ณ บริเวณหน้าประตูวัดหม่าถี
หลี่อี้อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ สมแล้วที่เป็นวัดที่สร้างตามพระราชโองการ ตั้งตระหง่านอยู่ริมที่ราบสูงเสินเหอ กินพื้นที่กว่าสามร้อยหมู่ อิงแอบภูเขาและสายน้ำ ทิวทัศน์งดงามยิ่งนัก
ทั้งบนและล่างที่ราบสูงยังมีที่นาชั้นดีอีกกว่าสามพันหมู่
เมื่อบอกชื่อของผู้ดูแลอารามล่างฮุ่ยเลี่ยวที่หน้าประตูวัด ก็มีพระต้อนรับแขกเชิญเขาเข้าไปในวัดอย่างสุภาพทันที
เมื่อพบกันอีกครั้ง ฮุ่ยเลี่ยวยังสวมจีวรสีแดง สวมเกี๊ยะไม้ รอยยิ้มเหมือนกับพระศรีอริยเมตไตรย การส่งสินค้าครั้งแรกราบรื่นเป็นอย่างมาก ฟองเต้าหู้สิบชั่ง เต้าหู้ทอดสิบชั่ง หลี่อี้ยังแถมเต้าหู้แข็งและเต้าหู้อ่อนให้อีกอย่างละสิบชั่ง ไก่เจและแผ่นเต้าหู้อีกอย่างละสองชั่ง โดยหวังว่าในอนาคตจะสามารถขยายรายการจัดส่งสินค้าได้
“วันนี้มีมหาทานบดีมาทำบุญ ทางวัดจะเตรียมโต๊ะอาหารเจ” ฮุ่ยเลี่ยวร้องขอ อยากให้หลี่อี้สอนพระที่ทำอาหารเจในวัดทำฟองเต้าหู้และเต้าหู้ทอดพอง เอาเป็นอาหารไม่กี่อย่างที่กินที่บ้านลี่เจิ้งหวังเมื่อวานนี้
“ไม่มีปัญหาขอรับ” หลี่อี้รับคำทันที “ฟองเต้าหู้อบเจ ถั่วงอกผัดเต้าหู้พอง ฟองเต้าหู้ผัดเห็ดหูหนู หม้อดินฟองเต้าหู้สามเซียน ซุปเต้าหู้พอง กับข้าวสี่อย่างน้ำแกงหนึ่งอย่างเท่านี้ใช่หรือไม่ขอรับ”
“ลำบากเจ้าแล้ว”
หลี่อี้เดินตามฮุ่ยเลี่ยวมาถึงโรงครัวของวัด โรงครัวมีขนาดใหญ่มาก วัดหม่าถีมีพระสงฆ์ร้อยกว่ารูป ในวัดยังมีทาสวัดอีกมากมาย ซึ่งก็คือทาสนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีผู้บำเพ็ญเพียร บัณฑิต พระธุดงค์ที่มาขอพักอาศัยในวัดอีกไม่น้อย
วัดมีธูปเทียนเจริญรุ่งเรือง คนที่มาจุดธูปไหว้พระก็มีมาก โดยเฉพาะวันที่หนึ่งและวันที่สิบห้า
โรงครัวของวัดหม่าถีมีชื่อว่าโรงครัวเซียงจี โรงครัวของวัดในฉางอันล้วนเรียกชื่อนี้
“เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าเหตุใดจึงเรียกว่าโรงครัวเซียงจี” ฮุ่ยเลี่ยวถาม
