สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าเจ้าหมาป่าตัวนั้น จึงแค่ก้มลงไปลากซากหมาป่าขึ้นมา แล้วก็เตรียมจะเดินจากไป
แต่จู่ ๆ เจ้าสุนัขจิ้งจอกที่นอนอยู่บนพื้นก็ค่อย ๆ คลานเข้ามาใกล้เท้าของสวี่ซื่อเยี่ยน แล้วก็ส่งเสียงคล้าย ๆ "อิ๋งอิ๋ง" ออกมา
สวี่ซื่อเยี่ยนงงอยู่พักหนึ่ง "นี่มันหมายความว่ายังไง?"
"ฉันก็ช่วยชีวิตแกแล้วนะ ยังไม่รีบไปอีก จะอยู่รออะไรอีกล่ะ?"
พูดจบ เขาก็เผลอตบหน้าตัวเองฉาดหนึ่ง
"บ้าไปแล้วหรือเปล่าเนี่ย? มาคุยกับสัตว์โง่ๆ พูดไม่ได้แบบนี้ ทำเหมือนมันเป็นท่านเทพอะไรซักอย่าง"
"ถ้ามันเก่งจริงก็คงไม่โดนหมาป่าตามกัดจนเกือบตายหรอก"
แต่เจ้าจิ้งจอกก็ยังคงส่งเสียง "อิ๋งอิ๋ง" ต่อเนื่อง และก็ยังไม่ยอมไป ยังคงเกาะอยู่ที่เท้าของเขาไม่ไปไหน
สวี่ซื่อเยี่ยนกลอกตา "ฉันไม่อยากยุ่งกับแกนะ โอ๊ย นี่จะเกาะติดกันเลยหรือไง? ไม่กลัวฉันจับไปถลกหนังเลยรึ?"
ไม่ว่าเขาจะพูดอะไร เจ้าจิ้งจอกก็ไม่ยอมไป สวี่ซื่อเยี่ยนเลยไม่มีทางเลือก ก้มลงไปดูแผลของมัน
ก็พบว่า ขาหลังของเจ้าจิ้งจอกทั้งสองข้างบาดเจ็บจนเดินไม่ไหวเลย
"เป็นหนี้กันเหรอไง? ช่วยจากปากหมาป่าแล้วยังต้องมารักษาให้ด้วย?"
เขาบ่นอย่างจนใจ แล้วก็หยิบสายผ้าจากกระเป๋าสะพาย มัดเจ้าจิ้งจอกเหมือนสะพายเด็ก แล้วแบกไว้บนหลัง
"ไป กลับบ้านจับไปต้มซุปกิน"
ขู่ไปแบบนั้นแหละ แต่ก็ลากซากหมาป่ากลับไปด้วย ครั้งนี้ไม่ต้องใช้ไม้คานลากเพราะเป็นทางลงเขา ก็ปล่อยให้มันไถลลงไปเรื่อย ๆ ก็พอ
กลับมาถึงสวนโสม ก็เรียกให้ซูอันอิงเปิดประตูให้
"นี่อะไรเนี่ย? หมาป่าหรือ? ตายจริง วันนี้คุณเจอหมาป่าจริง ๆ เหรอ?"
ซูอันอิงตกใจเมื่อเห็นเจ้าหมาป่าที่เขาลากมา
"ไม่ใช่แค่เจอหมาป่านะ ลองดูนี่ ยังมีจิ้งจอกอีกตัวนึง"
สวี่ซื่อเยี่ยนพูดพลางแกะเสื้อคลุมหนังแกะเก่า ๆ ออก เผยให้เห็นเจ้าจิ้งจอกที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อ
ตอนแรกเขาแบกมันไว้ด้านหลัง แต่ระหว่างทางเขานึกขึ้นได้ว่า อากาศหนาวขนาดนี้ เจ้ามันอยู่เฉย ๆ แถมยังเจ็บอยู่ด้วย ถ้าเกิดแข็งตายจะทำยังไง?
