ยามพลบค่ำ
หลี่อี้เหยียบย่ำแสงจันทร์เสี้ยวของดวงอาทิตย์อัสดง เดินทางจากฉางอันกลับมายังริมฝั่งแม่น้ำฮ่าว
เขาจูงล่อเดินนำหน้า บนหลังล่อมีเด็กตัวเล็กๆ สองคนนั่งอยู่ ด้านหลังมีหญิงสาวสวมเสื้อผ้าปะชุนเต็มตัวเดินตามมา
“ข้ามสะพานไปก็ถึงบ้านแล้ว เห็นต้นจ้าวเจี่ยวใหญ่ข้างหน้านั่นไหม ลานบ้านที่อยู่ด้านหลังนั่นแหละ เดิมทีเป็นอารามเต๋าชื่ออารามอู๋จี๋ เพิ่งจะซ่อมแซมไปเมื่อไม่กี่วันก่อน...”
“เห็นคลองส่งน้ำฝั่งโน้นไหม เรียกว่าซาฉวี ริมคลองมีนาข้าวสามสิบหมู่ เป็นของข้า บนที่ราบสูงฝั่งโน้น ข้ายังมีสวนหม่อนอีกยี่สิบหมู่”
แม้จะเดินมาหลายสิบลี้ แต่เวลานี้หญิงสาวมองตามปลายนิ้วของหลี่อี้ หันซ้ายแลขวา ทุ่งนาเขียวขจี โค้งน้ำที่คดเคี้ยว เนินดินที่ราบสูงราวกับกำแพงสูงใหญ่ และภูเขาจงหนานที่ทอดยาวต่อเนื่องทางทิศใต้
บ้านเกิดของนางอยู่เหอหนาน ปลูกข้าวสาลี นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นนาข้าว
“หลานเซียง ข้ากลับมาแล้ว”
หลี่อี้ข้ามสะพานโค้งหลัวเจีย เดินขึ้นเนินมาถึงหน้าประตูบ้าน ก็ตะโกนร้องเรียกเสียงดัง
หลานเซียงเดินออกมาจากลานบ้านที่ยังไม่มีประตู “ท่านพี่ ท่านกลับมาแล้ว” เด็กสาวมองหญิงสาวและเด็กเล็กสองคนที่ตามอยู่ข้างกายหลี่อี้ด้วยความสงสัย
“นี่คือซิ่วจือ สองคนนี้เป็นลูกของนาง คนโตชื่อเหมินซ่วน อายุเจ็ดขวบ คนเล็กชื่อเหมินจู้ อายุห้าขวบ”
ระหว่างทางกลับมา หลี่อี้ได้สอบถามเรื่องราวของหญิงสาวจนกระจ่างแล้ว บ้านเกิดของนางอยู่ที่หรู่หยาง เมืองอวี้โจว มณฑลเหอหนาน ในทางภูมิศาสตร์แล้วที่นั่นจัดอยู่ในเขตหวยซี ตั้งแต่สมัยราชวงศ์สุยเป็นต้นมา หวยซีมักจะหมายถึงพื้นที่บางส่วนทางตอนเหนือของแม่น้ำหวยเหอ ในรัชศกต้าเยี่ยแห่งราชวงศ์สุย อวี้โจวถูกเรียกว่าจวิ้นหรู่หนาน เป็นสถานที่ที่อุดมไปด้วยล่อลากรถ
ความจริงแล้วปีนี้สวี่ซิ่วจือเพิ่งจะอายุยี่สิบสามปี แต่งงานกับช่างไม้จางซานที่อยู่บ้านติดกันตอนอายุสิบห้า
ซิ่วจือเงยหน้าขึ้น พิจารณาลานบ้านเล็กๆ ตรงหน้าที่ก่ออิฐดินดิบเป็นกำแพงสูงท่วมหัวคน จากนั้นก็มองเด็กสาวที่อยู่หน้าประตู นางคิดว่านี่คือน้องสาวของผู้มีพระคุณ
บนใบหน้าสีเหลืองซีดที่อมทุกข์ของหญิงสาว ฝืนยิ้มออกมา “แม่นางน้อยเป็นน้องสาวของนายท่านสินะเจ้าคะ บ่าวเป็นทาสรับใช้ที่นายท่านซื้อมาจากฉางอันเจ้าค่ะ...”