หลี่อี้รู้เพียงว่าในราชวงศ์ถัง ด้านล่างของที่ราบสูงเสินเหอมีวัดพุทธชื่อดังแห่งหนึ่งเรียกว่าวัดเซียงจี ช่วงกบฏอันซื่อ ที่นี่ได้เกิดศึกวัดเซียงจีอันโด่งดัง กองทัพถังและกองทัพกบฏทุ่มกำลังคนกว่าสามแสนคนมาเข่นฆ่ากันที่นี่ ฟาดฟันกันตั้งแต่กลางวันยันพระอาทิตย์ตกดิน ฟาดฟันจากประตูสวรรค์ทักษิณไปจนถึงถนนบูรพาเผิงไหล... เข่นฆ่ากันจนศพกองเป็นภูเขา เลือดไหลเป็นสายน้ำ กำลังสูสีกัน หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายสูญเสียกำลังคนไปกว่าครึ่ง ก็ยังคงสู้ตายไม่ถอย ก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ เรียกได้ว่าเป็นปาฏิหาริย์ในยุคสงครามอาวุธเย็นเลยทีเดียว
สุดท้ายคือกองทัพถังอาศัยความได้เปรียบทางจำนวนเอาชนะมาได้อย่างหวุดหวิด ยึดเมืองฉางอันคืนมาได้อย่างราบรื่น ศึกนี้กองทัพถังตัดหัวศัตรูไปหกหมื่นคน จับเชลยได้สองหมื่นคน แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงรักษาอัตราส่วนการแลกเปลี่ยนไว้ที่หนึ่งต่อหนึ่ง
ทว่าหลี่อี้เคยสืบข่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว ในเวลานี้ด้านล่างที่ราบสูงเสินเหอยังไม่ได้สร้างวัดเซียงจีขึ้นมา
“โรงครัวเซียงจีมีที่มาจาก ‘วิมลกีรตินิรเทศสูตร’ อุบาสกวิมลกีรติล้มป่วย พระพุทธเจ้าจึงส่งเหล่าสาวกไปเยี่ยมไข้ อุบาสกวิมลกีรติถือโอกาสแสดงธรรมมหายาน ใกล้เที่ยง พระสารีบุตรเกิดความคิดขึ้นมาว่าจะฉันข้าวอย่างไร อุบาสกจึงด่าทอท่านว่า ท่านเป็นผู้แสวงหาความหลุดพ้น เหตุใดจึงเอาแต่พะวงเรื่องกินเล่า ในเมื่อท่านอยากกิน ก็จะให้ท่านได้กินข้าวที่ไม่เคยได้กินมาก่อน
อุบาสกอาศัยอิทธิฤทธิ์ เดินทางไปยังพุทธเกษตรเซียงจีอันห่างไกล ขอข้าวจากพระเซียงจีมาหนึ่งบาตร กลิ่นข้าวหอมกรุ่นและสดชื่นอบอวลไปทั่วทั้งเมือง ข้าวดูเหมือนจะน้อย แต่กลับทำให้ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนอิ่มหนำสำราญสมปรารถนา หลายคนบรรลุธรรมเพราะกลิ่นหอมนี้
นับแต่นั้นมา วัดวาอารามล้วนเปลี่ยนชื่อโรงครัวเป็นโรงครัวเซียงจี โดยหวังว่าเหล่าสาวกจะสามารถบรรลุธรรมได้เพราะกลิ่นหอมของข้าว”
เรื่องราวฟังดูดีไม่เลวเลยทีเดียว
ต้องบอกเลยว่าในยุคนี้ พระสงฆ์ในวัดเป็นกลุ่มคนที่เล่าเรื่องเก่งที่สุด
สาวกในวัดจะสามารถบรรลุธรรมเพราะกลิ่นหอมของข้าวได้หรือไม่ หลี่อี้ไม่รู้ แต่สิ่งที่เขารู้คือ ในบรรดาวัดใหญ่ๆ ในเมืองฉางอันล้วนมีโรงครัวเซียงจี ทว่าโรงครัวเซียงจีไม่ได้เป็นเพียงโรงครัวเท่านั้น