เลยไม่มีทางเลือก ต้องเอามามัดใหม่ เอาเจ้าจิ้งจอกแดงยัดใส่เสื้อคลุมแทน
โชคดีที่เสื้อคลุมหนังแกะตัวใหญ่และหลวม เจ้าจิ้งจอกตัวเล็ก ยัดไว้ในอกก็ไม่อึดอัดอะไร
"พูดก็พูดเถอะ เจ้าตัวนี้มันอุ่นจริง ๆ นะ พอเอามันใส่ไว้ในอก รู้สึกอบอุ่นเลยแหละ
แต่ก็เหม็นสุด ๆ เหม็นมาก ๆ คืนนี้ฉันต้องอาบน้ำซะหน่อย"
เขาพูดพลางหยิบเจ้าจิ้งจอกออกมาอย่างรังเกียจ วางไว้บนพื้น แล้วก็ตรวจขาของมันอย่างระมัดระวัง
ขาหนึ่งของเจ้าจิ้งจอกถูกหมาป่ากัดจนหัก อีกขาแม้ไม่หักแต่ก็มีแผลลึก
สวี่ซื่อเยี่ยนมองมันแวบหนึ่ง แล้วก็ไปหยิบยาจากตู้
เริ่มจากทำแผลขาที่ไม่หักก่อน ทายาแล้วพันผ้า พอพันเสร็จก็ฉวยจังหวะที่มันเผลอ จัดกระดูกขาที่หักให้เข้าที่
ตอนจัดขา เจ้าจิ้งจอกดูเจ็บมาก ถึงกับแยกเขี้ยวใส่เขา
เขาก็ฟาดหัวมันดังป้าบ "แยกเขี้ยวใส่อีกทีสิ เดี๋ยวฉันจับโยนออกไปเลย"
หลังโดนฟาด เจ้าจิ้งจอกก็สงบเสงี่ยม ไม่กล้าขยับอีก
สวี่ซื่อเยี่ยนพอใจมาก พอจัดกระดูกเสร็จ ก็เอาตะเกียบสองอันมาประกบขาทั้งสองด้าน แล้วใช้เชือกพันให้แน่น
"เรียบร้อย ลองเลี้ยงไว้ที่นี่ละกัน โชคดีที่ในฟาร์มไม่มีเลี้ยงไก่ ไม่งั้นผมคงต้องกลัวมันไปขโมยไก่กินอีก"
พูดจบก็หากระสอบป่านปูบนพื้น แล้วยกเจ้าจิ้งจอกไปวางไว้บนกระสอบ แล้วยกไปไว้อีกห้องด้านนอก
"ไอ้ตัวนี้เหม็นสุด ๆ ถ้าให้อยู่ในบ้าน มีหวังเหม็นตายกันพอดี!"
ที่แท้ก็วุ่นวายกันอยู่ตั้งนาน ที่ผู้ชายบ้านเธออุ้มเจ้าหมาจิ้งจอกกลับมาบ้าน ไม่ใช่เพราะจะถลกหนังมัน แต่ดันจะเลี้ยงมันไว้งั้นเหรอ? ของแบบนี้มันเลี้ยงกันได้ด้วยเหรอ?
“นี่จะเลี้ยงมันจริงๆ เหรอ? จะไหวเหรอ?” ซูอันอิงถามด้วยความสงสัย
เมื่อก่อนก็แค่เคยได้ยินว่าเจ้าหมาป่าหรือหมาเหลืองไปอยู่บ้านคน ยังไม่เคยได้ยินใครเลี้ยงจิ้งจอกมาก่อนเลย
“ไม่เลี้ยงจะให้ทำยังไงล่ะ? ขามันหักสองข้าง ถ้าฉันไม่พามันกลับมา มันไม่รอดถึงคืนนี้แน่ ไม่รู้จะโดนอะไรจับกินเข้าไปก่อนอีก”
สวี่ซื่อเยี่ยนเองก็กลุ้มเหมือนกัน อยู่ดีๆ ก็พาเจ้าจิ้งจอกตัวนี้กลับมา แบบนี้จะเลี้ยงยังไงดีนะ?
“เอาเถอะ ไหนๆ ก็ยิงปืนช่วยมันจากปากหมาป่าแล้ว ก็ช่วยให้สุดทางละกัน รอให้แผลมันหายดี เดี๋ยวมันก็คงไปเองแหละ”
จะทำยังไงได้ล่ะ ก็ต้องเลี้ยงมันไว้นั่นแหละ โชคดีที่จิ้งจอกเป็นสัตว์กินทุกอย่าง กินได้สารพัด ก็ให้มันกินเหมือนหมาไปเลยแล้วกัน เลี้ยงแบบหมาก็แล้วกัน
นับแต่นั้นมา เจ้าหมาจิ้งจอกตัวนี้ก็อาศัยอยู่ในสวนโสม
ถึงปากจะบอกว่าเลี้ยงมันเหมือนหมา แต่สวี่ซื่อเยี่ยนก็เอาใจใส่ไม่เบา
สัตว์ป่าที่ติดกับดักได้ อย่างไก่ป่าหรือกระต่าย ก็เอามาให้จิ้งจอกกิน ของที่บ้านทำกินเอง ก็แบ่งให้มันกินด้วย
ต้องบอกเลยว่า พวกสัตว์ป่าฟื้นตัวได้เร็วมาก
แค่ห้าหกวัน จิ้งจอกก็กระเถิบลุกขึ้นยืนได้ ขาที่หักก็เริ่มเดินกระเผลกๆได้แล้ว