แม่หนูผมเหลืองหลานเซียงพูดด้วยความขวยเขินเล็กน้อย “ข้าไม่ใช่น้องสาวแท้ๆ ของท่านพี่หรอกเจ้าค่ะ เป็นแค่เพื่อนบ้าน ข้าแซ่หลัว ชื่อหลานเซียง”
หลี่อี้มองท่าทางของทั้งสองคน “ต่อไปพี่สวี่กับเด็กสองคนนี้ก็จะอาศัยอยู่ที่นี่ด้วย”
หญิงสาวพูดกับหลี่อี้ “ขอบคุณนายท่านที่ช่วยฝังศพสามีให้บ่าว ต่อไปบ่าวกับลูกทั้งสองก็คือทาสรับใช้ของบ้านนายท่าน จะปรนนิบัตินายท่านอย่างดี งานในบ้านหรือกระทั่งงานในนาข้าก็ทำได้เจ้าค่ะ แม้เมื่อก่อนบ้านข้าจะไม่เคยปลูกข้าวนาปี แต่บ่าวก็เรียนรู้ได้ เด็กสองคนแม้อายุยังน้อยแต่ก็ทำงานได้ หากมีสิ่งใดทำไม่ดี นายท่านลงไม้ลงมือดุด่าลงโทษได้เลยเจ้าค่ะ...”
หลี่อี้มองท่าทางที่หวาดกลัวจนลนลานของนาง ก็โบกมือ “ไม่ต้องหวาดกลัวถึงเพียงนี้ ทำตัวตามสบายเถอะ”
เมื่อเข้าไปในลานบ้าน
หลี่อี้จัดการให้สามแม่ลูกของซิ่วจือพักในห้องหนึ่ง “พรุ่งนี้ข้าจะพาพวกเจ้าไปที่หมู่บ้านเฝิงเจีย ไปหาบัณฑิตเย็นชาให้แมะตรวจดูอาการเสียหน่อย แล้วจะซื้อผ้ากลับมาด้วย เจ้าเย็บมุ้งสักสามหลังนะ ของห้องเจ้าหนึ่งหลัง ของหลานเซียงหนึ่งหลัง แล้วก็บนตั่งของพี่น้องโก่วเซิ่งกับสือโถวอีกหนึ่งหลัง เจ้าตัดเสื้อผ้าเป็นหรือไม่ หากทำเป็น ข้าจะซื้อผ้ามาเพิ่มให้เจ้าตัดเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ทุกคน”
ซิ่วจือบอกว่าตนเองตัดเย็บเสื้อผ้าและรองเท้าเป็น ทั้งยังปั่นด้ายทอผ้าเป็นด้วย พูดจบนางก็วางห่อผ้าขาดรุ่งริ่งลง แล้วลงมือปัดกวาดลานบ้านทันที อีกทั้งยังให้สองพี่น้องเหมินซ่วนเหมินจู้มาช่วยทำงานด้วย
“ลานบ้านสะอาดดี ไม่ต้องกวาดหรอก เดินมาตั้งหลายสิบลี้คงเหนื่อยแล้ว พักผ่อนเถอะ หลานเซียง วันนี้หุงข้าวเพิ่มหน่อยนะ มีคนเพิ่มมาสามคน”
ซิ่วจือจึงขอให้หลานเซียงพานางไปห้องครัว บอกว่านางจะเป็นคนทำกับข้าวเอง
“ข้าจะเอาล่อไปคืนบ้านกัวเอ้อร์หลางก่อน” หลี่อี้พูดพลางจูงล่อไปที่หมู่บ้านกัว กัวเอ้อร์หลางยังไม่กลับมาจากฉางอัน หลี่อี้ทิ้งล่อไว้และกล่าวขอบคุณตู้ซื่อ ไม่ได้รั้งอยู่ต่อ ก็กลับบ้าน
เขารู้สึกว่ารอกัวเอ้อร์หลางกลับมา แล้วจ่ายเงินร้อยก้วนให้นั้น เขาก็สมควรที่จะพิจารณาซื้อล่อสักตัวไว้ใช้เดินทางแล้วจริงๆ
