การต่อสู้ที่ตีนเขาดำเนินมาตลอดทั้งช่วงกลางวัน
สถานการณ์เป็นไปอย่างสยดสยอง
อย่างน้อยเท่าที่มองเห็น หลายคนล้มลงไปแล้วก็ไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก
อืม เจ้าหน้าที่ทางการสูญเสียไม่น้อย ส่วนค่ายพยัคฆ์ดุร้ายสูญเสียยิ่งกว่า
นี่คือข้อสรุปที่คนของค่ายพิชิตมังกรทั้งหกคน ผู้ซึ่งแม้แต่มื้อเที่ยงยังต้องประคองชามมานั่งยองๆ กินกันลวกๆ ข้างโขดหินใหญ่ จ้องมองจนปวดตา แล้วเพิ่งจะคิดออก
พอถึงยามพลบค่ำ ฝนหยุดลมสงบ สงครามของคนทั้งสองกลุ่มก็หยุดลง หยุดลงอย่างน่าประหลาดใจ จากนั้นพวกเขาก็เผชิญหน้าหยั่งเชิงกันอยู่หนึ่งก้านธูป ต่างฝ่ายต่างเก็บกวาดสนามรบ ดูแล้วเข้ากันได้ดีทีเดียว!
หลังจากนั้นก็มองอะไรไม่ค่อยชัดแล้ว เพราะว่าหมอกลง
"น่าจะอยู่สงบได้อีกหลายวัน!" ไป๋เจียนซี่หัวเราะท่าทางเหมือนสตรี
ชุยอิงเอ๋อร์และคนอื่นๆ ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แถมยังรู้สึกสะใจอยู่ลึกๆ ปัดก้นพากันกลับค่าย ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายงัดกับทางการแล้ว อย่างน้อยในระยะสั้นๆ นี้ก็คงไม่มีเรี่ยวแรงขึ้นเขากวาดล้างค่ายพิชิตมังกรเป็นแน่
มีเพียงซินจั๋วที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ เหม่อมองสายหมอก
หลังฝนตกเกิดหมอก เป็นเพราะหลังฝนตกพื้นดินคลายความร้อนและมีอุณหภูมิลดลง เมื่ออากาศเย็นลงถึงระดับหนึ่ง ไอน้ำบางส่วนในอากาศจะควบแน่นเป็นหยดน้ำเล็กๆ ลอยตัวอยู่ในชั้นอากาศใกล้พื้นดิน
เขาที่เคยเรียนวิชาฟิสิกส์มาหลายปียังคงเข้าใจเรื่องนี้ดี แต่ก็เหมือนกับเรื่องที่จู่ๆ ฟ้าดินเกิดหมอกลงล้วนต้องมีเหตุผล ทหารหลวงกับโจรภูเขาเกิดมาเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน ไม่มีทางจู่ๆ ก็พักรบ แล้วมาช่วยกันเก็บศพอย่างมีมารยาท พักเหนื่อยสักหน่อยแล้วค่อยกลับไปตีกันต่อ
โลกใบนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะมีความปรองดองเหมือนกับยุคชุนชิวในชาติก่อน
แม่งเอ๊ย โจรภูเขาค่ายพยัคฆ์ดุร้ายคงไม่ได้รับข้อเสนอสวามิภักดิ์หรอกใช่ไหม?
ความคิดนี้ทำให้เขาตกใจจนสะดุ้ง นี่มันไร้สาระเกินไปแล้วไหม?
หากค่ายพยัคฆ์ดุร้ายกับทางการแอบซูเอี๋ยกัน พวกเขาก็จะมีศัตรูเพียงหนึ่งเดียว นั่นก็คือค่ายพิชิตมังกร
หกคนกับหมาอีกหนึ่งตัว เผชิญหน้ากับการโจมตีจากศัตรูนับร้อยนับพัน เกรงว่าคงไม่เหลือแม้แต่เศษซาก ไม่เว้นแม้แต่โอกาสที่จะคุกเข่าขอจำนน
ไม่ได้การแล้ว!
