เวลาประมาณ 17 นาฬิกา ณ ห้องทำงาน CEO ของเทียนเซิ่งแคปปิตอล
“ตอนนี้สื่อข้างนอกกำลังประโคมข่าวเรื่องการเปลี่ยนตัวมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งกันยกใหญ่เลยค่ะ” ซูเสี่ยวม่านเดินเข้ามาในห้องทำงานของลู่หมิง เธอพิงขอบโต๊ะแล้วเอ่ยเย้าหยอกด้วยรอยยิ้ม “ขอถามคุณลู่ผู้ทรงเกียรติหน่อยค่ะ ว่ามีความรู้สึกอย่างไรที่ได้กลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเอเชียที่อายุน้อยที่สุดด้วย?”
หลังจากตลาดปิดทำการในวันนี้ สื่อยักษ์ใหญ่ทุกสำนักต่างรายงานข่าวการเปลี่ยนตัวมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศ ขณะที่เหล่าชาวเน็ตที่รอเผือกเรื่องนี้ต่างก็แห่กันเข้ามามุงดูอย่างล้นหลาม
ชายหนุ่มที่ชื่อลู่หมิงประสบความสำเร็จในระดับนี้ โดยใช้เวลาเพียงปีกว่าๆ สร้างตำนานความมั่งคั่งผ่านตลาดทุนที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเลียนแบบ
ด้วยวัยเพียง 24 ปี เขามีทรัพย์สินตามตัวเลขประมาณ 2.278 แสนล้านหยวน หรือประมาณ 3.52 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จนกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งคนใหม่ของประเทศและของเอเชีย ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นกระแสโด่งดังข้ามวงการ ทำให้ชื่อเสียงของลู่หมิงพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว และขึ้นแท่นคำค้นหายอดฮิตในโลกออนไลน์
แม้ว่ามูลค่าทรัพย์สินนี้จะถูกหนุนด้วยการกลับเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของเทียนเซิ่งโฮลดิ้งส์ ซึ่งดูเหมือนจะหรูหราแต่จับต้องไม่ได้ และไม่ใช่กระแสเงินสดเน้นๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็คือมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งตัวจริงเสียงจริง
ในวัยนี้ คนรุ่นเดียวกันส่วนใหญ่เพิ่งจะเรียนจบมหาวิทยาลัย ซึ่งจุดนี้เองที่ทำให้วงการสื่อรวมถึงคนรุ่นเดียวกันต้องตกตะลึง และทำให้คนวัยเดียวกันรู้สึกละอายใจในตัวเองอย่างยิ่ง
แต่นั่นยังไม่ใช่จุดที่น่าตกใจที่สุด สิ่งที่ทำให้ผู้คนสั่นสะเทือนจริงๆ คือความเร็วในการสร้างความมั่งคั่งของเขา เวลาเพียงปีกว่าๆ มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไป
หารู้ไม่ว่า มหาเศรษฐีระดับยักษ์ใหญ่ที่ทำธุรกิจอุตสาหกรรมซึ่งมีทรัพย์สินหลายหมื่นล้าน มักจะต้องผ่านความพยายามของคนหลายชั่วอายุคนกว่าจะไปถึงจุดนั้น หรือถ้าเป็นรุ่นบุกเบิกก็ต้องทุ่มเทความพยายามหลายสิบปี อีกทั้งต้องอยู่ในจังหวะที่เหมาะสมและคว้าโอกาสของยุคสมัยไว้ได้จึงจะมีทรัพย์สินระดับหมื่นล้านได้
ต้องเปรียบเทียบแบบนี้เท่านั้น ถึงจะสัมผัสได้ถึงความน่าตกตะลึงนั้น
อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้วงการสื่อรวมถึงสังคมที่จับตามองการสะสมความมั่งคั่งอันมหาศาลนี้ ต่างก็มองว่าเขาคว้าโอกาสของยุคสมัยไว้ได้ นั่นคือการอาศัยกระแสความร้อนแรงของตลาดทุนเมื่อปีที่แล้ว จนก่อเกิดเป็นตำนานความมั่งคั่งนี้ขึ้นมา
ทว่า ถึงแม้จะคว้าโอกาสครั้งใหญ่เช่นนี้ได้ แต่ความเร็วและขนาดของการสะสมทรัพย์สินนั้นมันรวดเร็วเกินไปจนน่าเกลียด ทำให้เจ้าของธุรกิจภาคการผลิตหลายคนพอเห็นข่าวแล้วรู้สึกหดหู่ใจ ถึงขั้นเริ่มสงสัยในความหมายของชีวิต
สู้ตายมาหลายสิบปี ยังไม่เท่าเด็กเมื่อวานซืนคนหนึ่งมาปั่นป่วนในตลาดทุนแค่เดือนสองเดือน
ในระดับหนึ่ง การที่ลู่หมิงกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งด้วยวิธีนี้ ทำให้คนรวยจำนวนมากหรือผู้ที่มีทรัพย์สินสะสมระดับหนึ่งหันมาให้ความสนใจตลาดทุน แม้แต่ประชาชนทั่วไปก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความสนใจในตลาดหุ้น A-share มากขึ้นเรื่อยๆ
ลู่หมิงได้ยินคำพูดของซูเสี่ยวม่านแล้วไม่ได้มีความรู้สึกตื่นเต้นอะไรมากนัก ในทางกลับกันเขากลับถอนหายใจยาวๆ จนซูเสี่ยวม่านอดสงสัยไม่ได้ “ถอนหายใจทำไมคะ? ไม่ควรจะดีใจเหรอ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่หมิงเอนหลังพิงเก้าอี้ทำงาน ประสานมือไว้หลังศีรษะและเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “การเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งคือภาระที่หนักอึ้ง และที่ผมได้เป็นแบบนี้ก็เพราะถูกบังคับ คือถูกคนอื่นหลอกใช้ แม้ว่าการถูกใช้ครั้งนี้ผมจะไม่ได้สูญเสียอะไรมาก หรือในบางความหมายอาจจะเป็นผลดีด้วยซ้ำ แต่มันไม่ใช่ความปรารถนาส่วนตัวที่ผมอยากจะทำ”
ซูเสี่ยวม่านได้ยินดังนั้นก็ไม่เข้าใจอย่างยิ่ง เธอมองลู่หมิงแล้วถามว่า “หลอกใช้?”
