กระบวนการสอบไม่มีอะไรน่าพูดถึงนัก
เฉียวอวี้เพียงแค่ทำข้อสอบอย่างเงียบๆ ทำเสร็จแล้วก็ฟุบหลับชดเชยอย่างเงียบๆ ส่งข้อสอบก่อนเวลาเพื่ออวดเก่งงั้นหรือ ไม่มีทางเสียหรอก
วันนี้เป็นอีกวันที่มีฝนตกพรำๆ ส่งข้อสอบแล้วก็อยู่ห้องสอบไม่ได้ จะไปที่อื่นก็ไม่มีที่ไป สู้รอหลับอยู่ในห้องเรียนดีกว่า
อีกอย่างเฉียวอวี้ก็ไม่ชอบทำตัวเด่นแบบนี้แต่แรกอยู่แล้ว เพื่อนนักเรียนด้วยกันจะมาทำร้ายเพื่อนนักเรียนด้วยกันไปทำไม
ยิ่งไปกว่านั้นถ้าคิดว่าเรียนเก่งเป็นเรื่องที่เท่มาก พวกเพื่อนร่วมชั้นของเขาเหล่านี้ก็คงไม่ตกต่ำถึงขั้นต้องมาสิงสู่อยู่ในห้องสิบสามหรอก
สรุปก็คือการสอบวันแรกสำหรับเฉียวอวี้นั้น ผ่านไปอย่างเรียบง่ายธรรมดาจริงๆ
แต่สำหรับครูแล้ว กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย
...
การสอบจำลองเสมือนจริงจัดขึ้นอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานของการสอบเข้ามัธยมปลาย รวมถึงเวลาสอบด้วย เริ่มสอบอย่างเป็นทางการตอนเก้าโมงเช้าเหมือนกัน เวลาสอบวิชาภาษาจีนและคณิตศาสตร์คือ 120 นาที พอถึงสิบเอ็ดโมงห้านาทีตอนเที่ยง หยวนหยวนก็ได้รับกระดาษคำตอบของนักเรียนในชั้น
สิ่งแรกที่ครูประจำชั้นท่านนี้ทำก็คือดึงกระดาษคำตอบของเฉียวอวี้ออกมาจากกอง แล้วโยนกระดาษคำตอบใบอื่นๆ ทิ้งไว้ข้างๆ ทันที
ข้อกำหนดในการตรวจข้อสอบจำลองระดับโรงเรียนไม่ได้เข้มงวดขนาดนั้น แม้จะเป็นการรวมตัวกันตรวจกระดาษคำตอบ แต่การดึงกระดาษคำตอบออกมาดูก่อนก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไร ไม่นานหยวนหยวนก็ดำดิ่งลงไปในคำตอบของเฉียวอวี้
ดีมาก ข้อสอบส่วนของการสะสมความรู้และการนำไปใช้ ถูกต้องทั้งหมด แต่แบบนี้สิถึงจะปกติ
พวกนี้ก็เป็นแค่ข้อสอบปรนัยกับเติมคำ ถ้าอยากได้คะแนนสูงๆ ข้อสอบพวกนี้จำเป็นต้องตอบถูกทั้งหมด จุดสำคัญของการสอบวิชาภาษาจีนมักจะอยู่ที่ความเข้าใจในการอ่านและการเขียนเสมอ
ยังไม่ต้องพูดถึงเรียงความบทใหญ่ที่มีคะแนนถึงห้าสิบคะแนน แค่บทความสั้นๆ ก็กินส่วนแบ่งไปเต็มๆ ถึง 16 คะแนนแล้ว ส่วนข้อสอบความรู้พื้นฐานที่สุดคะแนนเต็มก็แค่ 18 คะแนนเท่านั้น เช่นเดียวกัน ความเข้าใจในการอ่านก็กินส่วนแบ่งไปถึง 46 คะแนน
ยังไม่ทันได้ดูเรียงความบทใหญ่ ความสมบูรณ์ของการตอบในส่วนความเข้าใจในการอ่านของเฉียวอวี้ก็ทำให้หยวนหยวนประหลาดใจมากแล้ว อัตราความถูกต้องใกล้เคียงร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่มีบทความจำนวนมากถูกเลือกมาจากเนื้อหาหนังสืออ่านนอกเวลา แบบนี้ก็ยิ่งทรงคุณค่าหาได้ยากขึ้นไปอีก
