ไทเป ยามค่ำคืน
ภายในตรอกแห่งหนึ่งบนถนนจงเซี่ยวตะวันออกช่วงที่สี่ มีคฤหาสน์กินอาณาบริเวณกว้างขวางตั้งอยู่ หลังคากระเบื้องแดง กำแพงอิฐ ต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่าน ภายในเป็นอาคารสูงเจ็ดชั้น
คฤหาสน์แห่งนี้มีชื่อว่าเค่อหยวน เป็นทั้งบ้านและสำนักงานของฉงเหยา
"ซิ่วฉง ไปเรียกจงเหวยมาที ได้เวลาเริ่มแล้ว"
ภายในห้องรับแขกอันกว้างใหญ่ ฉงเหยานั่งอยู่บนโซฟาและเอ่ยเรียกลูกสะใภ้ ข้างกายคือผิงซินเทา ผู้เป็นสามี
เหอซิ่วฉงถือถ้วยชามาวางตรงหน้าเธอ ก่อนยิ้มแล้วพูดว่า "ตอนนี้เขากำลังอ่านหนังสืออยู่ค่ะ เดี๋ยวได้ยินเสียงก็มาหาเอง"
ฉงเหยามีชื่อจริงว่าเฉินเจ๋อ ลูกชายชื่อเฉินจงเหวย เพราะหย่ากับอดีตสามี ลูกชายจึงใช้นามสกุลของเธอ เฉินจงเหวยเองก็ทำงานด้านการถ่ายทำและผลิตละครฉงเหยา แต่เมื่อเทียบกับเหอซิ่วฉงแล้ว เขานับว่าเก็บตัวอย่างยิ่ง
สองทุ่มตรง เพลง "ตัง" อันชวนประสาทเสียของวงต้งลี่หั่วเชอ ก็เริ่มรุกรานโทรทัศน์ของครอบครัวมากมายในไทเปอย่างบ้าคลั่ง
ทำไมถึงบอกว่าชวนประสาทเสียน่ะหรือ
ก็เล่นเปิดเพลงมาด้วยเสียง "โอ้ โอ้ โอ้..." อันยิ่งใหญ่และสูงลิ่วเสียขนาดนั้น ใครฟังก็ต้องเข้าใจผิดว่าต่อไปจะเป็นเพลงปลุกใจที่ยิ่งใหญ่และเร้าอารมณ์กว่าเดิม แต่ดันหักมุมดิ่งลงทันที กลายเป็นเพลงรักละมุนสดใส ภูผาไร้เหลี่ยม สวรรค์ดินหลอมรวม โลกหยุดหมุน อะไรทำนองนั้น...
นี่มันจังหวะบ้าบออะไรกัน
โดยเนื้อแท้แล้ว ละครองค์หญิงกำมะลอคือโครงการที่ฉงเหยามอบหมายให้สถานีโทรทัศน์หมางกั่วผลิต เพียงต้องการอาศัยแรงงานราคาถูกและทรัพยากรด้านสถานที่ในแผ่นดินใหญ่ ตอนแรกยังตั้งใจเจาะตลาดไต้หวันเป็นหลัก ไม่มีใครคาดคิดว่าจะโด่งดังในแผ่นดินใหญ่ถึงเพียงนั้น
แน่นอนว่าต่อมาสถานีโทรทัศน์หมางกั่วอาศัยฐานผู้ชมที่องค์หญิงกำมะลอสร้างไว้ เดินหน้าชูรายการวาไรตี้และการประกวดค้นหาดาวเป็นไพ่ตายสองใบ ในที่สุดก็ผงาดขึ้นเป็นสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ
ส่วนฉงเหยานั้น ก่อนละคร "มนต์รักในสายฝน" ทั้งตัวเธอและละครของเธอยังคงเป็นตำนาน แต่หลังจากละครเรื่องนี้ ตำนานดังกล่าวก็เริ่มเสื่อมมนตร์ขลังลงเรื่อย ๆ กระทั่งภายหลังถูกดาวรุ่งอย่างยวี๋ม่าโค่นเสียหมดรูป ผู้คนจึงเพิ่งตระหนักว่ายุคสมัยของฉงเหยาได้จากพวกเขาไปนานแล้ว
ตั้งแต่เริ่มถ่ายทำองค์หญิงกำมะลอจนปิดกล้อง ฉงเหยารู้สึกว่าไม่เคยต้องทุ่มเทกังวลกับเรื่องใดเท่านี้มาก่อน กว่าจะถ่ายเสร็จก็แสนยากเย็น แล้วยังต้องลงไปกำกับดูแลงานหลังการถ่ายทำด้วยตัวเอง พอทุกอย่างเรียบร้อยก็รีบนำไปยื่นให้ทางการตรวจพิจารณา
