ซูเยว่ละสายตากลับมาที่หน้าจอการซื้อขาย
เขาพบว่าบัญชีของหานฟู่เซิงในขณะที่ทองแดงเซี่ยงไฮ้อยู่ที่ระดับราคา 34,100 นั้น มีเงินทุนรวมแกว่งตัวอยู่ที่ประมาณ 2,740,000 เมื่อหักลบกับเงินประกันสำหรับ 140 สัญญาแล้ว บัญชีก็ยังมีกำไรเหลืออยู่ประมาณเก้าแสนหนึ่งหมื่น
"ในบัญชีของเหล่าหาน ทำไมถึงมีสถานะถือครองทองแดงเซี่ยงไฮ้เยอะขนาดนี้?"
กู้หยุนซีมองดูบัญชีแล้วก็รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก "สถานะซื้อทองแดงเซี่ยงไฮ้ตั้ง 140 สัญญา! แถมยังไม่ตั้งจุดตัดขาดทุนอีก? เขาเชื่อใจนายอย่างหมดใจเลยจริงๆ"
ซูเยว่มองดูตัวเลขกำไรขาดทุนในบัญชีที่เปลี่ยนแปลงไปหลายพันในทุกๆ วินาทีด้วยความรู้สึกจนใจเล็กน้อย "วิธีการเทรดในตลาดฟิวเจอร์สของเถ้าแก่หานนี่เรียกได้ว่าน่าตกตะลึงเลยทีเดียว ไม่แปลกใจเลยที่พอร์ตจะแตกอยู่บ่อยๆ วิธีการแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการแทงสูงต่ำบนโต๊ะพนัน แพ้ชนะตัดสินกันในเสี้ยววินาที นิสัยชอบการพนันแบบนี้ มิน่าล่ะพี่หยุนซีถึงได้ปวดหัวกับเขานัก"
"แล้วนายเตรียมจะจัดการยังไงต่อ?" กู้หยุนซีมองเขาแล้วเอ่ยถาม
ซูเยว่ยิ้ม เขาตั้งจุดตัดขาดทุนของทุกออเดอร์ไว้ที่ตำแหน่งช่องว่างการกระโดดขึ้นของราคาเมื่อวานนี้ จากนั้นก็เปิดสถานะซื้อเพิ่มอีกสิบสัญญา โดยกันเงินไว้เจ็ดแสนกว่าเป็นเงินประกัน
กู้หยุนซีสูดลมหายใจเข้าลึก ขมวดคิ้วแล้วพูดว่า "ถ้าเกิดนายตัดสินใจพลาด แล้วการย่อตัวของทองแดงเซี่ยงไฮ้ทะลุช่องว่างราคาของเมื่อวานลงไปล่ะ?"
"ถ้าอย่างนั้นก็แค่ตัดขาดทุนแล้วเปิดออเดอร์ใหม่สิครับ" ซูเยว่ตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก
กู้หยุนซีรู้สึกแปลกใจกับปฏิกิริยาของซูเยว่ เธอถามต่อ "ถ้าทะลุช่องว่างราคาลงไป ความเสียหายก็อย่างน้อยๆ ห้าแสนเลยนะ นายไม่รู้สึกกดดันบ้างเลยเหรอ?"
