รถม้าของตระกูลเผยแล่นไปบนถนนที่เกิดจากปราณธูปเทียน มุ่งหน้าไปยังจวนตระกูลกัว ทันใดนั้น สวี่อิงก็เห็นร่างสูงใหญ่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าและร่อนลงตรงหน้ารถม้า
นั่นคือบัณฑิตชราผู้หนึ่ง ทั่วร่างแผ่ซ่านด้วยปราณเที่ยงธรรมอันน่าเกรงขาม
"ข้าเคยเห็นเขาในเขตหวงห้ามของตระกูลเผย!" สวี่อิงคิดในใจ
ในถ้ำสวรรค์แต่ละแห่งของตระกูลเผย เป็นที่ฝังศพของเซียนนั๋วตระกูลเผยที่เหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก หนึ่งในนั้นก็คือบัณฑิตชราผู้นี้ เขาไม่ได้ถูกกินจนหมด เพียงแต่ถูกควักอวัยวะภายในออกไปจนกลวงโบ๋
ทว่าเขตแดนเร้นลับอวี้ฉืออยู่ตรงบริเวณต่ำกว่าสะดือลงไปประมาณหนึ่งนิ้วสามเฟิน ยอดฝีมือตระกูลเผยล้วนมีตบะฝีมืออยู่ในเขตแดนเร้นลับอวี้ฉือ เมื่อถูกควักอวัยวะภายในออกไปจนหมด ตบะฝีมือเหล่านี้ก็ย่อมมลายหายไปราวกับควันไฟ
ยิ่งไปกว่านั้น จิตวิญญาณของเซียนนั๋วตระกูลเผยผู้นี้ก็ถูกกินไปแล้วด้วย สิ่งที่ควบคุมร่างเนื้ออยู่ในตอนนี้เป็นเพียงเศษเสี้ยวความมุ่งมั่นที่หลงเหลืออยู่เท่านั้น
ทันใดนั้น ร่างอันแข็งแกร่งทีละร่างก็ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า ทิ้งตัวลงบนถนนและวิ่งตีคู่ไปกับรถม้าที่กำลังควบตะบึง
"เซียนนั๋วปรากฏตัว!"
มีคนตะโกนด้วยความตกใจจากที่ไกลๆ "เป็นบรรพชนเซียนนั๋วของตระกูลเผย พวกเขากลับมาปรากฏตัวบนโลกมนุษย์อีกครั้งแล้ว!"
ร่างที่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าทีละร่างเหล่านั้นก็คือบรรพชนเซียนนั๋วของตระกูลเผย ตามคำกล่าวอ้างภายนอก เซียนนั๋วของตระกูลเผยย่อมเข้าสู่การแฝงกายอำพราง คงอยู่คู่ฟ้าดิน เป็นเซียนเฒ่าผู้มีความสุขและเป็นอิสระอยู่ในดินแดนเร้นลับของตนเอง
แต่ในความเป็นจริงแล้ว บั้นปลายชีวิตของพวกเขากลับโชคร้าย ต้องตายอย่างอนาถในดินแดนแฝงกายอำพรางของตนเอง ถูกกลืนกินเลือดเนื้อและกระดูกจนเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก
และบัดนี้ ร่างหนังหุ้มกระดูกเหล่านี้ได้บินออกมาจากเขตหวงห้ามของตระกูลเผย และมาปรากฏอยู่บนถนนของทางการ
แม้พวกเขาจะเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก แต่ก็ยังคงมีกลิ่นอายและสง่าราศีของเซียนนั๋ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งปณิธานอันแน่วแน่ที่ตั้งมั่นเพื่อฟ้าดิน ทำให้บรรยากาศของเสินตูถึงกับต้องสั่นสะเทือน!
กลิ่นอายนี้ดึงดูดความสนใจของกององครักษ์จินอู๋และคนอื่นๆ ในทันที ทำให้พวกเขาพากันชะเง้อมองมาทางนี้
เซียนนั๋วตระกูลเผยบินมาสมทบทีละคนเพื่อคุ้มกันรถม้าทั้งซ้ายขวา ไม่นานรอบรถม้าก็มีเซียนนั๋วมากถึงร้อยกว่าคน!
