"ถอยไป!" ซ่งเฉียนจีหันไปตวาดเสียงกร้าว
เขาต้องผ่านด่านเคราะห์เดี๋ยวนี้
เรื่องที่ไม่อยากให้เกิดที่สุด ก็เกิดขึ้นจนได้
เว่ยผิงไม่ยอมไป "ข้าจะคุ้มกันให้เจ้าเอง!"
ซ่งเฉียนจีรับกระบี่ของลิ่นเฟยยวนแทนเขา ปากบอกว่าเป็นแค่แผลภายนอก แต่บาดแผลที่หัวไหล่ยังคงมีเลือดไหล ใครจะรู้ว่าจริงๆ แล้วบาดเจ็บหนักแค่ไหน กำลังฝืนทนอยู่หรือเปล่า
จี้เฉินแสดงท่าทีแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาดึงตัวเว่ยผิงออกไปอย่างแรง
"เชื่อใจพี่ซ่งเถอะ! เจ้าอยากเข้าไปรับสายฟ้าแทนเขา แต่เขาจะต้องแบ่งสมาธิมาคุ้มครองเจ้าอีกนะ!"
ด่านเคราะห์อสนีบาตคือบททดสอบของสวรรค์ มันเมินเฉยต่อค่ายกลป้องกันใดๆ และก็เป็นพรจากสวรรค์เช่นกัน เพราะภายในแฝงไว้ด้วยพลังงาน
ผู้บำเพ็ญเพียรที่ออกจากด่านมาเผชิญเคราะห์ ส่วนใหญ่มักเลือกดินแดนฮวงจุ้ยชั้นเลิศ เพื่อให้สะดวกต่อการดูดซับปราณวิญญาณ ทั้งยังมีอาจารย์หรือผู้อาวุโสในตระกูลคอยคุ้มกันอยู่ข้างกาย
ผู้ที่มีฐานะมั่งคั่งหน่อย จะกิน 'โอสถหลอมกาย' ล่วงหน้าเพื่อเพิ่มพลังต้านทานสายฟ้า จากนั้นค่อยกิน 'โอสถแปรอสนี' เพื่อดูดซับพลังงานจากด่านเคราะห์ให้ได้มากที่สุด นำมาหลอมชำระเส้นลมปราณ
โดนฟ้าผ่าเหมือนกัน บางคนผิวหนังไหม้เกรียมเลือดไหลอาบ แต่กลับได้ผลัดกระดูกเปลี่ยนเส้นเอ็น การทะลวงระดับครั้งต่อไปก็จะราบรื่นยิ่งขึ้น
ขณะที่บางคนงัดของวิเศษออกมาจนหมดหน้าตัก ฝืนทนผ่านด่านเคราะห์มาได้อย่างยากลำบาก กลับได้มาเพียงบาดแผลเต็มตัว นอกจากทะลวงขอบเขตแล้ว ก็ไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ เลยแม้แต่น้อย
จะดูดซับพลังจากด่านเคราะห์อสนีบาตได้มากน้อยเพียงใด ย่อมขึ้นอยู่กับรากฐานพรสวรรค์ของผู้เผชิญเคราะห์ ประสบการณ์ของผู้คุ้มกัน และขึ้นอยู่กับดวงด้วย
เมื่อแหงนมองเมฆเคราะห์อสนีบาต ทุกคนล้วนหน้าซีดเผือด จิตวิญญาณสั่นสะท้าน นี่คือการข่มขู่จากพลังแห่งสวรรค์ที่มีต่อผู้บำเพ็ญเพียร ประดุจแผ่นดินไหวและสึนามิที่ข่มขวัญปุถุชน
จี้เฉินอ้าปากค้าง "เป็นไปได้อย่างไร? เมฆสายฟ้าตอนท่านอาของข้าก่อเกิดหยวนอิงยังไม่ร้ายกาจขนาดนี้เลย!"
