ฟ้าสางแล้ว
เสิ่นเย่หาวหวอด ก่อนจะเริ่มล้างหน้าแปรงฟัน
เมื่อคืนเดิมทีเขาตั้งใจว่าหลังเที่ยงคืน จะเปิดประตูไปผจญภัยในดินแดนเอลฟ์ เพื่อหาคำอธิบายสถานะกลับมาสักหน่อย
แต่ผลคือสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวยเอาเสียเลย
—เพิ่งปลุกพลังตื่นขึ้นมาก็ใช้ติดต่อกันหลายครั้งในเวลาสั้นๆ แถมยังใช้ทักษะ "กวางท่องใต้แสงจันทร์" ไปอีกหนึ่งครั้ง
ความจริงเขาเหนื่อยล้าจนถึงขีดสุดแล้ว
ราวกับคนไม่ได้นอนมาหลายวัน เขาฝืนรวบรวมสติเอาหน้ากากกับเหรียญตราไปซ่อน ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วหลับไปทันที
และหลับยาวมาจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น
คงต้องรอไปโรงเรียนวันนี้ก่อน ค่อยดูว่าจะหาที่ลับตาคน เพื่อเอาคำอธิบายสถานะมาให้ได้ก่อนหรือไม่
ใช่แล้ว
วันนี้ต้องไปโรงเรียนเพื่อร่วมติวเข้ม และยังต้องบอกครูด้วยว่าเขาจะยังคงเข้าร่วมการสอบเข้ามัธยมปลายต่อไป
สรุปคือมีเรื่องให้ทำเต็มไปหมด
"เสี่ยวเย่ รีบมากินข้าวเช้าเร็วเข้า ลูกจะสายแล้วนะ!"
"มาแล้วครับ มาแล้ว!"
เสิ่นเย่วางกระเป๋านักเรียนที่จัดเสร็จแล้วไว้ในห้องนั่งเล่น จากนั้นก็รีบไปนั่งที่โต๊ะอาหารทันที
"มา กินไข่ซะ"
จ้าวเสี่ยวซางวางไข่ต้มสองฟองลงตรงหน้าเสิ่นเย่
เสิ่นเย่หยิบไข่ขึ้นมา เคาะเปลือกไข่พลางกวาดตามองบนโต๊ะ
อาหารเช้าวันนี้มีข้าวต้ม หมั่นโถว และผักดอง
เสิ่นสืออันนั่งอยู่หน้าโต๊ะ คีบผักดองสองสามชิ้นเข้าปากตามด้วยหมั่นโถวคำโต แล้วซดข้าวต้มตาม กินอย่างเอร็ดอร่อย
ปกติอาหารเช้าถึงจะไม่หรูหรา แต่ก็ไม่ถึงกับมีแค่เขาคนเดียวที่ได้กินไข่
ดูเหมือนว่ายาบำรุงไขกระดูกเม็ดนั้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของครอบครัวเข้าจริงๆ
จ้าวเสี่ยวซางมองเขาจนกินไข่หมด ถึงได้ละสายตาแล้วนั่งลงข้างๆ ทั้งสองคนเพื่อเริ่มกินข้าว
"เมื่อคืนกินยาบำรุงไขกระดูกไปแล้วใช่ไหม" เสิ่นสืออันถาม
"กินแล้วครับ พ่อดูท่าทางคึกคักมีชีวิตชีวาของผมสิ" เสิ่นเย่เบ่งกล้ามแขนที่ไม่มีอยู่จริงให้ดู
"อืม ร่างกายยังมีตรงไหนไม่สบายอีกไหม" จ้าวเสี่ยวซางถามบ้าง
"ไม่มีแล้วครับ รอแค่สอบอย่างเดียว" เสิ่นเย่ตอบ
พ่อแม่เห็นเขามีท่าทีมั่นใจเต็มเปี่ยมก็มองหน้ากัน ในที่สุดก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
"ลูกแค่ตั้งใจเตรียมตัวทบทวนบทเรียน ตอนสอบก็ทำเต็มที่ก็พอ" ผู้เป็นพ่อกล่าว
"สอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไร พ่อกับแม่เลี้ยงลูกได้สบายมาก เราค่อยๆ หางานทำเอาก็ได้" จ้าวเสี่ยวซางพูดเสริม
เสิ่นเย่รู้สึกอบอุ่นวาบในหัวใจ
ชาติก่อนเขาเป็นเด็กกำพร้า ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย มีแต่ตัวเองที่รู้ซึ้งถึงความยากลำบาก ไม่เคยมีใครมาคอยห่วงใยแบบนี้มาก่อน
