“ที่ปรึกษาสวี่ ถ้าเมื่อวานคุณไม่ห้ามไว้ ป่านนี้พ่อผมคงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว
คุณช่วยชีวิตพ่อผม เท่ากับช่วยครอบครัวผมทั้งบ้านเลยนะครับ
พี่ชายคนโตผมไม่อยู่ น้องสาวสองคนก็ยังเด็ก ผมขอเป็นตัวแทนพี่น้องทุกคน ขอบคุณคุณจากใจครับ”
หลี่จงเหลียงพูดจบก็จะลุกขึ้นมากล่าวคำนับอย่างเป็นทางการ
สวี่ซื่อเยี่ยนตกใจรีบเข้าไปประคอง “โอ๊ย น้องชายอย่าทำแบบนี้เลย
พวกเราอยู่ที่ทำงานเดียวกัน ถึงจะไม่ได้ไปมาหาสู่กันบ่อยแต่ก็ถือว่ารู้จักกันดี ใครมันจะทนมองเห็นคนรู้จักต้องเจออันตรายเฉย ๆ ได้ล่ะ?”
จริง ๆ ตอนนั้นสวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่มั่นใจนัก แค่จำได้ลาง ๆ ว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในอดีต พอได้ยินว่าจะมีการระเบิดบนเขาก็เลยตั้งใจขึ้นไปดู
เขาก็เป็นคนแบบนี้แหละ ถ้าไม่รู้ก็ไม่ว่า แต่พอรู้แล้ว จะให้เขานิ่งดูดายก็ทำไม่ลง
“บ้านเราทั้งบ้านเป็นหนี้บุญคุณที่ปรึกษาสวี่ จากนี้ไป ผมถือว่าคุณคือพี่ชายแท้ ๆ ของผมเลย
ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไร ขอแค่คุณพูดมา ผมจัดการให้แน่นอนครับ” หลี่จงเหลียงพูดด้วยสีหน้าซาบซึ้งสุดหัวใจ ไม่รู้จะขอบคุณยังไงดี
ทางนั้น ลี่ปิ่งจั๋วกับคนอื่น ๆ ก็งงเป็นไก่ตาแตก ไม่เข้าใจว่าเรื่องมันเป็นยังไง
“เฮ้ ลุงหลี่ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ลี่ปิ่งจั๋วรีบถามด้วยความร้อนใจ
ลุงหลี่ก็เล่าเรื่องเมื่อวานให้ฟังหมดทุกอย่างโดยไม่ปิดบัง
“โชคดีที่ที่ปรึกษาสวี่ยืนขวางไว้ ไม่งั้นผมคงไม่รอดแน่
ตอนนั้นผมยังไปเถียงกับคุณสวี่เขาอีก เกือบจะลงไม้ลงมือด้วยซ้ำ คิดแล้วก็ละอายใจสุด ๆ”
ทุกคนฟังจบก็ตกตะลึงกันหมด
โดยเฉพาะลี่ปิ่งจั๋ว เขาเป็นหัวหน้าศูนยโสมที่หนึ่ง ที่เกิดเรื่องก็เป็นไร่โสมในเขตรับผิดชอบของเขา
ถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาจริง ๆ เขาเองก็ไม่พ้นต้องโดนลงโทษ ตรวจสอบ กักบริเวณ หรืออย่างน้อยก็ต้องทำรายงานชี้แจงแน่
“ไม่แปลกเลย ถึงใคร ๆ จะพูดว่าเสี่ยวสวี่น่ะมีบุญติดตัว ไปที่ไหนก็มีคนได้โชคตามไปด้วย ดูท่าจะเป็นความจริงนะ”
ลี่ปิ่งจั๋วถอนหายใจแล้วกล่าวชม
“พี่สวี่ คุณมีบุญนะ ลูกชายเก่งขนาดนี้ ส่วนพี่ซูเองก็ไม่เลว ได้ลูกเขยดีจริง ๆ”
ลี่ปิ่งจั๋วตั้งสติได้แล้ว ก็หันไปชมสองพ่อตาทั้งสองอย่างจริงใจ
ตอนแรก พ่อของสวี่ซื่อเยี่ยนกับพ่อตาของเขาก็สีหน้าไม่ดี เพราะเป็นห่วงลูกเขยอยู่เหมือนกัน
ระเบิดถางตอไม้นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ถ้าเกิดพลาดขึ้นมาอาจถึงชีวิตได้
“ใช่เลย ลูกเขยคนนี้ของผม หาเรื่องติไม่ได้เลยสักอย่าง
โดยเฉพาะจิตใจดี เห็นใครมีเรื่องเดือดร้อนก็ไม่เคยอยู่เฉย นิสัยแบบนี้แหละ ใครก็อยากคบหา
ไม่เหมือนพวกชอบเล่นเล่ห์เพทุบาย ตอนแรกอาจดูดี แต่พอเจอหลอกเข้าครั้งสองครั้ง ใครจะอยากยุ่งด้วยอีกล่ะ?”