ช่วงแรกสถานการณ์ไม่ราบรื่นนัก เพราะมีนักแสดงจากแผ่นดินใหญ่มากเกินไป ทางการไต้หวันจึงจัดให้เป็นละครจากแผ่นดินใหญ่ ต้องส่งตรวจทีละตอนเพื่อดูว่ามีเนื้อหาไม่เหมาะสมหรือไม่ ยืดเยื้อจนน่ารำคาญ
หลังล่าช้าอยู่นาน ในที่สุดก็ผ่านขั้นตอนทั้งหมด เหอซิ่วฉงตกลงกับสถานีโทรทัศน์จงซื่อแห่งไต้หวันว่า ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน องค์หญิงกำมะลอจะออกอากาศช่วงสองทุ่ม คืนละสองตอน
"เรตติ้งเมื่อวานเท่าไร" ดูไปได้ครู่หนึ่ง ฉงเหยาก็ถามขึ้นมา
เธอไม่ได้ทำเช่นนี้กับละครเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว ละครทุกเรื่องของเธอในวันออกอากาศครั้งแรก เธอจะต้องนั่งดูด้วยตนเอง เธอเป็นนักประพันธ์ แต่ยิ่งกว่านั้นคือเป็นนักธุรกิจ การที่ละครฉงเหยาได้รับความนิยมยาวนานหลายสิบปีไม่ได้อาศัยเพียงพื้นฐานอันแข็งแกร่งของผลงาน แต่ยังมาจากการที่เธอเฝ้าวิเคราะห์รสนิยมของผู้ชมอยู่ตลอดเวลา
น่าเสียดายที่ท้ายที่สุดเธอก็ยังถูกยุคสมัยทอดทิ้ง
เหอซิ่วฉงตอบทันทีว่า "เมื่อวานได้ 13 ค่ะ รวมสามวันแรกเฉลี่ยอยู่ที่ 12"
ฉงเหยาพยักหน้าพลางยิ้ม "ไม่เลว สูงกว่าที่คาดไว้นิดหน่อย คงจะทรงตัวอยู่ประมาณนี้"
เรตติ้งขององค์หญิงกำมะลอในไต้หวันไม่ได้สูงอย่างที่หลายคนจินตนาการ ภาคแรกเฉลี่ยเพียง 12.10% ส่วนภาคสองก็แค่ 13.68% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุด 65% ของสถานีโทรทัศน์ในแผ่นดินใหญ่แล้ว เรียกได้ว่าเทียบกันไม่ติด
แต่ไต้หวันมีฐานประชากรน้อย บรรดาอากงอาม่าก็ชอบดูละครชีวิตภาษาหมิ่นหนานเรื่องยาวเหยียดมากกว่า ดังนั้นผลลัพธ์ระดับนี้จึงนับว่าดีมากแล้ว
และอย่าได้ประเมินอิทธิพลขององค์หญิงกำมะลอต่ำไปเพียงเพราะเรตติ้ง คนที่ชอบดูส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว เมื่อผู้ชมกลุ่มนี้เติบโตขึ้นก็ประจวบกับช่วงที่ "เจินหวน จอมนางคู่แผ่นดิน" โด่งดังไปทั่วไต้หวัน สถานีโทรทัศน์จงซื่อจึงนำองค์หญิงกำมะลอกลับมาฉายซ้ำเพื่อเติมผัง ปรากฏว่าละครทั้งสองเรื่องสูสีกันอย่างไม่มีใครยอมใคร แสดงให้เห็นว่าองค์หญิงกำมะลอยืนยงเพียงใด
"จริงสิ ทางแผ่นดินใหญ่เจรจาไปถึงไหนแล้ว" ฉงเหยาถามอีก
เหอซิ่วฉงยักไหล่ เผยรอยยิ้มที่ยากจะอ่านความหมาย "ทางโอวหยางต้องการซื้อลิขสิทธิ์ไปฉายแต่เพียงผู้เดียว เพราะฉะนั้น..."