อันที่จริง ปัจจุบันนี้วัดส่วนใหญ่ โรงครัวเซียงจียังมีอีกหน้าที่หนึ่ง นั่นก็คือการปล่อยกู้
พระสงฆ์ไม่ต้องเสียภาษี ไม่ต้องเกณฑ์แรงงาน ตั้งแต่สมัยเว่ยจิ้นเป็นต้นมา ยังดำเนินกิจการอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมอย่างขนานใหญ่ ตั้งแต่ฮ่องเต้ลงมาจนถึงชาวบ้านล้วนบริจาคทานกันอย่างล้นหลาม ทรัพย์สมบัติของวัดวาอารามสะสมขึ้นอย่างรวดเร็ว จะปล่อยทิ้งไว้ให้ขึ้นสนิมก็ไม่ได้ ดังนั้นจึงมีการปล่อยกู้
โรงครัวมีการไปมาหาสู่กับภายนอกอย่างใกล้ชิดที่สุด ดังนั้นโรงครัวเซียงจีจึงค่อยๆ กลายเป็นสถานที่ปล่อยกู้ของวัด เงินกู้ที่ปล่อยเรียกว่าเงินเซียงจี
แน่นอนว่าพุทธธรรมมิอาจแปดเปื้อนกลิ่นเหม็นของเงินตรา ดังนั้นเงินต้นของเงินเซียงจีนี้จึงเรียกว่า ‘บุญกุศล’ ส่วนดอกเบี้ยเรียกว่า ‘ผลบุญ’
ยิ่งเป็นวัดที่ใหญ่เท่าใด ดอกเบี้ยของเงินเซียงจีก็จะยิ่งต่ำลงเล็กน้อย
เงินกู้กงเซี่ยของที่ว่าการทางการในสมัยราชวงศ์สุยและราชวงศ์ถัง ก็คือการที่ที่ว่าการปล่อยกู้เงินหลวง ดอกเบี้ยร้อยละแปดต่อเดือน ดอกเบี้ยหนึ่งเท่าตัวต่อปี ส่วนดอกเบี้ยเงินเซียงจีจะค่อนข้างน้อยกว่า อย่างเช่นวัดหม่าถีซึ่งเป็นวัดใหญ่ เงินเซียงจีของพวกเขา ผลบุญอยู่ที่ร้อยละสี่ต่อเดือน สมมติว่ากู้หนึ่งร้อยก้วน ระยะเวลาหนึ่งปี ผลบุญก็คือสี่สิบแปดก้วน
ในวัดยังมีคลังจำนำ ซึ่งก็คือโรงรับจำนำ พระสงฆ์เรียกคลังจำนำว่าคลังอายุวัฒนะ เรียกการจำนำปล่อยกู้ว่าเงินอายุวัฒนะ
ชื่อแต่ละชื่อล้วนไพเราะเพราะพริ้งกว่ากันทั้งนั้น
แต่ดอกเบี้ยไม่ได้น้อยเลยแม้แต่นิดเดียว การติดเงินวัดเรียกว่าติดหนี้พระพุทธองค์ คนทั่วไปไม่กล้าเบี้ยวหนี้หรอก
นิกายซานเจียที่วัดหม่าถีสังกัดอยู่ ในบรรดาพุทธศาสนานิกายต่างๆ ในปัจจุบัน ถือว่ามีความเป็นทางโลกมากที่สุด และหาเงินเก่งที่สุดอีกด้วย
ฮุ่ยเลี่ยวพาหลี่อี้มาถึงโรงครัวเซียงจี ทันใดนั้นก็มีพระต้อนรับแขกเดินเข้ามาหา
“ศิษย์พี่ มาขอกู้หรือมาฝากเงินหรือขอรับ”
ฮุ่ยเลี่ยวเอ่ยว่า “นี่คือผู้ใหญ่บ้านหลี่แห่งหมู่บ้านหลัวเจีย นำผักมาส่งให้โรงครัวเซียงจี ข้าเลยเชิญเขามาช่วยสอนอาหารเจแบบใหม่สักสองสามอย่างให้พ่อครัวด้วยเสียเลย”