สิ่งที่ซูเหวยจงพูดก็จริง สวี่ซื่อเยี่ยนเป็นคนซื่อ ๆ จริงใจ อยู่กับใครก็ไม่เสแสร้ง
พอได้โอกาสอยู่ด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างเป็นคนรู้จัก ก็เลยพากันนั่งคุยกันไปยาว
หลี่จงเหลียงเองก็อายุมากกว่าลี่เฉิงหรงสองสามปี เมื่อก่อนก็เคยเล่นด้วยกัน
เลยอดไม่ได้ที่จะกระซิบถามว่า ผู้หญิงคนไหนคือแฟนของลี่เฉิงหรง
ในห้องมีสาวสวยอยู่สองคน หลี่จงเหลียงเดาว่าน่าจะเป็นคนที่ดูโตกว่านิดหน่อย
แต่ลี่เฉิงหรงกลับชี้ไปที่สาวน้อยในเสื้อชมพูที่ดูอายุน้อยกว่าแทน
หลี่จงเหลียงชะงักไปนิด แล้วก็แอบเหลือบไปมองสาวในเสื้อเชิ้ตฟ้าข้าง ๆ อยู่หลายที
ทางด้านนั้นภรรยาของลุงหลี่ชื่อจ้าวเหม่ยจวน ก็คุยกับหลี่เยว่ซิ่วและซุนลี่เหม่ยอย่างสนิทสนม พอดีกับที่โจวกุ้ยหลานและหานซื่อก็มานั่งด้วย
พอรู้ว่าหลี่เยว่ซิ่วเป็นแม่สื่อให้คู่รักคู่นี้ จ้าวเหม่ยจวนก็แซวขึ้นมา
“พี่หานดูสิ บ้านเราจงเหลียงก็ยังไม่มีคนรักเลย ช่วยหาให้สักคนหน่อยสิ”
“โถๆ นั่นเพราะลูกชายบ้านคุณตาถึงน่ะสิ สาวในไร่เราน่ะไม่เข้าตาเขาเลย
จะให้พูดตรง ๆ ก็คือ จงเหลียงน่ะหล่อเหลา ทำงานขับรถ มีเทคนิค ตรงไหนจะหาคนรักไม่ได้ล่ะ ยังต้องให้ฉันหาให้อีกเหรอ?”
หลี่เยว่ซิ่วรู้ว่าอีกฝ่ายแค่แหย่เล่น ก็เลยยิ้มรับแล้วพูดอย่างขำ ๆ
การดูตัวกันนั้น จริง ๆ แล้วไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้เวลามากมายอะไร ก็แค่สองครอบครัวมานั่งเจอกัน พูดคุยกันพอให้รู้ว่าลูกหลานของทั้งสองบ้านเริ่มคบหากันอย่างจริงจังแล้วเท่านั้นเอง
ดังนั้น พอพูดคุยกันได้สักพัก ฝ่ายครอบครัวลี่ปิ่งจั๋วก็ไม่สะดวกจะอยู่บ้านสวี่ต่อให้นานนัก จึงลุกขึ้นจะขอตัวกลับ
พอครอบครัวลี่จะกลับ ครอบครัวของลุงหลี่ที่มาด้วยก็ไม่อยากอยู่ต่อเช่นกัน จึงขอตัวกลับพร้อมกันทั้งหมด
คนในบ้านสวี่ก็เลยต้องออกมาส่งแขกข้างนอก ส่วนของที่วางอยู่บนโต๊ะนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่ได้พูดถึงเลยว่าจะให้ลุงหลี่หยิบกลับไป
ไม่ใช่เพราะเขาโลภของเล็ก ๆ น้อย ๆ จากคนอื่นหรอกนะ แต่มันเป็นเรื่องของมารยาท
ในหมู่คนตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ของที่ให้ไปแล้ว จะไม่มีการเรียกคืน
ไม่ว่าจะเป็นของมากของน้อย ของมีราคาหรือไม่มี มันคือ “น้ำใจ” ที่มอบให้