วันนี้เดินทางไปกลับตั้งร้อยลี้ ตอนกลับ เขาให้เด็กสองคนนั่งล่อ ส่วนตัวเองเดินหลายสิบลี้ เหนื่อยแทบขาดใจ โชคดีที่นี่คือร่างกายของอู๋อี้ที่เคยจาริกสัญจรไปทั่วหล้า หากเปลี่ยนเป็นร่างกายในสภาวะกึ่งแข็งแรงแบบเมื่อก่อนของเขา คาดว่าป่านนี้คงยังอยู่ระหว่างทางเป็นแน่
ใช้เงินไปหนึ่งพันอีแปะช่วยซื้อโลงศพฝังศพสามีของสวี่ซิ่วจือ ก็ได้ทาสรับใช้เพิ่มมาสามคน จนถึงตอนนี้หลี่อี้ก็ยังรู้สึกรับไม่ค่อยจะได้เต็มที่นัก
รู้สึกว่ามักง่ายยิ่งกว่าซื้อสัตว์เลี้ยงเสียอีก
ต่อไปที่บ้านมีปากท้องเพิ่มมาสามปาก แต่ว่าต่อไปก็มีคนซักผ้าทำกับข้าวแล้ว หลัวซานไปเกณฑ์แรงงาน เขารับปากว่าจะช่วยดูแลเด็กทั้งสาม ก็ยังกลัวว่าจะดูแลไม่ไหว ตอนนี้มีสวี่ซิ่วจือแล้ว ก็สบายขึ้นได้
เมื่อกลับมาถึงลานบ้าน ก็พบว่าหลัวซานเหนียงมาแล้ว
“ข้าอยู่ที่เพิงหญ้าในนาข้าวเห็นท่านกลับมาแล้ว” แม่หนูผมเหลืองคนโตตอนนี้มีใจจดจ่ออยู่แต่กับธุรกิจที่ร่วมหุ้นกับหลี่อี้ เฝ้ารอให้แผงลอยหัวสะพานเปิดร้านได้เร็วๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหวังว่าฟองเต้าหู้และเต้าหู้ทอดจะหาคนซื้อได้
“อู๋อี้ ฟองเต้าหู้ตากแห้งเสร็จชุดหนึ่งแล้วนะ”
ฟองเต้าหู้กระทะที่ทำเมื่อคืนตอนดึกผ่านการอบมาแล้ว ตอนกลางวันก็ตากแดดอีกหนึ่งวัน เช้าวันนี้นางยังทำฟองเต้าหู้อีกกระทะ ตากแดดจัดจนแห้ง อีกทั้งยังทำเต้าหู้ทอดตามวิธีที่หลี่อี้สอนด้วย
หลี่อี้ตรวจดูเต้าหู้ทอดและฟองเต้าหู้ที่นางนำมาอย่างละเอียด พบว่าบางชิ้นทำได้ไม่ค่อยดีนัก อาจเป็นเพราะเพิ่งเริ่มทำ ส่วนชิ้นอื่นๆ ก็ดูเป็นรูปเป็นร่างแล้ว
เด็กสาวคนนี้ฉลาดไม่เบาเลยจริงๆ
“พอดีเลย มื้อเย็นเพิ่มกับข้าวได้อีกสองอย่าง อบเต้าหู้ทอด แล้วก็ทำฟองเต้าหู้อบหม้อดิน”
ซานเหนียงรู้สึกเสียดาย “ฟองเต้าหู้กว่าจะตากจนแห้งได้ไม่ง่ายเลยนะ”
“พวกเราไม่ต้องลองชิมรสดูก่อนหรือว่ามันเป็นอย่างไร มิฉะนั้นจะเอาไปเสนอขายได้อย่างไรเล่า”
“แต่ว่าเวลาสั้นๆ แค่นี้ก็แช่ให้ฟูไม่ทันหรอก”
“เติมน้ำร้อนลงไปแช่ แล้วก็อบหม้อดินให้นานขึ้นอีกหน่อยก็ใช้ได้แล้ว”