แน่นอนว่านั่นไม่ได้หมายความว่าคำตอบของเฉียวอวี้จะเหมือนกับคำตอบอ้างอิงทุกประการ ความเป็นจริงแล้วความเข้าใจในการอ่านของการสอบอย่างเป็นทางการแบบนี้ ไม่ใช่แค่ให้คำตอบอ้างอิงมาเท่านั้น แต่ยังระบุหลักเกณฑ์การให้คะแนนมาเป็นพิเศษด้วย
ยกตัวอย่างเช่นตอบมาว่าอะไรบ้าง ก็จะให้คะแนนเท่าไหร่ ถ้าไม่กล่าวถึงประเด็นสำคัญในหลักเกณฑ์การให้คะแนนเลย แน่นอนว่าก็จะได้ศูนย์คะแนน
แต่โดยทั่วไปแล้ว ความเข้าใจในการอ่านจัดอยู่ในประเภทที่อยากได้คะแนนเต็มนั้นยากมาก ท้ายที่สุดแล้วนักเรียนก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าใจเจตนาที่สื่อออกมาในบทความได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ มักจะเกิดข้อผิดพลาดตกหล่นได้ง่าย แต่ถ้าอยากจะไม่ได้คะแนนเลย เว้นแต่จะไม่จรดปากกาเขียนอะไรลงไปเลย มิฉะนั้นก็เป็นไปได้ยากเหมือนกัน
นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าการจะสอบวิชาภาษาจีนให้ได้คะแนนเต็มนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่การจะสอบตกจริงๆ แล้วก็ยากมากเช่นกัน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอาวุธร้ายแรงที่ต้องใช้ความรู้สึกส่วนตัวตัดสินเป็นอย่างมากอย่างเรียงความอีกด้วย
เอาเถอะ เรียงความ...
หยวนหยวนระงับความตื่นเต้นในใจ มองดูเรียงความของเฉียวอวี้ บทความสั้นๆ เขียนได้ตามมาตรฐาน
หัวข้อเรียงความบทใหญ่ของการสอบจำลองในครั้งนี้อยู่ในรูปแบบเลือกทำหนึ่งในสองข้อ ข้อแรกหัวข้อคือความรักความผูกพันที่แตกต่างออกไป ส่วนข้อที่สองคือให้อ่านเอกสารและเขียนเรียงความตามข้อกำหนด
เห็นได้ชัดว่าข้อแรกมีอิสระมากกว่า ความต้องการด้านความสามารถในการเขียนเรียงความของนักเรียนก็สูงขึ้นมาอีกหน่อยด้วย
เฉียวอวี้เลือกข้อแรก เรียงความเปิดเรื่องมาแบบนี้:
"เทศกาลเช็งเม้งเมื่อเดือนก่อน เมืองดาราฝนตกปรอยๆ ไม่เหมาะแก่การออกไปข้างนอก แต่ภายใต้การเรียกร้องอย่างหนักแน่นของฉัน แม่ก็ยังยอมตกลงพาฉันไปเซ่นไหว้พ่อของฉันที่สุสาน XX ด้วยกัน
บนเขาคนเยอะมาก โชคดีที่การเซ่นไหว้แบบอารยชนได้ฝังลึกเข้าไปในใจผู้คนแล้ว เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ เสียงประทัดที่ดังขึ้นระงับและกลิ่นธูปที่อบอวลไปทั่วสุสานก็ลดลง ผู้คนจำนวนมากขึ้นเลือกที่จะใช้ดอกไม้ช่อเรียบง่ายเพื่อแสดงความอาลัย
นี่เป็นทิศทางที่ดี แต่ฉันกลับไม่ชอบมัน ความเป็นจริงแล้วฉันเต็มใจที่จะใช้วิธีการเซ่นไหว้แบบดั้งเดิมมากกว่าเสมอ เมื่อแสงเงาของกระดาษเงินกระดาษทองที่มอดไหม้สะท้อนความสว่างและความมืดที่หน้าหลุมศพ ฉันมักจะรู้สึกเสมอว่ากระดาษเงินกระดาษทองที่บรรจุคำอวยพรและความคิดถึงเหล่านั้นราวกับจะสามารถข้ามผ่านความเป็นความตาย ส่งไปถึงโลกของผู้ล่วงลับได้จริงๆ..."