ฉงเหยาเองก็ยิ้มโดยไม่พูดอะไรอีก เพียงยกถ้วยขึ้นอย่างมั่นคงแล้วจิบชา
…………
"แค่ก ๆ... แค่ก ๆ!"
อีกมุมหนึ่งของไทเป หลินซินหรูกำลังซุกตัวพักรักษาอาการป่วยอยู่ในอพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ของตน
ห้องนั้นเล็กมาก คล้ายห้องเดี่ยวแบบญี่ปุ่น มีเตียงเดี่ยวหนึ่งหลัง ตรงหน้าเตียงเป็นโต๊ะน้ำชาเตี้ย ๆ ใต้โต๊ะปูพรมไว้ ไม่มีเก้าอี้ หากจะนั่งก็ต้องนั่งบนพรม โดยมีโทรทัศน์ตั้งอยู่เบื้องหน้า
ผ้าม่านปิดสนิท แสงไฟก็ไม่สว่างนัก ส่องประกายขุ่นมัวออกมาอย่างเลือนราง
หลินซินหรูสวมชุดนอนผ้าฝ้ายสำหรับฤดูหนาว ฝืนแรงรินน้ำหนึ่งแก้ว จากนั้นคว้ายากองเล็ก ๆ บนโต๊ะ แต่ละแผงบีบออกมาสองเม็ด ขี้เกียจแยกกินจึงโยนเข้าปากรวดเดียว แล้วดื่มน้ำอึกใหญ่ราวกับจงใจทำให้ตัวเองสำลัก ไอไปพลางพยายามกลืนยาลงไปอย่างยากลำบาก
"แค่ก ๆ!"
อากาศไม่ได้หนาวเลยสักนิด แต่เธอยังตัวสั่นเทาแล้วมุดกลับเข้าไปในผ้าห่ม เหลือบดูเวลาก่อนกดรีโมตเปิดโทรทัศน์
เธอรู้สภาพตัวเองดี มันไม่ใช่อาการป่วยจริงจัง เพียงความฮึดที่อัดอั้นอยู่ในใจมาโดยตลอดพลันสลายไป ร่างกายทั้งร่างจึงเหมือนพังครืนลงมา
สำหรับเธอ องค์หญิงกำมะลอไม่ได้เป็นเพียงละครเรื่องหนึ่ง เธอเข้าวงการมาหลายปีแต่ยังคงย่ำอยู่กับที่ จนท้อแท้หมดกำลังใจ กระทั่งคิดจะเลิกแสดงละครเสียด้วยซ้ำ องค์หญิงกำมะลอจึงเป็นขอนไม้ท่อนสุดท้ายที่เธอคว้าเอาไว้
ถ้าแสดงละครฉงเหยาแล้วยังไม่ดัง ก็เลิกฝันแล้วไปนอนเสียเถอะ!