เมืองเชียนฉวีทั้งเมืองล้วนถูกปกคลุม
ทั่วทั้งทวีปเทียนซีต่างเฝ้ามองด่านเคราะห์ในครั้งนี้
ผู้บำเพ็ญเพียรนับหมื่นนับพันเดินออกจากถ้ำพำนัก ออกจากตำหนัก มารวมตัวกันตามยอดเขา ยอดหอคอย หรือลานกว้าง โคจรปราณวิญญาณเพ่งมองไป
พวกที่อยากรู้อยากเห็นก็ขี่กระบี่เหินเวหา เพื่อให้มองเห็นได้ไกลขึ้น
"ปรมาจารย์ท่านใดกำลังเผชิญด่านเคราะห์?"
"แสงสายฟ้าเป็นสีม่วงอ่อน อายุกระดูกของคนผู้นี้ยังน้อยอยู่ เป็นผู้เยาว์ตระกูลไหนกำลังเผชิญด่านเคราะห์กัน?"
"อานุภาพยิ่งใหญ่ปานนี้ หรือว่าจื่อเย่เหวินซูจะอยู่ในทวีปเทียนซี?"
"ไม่ถูก นี่มันด่านเคราะห์จินตัน เมฆนั่นอยู่ทางฝั่งเมืองเชียนฉวี!"
บนเขาหัวเวย กระบี่บินพุ่งทะยานราวกับป่าไม้
นักพรตซวีอวิ๋นนั่งตัวตรงอยู่ในตำหนักเฉียนคุน สีหน้าดำมืดเสียยิ่งกว่าเมฆสายฟ้า
หากนับวันดู วันนี้คือวันลอบสังหาร
ซ่งเฉียนจีไม่เพียงไม่ตาย ซ้ำยังกำลังจะผ่านด่านเคราะห์
ลึกเข้าไปในเรือนบรรพบุรุษตระกูลจ้าว เสียงถอนหายใจชราภาพดังขึ้น
จ้าวไท่จี๋รู้ว่าเหตุใดบรรพชนถึงถอนหายใจ ลอบสังหารล้มเหลว ลิ่นเฟยยวนต้องตายแล้วอย่างแน่นอน
เขาไม่กล้าเข้าไปในห้อง ได้แต่ยืนอยู่ในลานกว้างที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลนจนแทบจะกลายเป็นมนุษย์หิมะไปแล้ว เขาแหงนหน้าขึ้นกล่าวอย่างเคียดแค้น "ขอเพียงมันบาดเจ็บสาหัส จนไม่มีแรงรับด่านเคราะห์ก็พอ"
ชาติก่อนซ่งเฉียนจีฝืนรับจนชินแล้ว ยามนี้จึงไร้ซึ่งความหวาดกลัวใดๆ
สีหน้าของเขาราบเรียบดุจผิวน้ำ ยกสองมือขึ้น เปลี่ยนแปลงท่าทางอย่างรวดเร็ว ผูกมุทรา แล้วตวาด "เข้ามา!"
สายฟ้ารวบรวมพลังเสร็จสิ้น อสนีสีม่วงแลบปลาบ เมฆดำปริแตกออกเป็นรอยแยก เสาแสงสายฟ้าสีม่วงที่เชื่อมต่อผืนฟ้าและแผ่นดินก่อตัวขึ้น
สายฟ้าสายนี้มีอานุภาพใหญ่หลวงนัก หากผ่าลงบนตัวซ่งเฉียนจี เกรงว่าตลาดเชียนฉวีทั้งแห่งคงต้องเผชิญกับแผ่นดินไหวเป็นแน่
ผู้ที่เข้าร่วม "เทศกาลเก็บเกี่ยว" ได้อพยพออกจากตลาดเชียนฉวีภายใต้การนำของหน่วยป้องกันเมือง และไปรวมตัวกันที่ถนนสายหลักแล้ว
ในช่วงแรกที่ฝูงชนเกิดความโกลาหล มีการตื่นตระหนกและวิ่งชนกันบ้าง โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ
จี้ซิงโคจรปราณวิญญาณ ร้องตะโกนสั่งการอพยพเสียงดัง
"ข้างในมีนักฆ่า ล้วนแต่เป็นผู้บำเพ็ญเพียร ร้ายกาจมาก ทุกคนอย่าเข้าไปนะ..."