ลำดับต่อไปคือการพรรณนาถึงสุสานในแง่มุมต่างๆ รวมถึงได้พบเจอผู้คนบางคน เรื่องราวบางเรื่องในระหว่างกระบวนการเซ่นไหว้ ผู้เขียนนำเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ทางอารมณ์เหล่านี้มาเชื่อมโยงกับความรู้สึกคิดถึงพ่อได้ทั้งหมด ถ่ายทอดความโหยหาความรักจากพ่อของเด็กหนุ่มที่ขาดพ่อคอยอยู่เคียงข้าง และความรักความผูกพันอันลึกซึ้งที่มีต่อพ่อออกมาได้อย่างหมดจด
ทำให้ครูสอนภาษาจีนท่านนี้อดไม่ได้ที่จะนึกถึงเด็กจากครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวอย่างเฉียวอวี้ ขอบตามีหมอกจางๆ เอิบอาบ
อีกทั้งเรียงความเรื่องนี้ก็ยังตรงตามข้อกำหนดของหัวข้อเป็นอย่างมาก เด็กมัธยมต้นเขียนเรื่องความรักความผูกพัน จะเป็นความรักของแม่ ความรักของพ่อ หรือแม้กระทั่งความรักฉันมิตรระหว่างเพื่อนร่วมชั้น ความจริงแล้วก็ได้ทั้งนั้น แน่นอนว่าในการสอบเข้ามัธยมปลาย ทางที่ดีอย่าไปยุ่งกับความรักหนุ่มสาวจะดีกว่า
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเรียงความเรื่องนี้เขียนได้สละสลวยราบรื่น ความรู้สึกจริงใจลึกซึ้ง ขอเพียงแค่ไม่มองลายมือที่ดูไม่ค่อยสบายตานัก หยวนหยวนก็รู้สึกว่าการจะได้คะแนนสูงๆ นั้นไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย
แต่ที่น่าตื่นตะลึงที่สุดไม่ใช่ตัวบทความเรื่องนี้ แต่เป็นย่อหน้าสุดท้ายของเรียงความต่างหาก เรียกได้ว่าเป็นฝีมือขั้นเทพเลยทีเดียว!
"อ๊ะ จู่ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ แม่เคยบอกฉันว่า พ่อเผ่นหนีไปตั้งแต่ฉันยังไม่ทันได้เกิดด้วยซ้ำ ไปต่างประเทศกับครอบครัว จากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวอีกเลย ดังนั้นความจริงแล้วฉันไม่มีพ่อหรอก ไม่มีมาตลอดนั่นแหละ แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธได้หรอกว่านี่คือความรักความผูกพันที่แตกต่างออกไป จริงไหมล่ะ"
แม่งเอ๊ย นี่ก็เป็นความรักความผูกพันที่แตกต่างออกไปงั้นเหรอ...
รีดน้ำตาเธอไปตั้งเยอะ แล้วสุดท้ายก็มาหักมุมกะทันหันร้อยแปดสิบองศาเนี่ยนะ? พ่อเธออยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เธอเลยวิ่งไปเซ่นไหว้เขาที่สุสานแห่งหนึ่งตอนเทศกาลเช็งเม้งเนี่ยนะ?! มิน่าล่ะในเรียงความถึงใช้ XX แทนชื่อสุสานไปตรงๆ...
จริงๆ นะ ประโยคสุดท้ายเนี่ย ยกระดับจนเธอไม่รู้ว่าควรจะประเมินเรียงความเรื่องนี้ยังไงแล้ว มีกลิ่นอายของความกตัญญูจนน่าขันอยู่ไม่น้อยเลย
หากมองจากความรู้สึกทางวัฒนธรรมดั้งเดิมของหัวเซี่ย บทความนี้ชัดเจนว่านอกคอกผิดระเบียบแบบแผน
แต่ถ้าจะให้เธอเป็นคนให้คะแนนจริงๆ ล่ะก็ คะแนนเต็ม ต้องได้คะแนนเต็ม!