ขนาดหานฟู่เซิงเวลาเทรดแล้วจู่ๆ ขาดทุนไปหลายแสน เขายังเหงื่อตกและมีสีหน้าลุกลี้ลุกลนเลย
เธอไม่เชื่อหรอกว่าซูเยว่ที่อายุยังน้อยแค่นี้ จะมีความหนักแน่นและสภาพจิตใจที่ทนทานรับมือกับมันได้
เงินห้าแสน สำหรับกู้หยุนซีแล้วถือเป็นเงินก้อนใหญ่มาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงซูเยว่เลย เธอคิดว่าด้วยฐานะทางบ้านของเขาในตอนนี้ คงไม่มีทางหาเงินก้อนใหญ่ขนาดนี้มาได้แน่
"ในการเทรด เราต้องเยือกเย็นและมีสติอย่างที่สุด ถึงจะไม่สูญเสียวิจารณญาณของตัวเองไป" ซูเยว่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง "เงินห้าแสน สำหรับผมในตอนนี้มันเป็นเงินที่เยอะมากก็จริง แต่ผมจะมามัวกลัวขาดทุนเงินห้าแสนนี้ จนไม่กล้าเปิดออเดอร์แล้วปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปเปล่าๆ ไม่ได้หรอกครับ พี่หยุนซี... ผมคิดว่าในการเทรดเนี่ย ถ้าเราไม่สามารถมองเงินในบัญชีให้เป็นแค่ตัวเลขเพียวๆ ได้ เราก็จะค่อยๆ ถูกความกลัวและความโลภครอบงำ จนต้องตายไปในตลาดแห่งนี้"
ความเข้าใจเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาถูกตลาดสั่งสอนมานับครั้งไม่ถ้วน จนในที่สุดก็ตกผลึกได้
แน่นอนว่าเขาก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนไปไม่น้อยเพื่อแลกมันมา
ความโลภและความกลัวคือศัตรูตัวฉกาจที่สุดสองตัวในตลาดการเงิน หากไม่สามารถเอาชนะพวกมันได้ ไม่ว่าจะทำเงินในตลาดได้มากแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องคืนกลับไปอยู่ดี
กู้หยุนซีมองซูเยว่อย่างเหม่อลอย จู่ๆ เธอก็รู้สึกว่าความเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับการเทรดของเขานั้น ลึกซึ้งและถ่องแท้ยิ่งกว่าตัวเธอเสียอีก
"การซื้อขายด้วยระบบเงินประกัน กฎการเทรดที่ถูกต้องคือการถือครองสถานะเดี่ยวจะต้องไม่เกิน 10% ของเงินทุนในบัญชี และสถานะถือครองรวมจะต้องไม่เกิน 20% ของเงินทุนทั้งหมด" เธอยิ้มอย่างจนใจ "ถึงสิ่งที่นายพูดจะฟังดูมีเหตุผล แต่มันก็ขัดกับหลักการพื้นฐานนะ หากตัดสินใจพลาดติดๆ กัน นายก็จะไม่มีต้นทุนเหลือให้เทรดต่อได้อีก"
การเทรดแบบจัดหนัก ตอนที่ได้กำไรมันก็สะใจอยู่หรอก แต่ตอนที่ขาดทุนขึ้นมานี่สิ ได้ร้องห่มร้องไห้แทบขาดใจแน่
หากต้องการจะอยู่รอดในตลาดการเงินให้ได้ยาวนาน เธอคิดว่านอกจากการเอาชนะความโลภและความกลัวแล้ว การควบคุมสัดส่วนการลงทุนก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเช่นกัน
"สิ่งที่พี่หยุนซีพูดก็มีเหตุผลครับ แค่ว่าต่างคนต่างก็มีวิถีทางของตัวเองนั่นแหละ!"
