68. บทที่ 68 รถไฟขนทาส
"ทำไมถึงมาเร็วขนาดนี้?" โจวจืออดอึ้งไม่ได้ "ไม่ใช่ว่ารถออกตอนเที่ยงคืนหรอกเหรอ!"
"ไม่มีทางเลือกแล้ว พวกเราต้องปีนขึ้นไป!" เฉี่ยนหยวนหมิงจื่อลุกขึ้นยืนและตั้งใจจะขยับไปที่ริมสะพาน "จาง นายมากับฉัน!"
บ้าเอ๊ย! จางจื้อหย่วนรู้ว่าหมิงจื่อตัดสินใจไม่ผิด อีกไม่เกินสิบห้าวินาที รถไฟก็จะทะลุผ่านเขตซุ่มโจมตี หลังจากนั้นถ้าคิดจะใช้สองขาไล่ตามเป้าหมายก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว ทางเลือกเดียวของพวกเขาในตอนนี้ คือพุ่งไปใต้สะพานให้เร็วที่สุด แล้วปีนขึ้นสะพานเตี้ย หาจังหวะเกาะรถไฟให้ได้!
แต่เขาก็เห็นแล้วว่า นี่ไม่ใช่รถไฟไอน้ำธรรมดา พวกมันถึงกับตั้งป้อมปืนไว้บนหลังคารถ ซึ่งหมายความว่าหากพวกเขาปีนป่ายพลาดไปเพียงนิดเดียวก็อาจจะไปอยู่ปลายกระบอกปืนของอีกฝ่ายได้
"กระจายตัว หมอบลง! หมอบลงให้หมด!"
ในตอนนั้นเอง เสียงที่คุ้นเคยก็ดังมาจากในสายหมอก
สำเนียงที่ติดจะรัวลิ้นหน่อยๆ แบบนั้น ฟังปุ๊บก็รู้เลยว่าเป็นอานตงหนี!
ทันทีที่เขาสิ้นเสียง เปลวเพลิงสว่างจ้าก็พลันระเบิดออกบนสะพานเตี้ย ราวกับดวงอาทิตย์ที่เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าในยามรุ่งสาง
ตู้ม!
ตามมาด้วยเสียงดังกึกก้องต่อเนื่องกันอีกสามครั้ง!
เปลวไฟปะทุขึ้นลูกแล้วลูกเล่าราวกับกำลังส่งขบวนรถไฟ ลมระเบิดที่รุนแรงพัดจนพุ่มไม้ในแอ่งดินลู่เอนไปมา เศษไม้ที่ถูกระเบิดจนแตกละเอียดร่วงหล่นลงมาดังเปาะแปะราวกับหยาดฝน
ครืน !
เมื่อพื้นสะพานสูญเสียความมั่นคง สิ่งแรกที่รับเคราะห์ไปเต็มๆ ก็คือรางเหล็กที่ปูอยู่ด้านบน
แท่งเหล็กส่งเสียงสั่นสะเทือนทึบต่ำ นั่นคือเสียงกรีดร้องตอนที่มันไร้เรี่ยวแรงจะค้ำจุนรถไฟอีกต่อไป และเกิดการเสียรูปอย่างรุนแรง จะเห็นได้ว่าด้านขวาของสัตว์ประหลาดเหล็กยักษ์คันนี้ทรุดฮวบลงไปราวกับจมลงในพื้นสะพาน แต่แรงเฉื่อยไม่ยอมให้มันหยุดอยู่แค่นี้ ตัวรถที่หนักอึ้งยังคงพุ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งดันตู้โดยสารที่ตกรางให้พ้นจากสะพานเตี้ยไปจนหมด
ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา!