ต่อให้ลายมือจะหวัดและน่าเกลียดไปสักหน่อย แต่แค่พึ่งพาการผูกเรื่องในการเขียนนี้ ระดับความตรงประเด็นนี้ ถ้าไม่ให้คะแนนเต็ม หยวนหยวนก็รู้สึกว่าก้าวข้ามกำแพงในใจไปไม่ได้!
หลังจากดูเรียงความจบ หยวนหยวนก็หยิบกระดาษคำตอบแล้วเดินออกจากออฟฟิศไป ตรงขึ้นไปชั้นบน มาถึงออฟฟิศของกลุ่มวิชาภาษาจีนม.3 อีกห้องหนึ่ง เคาะประตูแล้วเดินเข้าไป
"ครูซิงคะ ยุ่งอยู่หรือเปล่า ถ้าไม่ยุ่ง ลองมาดูเรียงความเรื่องนี้หน่อยสิคะ"
ครูซิงในปากของหยวนหยวน มีชื่อว่าซิงหย่วนตี้ เป็นครูอาวุโสที่มีอายุราชการสอนเกือบสามสิบปี เป็นหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาจีนม.3 ปัจจุบันในโรงเรียนรับหน้าที่สอนวิชาภาษาจีนให้กับชั้นปีที่จบการศึกษาห้อง 1 และห้อง 2 เท่านั้น
ลำบากมาก แต่สวัสดิการก็ดีเยี่ยมเช่นกัน
ไม่มีทางเลือก ช่วงปีที่ผ่านมานี้ครูเก่งๆ ของโรงเรียนมัธยมทั่วไปล้วนถูกโรงเรียนมัธยมเอกชนที่ร่ำรวยหลายแห่งจ้องตาเป็นมัน หากสวัสดิการไม่ดีก็เป็นเรื่องง่ายที่บุคลากรจะไหลออกไปจริงๆ
"ของเฉียวอวี้ห้องพวกเธอคนนั้นน่ะเหรอ" ซิงหย่วนตี้เอ่ยถาม
จากตรงนี้ก็จะเห็นได้ว่า หลายวันมานี้ชื่อของเฉียวอวี้โด่งดังมากในโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งจริงๆ ครูที่สอนเฉพาะห้องเรียนพิเศษก็ยังเคยได้ยิน
"ใช่ค่ะ" หยวนหยวนพยักหน้า
ซิงหย่วนตี้วางเรื่องที่อยู่ในมือลง รับกระดาษคำตอบที่หยวนหยวนยื่นมาให้ หน้าเรียงความถูกวางไว้บนสุด
"ลายมือนี้ต้องฝึกฝนให้ดีหน่อยนะ ไม่งั้นเสียเปรียบแย่" เหล่าซิงมองเรียงความแวบหนึ่ง ก็บ่นพึมพำออกมาทันที
หยวนหยวนยิ้มแหยๆ ด้วยความเก้อเขิน
ความจริงในห้องของเธอมีคนที่เขียนหนังสือสวยอยู่สองคน น่าเสียดายที่ในนั้นไม่มีเฉียวอวี้
ซิงหย่วนตี้ก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้ ห้องสิบสามมีสถานการณ์เป็นยังไงเขาชัดเจนยิ่งกว่าใคร แต่ไม่นานเขาก็มองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไป
เมื่อพิจารณาว่าเด็กห้องสิบสามสามารถเขียนเรียงความแบบนี้ออกมาได้ก็น่าตื่นตะลึงมากพอแล้ว จนกระทั่งได้เห็นย่อหน้าสุดท้าย...
ซิงหย่วนตี้เงยหน้ามองหยวนหยวนแวบหนึ่งด้วยความงุนงง
"เรื่องจริงเหรอ"
"อืม ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว ไม่มีพ่อ เป็นเรื่องจริงแน่นอนค่ะ แต่จะไปต่างประเทศหรือเปล่า อันนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แค่รู้สึกว่านี่มันจะตรงประเด็นเกินไปแล้วมั้ง"