"การเดินทางไปจวนตระกูลกัวครั้งนี้แม้จะไม่ไกลนัก แต่เกรงว่าจะมีอุปสรรคอันตราย"
เผยตู้มีสีหน้าเรียบเฉย กล่าวว่า "ลำพังข้าเพียงคนเดียวคงยากจะรับมือกับการรุมล้อมของตระกูลอื่น ดังนั้นข้าจึงไม่เปิดโอกาสให้พวกเขา ในฐานะผู้นำตระกูล ข้ามีสิทธิ์ระดมวิญญาณที่เหลืออยู่ของบรรพบุรุษ"
สวี่อิงมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นร่างสูงตระหง่านค้ำฟ้าทีละร่าง ในใจรู้สึกตื่นตะลึงอย่างยิ่ง นี่คือตระกูลเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าสองพันปี เมื่อรากฐานอันล้ำลึกเผยออกมา โลกทั้งใบก็จะต้องสั่นสะเทือน!
เซียนนั๋วกว่าร้อยคน แม้พวกเขาจะตายไปแล้ว แต่ดินแดนเร้นลับยังคงล่องลอยอยู่กลางอากาศ คอยสะกดข่มพวกหนูชั่วร้ายทั้งปวง
กายดับวิญญาณสูญ ปราณเต๋าคงอยู่ชั่วนิรันดร์!
สวี่อิงละสายตาจากนอกหน้าต่าง หันไปกล่าวกับเผยตู้ "ขอบคุณมาก"
เผยตู้ยิ้มบางๆ ตอบว่า "ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดจากตระกูลเผยของข้าอบรมสั่งสอนคนไม่ดีพอ ทำผิดก็ต้องกล้ารับผิดชอบ ข้าคุ้มครองเจ้าได้แค่เส้นทางนี้เท่านั้น ส่วนจะรักษาชีวิตเจ้าไว้ได้หรือไม่ คงต้องพึ่งตระกูลกัวแล้ว ครั้งนี้เกรงว่าจะต้องดึงตระกูลกัวเข้ามาพัวพันด้วย"
เซียนนั๋วกว่าร้อยคนคุ้มกัน สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งเสินตู ต่อให้เป็นฮ่องเต้เสด็จประพาส ก็ยังไม่มีขบวนยิ่งใหญ่ตระการตาถึงเพียงนี้!
ผู้คนต่างพากันคาดเดาว่าบุคคลในรถม้าคือผู้ยิ่งใหญ่ท่านใด แต่ใครจะคิดเล่าว่าคนในรถม้าจะเป็นเพียงคนจับงูจากชนบทในหลิงหลิง?
อย่างไรก็ตาม ก็มีบางคนที่เดาออกว่าคนในรถม้าคือใคร เพียงแต่บารมีของตระกูลเผยนั้นยิ่งใหญ่นัก แม้กระทั่งเซียนนั๋วที่เล่าลือกันว่าปลีกวิเวกหลบซ่อนตัวก็ยังปรากฏตัวออกมา จึงย่อมไม่มีใครกล้าลงมือ
ในที่สุด รถม้าก็มาถึงจวนตระกูลกัวภายใต้การคุ้มกันของเซียนนั๋วกว่าร้อยคน จวนตระกูลกัวได้รับข่าวแล้วจึงเปิดประตูรอไว้ล่วงหน้า เผยตู้ไม่ได้ลงจากรถ แต่บังคับรถม้าแล่นเข้าไปในจวนโดยตรง รถม้าคันนี้แล่นเข้าไปจนถึงลานหลังจวนตระกูลกัวจึงหยุดลง
ปรมาจารย์แห่งตระกูลกัวผู้มีผมขาวโพลนไล่ทุกคนออกไป แม้กระทั่งกัวเสี่ยวเตี๋ยและกัวเยว่แขนเดียวที่มาร่วมดูความสนุกก็ยังถูกไล่ตะเพิดออกไป
ประตูรถม้าเปิดออก เผยตู้เดินลงมาและเข้าไปหาปรมาจารย์ตระกูลกัว
ปรมาจารย์ตระกูลกัวถอนหายใจ บ่นว่า "ข้าเพิ่งได้รับข่าว ตั้งใจว่าคืนนี้จะไปกินคนบำรุงที่จวนตระกูลหยวน เจ้าก็ดันส่งคนมาให้ข้าเสียแล้ว เจ้าจะรอสักคืนไม่ได้เชียวหรือ รอให้ข้ากินอิ่มก่อนค่อยว่ากัน?"
