“มันพูดแบบนี้จริงๆ หรือ?”
“ครับ นายท่านจิน! ไอ้เด็กนั่นมันโอหังมาก!”
ภายในห้องโถงภัตตาคารจินอวี้ เฉียงหน้าบากใส่สีตีไข่เล่าเรื่องตอนที่ตัวเองไปส่งข้อความให้นายท่านจินฟังรอบหนึ่ง
นอกจากป๋ายหัวกลาก ไก่ตีนดำ และลูกพี่ใหญ่คนอื่นๆ รวมห้าคนแล้ว ครั้งนี้ยังมีลูกพี่จากหลากหลายวงการบนถนนนาธานอีกสิบสองคนที่ได้รับเชิญจากกุ้ยฟันทองให้มากินเป๋าฮื้อ
ตอนนี้ ทุกคนต่างพากันมองไปที่กุ้ยฟันทอง
กุ้ยฟันทองวางมาดลูกพี่ใหญ่ เขาสูบบุหรี่และนั่งตัวตรงอยู่ข้างโต๊ะโป๊ยเซียน
โบตั๋นขาวอิงแอบอยู่ข้างกายเขา ในปากคาบบุหรี่โซบรานี่รสมินต์มวนเรียวยาวเอาไว้
กุ้ยฟันทองฉีกยิ้ม “ยิ่งมันโอหัง ฉันก็ยิ่งตื่นเต้น! ลองจินตนาการดูสิว่า อีกเดี๋ยวพอกระทืบมันจนขี้แตก แล้วให้มันคุกเข่าเลียฝ่าเท้าตรงหน้าฉันจะเป็นยังไง?”
“นายท่านจินพูดถูก! พวกแซ่ตู้นั่นมีกันแค่สามคน ไม่มีอำนาจอะไรบนถนนนาธานเลย การที่มันคิดจะทะลวงสามทัพเข้ามากินเป๋าฮื้อ ยากยิ่งกว่าปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก!” ป๋ายหัวกลากพูดประชด
“ใช่แล้ว ดีไม่ดีอาจจะทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ด้วยซ้ำ! ทะลวงสามทัพเหรอ? ทะลวงแม่มันสิ! พรุ่งนี้พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งทั่วฮ่องกงจะต้องเป็น สารวัตรจบใหม่โดนปล้น สิ้นชื่อที่ถนนนาธาน แน่!” ไก่ตีนดำหัวเราะเยาะตาม
“ถึงมันจะตายก็ไม่เกี่ยวกับพวกเราสักหน่อย! พวกเรามากินเป๋าฮื้ออยู่ที่นี่ไง มีคนตั้งเยอะแยะเป็นพยานให้ได้ พวกเราล้วนเป็นพลเมืองดีทั้งนั้น!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
ทุกคนหัวเราะลั่น
หากครั้งนี้เหยียนสยงส่งคนมาช่วยตู้หย่งเซี่ยวเยอะๆ พวกเขาคงไม่กล้าโอหังแบบนี้แน่
แต่เหยียนสยงกลับส่งมาแค่สองคน ซึ่งก็ชัดเจนว่าเป็นการประกาศให้ทั่วหล้ารู้ว่า ความเป็นตายของตู้หย่งเซี่ยวไม่เกี่ยวกับฉัน
ฮ่องกงมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นทุกวัน สารวัตรจีนตายไปสักคน แถมยังเป็นพวกไม่เข้าท่าอีก ใครจะไปสน?
กุ้ยฟันทองออกคำสั่งทันที “เฉียงหน้าบาก อีกเดี๋ยวแกเป็นทัพหน้า!”
“รับทราบ!” เฉียงหน้าบากประสานมือ
“ตงตาเดียว! แกเป็นทัพกลาง!”
“รับทราบ!” ชายตาเดียวคนหนึ่งก้าวออกมาพลางประสานมือ
“แล้วก็แก หนิวซินเจี้ย! แกเป็นทัพหลัง!” กุ้ยฟันทองมองไปที่ชายฉกรรจ์ข้างๆ
ชายคนนั้นตัวใหญ่ล่ำบึ้กราวกับวัว เจาะจมูกสวมห่วงสุดล้ำสมัย เขาชักขวานเบิกภูเขาออกมาจากด้านหลังแล้วพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก “วางใจเถอะครับ นายท่านจิน มีหนิวซินเจี้ยคนนี้อยู่ทั้งคน อย่าว่าแต่ไอ้แซ่ตู้เลย ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้เสด็จมา ก็ต้องถามขวานเล่มนี้ของผมดูก่อน!”
สิ้นเสียงพูด
ขวานก็ถูกเงื้อขึ้น
แล้วจามลงมา!
โครม!
โต๊ะโป๊ยเซียนไม้เนื้อแข็งตรงหน้ากุ้ยฟันทอง
ขาดเป็นสองท่อน!
เมื่อเห็นดังนั้น กุ้ยฟันทองไม่เพียงแต่ไม่โกรธ แต่กลับปรบมือรัว “ดีมาก! สารวัตรตู้เหรอ นี่แหละคือของขวัญชิ้นใหญ่ที่ฉันจะมอบให้มัน!”
