69. บทที่ 69 โชคชะตากำลังเรียกหา
"นาย " จางจื้อหย่วนอยากจะเข้าไปห้าม แต่ก็สายไปเสียแล้ว
"ฉันก็นึกว่านายชินแล้วซะอีก" อานตงหนีเสียบมีดสั้นกลับเข้าฝัก โยนศพทิ้งลงแทบเท้า "ทำไม หรือว่านายยังอยากจะไว้ชีวิตมันงั้นสิ?"
"บางทีความผิดเขาก็อาจจะไม่ถึงตาย"
"พอเถอะ อยู่ที่นี่พวกเราก็คือกฎ แถมนายดูนั่นสิ " อานตงหนีบุ้ยปากไปทางประตูทางออกของตู้โดยสาร ในหมู่แรงงานทาสที่กำลังหนีตาย มีร่างเล็กๆ ของเด็กปะปนอยู่ด้วยหลายคน ดูจากภายนอกแล้ว เด็กที่ผอมโซจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกพวกนี้อายุไม่น่าจะเกินสิบสองปี "ถึงฉันจะเคยทำเรื่องผิดกฎหมายมาไม่น้อย แต่ก็ไม่เคยลงมือกับเด็กหรอกนะ!"
สุดท้ายจางจื้อหย่วนก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาพ่นลมหายใจออกมายาวๆ แล้วเดินไปยังตู้โดยสารขบวนถัดไป
สองตู้โดยสารหลังจากนั้นก็เต็มไปด้วยแรงงานทาสเช่นกัน ทุกคนจัดการแบบเดิมด้วยการเปิดประตูคุกเหล็กออกทีละบาน สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ เด็กผู้ชายที่ได้รับความช่วยเหลือเป็นคนแรกไม่ได้หนีไปพร้อมกับแรงงานทาสคนอื่นๆ แต่กลับเดินตามหลังพวกจางจื้อหย่วนมา และคอยช่วยอพยพผู้ถูกคุมขังคนอื่นๆ ด้วย
จนกระทั่งถึงตู้โดยสารที่เจ็ด ในที่สุดพวกเขาทั้งห้าคนก็เจอเข้ากับการต่อต้าน
เวลานี้ผ่านไปสิบห้านาทีแล้วนับตั้งแต่ที่รถไฟตกราง ทว่าจนถึงตอนนี้ หน่วยคุ้มกันของการทำเหมืองเกาเทียนก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ พวกเขาพากันปีนออกจากตู้โดยสารทีละสองสามคน และมองซ้ายมองขวาไปรอบๆ สะพานไม้ โดยไม่คาดคิดเลยว่าจะถูกโจมตีจากภายในขบวนรถ
อานตงหนีที่พังประตูเข้าไปเป็นคนแรกยกปืนขึ้นอย่างไม่ลังเล แล้วลั่นไกใส่ทหารยามสี่คนที่รั้งเฝ้าอยู่ภายในตู้โดยสาร
เสียงปืนที่ดังกึกก้องต่อเนื่องได้ทำลายความเงียบงันท่ามกลางสายหมอกในชั่วพริบตา!
"ศัตรูบุก!"
"พวกมันอยู่ อ๊าก "
ทั้งสี่คนยังไม่ทันได้ส่งเสียงเตือน ก็ถูกกระสุนเจาะทะลุร่างจนล้มลงไปกองกับพื้น!
"เฉี่ยนหยวนหมิงจื่อ โจวจือ พวกเธอเฝ้าหน้าต่างฝั่งซ้ายขวาไว้ ฉันจะขึ้นไปบนหลังคา! อานตงหนีพังประตู" จางจื้อหย่วนออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด แม้พวกเขาจะมีคนน้อยกว่า แต่ก็ถือไพ่เหนือกว่าตรงที่มีปืนไรเฟิลอัตโนมัติ CQ-B อยู่ในมือทุกคน ซึ่งมีอานุภาพการยิงมากกว่าปืนไอน้ำถึงสิบเท่า ขอแค่ยึดตู้โดยสารตู้นี้ไว้ได้ ห้องคนขับก็อยู่แค่เอื้อมแล้ว
ทว่าเพิ่งจะก้าวเท้าออกไป เขาก็รู้สึกว่ามีคนมาดึงตัวเอาไว้
เมื่อหันกลับไปมอง ก็พบว่าเป็นเด็กผู้ชายคนนั้นนั่นเอง
"ทำไมนายยังอยู่ที่นี่อีก?" จางจื้อหย่วนถามด้วยความประหลาดใจ "รีบหนีไปสิ!"