พระรูปนั้นทักทายหลี่อี้ “ที่แท้ก็ผู้ใหญ่บ้านหลี่แห่งหมู่บ้านหลัวเจีย เสียมารยาทแล้ว หากผู้ใหญ่บ้านหลี่มีเงินเหลือใช้ในมือ สามารถนำมาฝากไว้ที่โรงครัวเซียงจีของเราได้ พวกเราจะนำไปปล่อยกู้แทนท่าน และมอบดอกเบี้ยให้ตามกำหนดเวลา”
หลี่อี้เพิ่งจะรู้ว่า ที่แท้วัดก็ไม่ได้ใช้เงินของตัวเองทั้งหมดในการปล่อยกู้ พวกเขาเรียนรู้วิธีจับหมาป่ามือเปล่ามาตั้งนานแล้ว
พวกอ๋อง กง ชนชั้นสูง เจ้าที่ดินผู้มีอิทธิพล ขุนนางใหญ่น้อย ล้วนนำเงินเหลือใช้บางส่วนมาฝากไว้ที่วัด มอบให้พวกเขานำไปปล่อยกู้ ส่วนตัวเองก็รับดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา
วัดหากำไรจากส่วนต่างของดอกเบี้ย ส่วนพวกขุนนางชนชั้นสูงเหล่านั้นก็สบายไม่ต้องเหนื่อยแรง
ผู้สูงศักดิ์มากมายที่มาจุดธูปที่วัด ความจริงแล้วไม่ได้มาจุดธูปไหว้พระทั้งหมดหรอก แต่มาฝากเงินรับดอกเบี้ยต่างหาก
ส่วนชาวบ้านร้านตลาดที่มาที่วัด ส่วนใหญ่ก็มาจำนำขอกู้กันทั้งนั้น
ทุกคนก็แค่ใช้ชื่อของการจุดธูปไหว้พระบังหน้า
ในนามของพระพุทธองค์
สิ่งที่ทำกลับเป็นเรื่องทางโลกที่สุด
พระต้อนรับแขกรูปนั้นยังเสนออัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ไม่เลวให้กับหลี่อี้ ดอกเบี้ยร้อยละสามต่อเดือน ไม่ต้องจัดการอะไรเลย ปีหนึ่งก็มีดอกเบี้ยร้อยละสามสิบหก เงินต้นปลอดภัย ดอกเบี้ยเชื่อถือได้
หลี่อี้เชื่อว่า วัดหม่าถีไม่เพียงแต่มีเงินกู้ระยะเวลาหนึ่งปีดอกเบี้ยร้อยละสี่เท่านั้น แน่นอนว่าจะต้องมีเงินกู้ระยะสั้นที่ดอกเบี้ยสูงกว่านี้ หรือแม้กระทั่งเงินกู้แบบไม่มีหลักประกันที่ดอกเบี้ยสูงยิ่งกว่าเป็นต้น แน่นอนว่าคหบดีบางรายที่ฝากเงินเยอะ ดอกเบี้ยเงินฝากก็ต้องสูงกว่าด้วยเช่นกัน
ทว่าตอนนี้เขาทั้งไม่มีเงินให้ปล่อยกู้ และไม่จำเป็นต้องขอกู้ด้วย
ฮุ่ยเลี่ยวไปตามพ่อครัวที่รับผิดชอบทำอาหารในโรงครัวเซียงจีมา
พ่อครัวคนนั้นยิ่งอ้วนท้วนสมบูรณ์ มีพระผู้ดูแลอยู่ใต้บังคับบัญชาหลายรูป ในโรงครัวยังมีทาสวัดอีกมากมาย ซึ่งก็คือทาสในวัดนั่นเอง
เขาไม่ได้มีข้อสงสัยใดๆ กับวัตถุดิบใหม่ๆ อย่างเช่นฟองเต้าหู้ เต้าหู้ทอดพอง ที่หลี่อี้ส่งมาให้เลย อย่างไรเสียก็เป็นคนที่ผู้ดูแลอารามล่างฮุ่ยเลี่ยวพามา
เดินวนรอบโรงครัวหนึ่งรอบ
หลี่อี้ค่อนข้างทึ่งกับโรงครัวแห่งนี้ สถานที่ใหญ่มาก ไม่เพียงแต่มีสระหินและรางหินสำหรับล้างชามล้างผักเท่านั้น ทว่ายังใช้กระทะเหล็กใบใหญ่สี่ใบในการทำอาหาร