เห็นเพียงท่ามกลางแสงเรืองรองของระเบิด หัวรถจักรขนาดมหึมาก็พุ่งตกลงจากสะพานเป็นอันดับแรก ก่อนจะทิ่มหัวลงไปในแอ่งดิน ดินและพุ่มไม้จำนวนมากถูกตักสาดขึ้นมา ก่อให้เกิดเป็นน้ำพุที่หาดูได้ยาก
ตามมาด้วยตัวรถ
สภาพของพวกมันยังถือว่าดีกว่าหน่อย เนื่องจากความสูงของสะพานมีจำกัด จึงมีเพียงตู้โดยสารสองสามตู้ที่ร่วงตกสะพานตามหัวรถจักรไป ส่วนที่เหลือยังคงค้างอยู่บนสะพาน สิ่งนี้ทำให้ในแอ่งดินมีสะพานเหล็กที่บิดเบี้ยวเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งโครง นอกเหนือไปจากสะพานไม้ดั้งเดิม
เมื่อรถไฟหยุดนิ่งสนิท สายหมอกก็พัดม้วนตามมา และบดบังโครงร่างของมันจนมิดภายในพริบตา
เห็นได้ชัดว่า โคมไฟหน้ารถที่ใช้ขับไล่หมอกถูกกระแทกจนแตกไปแล้ว
"ซูก้าบลียัต เห็นไหม นี่แหละฝีมือของฉัน ฮ่าๆๆๆ!" ชาวรัสเซียพุ่งพรวดออกมาจากม่านหมอกกะทันหัน พร้อมกับตะโกนเสียงดังใส่คนอีกสี่คน
"ไฟของนายล่ะ?" ตอนนั้นเองจางจื้อหย่วนถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า บนตัวของเพื่อนร่วมทีมแทบไม่มีแสงสว่างใดๆ เลย
"ฉันทุบมันทิ้งไปแล้ว"
"หา?" ทั้งสามคนประหลาดใจอย่างมาก
"ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าในรายการแลกเปลี่ยนจะไม่มีของที่ใช้ไฟฟ้าเลยสักชิ้น!" อานตงหนีผายมือ "ตอนแรกคิดจะทำเครื่องจุดระเบิดแบบลัดวงจร สุดท้ายเลยทำได้แค่ใช้ดินปืนมาปูเป็นสายชนวน ระยะจุดระเบิดได้อย่างมากก็สิบเมตร โชคดีที่ดินปืนดำมันไหม้ช้า ไม่อย่างนั้นฉันคงต้องเลือกตายไปพร้อมกับรางรถไฟแล้ว! พวกนายลองคิดดูสิ ฉันต้องเฝ้าอยู่ริมสะพานรถไฟตลอดเวลา ถ้าไม่ทุบตะเกียงทิ้ง มีหวังได้เผยร่องรอยตัวเองพอดี?"
มิน่าล่ะพวกเขาถึงหาร่องรอยของชาวรัสเซียไม่เจอเลย...
ที่แท้หลังจากอีกฝ่ายติดตั้งวัตถุระเบิดเสร็จแล้ว ก็ดักซุ่มอยู่กับที่ตลอด เพื่อรอจังหวะที่รถไฟปรากฏตัว
"ในเมื่อคนมาครบแล้ว พวกเราลุยกันเถอะ!" เฉี่ยนหยวนหมิงจื่อปลดปืนไรเฟิลอัตโนมัติที่สะพายอยู่ด้านหลังลงมา และยังไม่ลืมกำชับอ้ายลั่วตี้ไปประโยคหนึ่ง "ถ้าเธอใช้ปืนไม่เป็น ก็อยู่ห่างจากทุกคนเอาไว้ ได้ยินเสียงปืนเมื่อไหร่ก็จำไว้ว่าให้หาที่กำบังให้ดี"
"ใช่แล้ว กระสุนมันไม่มีตานะ!" อานตงหนีพูดอย่างอดใจรอไม่ไหว "ช่วงเวลาหลังจากนี้นี่แหละที่ฉันตั้งตารอที่สุด!"
ทั้งสี่คนเดินผ่านสะพานเตี้ยที่พังทลาย ตรงดิ่งไปยังตู้โดยสารที่ร่วงหล่นลงมาจากสะพาน ชาวรัสเซียรับหน้าที่บุกเบิก ถีบประตูตู้รถไฟออกอย่างแรงแล้วพุ่งเข้าไปด้านในเป็นคนแรก
กลิ่นเหม็นคละคลุ้งลอยมาปะทะหน้า
"เชี่ย พวกมันกำลังขนทาสนี่!"