"ไม่ได้... พวกมันมีอาวุธที่น่ากลัว ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปพวกคุณได้ตายกันอยู่ที่นี่แน่" เขาส่ายหน้า
"อะไรนะ?"
"ที่ผมพูดเป็นความจริงนะ พวกคุณต้องเชื่อผม อาวุธชิ้นนั้นถูกเก็บไว้ที่ท้ายขบวนรถไฟ พวกคุณต้องส่งผมไปที่นั่น ถึงจะมีโอกาสรอดชีวิต"
ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่กอยู่ครู่หนึ่ง
โจวจืออดหัวเราะออกมาไม่ได้ "ทำไมต้องส่งนายไปด้วย พวกเราถึงจะมีโอกาสรอดล่ะ?"
"เพราะผมใช้กลไกอัศจรรย์ได้น่ะสิ!" เด็กผู้ชายตะโกนเสียงดัง
กลไกอัศจรรย์?
จางจื้อหย่วนถามอย่างไม่เข้าใจ "นั่นมันคืออะไร?"
มีเพียงอ้ายลั่วตี้ที่เริ่มทำหน้าจริงจังขึ้นมา "อาวุธที่นายพูดถึงมันคืออะไรกันแน่? เครื่องจักรหรอ?"
"ใช่ครับ เครื่องจักรกลหนักที่มีพลังทำลายล้าง เป็นกลไกอัศจรรย์ที่ทวีปเก่าเพิ่งพัฒนาขึ้นมาใหม่ ต้องเป็นคนที่มีพรสวรรค์พิเศษถึงจะใช้งานมันได้" เด็กผู้ชายพยักหน้ารัวๆ "ถ้าปล่อยให้ศัตรูเปิดใช้งานมันได้ก่อน พวกเราจบเห่แน่"
"เธอรู้หรอว่ากลไกอัศจรรย์คืออะไร?" เฉี่ยนหยวนหมิงจื่อหันไปมองอ้ายลั่วตี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
แน่นอนว่าอีกฝ่ายย่อมไม่รู้ ทว่าเฉาหยางสามารถสื่อสารกับเธอในหัวได้โดยตรง 'รถไฟไอน้ำขบวนนี้กับปืนไอน้ำที่พวกมันใช้ แท้จริงแล้วก็คือกลไกอัศจรรย์ที่มนุษย์สร้างขึ้นชนิดหนึ่ง พูดง่ายๆ ก็คือ ให้พวกเธอเข้าใจว่ามันเป็นเครื่องจักรพิเศษประเภทหนึ่งก็พอ'
หลังจากที่อ้ายลั่วตี้พูดทวนซ้ำให้ทุกคนฟัง เธอก็ถามอย่างไม่พอใจนักว่า 'ทำไมคุณไม่บอกพวกเขาไปตรงๆ เลยล่ะ?'
'มาแก้ผ้าเอาหน้ารอดแบบนี้มันจะดูไม่น่าเชื่อถือเอาได้ไม่ใช่หรือไง?' เฉาหยางตอบอย่างมีเหตุมีผล 'อีกอย่าง ผู้เล่นที่ผ่านเกณฑ์ก็ควรจะรู้จักรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันในเกมด้วยตัวเองสิ'
จางจื้อหย่วนชะโงกครึ่งท่อนบนออกไปบนหลังคารถ กราดยิงยามติดอาวุธล้มไปสองคน ก่อนจะหดตัวกลับเข้ามาแล้วพูดว่า "...ฉันก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี"
จู่ๆ โจวจือก็ตาเป็นประกาย "ฉันรู้แล้ว! นายก็คือนักเรียนมัธยมปลายในตำนานไง!"