ในรถม้า สวี่อิงกับหยวนชีได้ยินเช่นนั้นก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
หยวนชีปลอบใจ "อาอิ้งวางใจเถอะ คนที่ผู้อาวุโสตระกูลกัวตั้งใจจะกิน ต้องไม่ใช่เจ้าแน่ๆ ต้องเป็นคนอื่นในตระกูลหยวนที่อร่อยเหมือนกันนั่นแหละ!"
แต่น้ำเสียงของมันกลับฟังดูไม่ค่อยมั่นใจนัก
เสียงของปรมาจารย์ตระกูลกัวดังแว่วมา "เจ้ากินไปหรือยัง?"
เผยตู้ตอบ "เกือบจะกินแล้ว แต่โชคดีที่อดใจไว้ได้"
ปรมาจารย์ตระกูลกัวบ่นพึมพำ "เจ้าอดใจไหวได้อย่างไร? ถ้าเป็นข้า ข้าคงทนไม่ไหว ต้องขอลองชิมสักหน่อยแน่ๆ จริงสิ ที่เจ้าส่งมาให้ข้าที่นี่ คงไม่ได้ตั้งใจจะให้ข้าเป็นอมตะหรอกนะ? คืนนี้ข้ากะว่าจะเอาไปนึ่งกินพอดี หม้อบ้านข้าใหญ่มาก ซึ้งนึ่งใส่คนได้ตั้งสองสามคน คืนนี้อย่าเพิ่งกลับล่ะ อยู่กินด้วยกัน"
เผยตู้กล่าว "พี่ใหญ่ล้อเล่นแล้ว เขาจริงใจต่อข้า ข้าจะตอบแทนเยี่ยงคนต่ำต้อยได้อย่างไร? องค์ชายหลี่จ้าวโหลวตายในจวนของข้า ข้าต้องไปวังหลวงด้วยตัวเองเพื่อชี้แจงให้กระจ่าง หากข้าเข้าไปในวังแล้วเกรงว่าจะไม่ได้กลับออกมา ที่นี่คงต้องพึ่งพี่ใหญ่คอยประคับประคองแล้ว"
ปรมาจารย์ตระกูลกัวถอนหายใจ "งั้นข้าคงต้องกินคนเดียวแล้วล่ะ เจ้ารู้ไหม ข้าอายุมากกว่าเจ้า แถมยังเป็นคนต่ำต้อยอยู่บ่อยๆ เพราะงั้นพี่ชายคนนี้คงไม่รอเจ้าแล้ว ขอชิมก่อนเลยละกัน"
เผยตู้หยิบคัมภีร์จิตดั้งเดิมข้ามเคราะห์ออกมาส่งให้ปรมาจารย์ตระกูลกัว พลางกล่าว "คัมภีร์ม้วนนี้มอบความหวังในการมีชีวิตรอดให้ข้า ไม่แน่ว่าเซียนนั๋วอาจจะมีชีวิตเป็นอมตะบนโลกมนุษย์ได้จริงๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความโชคร้ายในบั้นปลายชีวิต เจ้าอย่าเพิ่งทำตัวต่ำต้อยเลย ลองอ่านดูก่อนเถอะ"
ปรมาจารย์ตระกูลกัวดูอยู่ครู่หนึ่งก็พูดขึ้น "คัดลอกให้ข้าชุดหนึ่ง"
เผยตู้หัวเราะร่วน "ทิ้งไว้ที่เจ้าก็แล้วกัน ยิ่งไปกว่านั้น คนก็อยู่ที่เจ้าแล้ว เซี่ยวเว่ยกัวอย่างเจ้ามีความคิดเห็นอันใด ก็สอบถามเขาโดยตรงได้เลย พี่ใหญ่ ข้าฝากคนไว้กับเจ้าแล้วนะ ยังเป็นๆ อยู่"