ลู่หมิงเหลือบมองซูเสี่ยวม่านแล้วถามว่า “ผมถามคุณหน่อย ตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งนี้ได้มายังไง? หรือจะบอกว่าผมสะสมความมั่งคั่งมหาศาลได้อย่างรวดเร็วได้ยังไง?”
ซูเสี่ยวม่านกอดอกครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า “ตลาดทุนค่ะ?”
ลู่หมิงพยักหน้า “ดังนั้นมันจึงนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างหนึ่ง เมื่อสื่อในตอนนี้ยิ่งประโคมข่าวเกี่ยวกับมหาเศรษฐีคนใหม่ และข่าวเหล่านี้แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง ในกระบวนการนี้มันก็เท่ากับเป็นการเผยแพร่ตำนานการสร้างความร่ำรวยของตลาดทุนทางอ้อม และผมก็กลายเป็นตัวแทนที่ชัดเจนของตำนานนั้น แล้วมันจะนำไปสู่ผลลัพธ์อะไรต่อ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซูเสี่ยวม่านยกมือขวาขึ้นแตะคางพลางคิด แล้วพูดออกมาว่า “...จะทำให้ผู้ที่สนใจหันมามองตลาดทุน ตัวอย่างที่มีชีวิตและความโลภที่อยากจะรวยทางลัดจะขับเคลื่อนให้คนเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในตลาดทุน แต่ความสามารถของพวกเขามักจะไม่สอดคล้องกับความทะเยอทะยานอันละโมบ จึงไม่สามารถเอาชีวิตรอดในตลาดทุนที่โหดร้ายนี้ได้ ผลลัพธ์สุดท้ายก็คือการถูกเก็บเกี่ยว”
พูดถึงตรงนี้ ซูเสี่ยวม่านอดไม่ได้ที่จะมองลู่หมิงแล้วเสริมว่า “คุณหมายความว่า... มีขุมกำลังทุนบางอย่างอยู่เบื้องหลังที่ผลักดันคุณให้ขึ้นสู่ตำแหน่งมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้มากขึ้น เพื่อเติมพลังชีวิตและสภาพคล่องที่มหาศาลให้กับตลาดทุนใช่ไหมคะ?”
ลู่หมิงดีดนิ้วทันที พลางส่งสายตาชื่นชมและพยักหน้าให้เธอ จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “คุณนี่ใช้คำพูดตกแต่งได้สวยหรูดีนะ เติมพลังชีวิตและสภาพคล่องที่มหาศาลให้กับตลาดทุน... การตัดต้นหอมยังถูกคุณพูดให้ดูสะอาดสะอ้านและสูงส่งได้ขนาดนี้”
ซูเสี่ยวม่านปิดปากหัวเราะคิกคักแล้วพูดว่า “ถึงแม้คุณจะบอกว่าถูกบังคับให้เป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง แต่ทุนเบื้องหลังก็แค่ช่วยผลักดันให้ไปในทิศทางที่ควรจะเป็น และคุณเองก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ด้วย”
เรื่องนี้ลู่หมิงไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ
เขาไม่ได้ยึดติดกับมันมากนัก ไม่อย่างนั้นคงจะดูเป็นการเสแสร้งเกินไป หากมองปรากฏการณ์นี้ในอีกมุมหนึ่ง คือการได้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของกระแสยุคสมัย เมื่ออิทธิพล ความสามารถ และความสามารถในการจัดการทรัพยากรในมือถึงระดับหนึ่ง คลื่นของยุคสมัยจะผลักดันให้คุณก้าวไปข้างหน้า และตัวคุณเองก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นลูกนี้ ซึ่งจะสั่นสะเทือนและส่งเสริมกันจนกลายเป็นพลังขับเคลื่อนที่ใหญ่ยิ่งขึ้น
ต่อเมื่อคลื่นยักษ์ถดถอยลงเท่านั้น ถึงจะรู้ว่าใครที่กำลังแก้ผ้าว่ายน้ำอยู่