ดวงอาทิตย์ลับขอบเขาไปจนหมดสิ้น สองพี่น้องโก่วเซิ่งและสือโถวก็กลับมา วัวเหลืองกินจนอิ่มแปล้ ระหว่างทางกลับมายังได้ชำระล้างตัวริมคลองส่งน้ำรอบหนึ่ง สองพี่น้องยังถอนหญ้าผักไผ่จำนวนมากพาดไว้บนหลังวัวแบกกลับมา เพื่อที่ตอนกลางคืนจะได้ใช้สุมไฟไล่ยุงให้วัว
สือโถวหิ้วกบพวงใหญ่มาด้วยท่าทางภาคภูมิใจ ส่วนโก่วเซิ่งก็ล้วงไข่เป็ดออกมาหลายฟอง
เป็ดสองตัวนั้นมีหอยขมและกบให้กินทุกวัน ผลคือจากเดิมที่ไข่วันละฟอง กลายเป็นตอนนี้ไข่วันละสองฟองแล้ว ขนาดของไข่ก็ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย
“กำลังพูดอยู่พอดีว่าฟองเต้าหู้กับเต้าหู้ทอดไม่มีเนื้อสัตว์ให้ใส่คู่กัน พวกเจ้าก็จับกบกลับมาตั้งมากมาย โอ้ มีกบนาตัวใหญ่อีกสองตัวด้วย พอดีเลย ทำฟองเต้าหู้อบหม้อดินกบนา กับเต้าหู้ทอดผัดไข่เป็ด”
สองพี่น้องสือโถวเห็นลานบ้านมีคนหน้าแปลกเพิ่มมาหลายคน ก็สงสัยอยู่บ้าง
หลานเซียงกระซิบอธิบายสถานการณ์ข้างหูพี่น้องทั้งสอง
“สือโถว โก่วเซิ่ง ต่อไปพี่น้องเหมินซ่วนเหมินจู้ก็เป็นคนในครอบครัวนี้แล้ว พวกเจ้าอย่าไปรังแกพวกเขาเล่า พาเล่นด้วยกันนะ” หลี่อี้กำชับ
อาหารเย็นมื้อนี้
ท้ายที่สุดทุกคนก็ลงมือทำจนเสร็จ
หลานเซียงหุงข้าว ซานเหนียงหั่นผัก ซิ่วจือก่อไฟ หลี่อี้จับตะหลิว
เมื่อเห็นหลี่อี้ทำอาหาร แต่ละครั้งต้องตักน้ำมันหมูช้อนโต ซิ่วจือมองจนตาค้าง ส่วนเด็กชายสี่คนที่เล่นด้วยกันจนสนิทสนมแล้ว ต่างก็สูดจมูกฟุดฟิดไม่หยุด น้ำลายไหลย้อย
กบลายเสือตัวละครึ่งชั่งกว่า หากเป็นยุคหลังนั่นคือสัตว์ป่าคุ้มครอง กินแล้วต้องติดคุก แต่ที่หาดคางคกแม่น้ำฮ่าว กลับพบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงร้องที่ดังเป็นพิเศษในตอนกลางคืน ที่ร้องก้องอยู่ตลอดนั่นแหละคือมัน ทว่าเจ้านี่มีความตื่นตัวและจับยากกว่ากบคางคกทั่วไปอยู่บ้าง แต่ก็ไม่คณามือสองพี่น้องโก่วเซิ่งสือโถว พวกเขาจับปลาจับคางคกเก่งนักล่ะ
ซานเหนียงสามารถจัดการกับกบนาได้อย่างชำนาญ ถลกหนัง ตัดหัว ควักไส้ สับเป็นชิ้นใหญ่ๆ หลายชิ้น ท่าทางคล่องแคล่วว่องไว ไม่มีความหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
หลี่อี้ทำอาหารอร่อยเป็นที่ยอมรับของทุกคน เพราะเขายอมใส่ทั้งน้ำมันและเกลือ ทั้งยังแอบใส่เครื่องปรุงสูตรลับลงไปบ้าง