ปรมาจารย์ตระกูลกัวถอนหายใจ "คงยากที่จะรอดพ้นคืนนี้ไปได้"
เผยตู้นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า "หากเจ้ารับมือไม่ไหว ก็ส่งตัวเขาออกไปเสีย อย่าเอาชีวิตและทรัพย์สินของตระกูลไปเสี่ยงเลย"
ปรมาจารย์ตระกูลกัวกล่าว "ตอนนี้คุณค่าในการถอดรหัสวิชามารของเขายังเทียบไม่ได้กับคุณค่าเนื้อของเขาเลย คนที่จ้องจะกินเนื้อเขามีมากกว่าปีศาจในคูเมืองเสียอีก การจะส่งเขาออกไปอย่างปลอดภัยนั้น ยากนัก"
เผยตู้เดินจากไป พลางหัวเราะ "เจ้าได้ประโยชน์จากเขาแล้ว อีกทั้งยังรับปากข้า ตอนนี้เจ้าจะเป็นคนต่ำต้อยหรือเปิดเผยจริงใจ ก็ขึ้นอยู่กับพี่ใหญ่เองแล้ว"
ปรมาจารย์ตระกูลกัวถลึงตาหนวดกระดิก จ้องมองรถม้าคันนั้นพลางถอนหายใจเฮือกใหญ่
"นึ่งซีอิ๊ว หรือน้ำแดงดี?" เขาพึมพำเสียงเบา
สวี่อิงกระแอมไอหนึ่งสียง กล่าวว่า "ข้าได้ยินนะ"
ปรมาจารย์ตระกูลกัวตวาดอย่างเกรี้ยวกราด "ได้ยินแล้วจะไม่ให้กินหรือไง? มีเหตุผลที่ไหนกัน? แทนที่คืนนี้เจ้าจะถูกคนอื่นจับไปแบ่งกันกิน สู้ให้ข้าชิมรสชาติก่อนไม่ดีกว่าหรือ! ไอหนู เจ้าอยากตายแบบไหน?"
สวี่อิงเดินออกจากรถม้า ปรมาจารย์ตระกูลกัวรีบยกแขนเสื้อขึ้นปิดหน้า วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงราวกับวิ่งหนีตาย พลางตะโกนว่า "เจ้าอย่าออกมา! เห็นหน้าเจ้าแล้วข้าก็น้ำลายสอ ถูกเจ้าปลุกพยาธิความตะกละขึ้นมาแล้ว!"
สวี่อิงรู้สึกกังวลลึกๆ พึมพำเสียงเบา "อัครเสนาบดีเผยทิ้งข้าไว้ที่ตระกูลกัว จะพึ่งพาได้จริงๆ หรือ?"
ปรมาจารย์ตระกูลกัววิ่งหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย ผ่านไปพักใหญ่ก็ยังไม่มีใครเข้ามาในสวนแห่งนี้ แม้เผยตู้จะจากไปแล้ว แต่เขาก็ทิ้งบรรพชนตระกูลเผยกว่าร้อยคนไว้ที่นี่ เซียนนั๋วกว่าร้อยคนยืนอยู่ตามมุมต่างๆ ของสวน ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องสวี่อิงอย่างแข็งขัน
แม้พวกเขาจะเป็นเพียงหนังหุ้มกระดูก แต่ยังไงก็เป็นถึงเซียนนั๋ว แต่ละคนล้วนแข็งแกร่งกว่าเซียนนั๋วผีเฉินเหมียนจู๋เสียอีก!