ถ้าเจ้าบ้านไม่รับ แล้วบอกให้คนเอาของกลับไป นั่นก็เหมือนเป็นการตบหน้าอีกฝ่ายเข้าให้ และหลังจากนั้นทั้งสองบ้านจะคบหากันลำบาก
พอรับของเขามาแล้ว วันหลังมีอะไรก็ต้องช่วยเหลือกัน เช่น งานมงคล งานศพ หรือเรื่องเล็กน้อยในครอบครัว นี่แหละคือ “น้ำใจ” ที่ต้องตอบแทน
ชาวตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นลูกหลานคนที่อพยพมาจากกลางแผ่นดินจีน จึงมีแต่ครอบครัวเล็ก ๆ ไม่ได้มีระบบตระกูลใหญ่โต
เพราะต้องดิ้นรนสร้างตัวเองให้มีชีวิตที่ดีขึ้น จึงให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างคน และเห็นค่าของเพื่อนฝูง
ชาวตะวันออกเฉียงเหนือจึงมักมีเพื่อนเยอะ เข้ากับคนง่าย รู้จักพูดรู้จักคุย
แน่นอนว่าในจำนวนเพื่อนก็อาจมีทั้งเพื่อนแท้กับเพื่อนกิน แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องรักษาน้ำใจกันไว้ จะไปทำให้เขาโกรธก็ไม่ดี
“ว่าแต่พี่ลี่หมิง ไอ้ลูกหมีดำสองตัวนั่นมีข่าวแล้ว เขาบอกให้เราส่งไปที่ทงฮวา
แต่ตอนนี้ฉันก็กำลังปวดหัวอยู่เลย พาลูกหมีสองตัวแบบนี้ไป ขึ้นรถไฟไม่ได้ แล้วจะเอาไปทงฮวายังไงดีล่ะ?”
ระหว่างที่เดินออกไปข้างนอก สวี่ซื่อเยี่ยนก็ชวนหานลี่หมิงคุยเรื่องลูกหมีดำสองตัวที่เขาตั้งใจจะส่งไปสวนสัตว์ที่ทงฮวา
ปัญหาคือจะส่งไปทงฮวายังไงดี รถไฟก็ไม่รับขึ้น ส่วนจะเช่ารถขนไปก็แพงเกินไป
ลูกหมีไม่รู้จะขายได้เงินเท่าไร แต่ถ้าค่าโดยสารแพงกว่าค่าตัวมัน ก็คงไม่คุ้ม
“ที่ปรึกษาสวี่ พี่ลี่หมิง พวกพี่คุยอะไรกันอยู่เหรอครับ? มีใครจะไปทงฮวาเหรอ? ถ้าอย่างนั้นก็ไปกับผมเลยสิครับ”
พอดีหลี่จงเหลียงอยู่ใกล้ ๆ ได้ยินที่ทั้งสองคุยกันพอดี ก็เลยเดินเข้ามาถาม
“จริงเหรอ? โอ้ อย่างนี้ก็ดีเลย รถพวกคุณว่างไปเหรอ?”
พอสวี่ซื่อเยี่ยนกับหานลี่หมิงได้ยินก็หน้าตาสดใสขึ้นทันที ถ้าได้ติดรถไปด้วยก็คงสะดวกไปเยอะ
“ครับ เห็นว่ามีของให้ขนกลับมาบ้างนิดหน่อย ยังไงรถก็มีที่แน่นอน
ถ้าที่ปรึกษาจะไปด้วย ก็ไปพร้อมกันเลย เราออกตอนแปดโมงเช้า ตอนบ่ายก็ถึงแล้ว ไม่น่าช้ากว่ารถไฟ แถมสบายกว่าด้วย ไม่ต้องไปเบียดใครให้ลำบาก”
ที่จริงแล้ว ต่อให้ในรถไม่มีที่ หลี่จงเหลียงก็ต้องหาให้ได้แน่นอน ถ้าสวี่ซื่อเยี่ยนจะไป
“งั้นก็ดีเลย ขอบใจมากนะจงเหลียง เรากำลังลำบากใจอยู่พอดี
ไม่ต้องใช้ที่เยอะหรอก แค่ให้ใส่กรงเหล็กได้ก็พอ
ภรรยาฉันน่ะเปิดฟาร์มเลี้ยงสัตว์อยู่ มีลูกหมีดำสองตัว อยากส่งไปสวนสัตว์ที่ทงฮวาน่ะ”