"ท่านเซียนกวนซ่งถูกลอบสังหาร พวกเราหนีมาแล้ว เขาจะทำอย่างไรล่ะ?" หลิวมู่เจี้ยงเอ่ยถามขึ้นมาทันที
ความหวาดกลัวโดยธรรมชาติที่ปุถุชนมีต่อผู้บำเพ็ญเพียรมลายหายไปในชั่วขณะนี้ ชาวเชียนฉวีกลุ่มหนึ่งไม่ยอมไป พวกเขาคว้าไม้ไผ่ ไม้กวาด และตะกร้าผักที่อยู่ใกล้มือขึ้นมา
"ฆ่านักฆ่า ปกป้องท่านเซียนกวนซ่ง!"
มวลชนกำลังเดือดดาล ซือกงเถี่ยซานหนิวตะโกนขึ้น "เทพธิดาจี้ ท่านพาพวกเราบุกกลับไปเถอะ!"
"หา?" จี้ซิงสะดุ้งตกใจ "นัก... นักฆ่าคนนั้นถูกจัดการไปแล้ว!"
เวลาปกติที่ขุดลอกคลองหรือทำไร่ไถนา แต่ละคนล้วนซื่อสัตย์ขยันขันแข็ง ใครจะไปคิดว่าจู่ๆ จะระเบิดพลังฮึกเหิมออกมาได้ขนาดนี้
ท้องฟ้ามืดครึ้มลงฉับพลัน เมฆครึ้มก่อตัว สายฟ้าสีม่วงแลบปลาบ แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่าน
ชาวเชียนฉวีไม่เคยเห็นปรากฏการณ์วิปริตที่น่าตื่นตะลึงเช่นนี้มาก่อน ราวกับว่าเพียงแค่ปรายตามอง เรี่ยวแรงทั้งร่างก็ถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
จี้ซิงเอ่ยอย่างดีใจ "ด่านเคราะห์อสนีบาตมาแล้ว ศิษย์พี่ซ่งกำลังจะผ่านด่านเคราะห์! ทุกคนอย่าเข้าไป ปล่อยให้เขาตั้งสมาธิทะลวงระดับเถอะ!"
ไม่รู้ว่าใครชี้ฟ้าแล้วตะโกนเสียงแหบพร่า "ท่านเซียนกวนซ่งเป็นคนดี เขาไม่สมควรโดนฟ้าผ่านะ!"
"ท่านเซียนกวนซ่งไม่สมควรโดนฟ้าผ่า!"