สวี่อิงจึงตัดสินใจเดินเล่นไปรอบๆ เพื่อชมทิวทัศน์ ขณะกำลังนั่งพักผ่อนอยู่ในศาลา ก็ได้ยินเสียงคนแว่วมา เป็นเสียงของกัวเสี่ยวเตี๋ย "โขกศีรษะหนึ่งที ได้แขนกลับมาหนึ่งข้าง ท่านอาสี่ ท่านกำไรเห็นๆ เลยนะ!"
เสียงกัวเยว่ดังขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด "ข้ายอมแขนขาด ดีกว่าต้องไปโขกศีรษะขอโทษมัน!"
กัวเสี่ยวเตี๋ยกล่าว "นิสัยดื้อรั้นเหมือนลานี่ ท่านไปเรียนมาจากใครกัน? เดี๋ยวข้าโขกแทนท่านเอง ท่านก็ยืนอยู่ข้างๆ คอยกล่าวคำขอโทษก็แล้วกัน"
"ข้าไม่ทำ!"
"ร่างกาย เส้นผม และผิวหนัง ล้วนได้มาจากพ่อแม่ ร่างกายท่านไม่สมประกอบ ถือว่าอกตัญญู! ท่านอาสี่ ข้าจะให้ท่านน้าสองจัดการท่าน!"
ทั้งสองคนพูดคุยกันพลางเดินมาทางนี้ กัวเสี่ยวเตี๋ยมองเห็นสวี่อิงในศาลาแต่ไกล จึงรีบวิ่งเข้ามา โค้งตัวเตรียมจะคุกเข่าโขกศีรษะ
นางยังไม่ทันได้คุกเข่า ก็เห็นกัวเยว่พุ่งตัวเข้ามาตัดหน้า คุกเข่าลงกับพื้นดังตุ้บ โขกศีรษะให้สวี่อิง พลางร้องว่า "ลูกผู้ชายเกิดมาชาติหนึ่ง จะให้หลานสาวมาโขกศีรษะแทนได้อย่างไร? ขืนแพร่งพรายออกไปคงถูกคนหัวเราะเยาะ ข้าทำเอง! ราชันปีศาจสวี่ ข้าเคยพยายามบีบคอเจ้า ข้าผิดไปแล้ว เจ้าเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง โปรดอย่าถือสาหาความข้าเลย!"
สวี่อิงรีบประคองเขาให้ลุกขึ้น หัวเราะพลางกล่าวว่า "ท่านเป็นอาสี่ของเสี่ยวเตี๋ย ก็เท่ากับเป็นอาสี่ของข้าด้วย จะมีเหตุผลให้ท่านมากราบไหว้ข้าได้อย่างไร? อีกอย่าง บนสนามรบไม่มีถูกผิด ทุกคนล้วนต้องสู้ยิบตาเพื่อเอาชีวิตรอดเท่านั้น"
กัวเยว่ลุกขึ้นตามแรงประคอง
กัวเสี่ยวเตี๋ยรีบถาม "แขนของท่านอาสี่ล่ะ?"
สวี่อิงก็เพิ่งเคยรักษาอวัยวะที่งอกใหม่ให้คนอื่นเป็นครั้งแรก ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ จึงลองโคจรปราณอมตะจากขุมทรัพย์ลับหนีหวาน แล้วค่อยๆ ถ่ายทอดเข้าสู่ร่างกายของกัวเยว่
เรื่องราวราบรื่นกว่าที่เขาคิดไว้มาก เขาไม่ต้องทำอะไรเลย บริเวณแขนที่ขาดของกัวเยว่ก็มีเลือดเนื้อเติบโต กระดูกงอกเงย และเส้นประสาทก็ค่อยๆ ยืดขยายออกไปด้านหน้าอย่างต่อเนื่อง
ผ่านไปไม่นาน แขนข้างใหม่เอี่ยมก็งอกออกมาจนสมบูรณ์
กัวเยว่กล่าวด้วยความเลื่อมใส "ขุมทรัพย์ลับหนีหวาน คือกายอมตะอย่างแท้จริง ขอบคุณราชันปีศาจสวี่ที่ไม่ถือสาหาความเรื่องในอดีต"
สวี่อิงยิ้ม "แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น"
กัวเสี่ยวเตี๋ยเอ่ย "สำหรับเจ้าอาจเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับเขาคือการช่วยชีวิตเลยนะ เขาไปห้องน้ำก็ต้องมีคนพยุง ตอนหาความสำราญกับท่านน้าสองก็ไม่สะดวก ต้องให้ภรรยาน้อยช่วยดัน ข้าเดินผ่านไปได้ยินชัดเจนเต็มสองหูเลย!"