หลังจากซูเยว่จัดการเสร็จ เขาก็ปิดคอมพิวเตอร์ ลุกขึ้นยืนแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า "การเทรดก็เหมือนกับสายน้ำ มันไม่มีรูปแบบตายตัวหรอกครับ ตราบใดที่สามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ จะพูดยังไงมันก็ถูกทั้งนั้นแหละ 'การควบคุมสัดส่วนการลงทุน' ในความคิดของผม มันไม่ใช่สิ่งตายตัว แต่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามแนวโน้มของตลาด เวลาที่ตลาดมีทิศทางไปทางเดียวอย่างชัดเจน การลงทุนหนักหน่อยก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรตราบใดที่ตั้งจุดตัดขาดทุนไว้อย่างสมเหตุสมผล แต่เมื่อตลาดอยู่ในช่วงแกว่งตัว หลักการพื้นฐานที่พี่หยุนซีพูดถึง ย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุดอย่างแน่นอนครับ"
ในมุมมองของเขา กู้หยุนซีเป็นพวกยึดติดกับทฤษฎี
ในฐานะที่ปรึกษาการลงทุนของฝ่ายปฏิบัติการ เธอถือว่ามีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ แต่ถ้าต้องมาบริหารเงินทุนก้อนใหญ่จริงๆ เกรงว่าคงจะเกิดปัญหาขึ้นไม่น้อย
แต่แน่นอนว่า การบริหารความเสี่ยงของกู้หยุนซีนั้นดีมาก หากได้รับการขัดเกลาอีกสักหน่อยก็ยังมีอนาคตที่สดใส
"ความรู้ที่นายอ่านมานี่ทำให้ฉันทึ่งไปเลยจริงๆ" กู้หยุนซีมองเขาด้วยความชื่นชม "ตอนแรกที่คุณอาสองเอาแต่ชมเชยนาย ฉันยังรู้สึกไม่ค่อยยอมรับเท่าไหร่ แต่พอดูตอนนี้แล้ว... คงต้องยอมรับว่าเขามองคนขาดจริงๆ"
ซูเยว่หัวเราะแหะๆ ไม่ได้พูดอะไร
อันที่จริงพรสวรรค์ด้านการเทรดในตลาดการเงินของเขานั้นไม่ได้สูงเลย การที่เขาสามารถเข้าใจหลักการเหล่านี้ได้ ล้วนอาศัยประสบการณ์จากการเจ็บปางตายในตลาดการเงินเมื่อก่อน แล้วนำมาสรุปเป็นบทเรียนทั้งสิ้น
"คืนนี้ว่างไหม?" เมื่อเห็นว่าซูเยว่กำลังจะกลับ กู้หยุนซีก็เอ่ยถามขึ้นมากะทันหัน
ซูเยว่ใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า "คืนนี้ผมรับปากน้องสาวไว้แล้วครับว่าจะพาเธอไปกินหม่าล่าทั่งที่ 'อวี่ซานเซียง' ถ้าพี่หยุนซีจะเลี้ยงข้าวผม คงต้องเป็นวันหลังแล้วล่ะ"
"ถ้าอย่างนั้น... ก็เป็นวันเสาร์แล้วกัน สุดสัปดาห์นี้คุณอาสองจะเดินทางออกจากฉางหลิงแล้ว ก่อนไปเขาอยากเจอนายอีกสักครั้งแล้วก็คุยด้วยหน่อยน่ะ" กู้หยุนซีพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "พ่อแม่ฉันเองก็อยากเจอนายเหมือนกัน เพราะพวกเขาก็อยากรู้ว่าคนที่ทำให้คุณอาสองเอ่ยปากชมไม่ขาดปากได้จะเป็นคนยังไง"
ซูเยว่ตอบรับและกล่าวลา ก่อนจะเดินออกจากฝ่ายปฏิบัติการแล้วกลับไปที่โรงพยาบาล
ทั้งสามคนหยอกล้อเล่นกันอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งถึงช่วงเย็น ซูเยว่ก็ไปสอบถามข้อควรระวังเกี่ยวกับอาการป่วยของน้องสาวจากแพทย์เจ้าของไข้ จากนั้นจึงพาจางเสวี่ยและน้องสาวมาที่ 'อวี่ซานเซียง' เพื่อกินหม่าล่าทั่ง
ซูเยว่ไม่เข้าใจเลยว่าน้องสาวที่เกิดในดินแดนแห่งสายน้ำทางตอนใต้ ทำไมถึงได้หลงใหลและไม่ยอมลืมเลือนหม่าล่าทั่งของแถบซื่อชวนและฉงชิ่งขนาดนี้
ของแบบนี้ถึงจะอร่อย แต่มันก็ไม่ใช่ของที่จะต้องนึกอยากกินอยู่แทบจะวันเว้นวันแบบนี้ไหม?