เห็นเพียงว่าภายในตู้รถไฟกลับเต็มไปด้วยซี่กรงเหล็กเรียงราย กั้นพื้นที่ไปถึงสามในสี่ส่วน ด้านซ้ายเป็นทางเดิน ส่วนด้านขวาคือคุกขัง คนที่ถูกขังอยู่ในกรงล้วนเป็นคนธรรมดารูปร่างผอมโซ ซึ่งกว่าครึ่งเป็นเผ่าไห่เว่ย เหล่าทาสใช้แรงงานเห็นได้ชัดว่ายังไม่หายจากอาการมึนงงจากการกระแทกเมื่อครู่ พวกเขาล้มระเนระนาดกองอยู่กับพื้น เมื่อเห็นพวก "ผู้เล่น" บุกเข้ามา ในดวงตาก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
"พวกแก... เป็นใคร?" ชายที่มีท่าทางเหมือนผู้คุมกุมหน้าผากที่เลือดไหลไม่หยุด เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ้อแอ้ ข้างเท้าของเขานอกจากจะมีแส้หนังวางอยู่แล้ว ยังมีขวดเหล้าเปล่าอีกหลายขวดตกกระจายอยู่
อานตงหนีไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินเข้าไปใช้พานท้ายปืนฟาดอีกฝ่ายจนล้มกลิ้งลงไปกับพื้น "มันน่าจะรู้นะว่าเงินเก็บไว้ที่ตู้ไหน"
"แล้วคนพวกนี้จะทำยังไง?" โจวจือถาม
"ปล่อยพวกเขาไปให้หมด หาเรื่องปวดหัวให้การทำเหมืองเกาเทียนสักหน่อย" จางจื้อหย่วนตัดสินใจทันที "พวกเราลองหาดู กุญแจน่าจะอยู่แถวๆ นี้นี่แหละ"
ไม่นาน เฉี่ยนหยวนหมิงจื่อก็หากุญแจจนพบ
ทว่าสิ่งที่ทำให้ทุกคนรู้สึกแปลกใจก็คือ ต่อให้ประตูเหล็กจะถูกเปิดออกแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าเดินออกมาจากข้างในเลยสักคน ทั้งสองฝ่ายมองหน้ากันเลิ่กลั่กผ่านลูกกรง บรรยากาศแข็งค้างไปชั่วขณะ
"รีบหนีไปสิ พวกนายมัวยืนทื่อทำบ้าอะไรกัน!" จางจื้อหย่วนเร่งเร้า
แต่เสียงตวาดนี้กลับยิ่งทำให้กลุ่มคนที่ถูกคุมขังหดตัวถอยกรูดไปด้านหลัง บนใบหน้าเพิ่มความหวาดกลัวขึ้นมาอีกหลายส่วน
"ฉันจัดการเอง"
จู่ๆ อ้ายลั่วตี้ก็เอ่ยขึ้น
เธอกวาดสายตามองทุกคนครู่หนึ่ง แล้วก้าวเดินเข้าไปในกรงขัง
เฉี่ยนหยวนหมิงจื่อขมวดคิ้วตั้งใจจะตามเข้าไป แต่กลับถูกเธอยื่นมือมาขวางไว้
"เธอคิดจะทำอะไรน่ะ?" โจวจืออดกระซิบถามไม่ได้
จางจื้อหย่วนส่ายหน้า เขาพบว่าตัวเองมองเด็กสาวที่ดูอายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดปีคนนี้ไม่ออกเลยจริงๆ
เห็นเพียงอ้ายลั่วตี้ไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเผ่าไห่เว่ยที่ยังดูเด็กคนหนึ่ง ก่อนจะยื่นมือออกไปลูบหัวของเขา "ฉันรู้ว่านายเป็นคนกล้าหาญ เพียงแต่ตกใจจนสติกระเจิงไปชั่วขณะ เลยไม่รู้ว่าควรจะทำยังไงดี ดังนั้นฉันจะช่วยนายสักหน่อย ตอนนี้นายมีสองทางเลือก หนึ่งคือพาทุกคนหนีออกไปจากอันตราย ส่วนอีกทางคือไม่ทำอะไรเลย และทนดูทุกคนสูญเสียโอกาสเพียงหนึ่งเดียวนี้ไปต่อหน้าต่อตา ถ้างั้นบอกฉันมาสิ ทางเลือกของนายคืออะไร?"
