สวี่ซื่อเยี่ยนพูดคุยกับพ่อของตัวเองและพ่อตาครู่หนึ่ง จนกระทั่งซูอันอิงตะโกนเรียกให้มากินข้าว เขาจึงเข้าไปในบ้านเพื่อร่วมโต๊ะอาหาร
ตลาดซงเจียงเหอช่วงสองสามปีนี้เจริญกว่าก่อนมาก ยังมีร้านขายอาหารปรุงสำเร็จโดยเฉพาะด้วย
ซูอันอิงซื้อไก่อบมาหนึ่งตัว ขาหมูอีกชิ้น และยังมีผัดพริกสดกับหมูบด มะเขือยัดไส้ ซี่โครงตุ๋นถั่ว และแตงกวาทุบ
เครื่องกระป๋องที่สวี่ซื่อเยี่ยนซื้อมายังไม่ได้เอาออกมาใช้ แค่นี้ก็ได้ถึงหกอย่างแล้ว
เป็นการกินกันในครอบครัว ก็ไม่ต้องพิธีรีตองอะไรมาก วางชิดขอบโต๊ะ แล้วทุกคนนั่งล้อมวงกินกันอย่างมีความสุข
โจวกุ้ยหลานกับหานซื่อคนละคนอุ้มเด็กเล็กป้อนข้าว ส่วนสวี่ไห่หยวนกับสวี่จิ่นผิงก็นั่งกินของตัวเองอย่างว่าง่าย
สวี่เฉิงโฮ่ว ซูเหวยจง และสวี่ซื่อเยี่ยน ต่างคนต่างรินเหล้า แล้วพูดคุยกันไปด้วย
มื้อเย็นวันนี้กินกันนานกว่าปกติ พอเสร็จข้างนอกก็พลบค่ำแล้ว
พ่อแม่ของสวี่ซื่อเยี่ยนนั่งพักต่ออีกครู่หนึ่งก่อนจะกลับบ้าน
ซูเหวยจงกับภรรยาพร้อมลูกสาวสองคนยังไม่กลับ พักค้างที่ห้องฝั่งตะวันตก
กลางวันมีคนอื่นอยู่ด้วย บางเรื่องพูดออกมาตรงๆ ไม่สะดวก พอตกกลางคืนหานซื่อก็อดไม่ได้ที่จะถามลูกสาวสองคนว่า ที่นี่เป็นยังไงบ้าง
แล้วบ้านลี่นั้นคิดยังไงกันแน่ ซูอันฮวารู้สึกยังไงกับหนุ่มบ้านลี่
ห้องฝั่งตะวันตกพูดคุยกันจนดึก ส่วนห้องฝั่งตะวันออก สวี่ซื่อเยี่ยนกับซูอันอิงคุยกันไม่นานก็พักผ่อน
วันที่ยี่สิบสี่ ตรงกับวันอาทิตย์พอดี กลุ่มเทคนิคช่วงนี้ก็ไม่มีงานสำคัญอะไร สวี่ซื่อเยี่ยนเลยไม่ได้ไปทำงานที่ศูนย์
ช่วงเช้าเขาจัดการเก็บกวาดลานบ้าน แล้วก็เข้าไปเก็บแตงโมและผลไม้ในสวน เตรียมไว้ต้อนรับแขก
ราวๆ เก้าโมงเช้า ได้ยินเสียงคนมา สวี่ซื่อเยี่ยนเดินออกไปดู เห็นว่าเป็นหลี่เยว่ซิ่วกับหานลี่หมิงแม่ลูก พาครอบครัวของลี่ปิ่งจั๋วสามคนมาด้วย
ครั้งที่แล้วก็เป็นหลี่เยว่ซิ่วที่พาซุนลี่เหมยมา ครั้งนี้แน่นอนว่าจะขาดเธอไม่ได้
ตระกูลหานกับตระกูลสวี่เป็นญาติกัน การมีคนจากบ้านหานมาด้วย ก็ยิ่งทำให้พูดคุยกันได้สะดวกขึ้น
การดูตัว ส่วนมากฝ่ายหญิงจะไปบ้านฝ่ายชาย บางครั้งฝ่ายชายก็ไปบ้านฝ่ายหญิง หรือไม่ก็ไปเจอกันที่บ้านแม่สื่อ
ที่เลือกบ้านของสวี่ซื่อเยี่ยนเป็นสถานที่ ก็เพราะเขาสนิทกับทั้งสองฝ่าย ทุกคนมาที่นี่แล้วจะรู้สึกสบายใจกว่า
“ลุงลี่ ป้าลี่ ป้าหาน พี่ลี่หมิง เชิญเข้าบ้านครับ”
พอแขกมาถึง สวี่ซื่อเยี่ยนก็ออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม เชิญทุกคนเข้าไปนั่งในห้องฝั่งตะวันออก
การดูตัวไม่มีธรรมเนียมต้องนำของขวัญติดมือมา ครอบครัวลี่จึงไม่ได้ถืออะไรมา
