"ได้ๆ ไม่ใช่ปัญหาของเจ้า เป็นปัญหาของข้าเอง เป็นข้าเองที่ไม่อยากต่อสู้แต่อยากทำไร่ทำนา ถึงได้กลายสภาพเป็นแบบนี้"
หลังจากซ่งเฉียนจียอมรับผิดอย่างจริงใจ แจกันบริสุทธิ์ก็สั่นสะเทือนเล็กน้อย ฝนซาฟ้าใส สะพานรุ้งเจ็ดสีทอดข้ามทุ่งข้าวสาลี เกลียวคลื่นรวงข้าวสาลีทอประกายเจิดจ้ายิ่งกว่าเดิม
ของวิเศษเดิมทีไร้สติปัญญา ทว่าหลังยอมรับเจ้านายและซ่อนตัวอยู่ในตำหนักม่วงของผู้บำเพ็ญเพียร มันย่อมได้รับการซึมซับหล่อหลอมจากจิตวิญญาณของผู้บำเพ็ญเพียรทั้งวันทั้งคืน
ยิ่งผู้บำเพ็ญเพียรมีตบะสูงส่ง จิตวิญญาณก็ยิ่งแข็งแกร่ง สติปัญญาของของวิเศษก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย กระบี่ย่อมมีจิตกระบี่ ศาสตราก็มีจิตศาสตรา ซ่งเฉียนจีไม่สงสัยเลยว่า ไม่ช้าก็เร็ว ตนจะต้องเลี้ยงดูจิตน้ำพุที่ไม่ไว้หน้าเขาออกมาได้สักตัวแน่ๆ
สมกับที่เป็นสุดยอดของวิเศษแห่งฟ้าดินอันดับหนึ่ง อารมณ์ร้ายกว่าของวิเศษชิ้นอื่นเสียอีก
ทุ่งข้าวสาลีกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาชวนให้ผู้คนหลงใหล แต่ซ่งเฉียนจีจะรั้งอยู่นานไม่ได้
การลอบสังหารเกิดขึ้นอย่างเปิดเผย เมฆทัณฑ์ก็ใหญ่โตมโหฬาร อยากปิดบังก็ปิดไม่มิด เกรงว่าเวลานี้ ทั่วทั้งโลกบำเพ็ญเพียรคงรู้ข่าวที่เขาถูกลอบสังหารในเชียนฉวี รวมถึงข่าวที่เขาทะลวงผ่านด่านเคราะห์สองครั้งซ้อนจนเลื่อนขั้นเป็นขั้นหยวนอิงโดยตรงแล้ว
สถานการณ์ภายในเชียนฉวียังควบคุมได้ แต่ภายนอกเชียนฉวี คนที่มองว่านี่คือข่าวร้าย บางทีอาจยิ่งอยากให้เขาตายไวๆ
ส่วนคนที่มองว่านี่คือข่าวดี บางทีอาจยิ่งอยากให้เขาบำเพ็ญเพียร เพื่อให้เขาเป็นผู้กอบกู้โลก
หรือว่าชีวิตอันสงบสุขที่ได้เฝ้าเรือนซ่ง เฝ้าปลูกพืชทำไร่อยู่ในเชียนฉวี กำลังจะกลายเป็นเพียงภาพลวงตาที่ไม่อาจเอื้อมถึงแล้วหรือ?
ไม่ ซ่งเฉียนจียืนอยู่บนทุ่งข้าวสาลี สะบัดแขนเสื้ออย่างมุ่งมั่น เขาไม่มีทางยอมจำนนต่อโชคชะตาเด็ดขาด!