เขาวางตะเกียบลงแล้วเบิกตากว้างพลางพูดว่า
"พ่อกับแม่พูดอะไรกันครับ มั่นใจในตัวผมหน่อยสิ ถึงผมจะเข้าโรงเรียนเตรียมชื่อดังไม่ได้ แต่สอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายธรรมดาก็ไม่มีปัญหาหรอกน่า"
—ความจริงขาดคะแนนไปหนึ่งวิชา โอกาสที่จะได้เรียนต่อมัธยมปลายก็ริบหรี่มากแล้ว
ต้องทำคะแนนอีกสามวิชาที่เหลือให้ได้สูงๆ ถึงจะมีโอกาสผ่านเกณฑ์
แต่เสิ่นสืออันและจ้าวเสี่ยวซางต่างก็รู้กันและไม่พูดอะไรออกมา
"รีบกินเข้า เดี๋ยวพ่อจะไปส่งที่โรงเรียน" เสิ่นสืออันพูดกลั้วหัวเราะ
"ผมไปเองได้ครับ" เสิ่นเย่บอก
"ลูกเพิ่งจะหายดี พ่อไปส่งเอง" เสิ่นสืออันพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดไม่ยอมให้ปฏิเสธ
ยี่สิบนาทีต่อมา
โรงเรียนมัธยมชิงโจวแห่งที่สี่
ห้องพักครู
"น่าเสียดายจริงๆ นะเสิ่นเย่ แต่ด้วยผลการเรียนของเธอ ถ้าอยากสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายธรรมดาก็ยังมีหวังอยู่"
เจียงฮั่นเทา ครูประจำชั้นพูดด้วยแววตาเสียดาย
"ผมถึงกลับมาทบทวนบทเรียน เพื่อเตรียมตัวสอบวิชาที่สองในมะรืนนี้ครับ" เสิ่นเย่ตอบ
"ถ้าเธอสอบติดมัธยมปลายได้ ด้วยพรสวรรค์และผลการเรียนเดิมของเธอ ในอนาคตก็อาจจะได้สายอาชีพที่ดีกว่านี้ก็เป็นได้—เดี๋ยวครูจะไปบอกครูใหญ่กับคณะกรรมการคุมสอบให้ เธอรีบกลับไปที่ห้องเรียนก่อนเถอะ" เจียงฮั่นเทากล่าว
"ขอบคุณครับครูเจียง" เสิ่นเย่พูดอย่างซาบซึ้ง
"ตั้งใจเตรียมสอบล่ะ อย่าเพิ่งคิดมากเรื่องอื่น" เจียงฮั่นเทาตบไหล่เขา ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องพักครูไป
เสิ่นเย่เองก็เดินกลับไปที่ห้องเรียนของตน
ม.3 ห้อง 5
ขึ้นมาบนชั้นสี่ ห้องเรียนแรกทางซ้ายมือของบันไดก็คือห้องนั้น
เขาผลักประตูห้องเรียนเข้าไป
มีคนกระซิบว่า "เสิ่นเย่มาแล้ว" สรรพเสียงต่างๆ ภายในห้องก็เงียบลงทันที
เพื่อนร่วมชั้นต่างมองเสิ่นเย่ด้วยสีหน้าที่อธิบายไม่ถูก
เสิ่นเย่เดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเองอย่างใจเย็น เปิดกระเป๋านักเรียน หยิบหนังสือ "วิชาตัวเบา" เล่มสามกับแบบฝึกหัดออกมา แล้วก้มหน้าเปิดดู
"พี่เย่ ขอโทษนะ"
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง
เสิ่นเย่หันขวับไปมอง ก็เห็นเด็กหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งกำลังมองเขาด้วยใบหน้ารู้สึกผิด
นึกออกแล้ว
เด็กหนุ่มคนนี้ชื่อเฉินฮ่าวอวี่ เป็นเพื่อนสนิทของเขาเอง
เมื่อไม่กี่วันก่อน เพราะหมอนี่เป็นไข้เข้าโรงพยาบาล เขาถึงได้ไปเยี่ยมและบังเอิญไปเจอเรื่องนั้นเข้า
แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่า เรื่องทั้งหมดไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