เสียงของอ้ายลั่วตี้ไม่ดังนัก แต่กลับทำให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้น น้ำเสียงของเด็กสาวยังราวกับมีพลังวิเศษบางอย่าง ที่ทำให้คนรู้สึกผ่อนคลายและสงบลงอย่างห้ามไม่ได้
แม้แต่ท่าทีตอนอานตงหนีลงไม้ลงมือตีคนก็ยังช้าลงไปหลายส่วน
หลังจากเงียบไปหลายวินาที เผ่าไห่เว่ยก็ยอมปริปากพูดเป็นครั้งแรก "หนีออกไปได้จริงๆ เหรอ?"
"เดินย้อนกลับไปตามทางรถไฟ เมื่อหมอกสลายไปให้เลี้ยวไปทางทิศตะวันตก ตรงนั้นมีชายหาดอยู่ พวกนายสามารถหนีกลับเมืองจากที่นั่นได้"
เด็กชายจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่ง ราวกับว่าตัดสินใจได้แล้ว จากนั้นเขาก็เป่าปากสามครั้ง ชูแขนขึ้นพลางตะโกนบอกคนในกรงว่า "ทุกคนตามฉันมา!"
เรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นแล้ว ทาสใช้แรงงานที่เมื่อครู่ยังหดตัวรวมกันเป็นก้อน จู่ๆ ก็ราวกับมีที่พึ่งหลัก พวกเขาเริ่มขยับมารวมตัวกันที่หน้าประตูกรง และวิ่งออกจากกรงเหล็กไปทีละคนภายใต้การนำของเด็กชาย แม้ว่าสายตาที่พวกเขามองมายังพวกของจางจื้อหย่วนจะยังคงแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ไม่ได้ระแวดระวังทุกฝีก้าวเหมือนก่อนหน้านี้อีกต่อไป
"เธอ... ทำได้ยังไงเนี่ย?" โจวจือถามด้วยความประหลาดใจ
"เมื่อก่อนฉันเคยอยู่ที่สลัมช่วงหนึ่ง เลยค่อนข้างสนิทคลุกคลีกับคนในนั้น" อ้ายลั่วตี้ตอบเสียงเบา "ยิ่งคนที่ไม่มีอะไรเลยมารวมตัวกัน ก็จะยิ่งเกิดผู้นำขึ้นได้ง่าย ขอแค่หาคนคนนี้ให้เจอ การเจรจาก็จะยิ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีเป็นเท่าตัว แน่นอนว่า... ผู้นำไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่ดุร้ายชอบการต่อสู้เสมอไป ต้องดูสถานการณ์เป็นกรณีๆ ไป อย่างเช่นเด็กชายเผ่าไห่เว่ยเมื่อครู่นี้ ปลอบโยนก่อนแล้วค่อยกระตุ้นเร้าจะได้ผลดีกว่า"
โจวจือฟังจนอ้าปากค้าง "เธอนี่เก่งชะมัดเลย!"
"ทำไมยิ่งไม่มีอะไรเลย ถึงยิ่งเกิดผู้นำได้ง่ายล่ะ?" เฉี่ยนหยวนหมิงจื่อแสดงความไม่เข้าใจ
"...เพราะเดิมทีพวกเขาก็อ่อนแอมากอยู่แล้ว" อ้ายลั่วตี้มองดูผู้คนที่ทยอยหนีออกจากตู้รถไฟ ก่อนจะพึมพำออกมา "ก็เหมือนกับฝูงแกะที่ตกอยู่ในอันตราย ถ้าไม่รวมตัวกัน ก็มีแต่หนทางตายเท่านั้น"
เวลานั้นเองอานตงหนีก็ลากคอผู้คุมที่หน้าตาเต็มไปด้วยเลือดมายังข้างกายทั้งสี่คน "ฉันเค้นถามมาได้แล้ว ห้องหัวหน้าขบวนรถไฟอยู่ที่ตู้ที่แปด พวกเราต้องเดินหน้าไปอีกสี่ตู้ถึงจะถึง"
"รีบไปกันเถอะ พวกเรามีเวลาไม่มากแล้ว" จางจื้อหย่วนพยักหน้า
"นั่นสินะ" อานตงหนียกมุมปากขึ้น ก่อนจะชักมีดสั้นออกมาแทงขั้วหัวใจของผู้คุมอย่างแรง!