……
คืนฤดูหนาวลมเหนือพัดแรง เมืองเชียนฉวีไร้ซึ่งการหลับใหล
แสงจันทร์ส่องไม่ทะลุเมฆหนา จวนเซียนกวนสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ
ซ่งเฉียนจีนอนอย่างสงบอยู่บนเตียง ภายใต้แสงเทียนใบหน้าเขาดูมีเลือดฝาด ลมหายใจสม่ำเสมอ ราวกับหลับสนิทไปแล้ว
เว่ยผิงยกมือขึ้น ส่ายหน้าเบาๆ "กระดูกและเส้นลมปราณไร้รอยขีดข่วน หลังจากดูดซับอสนีบาตสวรรค์แล้ว พลังวิญญาณในร่างเขาก็เปี่ยมล้น ไหลเวียนราบรื่น แต่เขาเพิ่งก่อกำเนิดหยวนอิง สัมผัสเทวะของข้าจึงแทรกซึมเข้าไปในตำหนักม่วงของเขาไม่ได้ ทำได้เพียงรอต่อไป รอให้เขาฟื้นขึ้นมาเอง จุดธูปคืนวิญญาณเพื่อสงบจิตใจให้เขาสักก้านก่อนเถอะ"
จี้เฉินรีบจุดธูปหอม "ข้าไปเชิญปรมาจารย์จากวัดหงเย่มาทำพิธีดีไหม หรือจะเชิญเทพธิดาจากสำนักเซียนอินมาดีดฉินดี มันจะพอมีประโยชน์บ้างไหม"
"ไม่มีประโยชน์หรอก" เว่ยผิงมีสีหน้าเคร่งเครียด "เจ้าเป็นปรมาจารย์ค่ายกล คอยควบคุมค่ายกลทั้งหมดของเชียนฉวี เวลานี้จะปลีกตัวไปไหนสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้"
จี้เฉินพยักหน้า "ตกลง"
หลังจากซ่งเฉียนจีเผชิญด่านเคราะห์จนหมดสติไป เว่ยผิงก็ปิดข่าวในทันที สั่งปิดประตูเมืองทั้งหมด ห้ามผู้ใดเข้าออกเชียนฉวีโดยเด็ดขาด
ในยามที่ไร้ผู้นำ เขาสั่งให้จี้ซิงนำคนไปปลอบขวัญและอพยพชาวบ้าน สั่งให้สวีคั่นซาน ชิวต้าเฉิง และคนอื่นๆ ออกตรวจสอบภัยแอบแฝงและบุคคลต้องสงสัย สั่งให้โจวเสี่ยวอวิ๋นนำคนไปเฝ้ามือสังหารที่บาดเจ็บสาหัส...
เขาทำตัวราวกับเป็นพ่อบ้านใหญ่ที่คอยออกคำสั่งอย่างแท้จริง ไม่ตื่นตระหนกยามเผชิญอันตราย สุขุมพึ่งพาได้ คิดอ่านรอบคอบ จนได้รับความเลื่อมใสจากทุกคน
ทั้งสองกลัวว่าจะรบกวนซ่งเฉียนจี จึงปล่อยมุ้งลงมา แล้วถอยออกไปห้องด้านนอกอย่างรู้ใจกัน
"พี่เว่ย ผ่านภัยพิบัติครั้งนี้ไปได้ พวกเราก็นับว่าเป็นพี่น้องที่ร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมต้านศัตรูมาด้วยกันอย่างแท้จริงแล้ว นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่านอกจากพี่ซ่งกับพี่เมิ่ง ข้ายังจะได้คบหาสหายที่ดีเช่นนี้อีก รอให้พี่ซ่งรักษาตัวจนหายดี รอให้พี่เมิ่งกลับมา พวกเราค่อยไปดื่มสุราเลิศรส กินเนื้อย่างด้วยกันอีก!"
เว่ยผิงขยับมุมปาก เผยรอยยิ้มขื่นขม "ได้สิ"
จี้เฉินรู้สึกว่าเว่ยผิงมีบางอย่างผิดปกติ จึงพยายามทำให้บรรยากาศคึกคักขึ้น
"เมื่อก่อนข้าเคยฟังพี่เมิ่งเล่าเรื่องที่พี่ซ่งกระโดดลงหน้าผา ยอมตัดแขนตัวเองทิ้งเพื่อช่วยชีวิตเขา ตอนนั้นข้ามักจะรู้สึกว่าเขาพูดเกินจริงไปหน่อย จะมีใครยอมเสียสละตัวเองเพื่อคนอื่นโดยไม่ลังเลและไม่คิดหน้าคิดหลังกันเล่า ตอนที่พี่ซ่งตัดแขนทิ้ง เขาต้องมีสติเยือกเย็น วางแผนมาอย่างดี และคำนวณแล้วว่าพวกเขาสามารถรอดพ้นไปได้ ถึงได้ตัดสินใจทำเช่นนั้น"
"แต่วันนี้ตอนที่ข้าเผชิญกับวิกฤตด้วยตัวเอง สมองมันว่างเปล่าไปหมด แขนขาไม่ยอมทำตามคำสั่ง... ที่แท้ก็ไม่มีใครมามัวชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียในยามหน้าสิ่วหน้าขวานได้หรอก การตอบสนองล้วนเป็นไปตามสัญชาตญาณทั้งนั้น"
เว่ยผิงแทรกขึ้นมากะทันหัน "เขาจะมาช่วยข้าทำไม!"
น้ำเสียงแหบพร่าและเจ็บปวด จี้เฉินหันขวับ อาศัยแสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา มองเห็นดวงตาทั้งสองข้างของเขาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ก็อดชะงักไม่ได้ "เจ้า..."