ในบรรดากระทะเหล่านี้ ใบที่ใหญ่ที่สุดมีเส้นผ่านศูนย์กลางถึงห้าฉื่ออย่างน่าตกใจ ลึกสองฉื่อกว่า พ่อครัวบอกว่าการหุงข้าวหนึ่งครั้งต้องใส่ข้าวสารห้ากระสอบ น้ำสองพันชั่ง สามารถให้คนพันคนกินได้
จะเปิดใช้งานก็ต่อเมื่อมีงานวัดหรืองานทำบุญสำคัญๆ ประจำปีในวัดเท่านั้น
ว่ากันว่าหลังจากข้าวสุกแล้ว ก้นกระทะจะตกตะกอนเป็นข้าวตังชั้นหนึ่ง กรอบหอมอร่อย ทั้งยังเป็นหนึ่งในของขึ้นชื่อของวัดนี้อีกด้วย
หลี่อี้ตีกระทะขนาดเจ็ดอินขึ้นมาหนึ่งใบยังต้องเสียวัวไปหนึ่งตัว กระทะยักษ์ใหญ่ขนาดนี้ ต้องเสียวัวไปกี่ตัวกันล่ะเนี่ย ต้องบอกเลยว่าเป็นวัดที่สร้างตามพระราชโองการจริงๆ มีเงินเสียจริง
หลังจากสอนวิธีทำอาหารสองสามอย่างไปอย่างละเอียดรอบหนึ่งแล้ว จากนั้นก็แช่ฟองเต้าหู้และเห็ดหูหนูทิ้งไว้ หลี่อี้ก็เดินตามฮุ่ยเลี่ยวไปเดินชมภายในวัดก่อน
วัดแห่งนี้กินพื้นที่หลายร้อยหมู่ ทว่ามีหลายแห่งที่ยังคงว่างเปล่าอยู่ แต่อย่างไรเสียก็เคยเป็นสถานที่ออกบวชขององค์หญิงในราชวงศ์สุย จึงยังพอมองเห็นความไม่ธรรมดาของหลายๆ สถานที่ได้
แค่ต้นแปะก๊วยอายุนับร้อยปี ก็มีถึงสิบกว่าต้นแล้ว นอกจากนี้ในวัดยังปลูกต้นซากุระอีกนับพันต้น ว่ากันว่าเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิที่ดอกซากุระบานสะพรั่ง ก็ไม่ด้อยไปกว่าวัดชิงหลงในเมืองฉางอันเลยแม้แต่น้อย
มองดูวัดหม่าถีที่โอ่อ่าอลังการเช่นนี้ แล้วลองนึกถึงอารามอู๋จี๋ดูสิ
ห่างกันเพียงไม่กี่หลี่ ทว่าฝั่งนี้กลับรุ่งเรืองเฟื่องฟู กินพื้นที่หลายร้อยหมู่ ยังมีที่นาอีกสามพันหมู่ พระสงฆ์กว่าร้อยรูป ข้ารับใช้เป็นฝูง ผู้เช่านามากมาย ปล่อยกู้เก็บค่าเช่าแถมยังรับเงินทำบุญ ใช้ชีวิตอย่างชุ่มชื่นเบิกบาน ในทางกลับกัน อารามอู๋จี๋พังทลายรกร้าง นักพรตเฒ่าตาย เขาก็ถูกบังคับให้สึก อารามอู๋จี๋แห่งนี้ก็ขาดการสืบทอด กลายเป็นบ้านพักอาศัยของชาวบ้านไปโดยปริยาย
บอกได้คำเดียวว่าพระสงฆ์นั้นเล่าเรื่องเก่ง รู้จักสร้างภาพลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นนิกายใด เขาก็จะวาดภาพชาติหน้าอันงดงามให้ฟัง ทั้งอะไรที่บอกว่าเชื่อในพระพุทธองค์แล้วจะบรรลุมรรคผลเข้าสู่แดนสุขาวดี ทั้งอะไรที่เป็นเรื่องของเวรกรรม