……
ตู้หย่งเซี่ยวกินฮะเก๋าเข้าไปหนึ่งชิ้น เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากทางบันได
เหวินหัวโตและจวีฟันเหยินหันไปมอง
ผู้มาใหม่มีรูปร่างผอมเล็ก ท่าทางเจ้าเล่ห์ สายตาลอกแลกไปมา ราวกับงูที่ปลิ้นปล้อน
เมื่อเห็นตู้หย่งเซี่ยว คนผู้นั้นก็รีบพุ่งเข้าไปหาทันที “พี่เซี่ยว เรื่องที่พี่สั่ง ผมจัดการเรียบร้อยแล้ว!”
“ขอแนะนำหน่อย นี่เพื่อนฉัน เสอจ๋ายหมิง!” เมื่อตู้หย่งเซี่ยวแนะนำจบ ก็กวักมือเรียกเสอจ๋ายหมิง “กินอะไรมาหรือยัง?”
“ยังเลยพี่ เพื่อช่วยงานพี่ ผมปล่อยให้ท้องว่างมาตลอดเลย” เสอจ๋ายหมิงถูมือไปมา พลางยิ้มประจบเข้าไปใกล้ๆ ตู้หย่งเซี่ยว
“แล้วคนพวกนั้นล่ะ?” ตู้หย่งเซี่ยวหยิบบุหรี่ออกมายื่นให้เสอจ๋ายหมิงหนึ่งมวน
“พวกเขารออยู่ข้างล่างครับ!” เสอจ๋ายหมิงรีบยื่นสองมือไปรับ แต่ไม่กล้าสูบ จึงเอาทัดไว้ที่หู
“เรียกพวกเขาขึ้นมา!”
“ได้ครับ!”
เสอจ๋ายหมิงวิ่งไปที่หน้าบันได แล้วตะโกนลงไปข้างล่าง “คุนชีวิตบัดซบ ให้คนของนายขึ้นมาได้แล้ว!”
ครู่ต่อมา
ชั้นล่างก็เกิดความโกลาหลขึ้น
คนที่เดินนำขึ้นมาเป็นคนแรกก็คือคุนชีวิตบัดซบแห่ง “สำนักหงอี้ไห่” ท่าทางหัวรั้น เผยอปกล้ามเป็นมัดๆ ดูราวกับเสือดำ
“น้องตู้ เอ๊ะ ไม่ถูกสิ ตอนนี้ต้องเรียกว่าสารวัตรตู้ถึงจะถูก สวัสดี!” คุนชีวิตบัดซบหัวเราะร่วน ดูเหมือนไม่จริงจัง แต่สายตากลับเฉียบคมอย่างหาเปรียบไม่ได้
ตู้หย่งเซี่ยวพยักหน้า “ฉันสบายดี ให้คนของนายขึ้นมาเถอะ”
“รับทราบ!” คุนชีวิตบัดซบหันหน้าไปผิวปาก
ทยอยมีคนเดินขึ้นมา และรายงานตัวทีละคน
“สำนักหงอี้ไห่ เตาจ๋ายหัว!”
“สำนักหงอี้ไห่ เฉียงกุลี!”
“สำนักหงอี้ไห่ เหรินจื้อทัว!”
“สำนักหงอี้ไห่ เซ่าเหยาเจียน!”
ขณะรายงานตัว ทุกคนต่างพากันประสานมือคารวะตู้หย่งเซี่ยว
ตู้หย่งเซี่ยวพยักหน้ารับติดๆ กัน จนกระทั่งคนกว่าสามสิบคนมายืนเรียงแถวกันจนครบ
คุนชีวิตบัดซบยกเท้าข้างหนึ่งเหยียบเก้าอี้ เอามือถูจมูกอย่างภาคภูมิใจพลางพูดกับตู้หย่งเซี่ยว “พวกนี้คือคนที่เก่งกาจที่สุดของสำนักหงอี้ไห่เรา ข้างล่างยังมีลูกน้องอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เรื่อง ผมเลยไม่ให้พวกมันขึ้นมาขายขี้หน้า”
ตู้หย่งเซี่ยวยิ้มบางๆ แล้วประสานมือคารวะทุกคน “ฉันตู้หย่งเซี่ยว ลูกพี่คุนชีวิตบัดซบของพวกนายเคยบอกไว้ว่า สำนักหงอี้ไห่ติดค้างน้ำใจตระกูลตู้เราอยู่หนึ่งหน ฉันตั้งใจจะเคลียร์ให้จบในคืนนี้ ”
“ช้าก่อน!” จู่ๆ คุนชีวิตบัดซบก็ก้าวพรวดออกมา “สำนักหงอี้ไห่ของพวกเราติดหนี้น้ำใจตระกูลตู้ของนายก็จริง แต่คืนนี้มันไม่ค่อยเหมือนกันสักเท่าไหร่ ”
พูดจบ คุนชีวิตบัดซบก็หันกลับไปกวาดตามองทุกคน “คืนนี้ต้องเอาชีวิตเข้าแลก จากที่นี่ไปถึงภัตตาคารจินอวี้ระยะทางหนึ่งกิโลเมตร มีอันตรายถึงชีวิตอยู่ตลอดเวลา พวกนายจะทำหรือไม่ทำ?”