เว่ยผิงมองไปทางมุ้ง ยิ้มอย่างน่าเวทนา "ไยต้องทำถึงเพียงนี้ ไยต้องช่วยข้า"
สีหน้าจี้เฉินเปลี่ยนไป ตอนกลางวันอีกฝ่ายยังปกติดีอยู่เลย ตอนนี้ดูผิดปกติไปแล้วจริงๆ
"ด้วยนิสัยของพี่ซ่ง ไม่ว่าพวกเราคนไหนอยู่ข้างกายเขา เขาก็ยอมสละชีวิตเข้าช่วยทั้งนั้น หากเจ้าเอาแต่โทษตัวเองจนซึมเศร้า มันจะกลับกลายเป็นการทำให้เขาผิดหวังเอาได้นะ..." เขาจับแขนเว่ยผิง กล่าวอย่างจริงจัง "เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของเจ้า อย่าคิดฟุ้งซ่านอีก ระวังจะเกิดมารในใจ!"
เว่ยผิงกรีดร้องในใจ จะไม่ใช่ความผิดของข้าได้อย่างไร?
ข้าจะมาฆ่าเขาทำไมกัน?
ตอนกลางวันเว่ยผิงยุ่งอยู่กับการจัดแจงเรื่องราวหลังเกิดเหตุ ไม่กล้าเสียสมาธิ
ขอเพียงแค่ผ่อนลมหายใจ ภาพกระบี่ที่แทงทะลุร่างของซ่งเฉียนจีก็แวบเข้ามาในหัว
คราบเลือดถูกเช็ดออกไปแล้ว แต่กลับรู้สึกเหมือนยังสาดกระเซ็นอยู่บนใบหน้า
"เจ้าจะไปไหน" จี้เฉินถาม
"ข้าจะไปคุยกับมือสังหารที่ห้องข้างๆ เสียหน่อย" เว่ยผิงหันกลับมา "ท่านซ่งฟื้นเมื่อไหร่ก็เรียกข้าด้วยล่ะ"
มือสังหารถูกจัดให้อยู่ห้องข้างๆ ภายในค่ายกลกักขังของจี้เฉิน
"พ่อบ้านเว่ย เจ้ามาพอดีเลย!" โจวเสี่ยวอวิ๋นพูดอย่างโมโห "ศิษย์พี่ซ่งยังบอกว่าจะรักษาแผลให้พวกมัน แต่เจ้าดูคนผู้นี้สิ มันใกล้จะตายอยู่แล้ว ยังไม่ยอมกินยาอีก!"
ลิ่นเฟยยวนหน้าซีดเผือด ทรุดนั่งอยู่ในกองเลือด ศีรษะตกลงมาที่หน้าอก ลมหายใจรวยริน
เว่ยผิงรับถ้วยยามา พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ข้าจัดการเอง ศิษย์พี่หญิงก็เหนื่อยแล้ว ไปพักผ่อนเถอะ"
โจวเสี่ยวอวิ๋นมีท่าทีอึกอักเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง
"ศิษย์พี่หญิงไม่วางใจหรือ" เว่ยผิงถามเสียงเบา
โจวเสี่ยวอวิ๋นพินิจสีหน้าของเขา ภายใต้แสงจันทร์อันเยียบเย็น ใบหน้าธรรมดาๆ ของเด็กหนุ่มยังคงเหมือนเช่นเคย ทว่าไม่รู้ทำไมถึงทำให้รู้สึกหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ
"วิชาแพทย์ของเจ้าดีกว่าข้า ข้าย่อมวางใจอยู่แล้ว แต่ศิษย์พี่ซ่งเคยบอกไว้ว่าคนผู้นี้ตายไม่ได้ หากเจ้าฆ่าเขา เจ้าจะอธิบายกับศิษย์พี่อย่างไร"
เว่ยผิงรับรอง "ข้าไม่ฆ่าเขาหรอก"
ลิ่นเฟยยวนที่ใกล้ตายพลันเงยหน้าขึ้นมาหัวเราะลั่น หัวเราะจนเลือดเต็มปาก
ภายในห้องเหลือเพียงสองคน ประกายไฟในตะเกียงแตกปะทุ เงาที่ทอดลงบนกำแพงสีขาวถูกบิดเบี้ยวและยืดยาวออกไป ราวกับสัตว์ร้ายสองตัวกำลังห้ำหั่นกัน
"พวกเรามาตกลงข้อแลกเปลี่ยนกันเถอะ" เว่ยผิงกล่าว