นักพรตมักไม่ค่อยเป็นเช่นนี้ พวกเขาเสาะหาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อบำเพ็ญเพียร แสวงหาความมีอายุยืนยาว แสวงหาการขึ้นสวรรค์เป็นเซียน ตั้งใจแน่วแน่ที่จะบรรลุมรรคผลเป็นเซียน ขี้เกียจสนใจว่าคนอื่นจะเชื่อหรือไม่ อย่ามารบกวนข้าก็พอ จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ แม้กระทั่งสหายเต๋าตายแต่นักพรตยากไร้ผู้นี้ไม่ตาย
เต๋าแสวงหาความมีอายุยืนยาว พุทธบำเพ็ญเพื่อชาติหน้า พุทธมักพูดถึงการหลุดพ้น เต๋ากลับบำเพ็ญเพื่อความผาสุก
นักพรตเอาแต่สนใจตัวเอง แน่นอนว่าพระสงฆ์ย่อมมีตลาดมากกว่า แถมเขายังคุมวงการการเงินอยู่นะ หากเป็นในยุคปัจจุบัน ชนชาติที่กุมการเงินในอเมริกานั่นน่ะ ล้วนเป็นดั่งไท่ซ่างหวงในอเมริกา จะด่าฟ้าด่าดินด่าประธานาธิบดีอเมริกาก็ไม่มีปัญหา แต่จะด่ายิวไม่ได้เด็ดขาด
หลี่อี้จำคำพูดของลี่เจิ้งหวังเมื่อวานนี้ได้
จึงเป็นฝ่ายเสนอตัวกับฮุ่ยเลี่ยวว่าจะทำบุญ
ฮุ่ยเลี่ยวพาเขาไปยังลานอู๋จิ้นจ้าง ที่นี่มีพระสงฆ์รับเงินทำบุญ หลี่อี้บริจาคเงินสามสิบหกอีแปะ ข้าวฟ่างสามโต่วตามระดับชั้นหนึ่งก่อน จากนั้นก็ทำบุญเพิ่มอีกร้อยอีแปะ
พระสงฆ์เขียนชื่อของหลี่อี้ลงไป
“วัดหม่าถีของเราเลื่อมใสในนิกายซานเจีย สมัยนั้นปรมาจารย์ซิ่นสิงได้ก่อตั้งนิกายซานเจียขึ้น โดยแบ่งพุทธศาสนาออกเป็นสามประเภทตามกาล สถานที่ และบุคคล แต่ละประเภทแบ่งออกเป็นสามระดับ มีความเชื่อว่าสรรพสัตว์ในโลกล้วนเป็นพระพุทธเจ้า เรียกว่าพุทธถ้วนหน้า สนับสนุนการบำเพ็ญตบะอดทนอดกลั้น พบเจอผู้คนไม่แบ่งแยกหญิงชาย ล้วนทำความเคารพ เรียกว่าธรรมถ้วนหน้า
นิกายซานเจียของเราผลักดันอู๋จิ้นจ้าง สนับสนุนให้สรรพสัตว์ควรทำบุญ เพื่อล้างหนี้กรรมในชาติปางก่อน อู๋จิ้นจ้าง ผู้ที่มีเมล็ดพันธุ์มากน้อย ธรรมมีสองประการ หนึ่งคือที่นาไร้ขีดจำกัด หล่อเลี้ยงสรรพสัตว์ ทุกวี่ทุกวันไม่ขาดสาย สองคือเมล็ดพันธุ์ไร้ขีดจำกัด สิ่งนี้แสดงถึงผู้ที่สามารถให้ทาน ทำบุญทุกวี่ทุกวัน ต่อเนื่องไม่รู้จบ คืออู๋จิ้นจ้าง
เงินและผ้าที่ทำทานแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งสำหรับบำรุงซ่อมแซมวัดวาอารามในใต้หล้า ส่วนหนึ่งเพื่อบริจาคบรรเทาทุกข์ให้แก่ผู้หิวโหยในใต้หล้า ส่วนหนึ่งเพื่อเติมเต็มการบูชาอย่างไร้อุปสรรค...”