หลังจากซูเสี่ยวม่านออกจากห้องทำงาน ลู่หมิงยังคงครุ่นคิดเรื่องการเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง คิดไปคิดมาเขาก็ยังไม่อยากได้ตำแหน่งนี้ พูดตามตรงว่าตำแหน่งนี้ดูไม่ค่อยเป็นมงคลเท่าไหร่ ต้องหาวิธีเอาออกไปให้ได้
‘ดูเหมือนว่าต้องจัดตั้งกองทุนทรัสต์ครอบครัวเสียแล้ว’ ลู่หมิงคิดในใจและพยักหน้าให้ตัวเอง การทำทรัสต์ครอบครัวเป็นขั้นตอนพื้นฐานของตระกูลมหาเศรษฐี
สร้างกองทุนทรัสต์ครอบครัวขึ้นมา จากนั้นมอบหมายทรัพย์สินในชื่อของตนเองให้แก่กองทุนทรัสต์ที่จัดตั้งขึ้น แล้วระบุให้พ่อแม่ ภรรยา และลูก เป็นผู้รับผลประโยชน์ก็เป็นอันใช้ได้
ตราบใดที่โอนทรัพย์สินในชื่อตนเองไปยังกองทุนทรัสต์นี้ ในทางกฎหมายเงินก้อนนี้จะไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนบุคคลอีกต่อไป แต่ตราบใดที่ตนเองยังเป็นผู้บริหารจัดการกองทุนทรัสต์นี้ เงินในนั้นจะนำไปทำอะไร หรือลงทุนอะไร เขาก็ยังเป็นคนตัดสินใจ เพราะเขามีสิทธิ์ในการบริหาร
ในนามแม้จะไม่ใช่ของผม แต่ในความเป็นจริงยังคงเป็นของผมให้ใช้งานได้
ความเป็นเจ้าของนั้นไม่สำคัญ สิทธิ์ในการควบคุมต่างหากที่สำคัญที่สุด
และข้อดีอีกประการของการจัดตั้งกองทุนทรัสต์ครอบครัวก็คือ หากธุรกิจของตนเองดำเนินไปได้ไม่ดีและถูกเจ้าหนี้ขอให้ศาลสั่งล้มละลายจนมีหนี้สินล้นพ้นตัว แต่เนื่องจากทรัพย์สินได้ถูกโอนไปยังกองทุนทรัสต์แล้ว และไม่ได้อยู่ในชื่อของตนเอง ทรัพย์สินในทรัสต์จึงได้รับความคุ้มครองจากการ ‘แยกทรัพย์สินล้มละลาย’ และไม่อยู่ในรายการที่ต้องนำมาชำระหนี้
พอจัดตั้งกองทุนทรัสต์ครอบครัว ทรัพย์สินสุทธิส่วนบุคคลก็จะกลายเป็นศูนย์ทันที หมวกมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งใบนี้ก็จะถอดออกได้ ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
ในประเทศจีนก็สามารถจัดตั้งทรัสต์ครอบครัวได้ มีบริษัททรัสต์รายใหญ่หลายแห่ง เช่น ผิงอันทรัสต์ และจงซิ่นทรัสต์ เป็นต้น
ทว่าการจัดตั้งทรัสต์ในประเทศมีปัญหาหนึ่งที่ทำให้ลู่หมิงรู้สึกว่ามีช่องโหว่ขนาดใหญ่ หรือพูดอีกอย่างคือมีความไม่แน่นอนในอนาคต เนื่องจากการจดทะเบียนทรัสต์ยึดหลัก ‘การจดทะเบียนมีผลบังคับ’ กล่าวคือ ทรัพย์สินในทรัสต์จะมีผลสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนตามกฎหมายเท่านั้น
ในเรื่องการคุ้มครอง ‘การแยกทรัพย์สินล้มละลาย’ ที่ว่าทรัพย์สินในทรัสต์ไม่อยู่ในรายการชำระหนี้นั้น ปัจจุบันในประเทศยังไม่มีรายละเอียดการบังคับใช้ที่ชัดเจนเกี่ยวกับการแยกทรัพย์สินล้มละลาย ประกอบกับในทรัสต์ครอบครัว ผู้ก่อตั้งทรัสต์มีอำนาจควบคุมทรัพย์สินในทรัสต์ค่อนข้างมาก ดังนั้นการตัดสินว่าทรัพย์สินในทรัสต์ครอบครัวที่จัดตั้งขึ้นนั้นมีผลสมบูรณ์หรือไม่ จึงต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินของศาลเท่านั้น
ปัญหาคือ การจัดตั้งทรัสต์ครอบครัวในประเทศจะสามารถบรรลุ ‘การแยกทรัพย์สินล้มละลาย’ ได้จริงหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่ตอบได้ยากยิ่ง
ในประเทศทำได้ยาก เช่นนั้นก็คงต้องใช้แนวทางทรัสต์นอกประเทศแทนแล้ว