เพราะเหตุนี้ ไม่ว่าระหว่างถ่ายทำจะลำบากเพียงใด ต่อให้เลิกกองตอนตีหนึ่ง กลับถึงโรงแรมแล้วอีกสามชั่วโมงก็ต้องลุกไปกองถ่าย ต่อให้ถูกช่างแต่งหน้าด่าว่า "ต่อให้พยายามแค่ไหน เธอก็ไม่มีวันเป็นหลินชิงเสียได้" ต่อให้ฉงเหยาเพิ่งยอมให้เธอรับบทจื่อเวยอย่างฝืนใจในวินาทีสุดท้าย... ทุกอย่างนี้เธอก็กัดฟันทนผ่านมาได้
หลังกลับไทเป หลินซินหรูก็ไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายลง หลายเดือนมานี้บริษัทรับงานบทสมทบเล็ก ๆ ในละครให้เธอเพียงเรื่องเดียว อีกทั้งท่าทีที่มีต่อเธอก็ไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อยเพียงเพราะเธอแสดงองค์หญิงกำมะลอ ทั้งหมดนี้ทำให้เธอหวาดหวั่นอย่างยิ่ง
กระทั่งไม่กี่วันก่อน เมื่อองค์หญิงกำมะลอเริ่มออกอากาศ เหอซิ่วฉงยังโทรมาบอกเรตติ้งของสองตอนแรกโดยเฉพาะ เธอจึงค่อยมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง แต่ทันใดนั้นก็เริ่มกังวลว่าเรตติ้งในวันถัดไปจะร่วงฮวบ
หลังออกอากาศไปหกตอน ครอบครัวและเพื่อนฝูงต่างโทรมาแสดงความยินดีไม่ขาดสาย ทั้งโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ก็มีข่าวว่าละครกำลังได้รับความนิยมแทบทุกวัน ในที่สุดอารมณ์ของหลินซินหรูก็สงบลง เมื่อใจคลายจากความตึงเครียด ความคับข้องและทุกข์ระทมที่สะสมมาเกือบหนึ่งปีก็ระเบิดออกมาพร้อมกัน ร่างบอบบางของเธอทนต่อไปไม่ไหวและล้มป่วยลง
'อย่างน้อยก็ไม่ต้องถูกคนจำได้บนถนน แล้วโดนลากไปขอลายเซ็นกับถ่ายรูปด้วย'
เธอคิดพลางหาเรื่องปลอบใจตัวเองท่ามกลางความลำบาก
"สี่ ห้า หก! สี่ ห้า หก!"
ในโทรทัศน์ เสี่ยวเยี่ยนจื่อกำลังพาเหล่านางกำนัลและขันทีเล่นพนัน เธอโยนลูกเต๋ากำหนึ่งลงในชามกระเบื้องลายครามใบใหญ่แล้วตะโกนโหวกเหวก
เมื่อเห็นจ้าวเวยเบิกตาโตเล่นหูเล่นตาอยู่ตรงนั้น หลินซินหรูผู้มีใบหน้าซีดเซียวก็หัวเราะออกมาหลายครั้ง แม้ตอนนี้เธอจะป่วย แต่อารมณ์กลับเบิกบานอย่างยิ่ง ดูละครด้วยจิตใจที่ไร้ความกดดันโดยสิ้นเชิง
ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือละครที่ทำให้ผู้ชมมีความสุขได้จริง ๆ
เธอนอนตะแคงศีรษะอยู่บนเตียง สายตาจับจ้องโทรทัศน์ ตอนแรกยังดูอย่างตั้งอกตั้งใจ แต่ไม่นานก็เริ่มใจลอย ในหัวเต็มไปด้วยเรื่องสนุกและความขมขื่นระหว่างการถ่ายทำ
ผ่านไปพักใหญ่ เพลงปิดเรื่องของหลี่อี้จวินก็ดังขึ้น เธอจึงได้สติและขยับลำคอที่ปวดเมื่อย
อาจเป็นเพราะฤทธิ์ยา ตอนนี้เธอรู้สึกเพียงว่าหนังตาหนักอึ้ง อยากหลับเต็มที เธอคลำหารีโมตและกำลังจะกดปิด ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็แวบผ่านสมอง ทำให้เธอค่อย ๆ คลายมือออก
ความสำเร็จขององค์หญิงกำมะลอ นอกจากรูปลักษณ์และนิสัยของตัวเอกซื่อบื้ออย่างเสี่ยวเยี่ยนจื่อจะชวนให้ผู้ชมเอ็นดูแล้ว ยังเป็นเพราะฉงเหยาได้บุกเบิกรูปแบบใหม่ให้ละครไอดอล นักแสดงนำทั้งสี่แบ่งหน้าที่ออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน กลุ่มหนึ่งสร้างเสียงหัวเราะ อีกกลุ่มเรียกน้ำตา จึงขยายฐานผู้ชมออกไปได้มากที่สุดและตอบสนองสิ่งที่แต่ละกลุ่มอยากดูได้ตรงจุด
จุดที่ทำให้ผู้ชมสะใจเหล่านี้ หากมองจากยุคปัจจุบันอาจดูงี่เง่า แต่ในเวลานั้นกลับเกาถูกจุดคันของผู้ชมอย่างแม่นยำ
มีทั้งองค์ชายกับสาวกะโปโลตามสูตรสำเร็จ คำสาบานรักน้ำเน่าว่าจนกว่าภูผาจะไร้เหลี่ยมสวรรค์ดินจะหลอมรวม ชาวบ้านตัวเล็ก ๆ ลุกขึ้นตอกหน้าอำนาจอย่างสะใจ รวมทั้งเกราะคุ้มกันตัวเอกที่ไม่มีวันตายอันเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน และแน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือพลังแห่งหน้าตา!