สายลมหนาวพัดผ่าน บรรยากาศเงียบกริบลงทันตา
กัวเยว่รีบร้อนพูดขึ้น "ข้าเพิ่งนึกได้ว่ามีธุระ ขอตัวก่อนล่ะ! น้องสวี่ มิตรภาพร่วมเป็นร่วมตาย ไม่ต้องพูดอะไรให้มากความ มีอะไรก็บอกมาคำเดียว!"
เขารีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ไม่กล้าอยู่ต่อแม้แต่วินาทีเดียว เกรงว่ากัวเสี่ยวเตี๋ยจะแฉเรื่องอะไรออกมาอีก
สวี่อิงมองส่งเขาจนลับสายตา พลางทอดถอนใจ "หลายวันมานี้คงลำบากเขาแย่เลย"
กัวเสี่ยวเตี๋ยสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น "ข้างนอกเขาลือกันว่ากินเนื้อเจ้าแล้วจะเป็นอมตะ จริงหรือเปล่า?"
เมื่อนางพูดถึงเรื่องนี้ หยวนชีก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที มันเลื้อยออกมาจากคอเสื้อของสวี่อิง ร่วงลงพื้นแล้วกลายร่างเป็นงูยักษ์ เอ่ยว่า "ข้าเองก็อยากจะพิสูจน์ดูเหมือนกัน!"
กัวเสี่ยวเตี๋ยสบตากับมัน ราวกับรู้ใจกัน ทั้งสองหันขวับไปมองสวี่อิงพร้อมกัน
สวี่อิงพูดอย่างระมัดระวัง "หากกินเนื้อข้าแล้วเป็นอมตะได้จริง ป่านนี้คงมีคนกินข้าไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่แล้ว ถ้าพวกเขาเป็นอมตะ การกินเนื้อพวกเขาก็ต้องทำให้เป็นอมตะได้ด้วยไม่ใช่หรือ? หากกินต่อๆ กันไปแบบนี้ บนโลกนี้จะไม่เต็มไปด้วยผู้เป็นอมตะหรอกหรือ?"
"อืม เจ้าพูดมีเหตุผล" พวกเขายังคงจ้องมองสวี่อิงด้วยดวงตาเป็นประกาย
สวี่อิงรู้สึกเสียวสันหลังวาบ หวาดระแวงอยู่เสมอว่าวินาทีถัดไปพวกเขาจะจับตนกิน
"ข้าอยู่ในจวนตระกูลกัว แถมยังมีเซียนนั๋วคอยคุ้มกันตั้งมากมาย คงไม่มีอันตรายอะไรหรอกมั้ง"
สวี่อิงสงบสติอารมณ์ลง เริ่มสังเกตเขตแดนเร้นลับอวี้ฉือของตนเองอย่างละเอียด
วันนั้นที่เขาอยู่ในเขตหวงห้ามของตระกูลเผย เขาได้ค้นพบตำแหน่งของเขตแดนเร้นลับอวี้ฉือแล้ว เขตแดนเร้นลับนี้อยู่ต่ำกว่าสะดือลงไปประมาณหนึ่งนิ้วสามเฟิน ตั้งอยู่ในดินแดนซีอี๋ หากไม่มีใครชี้แนะ หรือไม่มีพลังลึกลับมากระตุ้นปราณ ก็ยากที่จะระบุตำแหน่งที่แน่นอนของเขตแดนเร้นลับแห่งนี้ได้
ปราณของเขาล่องลอยอยู่กลางอากาศ สำหรับปราณแล้ว กลางอากาศก็คือทะเลปราณแห่งหนึ่ง และสระหยกที่อยู่ใต้ทะเลปราณ ก็คือเขตแดนเร้นลับที่กักเก็บปราณเอาไว้อย่างมหาศาลไร้ขีดจำกัด!