ทุกคนเข้ามาในบ้าน สวี่ซื่อเยี่ยนทำหน้าที่แนะนำให้รู้จักกัน แล้วนั่งลงพูดคุยเล็กน้อย
ซูอันฮวาและลี่เฉิงหรง ซึ่งเป็นตัวเอกของวันนี้ ยืนอยู่หลังพ่อแม่ของตัวเอง ไม่มีใครพูดอะไร
แต่ลี่เฉิงหรงกลับแอบมองซูอันฮวาหลายครั้ง
วันนี้ซูอันฮวาสวมเสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อนมีลายดอกเขียวอ่อนๆ กางเกงสีเทาอ่อน ดูเรียบร้อยสะอาดสะอ้าน
ไม่ได้แต่งตัวฉูดฉาดแบบสาวๆ บางคนในสวนโสม แต่ก็ไม่จืดชืดจนเกินไป เรียกได้ว่ากำลังดี
ผมดำเงาถักเปียเดี่ยวถึงเอว ไม่มีเครื่องประดับอะไร มีเพียงเชือกแดงมัดปลายเปีย
หน้าไร้เครื่องสำอาง แต่หน้าสะอาดสดใสดูสบายตา
เขาว่าผู้หญิงอายุสิบแปดไม่เคยมีใครขี้เหร่ นั่นไม่เกินจริงเลย คนบางคนไม่ต้องแต่งหน้า ยังดูสวยเป็นธรรมชาติ
ลี่เฉิงหรงมองซูอันฮวาไม่วางตา ซูอันฮวาจะไม่รู้สึกได้ยังไง?
พอรู้ตัวว่าโดนมอง เธอก็รู้สึกเขิน เงยหน้าขึ้นมองลี่เฉิงหรงแวบหนึ่ง หน้าก็แดงก่ำ แล้วรีบก้มหน้าหลบสายตา
ฝั่งเด็กหนุ่มสาวมีการส่งสัญญาณกันเงียบๆ ส่วนทางผู้ใหญ่ ลี่ปิ่งจั๋วก็พูดคุยกับซูเหวยจงและสวี่เฉิงโฮ่วได้ดีทีเดียว
รายละเอียดของทั้งสองฝ่าย สวี่ซื่อเยี่ยนได้บอกไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ทุกคนก็พอมีความเข้าใจอยู่บ้าง
วันนี้มาเหมือนเป็นการเปิดเผยให้รู้กันอย่างเป็นทางการ จากนี้ไปเด็กทั้งสองก็สามารถคบหากันอย่างเปิดเผย
ถ้าคบกันไปแล้วทั้งสองครอบครัวเห็นว่าดี ก็ค่อยหาวันหาฤกษ์ให้แม่สื่อมาสู่ขอ
ทุกคนต่างรู้จักกัน มีหานลี่หมิงกับสวี่ซื่อเยี่ยนอยู่กลางวง ก็ไม่มีใครพูดไม่ออกหรือรู้สึกอึดอัด บรรยากาศในห้องจึงเป็นกันเอง ไม่เงียบงัน
ซูอันอิงชงน้ำชาแจกจ่ายให้ทุกคน แล้วก็ยกผลไม้มาเสิร์ฟ
“นี่แตงโมที่ปลูกในสวนบ้านเราปีนี้ เนื้อทราย หวานอร่อย ลองชิมกันดู
ถ้าชอบ เดี๋ยวตอนกลับก็เอาติดมือกลับไปคนละสองลูกเลย”
ช่วงนี้แตงโมในสวนสุกพร้อมกันเยอะ บ้านสวี่ก็ไม่มีใครมีเวลาขายที่ตลาด เก็บไว้นานก็จะเสียเปล่า เลยแบ่งให้กันกินจะดีกว่า
ยุคนี้ผู้คนยังเน้นปลูกข้าวปลูกธัญพืชเป็นหลัก คนที่ลงทุนปลูกผลไม้นับว่ามีน้อยนัก
ไม่ใช่ทุกคนจะเหมือนกับสวี่ซื่อเยี่ยนที่รักลูกยิ่งนัก กลัวว่าลูกๆ จะไม่มีของกิน
ดังนั้นเขาจึงปลูกต้นผลไม้ไว้มากมายในสวน ยังไม่พอ ยังปลูกเมล่อนหอมกับแตงโมไว้อีกแปลงใหญ่
ทุกคนในที่นี้ก็เป็นคนรู้จักกันทั้งนั้น ไม่ต้องมากพิธี ใครจะกินแตงก็หยิบกินได้เลย
แตงโมเนื้อทรายกัดเข้าปาก น้ำฉ่ำสุดๆ เนื้อแตงก็กรุบกรอบ รสชาติหวานมาก
“โอย แตงนี่อร่อยจริง หวานด้วย เดี๋ยวเอาให้ฉันสองลูกนะ จะเอากลับไปให้ลูกๆ ที่บ้านกิน”