ฟองเต้าหู้อบหม้อดินกบนา เต้าหู้ทอดผัดไข่เป็ด ต้มผักบุ้ง สุดท้ายคือแกงผักป่าหม้อใหญ่
หลี่อี้ให้คะแนนตัวเองแค่พอผ่าน ไม่มีเครื่องครัวที่เหมาะสม ไม่มีเตาไฟ ส่งผลกระทบต่อการลงมือของเขามากเหลือเกิน เขาไม่พอใจอย่างยิ่ง หวังว่าจะสามารถนำการสร้างเตาฟืนไร้ควันมาใส่ไว้ในกำหนดการได้เร็วๆ แต่ยังต้องรอให้กระทะผัดเหล็ก หม้อเหล็ก ฯลฯ ที่สั่งทำที่ร้านตีเหล็กหมู่บ้านเฝิงเจียตีเสร็จเสียก่อน การสร้างเตาจำเป็นต้องเตรียมเครื่องครัวให้พร้อมเสียก่อน
สวี่ซิ่วจือช่วยหลี่อี้และคนอื่นๆ ตักข้าวตักแกง พอตักเสร็จ นางพาสองพี่น้องเหมินซ่วนเหมินจู้ไปยืนหลบมุมอยู่ด้านหนึ่ง
“เจ้าก็ตักข้าวตักแกงกินสิ”
“บ่าวปรนนิบัติอยู่ที่นี่ รอให้นายท่านพวกท่านกินเสร็จ ข้าเก็บกวาดเรียบร้อยแล้วค่อยกินเจ้าค่ะ” ซิ่วจือกล่าว แม้เมื่อก่อนนางจะเป็นไพร่ฟ้าสามัญชน แต่ก็รู้ดีว่าในเมื่อเป็นทาสรับใช้แล้ว แน่นอนว่าต้องรักษากฎระเบียบของทาสรับใช้
ข้าวปลาอาหารเหล่านั้นหอมหวนอร่อยยิ่งนัก แต่ทาสรับใช้ก็ทำได้เพียงแอบกลืนน้ำลายอยู่ด้านข้าง
หลี่อี้มองดูนาง จากนั้นก็มองสองพี่น้องเหมินซ่วนที่ก้มหน้าก้มตาแอบกลืนน้ำลายอยู่ตลอดเวลา
คิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า “พวกเราก็ไม่ใช่ตระกูลใหญ่โตอะไร ไม่ต้องปรนนิบัติเช่นนี้หรอก พวกเจ้าก็รีบไปตักข้าวกินเถิด เจ้าไปเอาชามใบใหญ่มา ข้าจะแบ่งกับข้าวให้พวกเจ้าไปกิน”
หลี่อี้ก็รู้ดีว่า ฐานะของสามแม่ลูกคือทาส การจะมาร่วมโต๊ะกินข้าวกับเจ้านายโดยตรงย่อมเป็นไปไม่ได้ ทำเช่นนั้นต่างฝ่ายต่างก็อึดอัดใจ
แต่หลี่อี้ก็ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องฐานะนี้มากนัก
เห็นนางไม่ขยับ หลี่อี้จึงไปหยิบชามใบใหญ่มาเอง กับข้าวทุกอย่างตักใส่อย่างละนิด แล้วก็เอาชามอีกใบตักน้ำแกงใส่ไปชามใหญ่
“รีบยกไปกินเถอะ ต่อไปเวลาเจ้าทำกับข้าว ก็แบ่งข้าวกับกับข้าวใส่ชามต่างหากให้พวกเจ้าสามคนกินเสีย”
ซิ่วจือชะงักงัน ทาสสามารถกินอาหารแบบเดียวกับเจ้านายได้ด้วยหรือ
“บ่าว ต่อไปบ่าวต้มข้าวต้มผักกินทุกวันก็พอแล้วเจ้าค่ะ พวกเราสามคนวันละหนึ่งเซิงก็เพียงพอแล้ว”
หลี่อี้โบกมือ “อยู่ที่นี่ กินข้าวอิ่มท้องแน่นอน รีบไปกินเถอะ”