หลี่อี้ฟังไปฟังมา ก็รู้สึกว่าคำกล่าวของพระรูปนี้ร้ายกาจมาก การบริจาคเงินทองให้แก่วัด ก็สามารถล้างหนี้กรรมในชาติปางก่อนได้ การทำบุญยังสามารถจ่ายวันละนิดได้ วัดจะนำเงินบริจาคเหล่านี้มาบริหารจัดการร่วมกัน นำเงินต้นเหล่านี้ไปปล่อยกู้รับดอกเบี้ย ซ่อมแซมวัด ซื้อที่นาสงเคราะห์คนอนาถา
พวกเขาเปลี่ยนตัวเองเป็นผู้จัดสรร นำทรัพย์สินของผู้ศรัทธาไปใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาและงานการกุศลตามลำดับ
ความพิเศษที่สุดอยู่ที่ เงินทำบุญที่พวกเขาได้รับมาไม่ได้นำไปซ่อมแซมวัดหรืองานสงเคราะห์คนอนาถาทันที ทว่าต้องนำไปปล่อยกู้รับดอกเบี้ยก่อน นำไปซื้อที่นาปล่อยเช่ารับค่าเช่าก่อน
พระรูปนั้นยังชี้แจงกับหลี่อี้อีกว่า เงินและเสบียงที่เขาทำบุญ หากมีความจำเป็นเร่งด่วนก็สามารถถอนคืนได้ แน่นอนว่าอันนี้ไม่มีดอกเบี้ย
เงินที่ทำบุญให้ลานอู๋จิ้นจ้างนี้ แตกต่างจากเงินที่มอบให้โรงครัวเซียงจีไปปล่อยกู้
สรุปคือหลี่อี้ก็ได้เปิดหูเปิดตาแล้วเช่นกัน
เขารู้สึกว่าเงินที่บริจาคให้อู๋จิ้นจ้างในตอนนี้ หากสามารถคำนวณดอกเบี้ยได้ นั่นแหละถึงจะเรียกว่ายอดเยี่ยมจริงๆ ปกติก็บริจาคทีละนิด ตอนใช้ก็ถอนออกมา หรือแก่ตัวไปก็ถอนออกมาเลี้ยงดูตัวเองในวัยชรา เช่นนี้จะไม่กลายเป็นกองทุนประกันสังคมบำนาญหรอกหรือ
ทว่าเห็นได้ชัดว่านิกายซานเจียจะไม่ทำเรื่องเช่นนี้เด็ดขาด สิ่งที่เรียกว่าถอนคืนเมื่อมีความจำเป็นเร่งด่วน ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถถอนคืนได้จริงๆ
แต่ระบบอู๋จิ้นจ้างของนิกายซานเจียนี้ นำเอาการทำบุญด้วยความเมตตาและศรัทธา มาปะปนกับการบริจาคให้ชาวโลกและวัดวาอาราม มูลค่าและสรรพคุณของมันกลับเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ดึงดูดผู้ศรัทธาในหมู่ชาวบ้านนับไม่ถ้วน
เมื่อกลับมาที่โรงครัวเซียงจีอีกครั้ง หลี่อี้ก็ชี้แนะพระพ่อครัว นำฟองเต้าหู้ เห็ดหูหนู และอื่นๆ ที่แช่น้ำไว้มาทำกับข้าวสี่อย่างน้ำแกงหนึ่งอย่าง หลังจากฮุ่ยเลี่ยวได้ชิมแล้ว ก็บอกว่าสู้ที่หลี่อี้ทำเองกับมือเมื่อวานนี้ไม่ได้
หลังจากที่พระพ่อครัวและพระผู้ดูแลอีกหลายรูปได้ชิมแล้ว ล้วนพอใจกับวัตถุดิบใหม่อย่างฟองเต้าหู้และเต้าหู้ทอดมาก รู้สึกว่าอาหารเจที่ทำออกมานั้นอร่อยจริงๆ จึงให้หลี่อี้จัดส่งสินค้าในระยะยาวต่อไป และยินดีที่จะจ่ายเงินสดในวันนั้นเลย ราคาคือข้าวสารหนึ่งโต่วแลกกับฟองเต้าหู้หรือเต้าหู้พองหนึ่งชั่ง
หลังจากออกจากโรงครัวเซียงจี หลี่อี้ถามว่าจะต้องให้เงินทอนแก่พระพ่อครัวของโรงครัวเซียงจีอีกหรือไม่
ฮุ่ยเลี่ยวผู้มีรูปร่างอ้วนท้วนหัวเราะพลางบอกว่าไม่ต้อง เขาจะจัดการเอง