มีคนอยากฆ่าเขา
"ไม่เป็นไรหรอก ไม่ใช่ความผิดของนาย ฉันซวยเองแหละ" เสิ่นเย่พูดพลางหัวเราะ
เฉินฮ่าวอวี่พูดอย่างซาบซึ้งว่า "พี่เย่ มื้อเที่ยงนี้ฉันเลี้ยงข้าวกล่องนายเอง"
"ได้เลย" เสิ่นเย่รับคำ
เขาเปิดดูหนังสือ "วิชาตัวเบา" รอบหนึ่ง แล้วก็ดูแบบฝึกหัด จากนั้นก็วางมันไว้ข้างๆ
ในระดับมัธยมต้น ความรู้วิชาตัวเบาในตำรามีไว้เพื่อปูพื้นฐานเท่านั้น
ถึงมัธยมปลายถึงจะได้เรียนทักษะการต่อสู้บ้าง
ตอนนี้เขาดูดซับความรู้วิชาตัวเบาของเผ่าเอลฟ์มาแล้ว แถมยังเรียนรู้ "กวางท่องใต้แสงจันทร์" ที่มากพอจะเอาไปใช้ฆ่าฟันในสนามรบได้อีก พอมาดูพวกนี้ก็รู้สึกเหมือนเป็นของเด็กเล่นไปเลย
สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญจริงๆ คือสองวิชาหลังต่างหาก
—"ปฐมนิเทศพลังจิต" และ "ความรู้ภาษาและวิทยาศาสตร์"
พลังจิตค่อนข้างพูดง่ายหน่อย
เพราะเขามีแต้มคุณสมบัติอยู่หนึ่งแต้ม พออัปใส่พลังจิตก็จะเป็น 1.7
ตัวเลขนี้เกินเกณฑ์การสอบไปไกลลิบ
เขาแค่ต้องคุ้นเคยกับขั้นตอนการสอบ แล้วทุ่มเทสอบให้เต็มที่ ก็มีหวังจะได้คะแนนตามที่ต้องการแล้ว
ที่ยากจริงๆ คือ "ความรู้ภาษาและวิทยาศาสตร์" ต่างหาก
วิชานี้นำเอาภาษา คณิตศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ ประวัติศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมีของมัธยมต้นมารวมกันเป็นวิชาเดียว
เนื้อหาเยอะมาก
เวลาสอบก็ปาเข้าไปสี่ชั่วโมงเต็ม
บ้าชะมัด!
มาเกิดใหม่ในต่างโลกแล้วยังหนีไม่พ้นต้องมาเรียนพวกนี้อีก แถมเกณฑ์การสอบยังสูงกว่าเดิมเสียด้วย
เสิ่นเย่เปิดหนังสือ "ความรู้ภาษาและวิทยาศาสตร์" แล้วอ่านเงียบๆ
บทความในวิชาภาษาเขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ประวัติศาสตร์ก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
โชคดีที่เนื้อหาวิชาอื่นๆ ยังสอดคล้องกับชาติก่อน
ชาติก่อนเขาก็เรียนได้ไม่เลว บวกกับชาตินี้ ผลการเรียนของเสิ่นเย่ก็จัดว่าอยู่ในระดับแนวหน้าของชั้นปีอยู่แล้ว
—ทำแบบฝึกหัดเพิ่มอีกสักสองสามชุดเพื่อหาความคุ้นเคยก็แล้วกัน
เสิ่นเย่หยิบแบบฝึกหัดออกมาแล้วก้มหน้าก้มตาทำ
ภายในห้องเรียน
ทุกคนเริ่มก้มหน้าก้มตาทบทวนบทเรียน
เพราะมะรืนนี้ก็คือการสอบชี้ชะตาแล้ว
คาบเรียนรู้ด้วยตนเองตอนเช้าจบลง
เพื่อนร่วมชั้นลุกจากที่นั่ง จับกลุ่มกันสามห้าคนออกไปพักผ่อนที่ระเบียงทางเดิน
เสิ่นเย่ยังคงก้มหน้าก้มตาทำแบบฝึกหัดต่อไป
จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นที่ข้างหู เมื่อเงยหน้าขึ้นไปมอง ก็เห็นเด็กผู้หญิงสองสามคนกำลังเคาะกระจกหน้าต่าง
ความคิดถูกขัดจังหวะ เสิ่นเย่วางปากกาลงอย่างจำใจ
"มีอะไรเหรอ"
"จ้าวอี่ปิงมาหานาย รออยู่ที่บันไดน่ะ" เด็กผู้หญิงคนหนึ่งบอก
จ้าวอี่ปิง?