ซิ่วจือยกกับข้าวและน้ำแกงไปไว้ด้านหนึ่ง แล้วไปตักข้าว สามแม่ลูกกินข้าวกันที่ระเบียงนอกห้องครัว ไม่มีโต๊ะไม่มีเก้าอี้ กับข้าวและน้ำแกงวางบนพื้น สามแม่ลูกถือชามข้าวคนละใบนั่งยองๆ กินอยู่ข้างๆ
ข้าวฟ่างหอมกรุ่น เต้าหู้ทอดผัดไข่เป็ดมันเยิ้ม ฟองเต้าหู้อบหม้อดินกบนายิ่งอร่อยล้ำ ซิ่วจือจำไม่ได้แล้วว่าพวกนางไม่ได้กินข้าวปลาอาหารดีๆ เช่นนี้มานานเท่าใดแล้ว หรือแม้กระทั่งว่าไม่ได้กินอิ่มมานานเท่าใดแล้ว รสชาติของเกลือเค็มๆ นางก็แทบจะลืมเลือนไปสิ้น
“ค่อยๆ กินลูก” มองดูลูกชายทั้งสองที่กินอย่างตะกละตะกลาม ซิ่วจือก็รีบกระซิบเสียงเบา ถือชามข้าวกินไปกินมา น้ำตาเม็ดโตก็ร่วงหล่นลงในชามอย่างห้ามไม่อยู่
สามแม่ลูกได้เจ้านายที่ดี แต่น่าเสียดายที่สามีไม่มีวาสนาเช่นนี้
ในบ้าน หลี่อี้เอ่ย “ในห้องยังไงก็ไม่เย็นสบายเท่าข้างนอก เราก็ออกไปกินข้างนอกกันเถอะ วันหลังต้องไปหาชุดโต๊ะเก้าอี้หินมาวางใต้ต้นไม้ในลานบ้าน นั่งกินข้าวไปรับลมเย็นๆ ไป ช่างสุขสบายอะไรเช่นนี้”
สักพัก พวกเขาก็ยกกับข้าวและแกงออกมา แล้วถือชามใบใหญ่กันคนละใบ นั่งยองๆ กินอยู่ที่ระเบียงเช่นเดียวกัน เปิดวงล้อมชามเก่า
ซานเหนียงกินข้าวไปพลางก็เร่งถามหลี่อี้ไปพลางว่าจะสามารถนำฟองเต้าหู้และเต้าหู้ทอดไปขายได้เมื่อใด ทั้งยังถามว่าพรุ่งนี้จะตั้งแผงลอยที่หัวสะพานเพื่อเริ่มขายน้ำเต้าหู้กับเต้าฮวยก่อนได้หรือไม่
“ได้ พรุ่งนี้เช้าตรู่เราไปตั้งแผงลองขายที่หัวสะพานข้างล่างกันก่อนได้ ตอนบ่ายข้าจะไปคารวะลี่เจิ้งหวังที่หมู่บ้านเนี่ยนจวง ได้ยินว่าเขากับผู้ดูแลหมู่บ้านของวัดหม่าถีที่เนี่ยนวานมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ข้าจะขอให้ลี่เจิ้งหวังช่วยแนะนำให้ข้าได้รู้จักสักหน่อย”
วัดหม่าถีเป็นวัดใหญ่แห่งหนึ่ง ในสมัยราชวงศ์สุย น้องสาวของจักรพรรดิสุยเหวินตี้หยางเจียนบวชชีที่นี่ ได้มีราชโองการให้บูรณะเป็นพระอารามหลวง ชาวบ้านเรียกขานกันว่าวัดหวงกู ปัจจุบันหวงกูแห่งราชวงศ์สุยไม่อยู่แล้ว วัดแห่งนั้นถูกเปลี่ยนเป็นวัดหม่าถีที่สร้างขึ้นตามพระบรมราชโองการของฮ่องเต้ราชวงศ์ถัง