"นายกำลังพูดพล่ามอะไรเนี่ย?" จางจื้อหย่วนขมวดคิ้ว
เด็กผู้ชายก็อึ้งไปเหมือนกัน "นัก... เรียนมัธยมปลาย?"
"บนรถไฟของศัตรูกำลังขนส่งหุ่นต้นแบบอยู่ แล้วจู่ๆ ก็ถูกโจมตีระหว่างทาง ส่วนผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมก็คือเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดปี พล็อตเรื่องแบบนี้พวกนายไม่เคยได้ยินกันหรือไง!" โจวจือสาดกระสุนไปพลาง ถามอย่างตื่นเต้นไปพลาง "นี่ นายชื่ออะไรน่ะ?"
"ผมหรอ? เอ้อ... เหลยซือเค่อ"
"ไม่มีปัญหาเหลยซือเค่อ เดี๋ยวพวกเราจะส่งนายไปที่ตู้โดยสารขบวนสุดท้ายเอง โอ๊ย "
โจวจือยังพูดไม่ทันจบ ท้ายทอยก็โดนจางจื้อหย่วนตบไปฉาดหนึ่ง "ภารกิจของพวกเราคือหาเงินโว้ย อย่ามาสร้างเรื่องไร้สาระให้พวกเราปวดหัวสิฟะ!"
"ประตูเปิดแล้ว!" อานตงหนีทำงานพังประตูเสร็จในจังหวะนี้พอดี เขาทุบแม่กุญแจที่ถูกเทอร์ไมต์หลอมจนทะลุให้แตกออก จากนั้นก็เตะประตูเหล็กอันหนาทึบของห้องคนขับให้เปิดออกอย่างแรง
ปัง ปัง ปัง!
สิ่งที่ต้อนรับพวกเขาก็คือเสียงปืนที่สาดกระสุนรัวมาเป็นชุด
อานตงหนีส่งเสียงร้องในลำคอ หงายหลังล้มตึงลงกับพื้น แต่ก่อนที่จะล้มลงไป เขาก็ได้โยนระเบิดแสงที่แลกมาเข้าไปในห้องคนขับเรียบร้อยแล้ว
ทันใดนั้นก็มีแสงสีขาวสว่างจ้าสาดส่องออกมาจากรอยแยกของประตู พร้อมกับเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องบาดแก้วหู!
"อ๊าก..."
หลังประตูมีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังตามมาทันที
จางจื้อหย่วนก้มตัวมุดผ่านประตูเหล็กเข้าไป แล้วลั่นไกยิงเป็นชุดสี่นัดใส่ยามสองคนที่กำลังเอามือกุมตาอยู่! จนกระทั่งแน่ใจว่าศัตรูหมดสภาพการต่อสู้แล้ว เขาถึงได้หันกลับมามองชายชาวรัสเซีย "นายไม่เป็นไรนะ?"
"หึ ไม่ตายหรอก" อีกฝ่ายกระชากคอเสื้อออก นอกจากกระสุนหนึ่งนัดที่ฝังเข้าตรงหัวไหล่แล้ว กระสุนนัดอื่นๆ ล้วนถูกเกราะอ่อนที่หน้าอกกันเอาไว้ได้ "ไม่คิดเลยว่าพวกมันก็มีอาวุธยิงรัวด้วย"
"อืม ดูคล้ายๆ ปืนกลแกตลิงเลยแหะ" จางจื้อหย่วนเหลือบมองปืนไฟหลายลำกล้องตรงกลางห้องคนขับที่ยังมีควันลอยกรุ่นอยู่แวบหนึ่ง ก่อนจะหันมาให้ความสนใจกับการหาหีบใส่เงิน
เมื่อเทียบกับตู้โดยสารอื่นๆ แล้ว ห้องคนขับแทบจะเป็นคนละสไตล์กันเลย นอกจากบนเพดานจะมีโคมไฟระย้าแล้ว พื้นด้านล่างก็ยังปูด้วยพรมจนเต็มพื้นที่ สองข้างทางมีเตียงนอน โต๊ะหนังสือ โซฟา และเฟอร์นิเจอร์อื่นๆ จัดวางไว้อย่างหรูหราจนแทบไม่ต่างอะไรกับห้องพักในโรงแรม
"อาจจะเป็นกระเป๋าหิ้ว หรือไม่ก็ตู้เซฟ สรุปคืออย่ามองข้ามจุดที่น่าจะซ่อนเงินไว้ได้ หมิงจื่อ ตู้โดยสารด้านหลังยกให้เธอจัดการนะ!"