จี้ซิงทั้งโมโหทั้งขำ "นี่มันด่านเคราะห์อสนีบาต เป็นเรื่องดีต่างหาก"
ซ่งเฉียนจีแหงนหน้าขึ้น
เสาแสงสายฟ้าสีม่วงขนาดมหึมาฟาดฟันลงมา
เป็นการร่วงหล่นลงมา ไม่ใช่การฟาดฟัน ซ้ำยังไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาเลย
สีหน้าของซ่งเฉียนจีแปรเปลี่ยนไป เขามองดูแสงสายฟ้าร่วงหล่นลงมาตาปริบๆ ทว่ารอบกายเขากลับปรากฏแสงสีทองจางๆ ลอยขึ้นมาก่อตัวเป็นม่านพลังป้องกัน สกัดกั้นสายฟ้าเอาไว้
ม่านแสงสีทองคล้ายกับมีอุณหภูมิ เสาสายฟ้าที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้าละลายหายไปอย่างรวดเร็วราวกับหิมะทับถม ควันสีม่วงเป็นสายๆ ทะลวงผ่านม่านพลังเข้ามา ประหนึ่งหยาดฝนชโลมใจ ประหนึ่งหิมะบางเบา ร่วงหล่นลงบนเรือนร่าง บ่า และใบหน้าของเขาอย่างแผ่วเบา ทะลวงผ่านผิวหนัง ทะลวงผ่านเลือดเนื้อ หล่อเลี้ยงกระดูกทุกชิ้น และเส้นลมปราณทุกเส้น
"แสงทองแห่งบุญบารมีคุ้มกาย!" เว่ยผิงร้องอุทาน
"นั่นมันตำนานในหนังสือไม่ใช่หรือ?" จี้เฉินยังคงเหม่อลอย วินาทีก่อนเขายังรู้สึกว่าซ่งเฉียนจีจะต้องถูกฟ้าผ่าจนรอดตายหวุดหวิด วินาทีต่อมาสถานการณ์กลับพลิกผัน แสงสีทองสาดส่องสว่างไสว
เล่าขานกันว่ายามผู้ยิ่งใหญ่ในยุคโบราณกาลเผชิญด่านเคราะห์ ผู้มีบุญบารมีจะมีแสงทองคุ้มกาย ได้รับพลังแห่งสายฟ้าไปจนหมดสิ้นโดยไร้รอยขีดข่วน
ซ่งเฉียนจีลดมือลงอย่างเหม่อลอย หยาดน้ำค้างวิญญาณในเส้นลมปราณหลั่งไหลไปรวมกันที่ตำหนักม่วง ควบแน่นกลายเป็นจินตัน ที่หมุนวนอย่างรวดเร็ว
จินตันขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ชั่วพริบตาก็ทะลวงผ่านระดับจินตันขั้นต้น ระดับจินตันขั้นกลาง ระดับจินตันขั้นปลาย จนถึงระดับจินตันขั้นสมบูรณ์พร้อม
เขางุนงงเสียยิ่งกว่าปุถุชนที่กำลังงุนงงเสียอีก
"ตู้ม!"
แรงกดดันรอบตัวเขาระเบิดออก บดขยี้จินตันก่อเกิดเป็นหยวนอิง!
หยวนอิงดูดซับพลังงานในสายฟ้าอย่างรวดเร็ว เปล่งประกายเจิดจ้า และเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ไปเรื่อยๆ
ซ่งเฉียนจีได้สติกลับมา รีบทำลมหายใจให้มั่นคง ฝืนกดทับขอบเขตพลังเอาไว้ที่ระดับหยวนอิงขั้นกลาง
ในที่สุดแสงสายฟ้าก็สลายไป เมฆเคราะห์สีดำเปลี่ยนสี กลายเป็นเมฆาสีรุ้งเต็มท้องฟ้า
ลมกรรโชกแรงแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน คล้ายมีเสียงดนตรีแว่วมาตามสายลม
"ศิษย์พี่ซ่งถึงกับทะลวงสองด่านเคราะห์รวดเลยรึ!"
เว่ยผิง จี้เฉิน และคนอื่นๆ วิ่งห้อตะบึงเข้ามา ซ่งเฉียนจีพ่นลมหายใจออกมายามถูกผู้คนห้อมล้อม เขาอ้าปากเตรียมจะพูด ทว่าจู่ๆ แจกันบริสุทธิ์ในร่างก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
น้ำพุอมตะที่ดูดซับพลังอสนีสวรรค์ทะลักทะลวงออกมา ดึงจิตสัมผัสของเขาเข้าไปในตำหนักม่วงในชั่วพริบตา
ข้างหูมีแต่เสียงร้องอุทานด้วยความร้อนรน ซ่งเฉียนจีหงายหลังล้มตึงลงไป
ก่อนหลับตาลงเขามีเพียงความคิดเดียว: ประมาทไปแล้ว น้ำพุอมตะก็มาหาเรื่องข้าเหมือนกัน
...