สวี่อิงคุ้นเคยกับดินแดนซีอี๋ของตนเองเป็นอย่างดี แต่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาสังเกตเห็นสระหยกแห่งนี้ที่ตั้งอยู่บนผืนแผ่นดิน สระหยกนั้นลึกจนไม่อาจหยั่งถึง เมื่อมองลึกลงไป ก็คล้ายกับทิวทัศน์ที่เขาเคยเห็นในเขตหวงห้ามของตระกูลเผย
ภายในสระราวกับมีโลกหน้าซ่อนอยู่ งดงามดั่งหยก ชวนให้หลงใหล
สวี่อิงนั่งขัดสมาธิ รวบรวมสมาธิ หงายฝ่ามือทั้งสองข้างวางไว้บนเข่า โดยไม่รู้ตัวเขาได้โคจรวิชาเทพทัณฑ์สวรรค์ร่วงหล่น แผ่พุ่งจากดินแดนซีอี๋ โจมตีเข้าใส่สระหยก!
สายฟ้าแลบแปลบปลาบ เสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง แสงแห่งทัณฑ์สวรรค์สาดส่อง วิชาเทพของเขาทะลวงผ่านสระหยก ก่อให้เกิดถ้ำสวรรค์อวี้ฉือแห่งแรกขึ้น!
ทันทีที่ถ้ำสวรรค์แห่งนี้ถูกทะลวงเปิด สวี่อิงก็สัมผัสได้ถึงปราณที่หลั่งไหลมาจากอีกห้วงมิติหนึ่งอย่างไม่ขาดสาย ทำให้ตบะฝีมือของเขาพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ!
สัมผัสเทวะของเขาปั่นป่วน หวนกลับมายังเบื้องหน้าเขตแดนเร้นลับอวี้ฉือ เขามองลึกลงไปในสระหยกตามแนวถ้ำสวรรค์ ทันใดนั้นก็ฉุกคิดขึ้นมา "หรือว่า... ที่นั่นจะมีโลกหน้าอยู่จริงๆ? มิฉะนั้น ในร่างกายมนุษย์จะกักเก็บปราณอันมหาศาลถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?"
ตั้งแต่ตอนที่เขาเปิดขุมทรัพย์ลับหนีหวาน เขาก็รู้สึกตะหงิดใจอยู่ลึกๆ ว่า ความมีชีวิตชีวาของขุมทรัพย์ลับหนีหวานอาจไม่ได้มาจากร่างกายมนุษย์ ทว่าหนีหวานของมนุษย์อาจเชื่อมต่อกับดินแดนโกลาหลอันกว้างใหญ่ไพศาล เมื่อทะลวงหนีหวานได้ ก็จะสามารถดึงพลังจากดินแดนโกลาหลอันลึกล้ำนั้นออกมาใช้ได้!
ต่อมา เมื่อเขาเปิดเขตแดนเร้นลับเจียงกงในหัวใจ ความรู้สึกนี้ก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
และตอนนี้ เมื่อเขาเปิดเขตแดนเร้นลับอวี้ฉือ ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งรุนแรงขึ้นไปอีก!
"เซียนนั๋วของตระกูลเผย เคยไปเยือนโลกหน้ามาแล้วหรือเปล่านะ?"
เขาลืมตาขึ้น ก็พบว่าท้องฟ้ามืดครึ้มลงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ กัวเสี่ยวเตี๋ยก็จากไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ บนท้องฟ้าคล้ายกับมีเมฆดำทะมึนก่อตัว เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องและต่ำลงเรื่อยๆ
สวี่อิงมองไปรอบๆ เซียนนั๋วของตระกูลเผยแต่ละคนยังคงยืนหยัดอยู่ที่เดิม ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
"ซู่!"