"ไม่มีปัญหา" เฉี่ยนหยวนหมิงจื่อลากโซฟาตัวหนึ่งมาดันปิดประตูไว้ทันที จากนั้นก็วางพาดปืนไว้บนพนักพิงอย่างมั่นคง
"นี่พวกคุณมาเพื่อ... ปล้นงั้นหรอ?" เหลยซือเค่อตกตะลึง!
เขามีข้อสันนิษฐานนับไม่ถ้วนเกี่ยวกับที่มาของคนกลุ่มนี้ ทว่าไม่ว่าจะคิดยังไงก็จินตนาการไม่ออกเลยว่า จุดประสงค์ของคนพวกนี้มันช่าง "ตรงไปตรงมา" เสียเหลือเกิน!
"เปล่า พวกเราเรียกมันว่าปล้นคนรวยช่วยคนจนต่างหากล่ะ" โจวจือแก้ต่าง "เอางี้ไหม นายก็มาช่วยกันหาด้วยสิ?"
"แต่... นี่มันรถไฟหุ้มเกราะของการทำเหมืองเกาเทียนเลยนะ? แล้วก็... ถ้าพวกคุณไม่รีบไปควบคุมกลไกอัศจรรย์นั่นล่ะก็ เงินพวกนี้ก็เอาออกไปจากเขตม่านหมอกไม่ได้หรอกนะ!"
"วางใจเถอะ พวกมันมีอาวุธลับ พวกเราก็มีวิธีหนีในแบบของพวกเราเหมือนกัน"
"โจวจือ อย่าพูดมากสิ!" จางจื้อหย่วนพูดแทรกขึ้นมา "ไอ้หนู เพื่อความปลอดภัย นายรีบชิ่งไปเถอะ ขอบใจที่ช่วยนำทางมาก่อนหน้านี้ ไว้มีวาสนาค่อยพบกันใหม่นะ"
"ตรงนี้ยังมีคนอยู่อีกคน!" จู่ๆ อ้ายลั่วตี้ก็ค้นพบสิ่งใหม่
จางจื้อหย่วนรีบวิ่งเข้าไปหาอีกฝ่าย ทว่าสิ่งที่เห็นก็คือ บนผนังตรงสุดปลายห้องคนขับกลับมีชายคนหนึ่งถูก "ฝัง" เอาไว้อยู่จริงๆ เนื่องจากแสงไฟในห้องค่อนข้างสลัว ในตอนแรกพวกเขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติในมุมมืดนี้ ชายคนนั้นถูกจับแขวนด้วยมือทั้งสองข้าง ห้อยต่องแต่งอยู่บนตะขอเหล็ก ลำตัวถูกมัดด้วยเข็มขัดหนังวัว ประกอบกับผนังตู้โดยสารที่เว้าลึกลงไป จึงดูเหมือนกับว่าเขาถูกฝังเข้าไปในผนังอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อเทียบกับแรงงานทาสทั่วไปแล้ว ชายคนนี้ต้องถูกทรมานมาอย่างไม่ต้องสงสัย เล็บเท้าหลุดลอกออกทั้งหมด บนแขนเต็มไปด้วยรอยเฆี่ยน เลือดที่ไหลรินอาบย้อมเสื้อเชิ้ตของเขาจนกลายเป็นสีแดงคล้ำ
ในขณะเดียวกันดวงตาของเขาก็หลับสนิท ดูราวกับสลบไสลไม่ได้สติไปแล้ว