กล่าวได้ว่าทุกสิ่งในองค์หญิงกำมะลอ ไม่ว่าจะเป็นเสี่ยวเยี่ยนจื่อกับองค์ชายห้า จื่อเวยกับเอ่อคัง รวมถึงฮ่องเต้ ฮองเฮา และท่านยายหรง ล้วนมีไว้เพื่อขับเน้นจุดที่ทำให้ผู้ชมสะใจเหล่านี้ รูปแบบของพวกเขาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ต้นแบบชัดเจน ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตน และสิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้คนหนุ่มสาวในไต้หวัน โดยเฉพาะบรรดานักเรียน ดูแล้วหยุดไม่ได้
จากนั้นก็มาถึงตอนที่แปดอันแปลกประหลาด
เอ่อคังกับจื่อเวยนำสิ่งของปลอบขวัญเต็มรถม้ากลับไปยังลานบ้านรวม และได้พบหลิวชิง
ตัวประกอบอย่างหลิวชิงแทบไม่มีบทบาทอะไร ผู้ชมก็ไม่ได้รู้สึกว่าเขามีสิ่งใดพิเศษ แม้แต่ฉากที่ปะทะคารมกับเอ่อคังก่อนหน้านี้ วิธีตะโกนคำรามอันแข็งทื่อของเขายังทำให้คนดูรู้สึกกระอักกระอ่วน มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นมือใหม่ ฝีมือยังไม่ทันได้ขัดเกลา
ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ เด็ก ๆ ชาวไต้หวันกลับได้เห็นภาพอันชวนพิศวงอย่างยิ่ง
หลิวชิงพิงเสาไม้ กอดอก และมองจื่อเวยอยู่อย่างนั้น
จื่อเวยเอ่ยเรียกด้วยเสียงสั่นเครือว่า "หลิวชิง..." จากนั้นน้ำตาก็ไหลพรั่งพรูราวกับไข่มุกที่สายขาด
มีเพียงสองคำเท่านั้น แต่หลิวชิงกลับเข้าใจจื่อเวย จื่อเวยก็เข้าใจหลิวชิง ผู้ชมเองยิ่งเข้าใจคนทั้งคู่ ทว่าพวกเขากลับรู้สึกว่าฉากนี้ช่างประหลาด
เมื่ออยู่ท่ามกลางบรรยากาศเอะอะโวยวายตลอดทั้งเรื่อง ฉากนี้จึงดูไม่เข้าพวกอย่างยิ่ง แต่กลับยังดึงดูดให้ดูต่อได้ ที่ประหลาดยิ่งกว่าคือ นอกจากจะดูต่อได้แล้ว ยังรู้สึกว่าภาพตรงหน้าชวนมองอยู่ไม่น้อย
ภาพนี้เนิบช้าและเงียบสงบ
ราวกับในค่ำคืนฤดูใบไม้ผลิอันจอแจวุ่นวาย คนสองคนได้พบกันท่ามกลางสายลมอ่อน จากนั้นคล้ายสายลมหยุดพัด คล้ายกาลเวลาหยุดนิ่ง คล้ายภายในแววตาของหลิวชิงมีบ่อน้ำพุลึกสงบนิ่งอยู่แห่งหนึ่ง และคล้ายเสียงเรียกแผ่วเบาของจื่อเวยถักทอด้วยใยอ่อนโยนนับหมื่นสาย
การตกหลุมรักใครสักคน หรือตกหลุมรักตัวละครสักตัว มักเกิดขึ้นในชั่วขณะเช่นนี้เอง
เฉกเช่นผู้คนมากมายที่ไม่รู้ว่าตนชอบหยางเซียวเพราะซุนซิง หรือชอบซุนซิงเพราะหยางเซียวกันแน่