เสิ่นเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็นึกถึงเด็กผู้หญิงหน้าตาดีคนหนึ่งขึ้นมาได้
จ้าวอี่ปิงห้อง ม.3 ห้อง 2 ผลการเรียนก็ดีมาก ปกติก็เป็นเพื่อนกับเสิ่นเย่มาตลอด มักจะมาหาเสิ่นเย่เพื่อพูดคุยเรื่องการเรียนบ่อยๆ
ดูเหมือนทั้งสองคนจะมีความรู้สึกคลุมเครือต่อกันอยู่บ้าง
—เธอมาหาฉันทำไม
อ้อ ฉันคือเสิ่นเย่นี่นะ
เสิ่นเย่ไม่อยากเสียเวลาทำแบบฝึกหัดเลยสักนิด แต่พอนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างร่างเดิมกับจ้าวอี่ปิงแล้ว ถ้าไม่ไปก็ดูจะแปลกๆ ไปหน่อย
ไปหน่อยก็แล้วกัน
เขาลุกขึ้นยืนอย่างเสียไม่ได้ เดินออกจากห้องเรียน ตามเด็กผู้หญิงเหล่านั้นไปที่บันได
จ้าวอี่ปิงยืนหน้าตาสะสวยอยู่ที่โถงทางเดิน
เธอรวบผมหางม้า รูปร่างบอบบาง หน้าตางดงามราวกับภาพวาด แม้จะสวมชุดนักเรียนธรรมดา แต่ท่วงท่ากลับดูมีเสน่ห์ดึงดูด จนชวนให้คนอดมองซ้ำไม่ได้
แม้แต่เสิ่นเย่ก็อดทอดถอนใจไม่ได้—
วัยหนุ่มสาวนี่แหละคือยาบำรุงความงามที่ดีที่สุด ไม่ต้องแต่งหน้าทาปากอะไรมากมายก็สวยแล้ว
"เธอมาหาฉันเหรอ"
เสิ่นเย่ถามตรงๆ
เวลาพักเบรกมีแค่สิบนาที
ถ้าจัดการเรื่องทางนี้เสร็จเร็วหน่อย เขาก็ยังมีเวลาทำโจทย์ข้อใหญ่ได้อีกข้อ
"เสิ่นเย่" จ้าวอี่ปิงเผยสีหน้าเห็นใจ "ได้ยินว่านายยังเตรียมสอบอยู่เหรอ"
"มีธุระอะไรหรือเปล่า" เสิ่นเย่ถาม
"วิชาแรกฉันทำได้ค่อนข้างดี วิชาที่เหลือก็มั่นใจ น่าจะสอบเข้าโรงเรียนเตรียมระดับมณฑลได้" จ้าวอี่ปิงบอก
"ยินดีด้วยนะ" เสิ่นเย่กล่าว
"ฉันแค่อยากจะบอกว่า... วันหลังไม่ต้องมาหาฉันแล้วนะ" จ้าวอี่ปิงพูด
พูดจบก็ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ราวกับกลัวว่าเสิ่นเย่จะทำอะไรวู่วาม
เด็กผู้หญิงคนอื่นๆ ต่างมองมาที่เสิ่นเย่
พวกเพื่อนร่วมชั้นที่เดินผ่านไปมาก็หูผึ่งเช่นกัน
เสิ่นเย่เริ่มให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นครั้งแรก
เขาทบทวนความทรงจำอย่างละเอียด และเริ่มเผชิญหน้ากับความสัมพันธ์ระหว่างเสิ่นเย่กับเด็กผู้หญิงคนนี้
จ้าวอี่ปิงอธิบายเพิ่มเติมว่า
"เสิ่นเย่ ฉันหมายความว่า—จากนี้ไปเราต่างก็มีทางเดินของตัวเอง ไม่ต้องพัฒนาความสัมพันธ์กันต่อไปแล้วล่ะ แต่เรายังเป็นเพื่อนกันได้นะ"
"ถึงแม้ว่า..."