หานลี่หมิงไม่ถือสาอะไรกับสวี่ซื่อเยี่ยน พูดไปกินไปอย่างสบายใจ
สวี่ซื่อเยี่ยนฟังแล้วก็ยิ้ม คนเป็นพ่อแม่ก็เหมือนกันหมด มีของอร่อยก็คิดถึงลูกก่อนเสมอ
เขากำลังจะพูดว่า ในสวนนั้นมีเยอะ อยากกินก็เด็ดเอาได้เลย
แต่จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างจากข้างนอก พอเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ก็เห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินเข้ามา
“ลุงลี่ นั่งพักก่อนนะครับ เดี๋ยวผมออกไปดูว่าใครมา”
สวี่ซื่อเยี่ยนลุกขึ้นแล้วจะเดินออกไปพอดี ตอนนั้นเอง คนข้างนอกก็เดินเข้ามาครึ่งทางแล้ว
“เสี่ยวสวี่อยู่บ้านไหมครับ? ฉันเองลุงหลี่”
คนที่มาเยือนก็คือลุงหลี่กับภรรยาและลูกชายหลี่จงเหลียง ทั้งสามคนถือของติดมือมาด้วย
“อ้าว ลุงหลี่มาได้ยังไงเนี่ย? มาๆ เชิญเข้าบ้านก่อน”
พอดีสวี่ซื่อเยี่ยนเดินมาถึงหน้าประตู ก็เจอทั้งสามคนพอดี จึงรีบเชิญเข้าบ้าน
ครอบครัวหลี่เดินเข้าไปในห้องตะวันออก พอเห็นว่ามีคนอยู่เต็มห้อง ก็ชะงักไปนิดหนึ่ง
“หัวหน้าลี่ คุณก็อยู่ด้วยเหรอ?” ตั้งแต่เมื่อไหร่ครอบครัวหัวหน้าลี่ถึงสนิทกับตระกูลสวี่ขนาดนี้ ทั้งบ้านมากันหมดเลย?
หันไปมองอีกที “เสี่ยวหาน พี่สะใภ้หาน พวกคุณก็มาด้วยเหรอ? วันนี้วันอะไรเหรอ?”
ลุงหลี่งงไปหมด มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย?
“อ๋อ พี่สะใภ้หานเขาแนะนำผู้หญิงให้ลูกชายผมพอดี บังเอิญเป็นน้องสาวภรรยาเสี่ยวสวี่ วันนี้เลยนัดมาดูตัวกันที่บ้านเสี่ยวสวี่น่ะครับ”
ลี่ปิ่งจั๋วไม่ได้ปิดบังอะไร อธิบายออกมาอย่างเปิดเผย
“ลุงหลี่ แล้วนี่คุณทำอะไรมาเนี่ย? ทั้งสามคนถือของพะรุงพะรังกันมาขนาดนี้ มาขอความช่วยเหลืออะไรเสี่ยวสวี่หรือเปล่า?”
ลี่ปิ่งจั๋วมองของที่ครอบครัวหลี่ถือมาแล้วก็อดสงสัยไม่ได้
ลุงหลี่พึ่งนึกได้ว่าตัวเองยังถือของอยู่ “เสี่ยวสวี่ ของพวกนี้เราเอามาฝากให้เด็กๆ กับผู้ใหญ่ที่บ้าน เป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ จากครอบครัวเรา อย่าถือว่าเล็กน้อยเกินไปนะ”
พูดจบ ทั้งสามคนก็เอาของวางไว้บนโต๊ะ มีทั้งปลากระป๋อง ขนม นมผง มอลต์ชงดื่ม เต็มโต๊ะไปหมด
“โอย ลุงหลี่ นี่มันอะไรกันครับ? พวกเราก็เป็นเพื่อนร่วมงานกันในศูนย์เดียวกัน แค่มาเยี่ยมที่บ้านผม ผมก็ดีใจมากแล้ว ไม่ต้องเอาอะไรมาฝากให้ลำบากเลย”
ตอนแรกสวี่ซื่อเยี่ยนยังไม่ได้มองของชัดๆ แต่พอเห็นชัดๆ เข้า ก็ตกใจไม่น้อย
ของที่วางอยู่บนโต๊ะนี่ ถ้ารวมราคาคร่าวๆ แล้ว อย่างน้อยก็หกเจ็ดสิบหยวน ถ้าไม่ถึงร้อยก็ใกล้เคียง เงินเดือนทั้งเดือนของลุงหลี่อาจยังไม่พอเสียด้วยซ้ำ...