ซ่งเฉียนจียืนอยู่บนทุ่งข้าวสาลีสีเหลืองทองอร่ามผืนหนึ่ง
แสงแดดเจิดจ้า สายลมพัดโชย เกลียวคลื่นรวงข้าวสาลีพลิ้วไหว ราวกับความฝันและภาพลวงตา
ซ่งเฉียนจียิ้มเยาะตัวเอง "ไม่มั้ง"
สาเหตุที่ของวิเศษล้ำค่าแห่งฟ้าดินนั้นล้ำค่า ก็เพราะพวกมันไม่เพียงแต่ใช้โจมตีและรักษาได้เท่านั้น ทว่ายังสามารถเปิด 'เขตแดน' ให้กับผู้บำเพ็ญเพียรได้อีกด้วย
ชาติก่อนซ่งเฉียนจีถูกรุมไล่ล่าสังหาร ล้วนเป็นเพราะข่าวลือสายหนึ่งที่ไม่รู้ว่ามีต้นตอมาจากที่ใด:
ลือกันว่าเขาจะใช้น้ำพุอมตะในแจกันบริสุทธิ์ สร้างโลกใบเล็กๆ ขึ้นมาด้วยตัวเอง เพื่อเป็นผู้สร้างและผู้ปกครองในนั้น โดยไม่สนความเป็นตายของโลกใบนี้
ทันทีที่ต้นค้ำฟ้าตาย คนที่ยอมสยบต่อเขา เขาก็จะจับเข้าไปเป็นทาสในเขตแดนของตน ส่วนคนที่ต่อต้านเขา มีเพียงความตายสถานเดียว
ผู้คนไม่เชื่อหรอกว่าไอ้บ้านนอกคอกนาที่ชื่อเสียงฉาวโฉ่จะกอบกู้โลกได้จริงๆ
เขตแดนของซ่งเฉียนจี ตอนนี้เป็นเพียงภาพเงาเลือนรางในตำหนักม่วงที่กระเพื่อมไหวไม่หยุดหย่อน
รอจน 'เขตแดน' ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างแล้ว มันก็จะปรากฏออกมาภายนอก กลายเป็นโลกอีกใบที่เขาสามารถสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นมาเองได้
นี่มันเป็นพลังและอำนาจที่แข็งแกร่งปานใดกัน
ซ่งเฉียนจีนอนลงบนทุ่งข้าวสาลีครู่หนึ่ง หรี่ตาอาบแสงแดดจอมปลอม
"ในตำราโบราณบอกไว้ว่า เขตแดนของราชาเชียนฉวีคือกระดานหมาก โดยมีท้องนภาเป็นกระดานและดวงดาวเป็นตัวหมาก..."
"ตำนานเล่าว่าเขตแดนของเสี่ยนเจี้ยนเฉินคือป่ากระบี่ หมื่นกระบี่เรียงราย กระดูกขาวเกลื่อนกลาด..."
"ในธาราแห่งกาลเวลา เขตแดนของเว่ยเจินอวี้หลังจากบรรลุขั้นฮว่าเสิน คือทะเลเพลิง ลุกโชนโชติช่วง เผาผลาญสรรพสิ่ง"
"ถ้าข้าสู้กับคนอื่นแล้วกางเขตแดนออกไป ว้าว ข้าวสาลีเต็มไปหมด ศัตรูจะไม่หัวเราะเยาะข้าหรือไง? มันเหมาะสมเหรอ? เข้าท่าตรงไหนเนี่ย?"
ซ่งเฉียนจีแค่นหัวเราะเยาะสามประโยค แจกันบริสุทธิ์ก็สั่นเบาๆ พลังเทพของน้ำพุอมตะพลันปะทุขึ้น
ท้องฟ้าเปลี่ยนสีฉับพลัน ห่าฝนโปรยปรายลงมากระหน่ำใส่ทุ่งข้าวสาลีอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ซ่งเฉียนจีลูบหน้า "เจ้ายังจะมาอารมณ์เสียใส่ข้าอีกนะ! แค่ถามเล่นๆ ก็ไม่ได้หรือไง?"