ว่ากันว่าปีนั้นหลี่ยวนเดินทางจากฉางอันไปล่าสัตว์ที่ภูเขาจงหนาน ระหว่างทางผ่านหมู่บ้านเนี่ยนจวง ได้ผูกม้าไว้ที่นี่ รู้สึกกระหายน้ำทนไม่ไหว กีบเท้าม้าก็ตะกุยดินจนเกิดเป็นน้ำพุ ต่อมาหลี่ยวนยกทัพบุกเข้าฉางอัน มีราชโองการให้สร้างวัดหม่าถี วัดหม่าถีแห่งนี้มีที่ดินหลายพันหมู่ มีพระสงฆ์มากมาย อีกทั้งยังมีคลังอู๋จิ้นจ้างปล่อยเงินกู้และธัญญาหาร กล่าวได้ว่าช่างแตกต่างราวฟ้ากับเหวเมื่อเทียบกับอารามอู๋จี๋ที่รกร้างไปในตอนแรก
หัวหน้าหมู่บ้านของวัดหม่าถี ก็คือผู้ที่รับผิดชอบดูแลกิจการทุกอย่างของที่นาที่ขึ้นตรงต่อวัดหม่าถีโดยเฉพาะ รวมถึงอาณาเขตที่นา บ้านเรือนในหมู่บ้าน เครื่องเรือน วัวไถนา การจัดการลูกจ้าง ตลอดจนค่าเช่านาของชาวนาเช่า การเก็บเกี่ยว เป็นต้น อำนาจค่อนข้างมาก มักเรียกกันว่าผู้ดูแลอารามล่าง
หลี่อี้ตั้งใจจะเริ่มจากผู้ดูแลอารามล่างท่านนี้ก่อน หากสามารถจัดการพระผู้ดูแลรูปนี้ได้ การส่งฟองเต้าหู้ เต้าหู้ทอดเพียงเล็กน้อยนั่นยังจะเป็นปัญหาอีกหรือ กระทั่งผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองอย่าง เต้าหู้ ไก่เจ แผ่นเต้าหู้ ในภายภาคหน้า ก็จะได้รับสิทธิ์ในการจัดส่งด้วยเช่นกัน
ซานเหนียงฟังแล้วก็กล่าวทันที “ตั้งแผงหัวสะพานข้าทำคนเดียวได้ ท่านไปจัดการธุระสำคัญของท่านที่เนี่ยนวานโดยตรงเลยเถิด เรื่องของท่านสำคัญกว่า”
“ไม่เป็นไร ข้าไปตั้งแผงกับเจ้าก่อนครู่หนึ่ง ไปเนี่ยนวานสายหน่อยก็ไม่สายหรอก”
กินไปคุยไป สบายใจเฉิบ
หลังกินข้าว ซิ่วจือก็ล้างหม้อล้างชาม สองพี่น้องหลานเซียงไปเผาหญ้าผักไผ่และเต่าร้างเพื่อรมควันไล่ยุง สองพี่น้องเหมินซ่วนก็เดินตามหลังไป หลี่อี้กับซานเหนียงคุยเรื่องธุรกิจร่วมหุ้นกันต่อ
สายลมยามค่ำคืนพัดโชย
หลี่อี้พบว่าสายตาที่แม่หนูผมเหลืองคนโตมองตนนั้น ดูเหมือนจะเริ่มไม่ชอบมาพากลขึ้นเรื่อยๆ กล้าหาญชาญชัยขึ้นเรื่อยๆ ร้อนแรงเปิดเผยขึ้นเรื่อยๆ
“อา วันนี้กินอิ่มเกินไปแล้ว ข้าต้องไปเดินเล่นย่อยอาหารเสียหน่อย คืนนี้เจ้าก็อย่ามัวแต่นอนดึก รีบนอนรีบตื่น พรุ่งนี้จะได้มีแรงไปตั้งแผง”
หลี่อี้เดินออกจากลานบ้าน เดินไปตามถนนในชนบท ถอนหายใจยาว แม่หนูนี่ทำให้คนเริ่มจะรับมือไม่ไหวเสียแล้ว