"ไม่ช้าก็เร็ว เราก็คงไม่มีเรื่องอะไรให้คุยกันอีกเพราะฐานะทางสังคมที่แตกต่างกันอยู่ดี"
เสิ่นเย่ฟังเงียบๆ
ใช่
โลกนี้มันก็จริงจังแบบนี้แหละ
ตั้งแต่มัธยมปลายเป็นต้นไป มีคนนับไม่ถ้วนที่ติดแหง็กอยู่ชั้นปีใดชั้นปีหนึ่ง ไม่สามารถเลื่อนระดับขึ้นไปได้ จึงต้องออกไปหางานทำ
ทุกครั้งที่เลื่อนชั้นปี ความแข็งแกร่งก็จะเพิ่มขึ้น ขอบเขตสายอาชีพที่ทำได้ก็จะกว้างขึ้น และสถานะก็จะสูงส่งขึ้นด้วย
แต่—
ที่นี่แค่โรงเรียนมัธยมต้นเองนะ
เสิ่นเย่ก็ขาดสอบไปวิชาหนึ่งแล้ว เธอยังจะมาเล่นบทซ้ำเติมกันอีก ไม่คิดว่ามันเกินไปหน่อยเหรอ?
จ้าวอี่ปิงพูดเสียงเบาว่า
"วันหลังไม่ต้องมาหาฉันอีกแล้วนะ ช่องทางการติดต่อฉันก็ลบไปแล้ว หวังว่าจากนี้นายจะใช้ชีวิตของตัวเองให้ดี"
เธอสังเกตสีหน้าของเสิ่นเย่ หางตาก็เหลือบมองเพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ
ทว่าเสิ่นเย่กลับแคะหู แล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า
"ฉันจำได้ว่าหลายปีมานี้ มีแต่เธอที่มาหาฉันที่ห้อง ฉันเหมือนจะไม่เคยไปหาเธอเลยนะ"
จ้าวอี่ปิงชะงักไป ใบหน้าพลันแดงก่ำ
เธอพบว่าสายตาของเพื่อนร่วมชั้นรอบข้างก็เริ่มแปลกไปเช่นกัน
ใช่ เสิ่นเย่คือที่หนึ่งของสายชั้น ปกติก็มีแต่จ้าวอี่ปิงที่คอยตามตื๊อเขา
ตอนนี้เสิ่นเย่ขาดสอบไปวิชาหนึ่ง
จ้าวอี่ปิงอย่างเธอก็รีบมาขีดเส้นแบ่งให้ชัดเจนต่อหน้าธารกำนัลทันที
มันไม่ดู... เกินไปหน่อยเหรอ?
"จ้าวอี่ปิง ฉันไม่เคยอยากเป็นเพื่อนกับเธอเลยสักนิด"
เสิ่นเย่พูดต่อไป "ใกล้จะสอบแล้ว หวังว่าเธอจะพูดจริงทำจริงนะ วันหลังก็อย่ามาตามตอแยฉันให้เสียสมาธิอ่านหนังสืออีก"
เด็ดขาด ฉับไว เชือดเสร็จก็จากไป
เสิ่นเย่หันหลังเดินหนีไปทันที
จ้าวอี่ปิงยืนนิ่งอยู่กับที่ ทั้งร้อนรนและจนปัญญา
เดิมทีตั้งใจจะประกาศให้ทุกคนรู้ทั่วกันว่าเธอสลัดเขาทิ้งอย่างเป็นทางการแล้ว—
แล้วไหงกลายเป็นว่าเธอไปตามตอแยเขาซะงั้นล่ะ?