ตอนนี้เลยเลยพ้นช่วงปีใหม่ตามปฏิทินไปแล้ว เข้าสู่เดือนสุดท้ายก่อนตรุษจีน พื้นดินก็แข็งโป๊กไปหมด ไม่มีใครลักขโมยโสมได้อีก
สวี่ซื่อเยี่ยนกับซูอันอิง ก็เริ่มเตรียมตัวเก็บข้าวของกลับบ้านลงจากเขาเพื่อไปฉลองปีใหม่
วันที่ 8 สวี่ซื่อเยี่ยนก็สกีขึ้นเขาอีกครั้ง เพื่อไปดูกับดักที่วางไว้ในป่าสน
ปรากฎว่ามีจริงๆ ได้กระรอกมา 3 ตัว แล้วก็เซเบิ้ลอีก 2 ตัว
ไม่รู้ว่าติดกับดักตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ทั้งหมดก็แข็งโป๊กเป็นน้ำแข็งไปหมดแล้ว
สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่สนใจเท่าไหร่ เขาไม่ได้จะกินเนื้อ ขอแค่ได้หนังมาก็พอแล้ว
เลยเก็บกับดักทั้งหมด ใส่ของที่จับได้ลงไป แล้วพอใจกับผลงานของตัวเองขณะเดินกลับลงจากเขา
พอถึงวันที่ 9 สวี่ซื่อเยี่ยนก็เก็บกับดักชนิดยิงและกับระเบิดรอบๆ ไร่โสม แล้วช่วยซูอันอิงขนเนื้อสัตว์และหนังสัตว์ทั้งหมดที่เก็บไว้ในโกดังลงใส่เลื่อนหิมะ
สุนัขทั้งห้าตัวก็สวมสายรัดหมดแล้ว เป็นสายรัดพิเศษสำหรับลากเลื่อนหิมะที่ซูอันอิงช่วยทำ ไม่รัดคอสุนัขให้เจ็บ
ทุกอย่างเก็บเรียบร้อยหมดแล้ว เหลือแค่เจ้าจิ้งจอกที่ยังไม่รู้จะทำยังไง
โชคดีที่แผลของมันก็เกือบหายดีแล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนเลยตั้งใจจะปล่อยมันคืนสู่ธรรมชาติ
“เราต้องลงเขาไปฉลองปีใหม่กันแล้วนะ แกอย่ามาเกาะฉันอีกล่ะ ไปตามทางของแกเถอะ”
กลัวว่าสุนัขล่าเนื้อจะเห็นจิ้งจอกแล้วรุมกัด สวี่ซื่อเยี่ยนเลยเอาเลื่อนไปจอดไกลๆ แล้วค่อยกลับมาจับจิ้งจอกออกไปปล่อยข้างนอก
ไม่รู้ว่าเจ้าจิ้งจอกจะเข้าใจภาษาคนหรือเปล่า แต่มันก็เหลียวมองสวี่ซื่อเยี่ยนแวบหนึ่ง ก่อนจะวิ่งจากไป
สวี่ซื่อเยี่ยนโล่งอก ในที่สุดเจ้านี่ก็ไปซะที ไม่ต้องมาทนกลิ่นเหม็นของมันอีก
พอส่งจิ้งจอกไปแล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนกับภรรยาก็ล็อกประตูไร่โสม แล้วออกเดินทางกลับบ้านด้วยเลื่อนหิมะ
“ภรรยา เดินช้าๆ หน่อย ระวังลื่นนะ ข้างล่างมันลื่น บอกให้ขึ้นเลื่อนก็ไม่ยอม จะเดินเองให้ได้”
สวี่ซื่อเยี่ยนจับมือซูอันอิงประคองเธอเดินไป พลางบ่นไปด้วยความเป็นห่วง
“ของที่บรรทุกในเลื่อนก็เยอะอยู่แล้ว หมา 5 ตัวก็เหนื่อยพอแล้ว
ฉันท้องโตขนาดนี้ ถ้าขึ้นไปนั่งอีกก็หนักเกินไปน่ะสิ ฉันสงสารพวกหมาน่ะ” ซูอันอิงหัวเราะ
ตอนนี้ซูอันอิงตั้งครรภ์ได้เกือบหกเดือนแล้ว ช่วงที่อยู่บนเขาก็ได้กินดีอยู่ดี น้ำหนักขึ้นมาเยอะเหมือนกัน
แต่เพราะท้องยังไม่ใหญ่มาก และเสื้อผ้าฤดูหนาวก็หนา ใครไม่สังเกตก็ไม่รู้ว่าเธอกำลังท้องอยู่
สวนโสมของพวกเขาห่างจากหมู่บ้านประมาณ 10 ลี้ ซูอันอิงก็ตั้งครรภ์อยู่ การเดินทางก็เลยช้าหน่อย พอถึงหมู่บ้านก็เกือบเที่ยงแล้ว
“โอ้โห นั่นมันเจ้าสามบ้านสวี่กับเมียของเขานี่นา กลับมาบ้านฉลองปีใหม่แล้วเหรอ?
เฮ้ย เลื่อนหิมะนี่ขนอะไรมาน่ะ ทำไมเยอะขนาดนี้?”