“เอ่อ นี่มัน ”
ทุกคนมองหน้ากันไปมา ตาค้างเลิ่กลั่ก
ครู่ต่อมา
“เฮียคุนว่ายังไง พวกเราก็ทำตามนั้น!”
“ใช่แล้ว พวกเราฟังพี่!”
ทุกคนส่งเสียงตะโกน
คุนชีวิตบัดซบหันขวับกลับมามองตู้หย่งเซี่ยว ยกมือกอดอกแล้วพูด “ได้ยินไหม พี่น้องเขาเชื่อใจฉัน ยอมฟังฉัน งั้นฉันก็ต้องรับผิดชอบชีวิตบัดซบของพวกเขาสิ ไปส่งนายที่ภัตตาคารจินอวี้ แล้วได้ประโยชน์อะไร?”
ตู้หย่งเซี่ยวหัวเราะ หันไปรินน้ำชาแก้วหนึ่งแล้วยื่นให้ “ในเมื่อพวกนายเอาชีวิตมาเสี่ยง สิ่งที่ฉันจะให้ย่อมต้องเป็นค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ ลูกพี่ใหญ่ถนนนาธาน เอาหรือไม่เอา?”
“ห๊ะ?” คุนชีวิตบัดซบสะดุ้งตกใจ มองตู้หย่งเซี่ยวด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“ต่อไปบ่อนคาสิโน ไนต์คลับ และโรงเต้นรำทั้งหมดบนถนนนาธาน สำนักหงอี้ไห่ของพวกนายจะเป็นคนคุม! คุนชีวิตบัดซบอย่างนาย ก็คือลูกพี่ใหญ่แห่งถนนนาธาน!” ตู้หย่งเซี่ยวจ้องตาคุนชีวิตบัดซบเขม็ง แล้วยื่นแก้วชาไปให้อีกครั้ง “เอา หรือไม่เอา?”
บรรยากาศรอบด้านตึงเครียดขึ้นมาทันที
คนของสำนักหงอี้ไห่ทุกคนถึงกับรู้สึกว่าหายใจลำบาก
ถนนนาธาน นี่มันคือถนนสายทองคำชัดๆ!
แม้ฮ่องกงจะเป็นสถานที่เล็กๆ แต่ก็มีแก๊งน้อยใหญ่เป็นร้อยแก๊ง ไม่ว่าจะเป็น เหอจี้, 14K, ซินจี้, อี้ฉวิน, แก๊งฝูซิง, แก๊งเหลียนอิง และอื่นๆ อีกมากมาย
แก๊งพวกนี้ล้วนมีอาณาเขตและถิ่นคุ้มครองเป็นของตัวเอง
มีเพียงสำนักหงอี้ไห่ที่ตั้งตัวมาจากสำนักศิลปะการต่อสู้เท่านั้นที่ยังคงไม่มีรากฐาน ราวกับเด็กกำพร้าที่ต้องเร่ร่อนไปทั่ว ทำได้เพียงอาศัยข้อได้เปรียบที่มีคนเยอะ แถมยังรักพวกพ้อง สร้างชื่อเสียงขึ้นมาได้บ้างเท่านั้น
ลองคิดดูสิ
หากสำนักหงอี้ไห่สามารถผูกขาดสถานบันเทิงทั้งหมดบนถนนนาธานได้ ต่อไปใครยังจะกล้าดูถูกอีก?
สำนักหงอี้ไห่แม้จะน่าเกรงขามและดุดันมาก แต่ก็ขาดโอกาสมาโดยตลอด โอกาสที่จะได้สร้างชื่อเสียงและยืนหยัดได้อย่างมั่นคง!
และตอนนี้ ตู้หย่งเซี่ยวก็หยิบยื่นมันให้กับพวกเขา!
“ตกลง ฉันรับปากนาย!” คุนชีวิตบัดซบรับแก้วชามา แล้วกระดกรวดเดียวจนหมด
“ดี ใจนักเลงมาก!” ตู้หย่งเซี่ยวกวาดตามองทุกคน “ฉันรู้ว่าทุกคนมากันอย่างรีบร้อน หลายคนยังท้องว่างอยู่! ตอนนี้นั่งตามสบาย กินได้เต็มที่! กินให้อิ่มท้องจะได้มีแรงทำงาน!”
พรึ่บพรั่บ!
ทุกคนพากันนั่งลง
คุนชีวิตบัดซบก็หาที่นั่งเช่นกัน
ตู้หย่งเซี่ยวรินน้ำชาอีกแก้ว แววตาเป็นประกายแวววับ ชูแก้วคารวะทุกคน “ไม่ขอพูดพร่ำทำเพลง ทุกอย่างล้วนอยู่ในน้ำแก้วนี้! สรุปก็คือ วันนี้ฉันเลี้ยงฮะเก๋าทุกคน พรุ่งนี้ฉันจะพาทุกคนไปกินเป๋าฮื้อ! ชน!”
“ชน!”
เสียงโห่ร้องดังกึกก้อง