เช่นเดียวกัน ในชั่วขณะนี้ ณ ไทเป มีผู้คนมากมายเพียงใดที่ไม่รู้ว่าตนชอบหลิวชิงเพราะแววตานั้น หรือชอบแววตานั้นเพราะมันเป็นของหลิวชิงกันแน่
แม้ผ่านไปอีกหลายปี พวกเขาก็จะไม่มีวันลืมช่วงเวลานี้ มันฝังลึกอยู่ในความทรงจำดุจการจับมือกันครั้งแรก อกหักครั้งแรก และชกต่อยครั้งแรก
หลินซินหรูมองแววตานั้นจนตกอยู่ในภวังค์ ฟังเสียงเรียกแผ่วเบาของตนเองจนเคลิบเคลิ้ม เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองก็แสดงละครเช่นนี้ได้ ไม่ใช่เอาแต่แสดงเกินจริง ไม่ใช่เอาแต่หลั่งน้ำตา ไม่ใช่เอาแต่ตะโกนโหวกเหวก หากเป็นการถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติและลงตัวราวกับทุกสิ่งดำเนินไปตามครรลอง
เธออดเหลือบมองโต๊ะน้ำชาไม่ได้ ใต้กองยามีหนังสือพิมพ์วางรองอยู่หลายฉบับ ฉบับบนสุดล้วนเป็นหน้าข่าวบันเทิงเกี่ยวกับองค์หญิงกำมะลอในช่วงไม่กี่วันนี้ ส่วนล่างสุดยังมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งโผล่ออกมา เป็นฉบับเก่าเมื่อนานมาแล้ว อย่างน้อยก็เกินสองเดือน
บนนั้นมีภาพคนสองคน คนที่อยู่ด้านหน้าอุ้มถ้วยรางวัลสองใบ ถูกไมโครโฟนรายล้อมเป็นวง สีหน้าระแวดระวังแต่ซ่อนความยินดีเอาไว้
ส่วนคนข้างหลังดูเหมือนจงใจหลบอยู่ตรงมุม ดวงตาแฝงรอยยิ้ม ต่างจากความเร่งร้อนและตึงเครียดของคนด้านหน้า เขาเนิบช้าและเงียบสงบ
…………
คุณหนูฟ่านถามอย่างประหลาดใจว่า "เอ๊ะ ทำไมนายไม่เขียนว่าองค์หญิงกำมะลอโด่งดังแค่ไหนล่ะ"
ฉู่ชิงงุนงง "ฉันก็เขียนแล้วไม่ใช่เหรอ"
"ใครเขาเขียนกันแบบนายบ้าง! แห้งแล้งไร้รสชาติขนาดนี้ ใครจะอยากอ่าน"
"แล้วต้องเขียนยังไง"
"ฉันสอนนายเอง!" คุณหนูฟ่านเริ่มสนุก เธอนับนิ้วไปพลางพูดว่า "ก่อนอื่นนายต้องสร้างใครขึ้นมาสักคน จะตั้งชื่ออะไรก็ได้ ขอแค่ฟังแล้วรู้ทันทีว่าเป็นตัวประกอบไร้นาม จากนั้นถ้าไม่ใช่พนักงานออฟฟิศก็ต้องเป็นนักเรียน แต่ละวันน่าเบื่อสุด ๆ เบื่อจนแทบตาย แถมยังมีเพื่อนร่วมชะตาที่เบื่อพอกันอยู่อีกหลายคน แล้วจู่ ๆ พวกเขาก็ได้ดูละครเรื่องนี้ พอเห็นเข้าก็เหมือนได้พบเทพเจ้า กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ของตัวเอกแบบเต็มตัว บลา ๆๆ..."
ฉู่ชิงเช็ดเหงื่อแล้วพูดว่า "ขอโทษที ฉันเขียนแบบนั้นไม่เป็นจริง ๆ"
"แล้วนายเขียนอะไรเป็น"
"ก็แบบที่อยู่ข้างบนนั่นแหละ"
"...เอาเถอะ นิยายนายแป้กก็สมควรแล้ว!"