เธออยากจะรั้งเสิ่นเย่ไว้ไม่ให้ไป
แต่ถ้าตอนนี้เธออ้าปากรั้งเขาไว้ มันจะไม่ยิ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเธอยังตามตอแยเขาอยู่หรอกเหรอ?
"เดี๋ยวก่อนสินาย อย่าเพิ่งรีบหนี!" เด็กผู้หญิงคนหนึ่งพูดขึ้น
"ปิงปิงเคยให้ของขวัญนายตั้งเยอะแยะ นายพูดกับเธอแบบนี้เนี่ยนะ?" เด็กผู้หญิงอีกคนพูดเสริม
"เสิ่นเย่ นายนี่มันน่าผิดหวังจริงๆ" เด็กผู้หญิงคนที่สามเอ่ย
พวกเธอขวางทางเสิ่นเย่เอาไว้
เสิ่นเย่มองเด็กผู้หญิงเหล่านั้นสลับกับเพื่อนร่วมชั้นที่มุงดูอยู่ แล้วตวัดสายตาไปมองจ้าวอี่ปิงเป็นคนสุดท้าย
แม่งเอ๊ย
ตกลงเธอต้องการอะไรกันแน่?
ฉันไม่ได้บอกหรือไงว่าจะทบทวนบทเรียนน่ะ?
จ้าวอี่ปิงพูดทั้งน้ำตา "เสิ่นเย่ ฉันนึกว่าเราเป็นเพื่อนกันซะอีก"
แกล้งทำตัวน่าสงสาร... ไม่ยอมให้ฉันไป...
ดูท่าคงต้องเหยียบย่ำฉันสักสองสามทีถึงจะพอใจสินะ
แต่ว่า—
อ่อนหัดไปหน่อยนะ
เสิ่นเย่พูดด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า
"จ้าวอี่ปิง ฉันเคยรับของขวัญของเธอจริง แต่การรับของขวัญไม่ได้แปลว่ายอมรับในตัวเธอนี่"
เพื่อนร่วมชั้นที่มุงดูอยู่ถึงกับอึ้ง
เสิ่นเย่กอดอก พูดเสียงเย็นชา "ให้ของขวัญน่ะเธอเต็มใจเอง ฉันไม่ได้บังคับสักหน่อย เป็นเพื่อนฉันไม่ได้ก็แปลว่าเธอไม่มีปัญญาเองนั่นแหละ"
เด็กผู้หญิงหลายคนถึงกับชะงัก
"ถ้าเธอหวังดีกับฉันจริงๆ ก็ไม่ควรเอาของขวัญมาผูกมัดฉันสิ ฉันก็มีสิทธิ์ไปเจอคนที่ดีกว่าไม่ใช่หรือไง"
พูดจบ เขาก็จ้องมองจ้าวอี่ปิงเขม็ง ราวกับกำลังรอคำตอบ
ทว่าจ้าวอี่ปิงกลับไม่รู้เลยว่าจะพูดต่อดีไหม จะพูดต่ออย่างไร และจะพูดอะไรดี
จบเห่
ระดับของเขาสูงกว่า สูงจนเกินจะเอื้อมถึงเสียด้วยซ้ำ
"ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับเธอแล้ว ถ้าเธออยากได้ของขวัญคืน ฉันจะชดใช้ให้ แต่เธออย่าหวังว่าจะได้เป็นเพื่อนกับฉันเลย"
เสิ่นเย่พูดจบก็หันหลังเดินจากไปทันที
"ผู้ชายเฮงซวย!"
"เสิ่นเย่ นายนี่มันผู้ชายเฮงซวย!"
"คนเลว!"
เด็กผู้หญิงสองสามคนพูดอย่างเดือดดาล
แม้แต่เด็กผู้ชายบางคนก็ยังด่าตามไปด้วย
เสิ่นเย่แค่นเสียง "หึ" ก่อนจะเชิดหน้าเดินกร่างขึ้นบันไดไป