ฝนตกลงมาอย่างหนักหน่วงและรวดเร็ว แม้จะหลบอยู่ในศาลาก็ยังเปียกปอนไปทั้งตัว
ทันใดนั้น เซียนนั๋วตระกูลเผยแต่ละคนก็เหาะเหินขึ้นสู่ท้องฟ้า เข้าต่อสู้กับปีศาจลึกลับบางอย่าง ลมฝนบนฟ้าทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น มีเสียงแว่วมาอย่างเลือนราง ไม่รู้ว่าเป็นเสียงลมหรือเสียงคำราม ชวนให้ขนลุกซู่
พลันได้ยินเสียงเปรี้ยงดังสนั่น สายฟ้าฟาดลงมากลางสวน ส่องสว่างให้เห็นร่างอันสูงใหญ่ราวกับหอคอยเหล็ก ผู้มีคิ้วขาว ผมขาว และหนวดเคราขาว มือยันง้าวทวนมังกรเขียวขนาดใหญ่มหึมา ยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางพายุฝน
บนง้าวทวนมังกรเขียวนั้น จู่ๆ ก็มีร่างสีเขียวลื่นไหลเลื้อยไปมา ขนาดของมันขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ปรากฏว่าเป็นมังกรเขียวตัวหนึ่งที่พันรอบง้าวทวนเล่มนี้!
"คืนนี้ เสินตูมีฝนตกหนัก"
ชายชราผมขาวร่างสูงใหญ่ยืนหยัดไม่สั่นคลอน สะบัดง้าวทวนมังกรเขียวอย่างแรง พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เสียงของเขาดังกึกก้องราวกับฟ้าร้องกังวานไปทั่วอากาศ "บัดนี้ ขอเพิ่มสีเลือดเข้าไปอีกสักหน่อย!"
"เปรี้ยง!"
สวี่อิงเงยหน้าขึ้น มองเห็นสายฟ้าฟาดฟันทะลวงผืนฟ้ากว้าง ราวกับจะฉีกกระชากท้องฟ้าให้ขาดสะบั้น!
ท้องฟ้าที่ถูกฉีกขาดนั้นพลันสว่างไสวขึ้นมา เสียงกีบเท้าม้าดังกุบกับแว่วมา ปรากฏว่ามีรถม้าคันหนึ่งลากดวงอาทิตย์พุ่งออกมาจากรอยแยกบนท้องฟ้า ราวกับต้องการจะขับไล่ความมืดมิดให้หมดสิ้น!
"กลับไป!"
ชายชราผมขาวร่างสูงใหญ่กวัดแกว่งง้าวทวนมังกรเขียว ฟาดฟันเข้าไปในรอยแยกของท้องฟ้า ปะทะกับขวานและกระบองที่ลอยออกมาจากรถม้า รอยแยกนั้นค่อยๆ ปิดสนิท เสียงกีบเท้าม้าก็ค่อยๆ ห่างไกลออกไป!
สวี่อิงและหยวนชีเงยหน้ามองตาค้าง พึมพำว่า "ผู้อาวุโสช่างดุดันเหลือเกิน..."
เวลานี้ กัวเสี่ยวเตี๋ยวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ตะโกนว่า "ปรมาจารย์บอกว่าท่านอายุมากแล้ว ต้านทานได้แค่สามกระบวนท่า ขับไล่ศัตรูได้แค่สามคน ตอนนี้ขับไล่ไปได้สองคนแล้ว หากยังมีศัตรูอีก ก็ให้ข้าพาเจ้าหนีไป!"
ท้องฟ้ามืดครึ้มลงอีกครั้ง ศัตรูคนที่สามมาถึงแล้ว สวี่อิงมองเพียงแวบเดียวก็รู้ว่าผู้มาเยือนคือใคร
"เคล็ดวิชาเสวียนถานเทพหยางเก้าชั้นฟ้า! ฮ่องเต้ลงมือแล้ว!"







