซื่อเยี่ยนทำได้แค่ปลอบใจเล็กน้อย แล้วรีบยกของลงจากเลื่อนหิมะ เอาไปเก็บไว้ในโรงเก็บของ
ทั้งฤดูใบไม้ร่วงกับฤดูหนาวที่ผ่านมา สวี่ซื่อเยี่ยนล่าของมาไม่น้อย
เมล็ดสน วอลนัท เฮเซลนัท เก็บมาได้เต็มกระสอบ เนื้อสัตว์และหนังสัตว์ก็สะสมไว้เยอะ
พอลงเขามาช่วงปีใหม่ ก็ต้องเอากลับมาหมด อะไรที่ขายได้ก็ขาย ที่เหลือก็เก็บไว้กินเอง
พอขนของลงมาเก็บเรียบร้อย สวี่ซื่อเยี่ยนก็หยิบไก่ป่าหนึ่งตัว กระต่ายป่าหนึ่งตัว พร้อมกับเนื้อกวางหนึ่งชิ้น และเนื้อหมูอีกชิ้น เดินเข้าบ้านทางทิศตะวันออก
“ลุง ป้า ผมเพิ่งลงมาจากเขา ของก็ไม่มีอะไรดีหรอกครับ เก็บได้จากบนเขานั่นแหละ เอาไว้กินกันนะครับ”
ภรรยาลุงหลี่กำลังป้อนน้ำให้ลุงอยู่ พอเห็นสวี่ซื่อเยี่ยนเอาของมา ก็รีบโบกมือ
“อ้าว เจ้าสาม ทำไมต้องมาเกรงใจอะไรกันอีก?
ของพวกนี้ เอาไปให้พ่อแม่เธอกินเถอะ พวกเราสองคนตายายยังไม่ได้ตอบแทนอะไรเธอเลย จะกล้ารับของจากเธอได้ยังไงกัน?”
“ป้า พูดแบบนี้มันก็ห่างเหินกันเกินไปแล้วล่ะครับ
พวกเราเหมือนครอบครัวเดียวกัน จะต้องแบ่งแยกอะไรกันด้วยล่ะ? ผมเองก็ไม่ได้มีความสามารถอะไร ขอแค่พวกคุณไม่รังเกียจก็พอ
พ่อแม่ผมมีเก็บไว้ให้พวกเขาอยู่ครับ อยู่บนเขานี่ผมก็ล่าไว้เยอะเหมือนกัน
ทั้งหมดก็ต้องขอบคุณลุงนั่นแหละ ลุงเก่งมาก สุนัขล่าที่ฝึกไว้นั่นก็สุดยอดจริงๆ”
ถ้าไม่มีพวกสุนัขพวกนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนก็ยังพอล่าสัตว์ได้อยู่หรอก แต่ก็ไม่มีทางล่าได้มากขนาดนี้
เขานับถือลุงหลี่จากใจจริง ช่วงที่เฒ่ายังหนุ่มๆ นี่ไม่ธรรมดาแน่นอน
“เจ้าสาม เก็บไว้ เก็บไว้” ลุงหลี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่คล่องนัก พูดได้ยากลำบาก
“นั่งก่อน ๆ” ลุงหลี่พยายามยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก เชื้อเชิญให้สวี่ซื่อเยี่ยนมานั่ง
“ไม่เป็นไรครับ ลุง ผมเพิ่งกลับมา ยังไม่ได้ไปหาพ่อแม่เลย
ขอไปก่อนสักเดี๋ยว แล้วตอนเย็นเราค่อยคุยกันนะครับ”
อยู่บนเขามาหลายเดือน พอลงมาทีก็ต้องไปหาพ่อแม่ก่อน นี่เป็นธรรมเนียม
“อืม ๆ เย็นนี้ ค่อยคุยกัน”
ลุงหลี่แก่ขนาดนี้ เรื่องมารยาทพวกนี้ถ้าไม่เข้าใจก็แปลก เลยโบกมือให้สวี่ซื่อเยี่ยนไปหาพ่อแม่ก่อน
พอสวี่ซื่อเยี่ยนออกมาจากบ้านทางตะวันออก ก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านทางตะวันตก แล้วพาสู่อันอิงลากเลื่อนหิมะไปที่บ้านสกุลสวี่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน
“พ่อ แม่ พวกเราลงมาจากเขาแล้วครับ!” พอเข้าประตูบ้าน สวี่ซื่อเยี่ยนก็ร้องเสียงดัง
“พี่หก! จินเฟิ่ง เสี่ยวปัว ออกมาดูเร็วว่าพี่เอาอะไรอร่อยๆ กลับมาบ้าง!”
ถึงยังไงสายเลือดก็ยังเป็นสายเลือด ความผูกพันมันไม่เหมือนกันจริงๆ
ตอนแรกที่เพิ่งได้เกิดใหม่ เขายังเต็มไปด้วยความคับแค้น เห็นใครก็ขวางหูขวางตาไปหมด
แต่พอใช้ชีวิตอยู่บนเขานานๆ ความคิดของสวี่ซื่อเยี่ยนก็เริ่มเปลี่ยนไปบ้าง
ไม่ว่าจะยังไง พ่อแม่ก็ยังเป็นพ่อแม่ แสดงความกตัญญูยังไงก็ต้องทำ
แน่นอนว่า “หอมไกล เหม็นใกล้” เป็นความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยน
กลับมาหาบ้างเป็นครั้งคราว เอาของฝากเล็กๆ น้อยๆ ให้บ้านก็พอ อย่าได้สนิทสนมเกินไป
ไม่งั้นนิสัยแย่ๆๆ ของตาเฒ่าที่บ้าน เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าจะทนไหวไหม