"พี่คะ พี่หยิบผักอะไรมาเนี่ย?" ซูเสี่ยวเยว่มองดูถาดผักแล้วค้อนขวับใส่ซูเยว่ "เลือดเป็ด ไส้เป็ด ผ้าขี้ริ้ว สามอย่างนี้ทำไมถึงไม่มีเลยล่ะ?"
"ทำไมต้องเป็นสามอย่างนี้ด้วยล่ะ?" ซูเยว่ถามอย่างสงสัย
"อืม นี่มันองค์ประกอบสำคัญสามอย่างของหม้อไฟเลยนะ ถ้าจะถามว่าทำไม คงต้องเริ่มเล่าตั้งแต่ต้นกำเนิดของวัฒนธรรมหม้อไฟเลยล่ะ" ซูเสี่ยวเยว่เริ่มให้ความรู้อย่างจริงจัง "เล่ากันว่าในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง..."
"หยุดเลย เดี๋ยวพี่ไปหยิบมาให้ก็สิ้นเรื่องใช่ไหม?" ซูเยว่รีบพูดแทรกน้องสาว
รอบตัวเขามีเด็กเรียนเก่งอยู่สองคนแล้ว ไม่ต้องการเพิ่มอีกคนหรอก เขาขอแค่ได้เป็นเด็กหลังห้องอย่างสงบสุข แล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาหาเงินมาปกป้องดูแลพวกเธอให้ดีก็พอ
จางเสวี่ยมองดูสีหน้าจนใจของซูเยว่แล้วยิ้มบางๆ เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "เสี่ยวเยว่ เธอสังเกตเห็นไหมว่าช่วงนี้พี่ชายของเธอมีอะไรต่างไปจากเมื่อก่อนหรือเปล่า?"
ซูเสี่ยวเยว่ไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงถามแบบนี้ เด็กสาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า
พี่ชายดีกับเธอมากกว่าเมื่อก่อน
แต่เธอรู้สึกว่านั่นเป็นแค่เพราะเธอป่วย พี่ชายก็เลยยอมตามใจเธอทุกอย่าง ในความทรงจำของเธอ พี่ชายก็ยังคงเป็นคนสะเพร่า ซื่อบื้อ และพูดไม่เก่งเหมือนเดิม...
"ฉันมักจะรู้สึกว่าเขาดูต่างไปจากเมื่อก่อน แต่ต่างไปตรงไหน ก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน"
จางเสวี่ยมองแผ่นหลังของซูเยว่ที่กำลังยืนเลือกอาหารอยู่ตรงชั้นวางอย่างตั้งใจ เธอพูดเบาๆ ว่า "ในแววตาของเขา ดูเหมือนจะมีความสุขุมเยือกเย็นเพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนมาก ราวกับว่าทุกสิ่งบนโลกใบนี้ ล้วนอยู่ในการควบคุมของเขา ต่อให้ต้องเจอกับความยากลำบากที่หนักหนาสาหัสแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำให้เขาลุกลี้ลุกลนหรือเสียศูนย์ได้อีกแล้ว"
"เขาว่ากันว่าคนมีความรักมักมองเห็นแต่สิ่งสวยงาม อันที่จริง... คนมีความรักก็มองเห็นแต่ความหล่อได้เหมือนกันนะ"
ซูเสี่ยวเยว่หัวเราะเบาๆ "ยังไงฉันก็มองไม่ออกหรอกนะว่าพี่ชายฉันจะมีคุณสมบัติพวกนั้น แต่การที่พี่เสวี่ยพอมองออก มันก็พิสูจน์แล้วล่ะว่าพี่ชายฉันในสายตาของพี่เสวี่ย แตกต่างจากคนอื่นๆ!"