ต้องเตรียมตัวรับมือไว้แต่เนิ่นๆ
การให้ลูกน้องโจรภูเขาทั้งห้าคนดื่มน้ำจากบ่อชมจันทร์ เป็นเรื่องที่จวนตัวเข้ามาทุกที
เพื่อความปลอดภัย เขาตัดสินใจใช้เสี่ยวหวงทดสอบผลลัพธ์ดูก่อน
พอกลับถึงค่าย ฟ้ายังไม่มืดสนิทนัก เขาแอบอุ้มเสี่ยวหวงเข้าไปในห้อง ปิดประตู แล้วเรียก 'บ่อชมจันทร์' ออกมาตักน้ำไปหนึ่งช้อน
เขาจ้องมองน้ำในบ่ออยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยๆ ลองจิบอย่างระมัดระวังไปคำหนึ่งก่อน
ลิ้มรสและสัมผัส ไม่มีอะไรพิเศษ แถมยังมีรสชาติเหมือนน้ำบาดาลขอดๆ ในบ่อน้ำเก่าร้างที่เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ เหม็นคาวพิลึก
น้ำในบ่อไม่มีผลกับเจ้าของบ่อจริงๆ ด้วย
เขาวางชามลงบนพื้น แล้วเรียกเสี่ยวหวงเข้ามา
เสี่ยวหวงกำลังกระดิกหางฟัดกับรองเท้าขาดๆ อย่างเอาเป็นเอาตาย พอได้ยินเสียงก็วิ่งเข้ามา ทุกวันต้องกินผักกาดดองเค็มตามพวกโจรภูเขา ก็คงจะหิวน้ำเหมือนกัน พอเห็นน้ำบ่อชามนั้น มันก็เลียกินเสียงดังจั๊บๆ อย่างตะกละตะกลาม
ซินจั๋วขมวดคิ้วสังเกตการณ์
ครึ่งก้านธูปผ่านไป เสี่ยวหวงยังคงกระโดดโลดเต้นเล่นรองเท้าขาดๆ อย่างร่าเริง ไม่มีอาการผิดปกติใดๆ
หนึ่งก้านธูปผ่านไป มันเปลี่ยนไปเล่นเศษผ้าขาดๆ แทน
สามก้านธูปผ่านไป มันก็ขดตัวหลับไป หลับแบบปลุกไม่ตื่น
ซินจั๋วตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิด
นี่มันเรื่องอะไรกัน? หรือว่าจะต้องใช้เวลาย่อยเป็นปีครึ่งปี? ทุกอย่างจบเห่แน่ สู้ม้วนเสื่อเผ่นหนีเสียยังจะดีกว่า
เมื่อเรียกบ่อชมจันทร์ออกมาดู สถานะของเสี่ยวหวงในบ่อก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ จริงๆ
เขาเดินไปที่หน้าต่างด้วยความเบื่อหน่าย เลิกเศษผ้าขึ้นเพื่อจ้องมองทิวทัศน์ภูเขาด้านนอก ลมบนภูเขาแรง หมอกบางตา ฝนหยุดฟ้าใส กลางนภาปรากฏจันทร์เสี้ยวขึ้นหนึ่งดวง
จู่ๆ ทางฝั่งห้องครัวก็มีเสียงหวงต้ากุ้ยกับหานชีเหนียงทะเลาะกันเรื่องที่ว่าใครจะเป็นคนทำมื้อเย็น หวงต้ากุ้ยหยาบคายไม่พิถีพิถัน ชอบกินของเค็ม ส่วนหานชีเหนียงเป็นคนกินรสจืด ชอบกินอาหารจืดชืด
ซินจั๋วยิ้ม เหลือแต่มันฝรั่งกับหัวไชเท้าแท้ๆ ยังอุตส่าห์แยกเค็มจืดได้ ถือว่าพวกเจ้าฝีมือทำอาหารล้ำเลิศก็แล้วกัน
พอหันกลับมามองเสี่ยวหวงอีกครั้ง เขาก็รู้สึกทั้งประหลาดใจและรังเกียจนิดๆ ในเวลาเดียวกัน
จู่ๆ เสี่ยวหวงก็เปลี่ยนไป!
รูปร่างมันโตขึ้นมาก จากเดิมที่ตัวเท่าแม่ไก่ ตอนนี้กลายเป็นเหมือนลูกแกะ ยิ่งไปกว่านั้น บนหัวยังมีขนสีแดงเพิ่มมาหนึ่งปอย ฟันล่างยื่นออกมา คางยื่นอัปลักษณ์สุดๆ
ดูแล้วเหมือนกับหมานักเลงที่ไว้ผมทรงหงอนไก่อย่างไรอย่างนั้น
ตอนนี้มันกำลังเหลือกตาขาวจ้องมองเขาอยู่ หากไม่ได้กำลังกระดิกหางไปมาไม่หยุดละก็ เขาคงนึกว่ามีสัตว์ประหลาดตัวน้อยหลุดเข้ามาแน่ๆ
สำเร็จแล้ว!
ซินจั๋วรีบเรียก 'บ่อชมจันทร์' ออกมาทันที ก็เห็นว่าสถานะของเสี่ยวหวงในน้ำบ่อเปลี่ยนไปแล้วเช่นกัน
【ลูกหมาสีเหลืองเสี่ยวหวง: ความภักดี 100, อายุสี่เดือน, อายุขัยที่เหลือ 15, เบิกทวารวิญญาณแล้ว, ไร้เดียงสา, สัญชาตญาณสัตว์ป่า, ตะกุยท่าหมา, กัดทึ้ง】
เบิกทวารวิญญาณแล้วหรือ?
ไม่รู้ว่านี่เป็นคำอธิบายแบบไหน แต่คาดว่าต่อจากนี้ไปเสี่ยวหวงคงจะเป็นหมานักเลงที่หลุดพ้นจากรสนิยมต่ำตมแล้ว
แล้วถ้าใช้กับพวกชุยอิงเอ๋อร์ล่ะ? หน้าตาของพวกเขาจะเกิดความเปลี่ยนแปลงแบบที่คาดเดาไม่ได้หรือไม่?
ทุกคนไว้ทรงหงอนไก่ คางยื่นกันหมด?
สภาพคงจะน่าเวทนาจนทนดูไม่ได้แน่ๆ
คงไม่หรอกมั้ง หมาเบิกทวารวิญญาณ เกิดการเปลี่ยนแปลงก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผล ส่วนมนุษย์อย่างมากก็แค่เพิ่มความแข็งแกร่งกับระดับพลังกระมัง?
……
ความกังวลของซินจั๋วไม่ใช่เรื่องเกินกว่าเหตุ
ในตอนนี้ที่ตีนเขาค่ายพิชิตมังกร ภายในป่าสนเชิงเขาทางทิศเหนือที่แสงตะวันส่องไม่ถึง การเจรจาอันแปลกแหวกแนวครั้งหนึ่งกำลังดำเนินอยู่
มือปราบนับสิบคนยืนอยู่ใต้หน้าผา ท่วงท่าสง่าผ่าเผย สีหน้าเคร่งขรึม ดาบคาดเอวที่ชักออกจากฝักมีคมดาบขาวราวหิมะ ไม้จี้สกัดจุดก็แหลมคมผิดปกติ โดยเฉพาะชุดเครื่องแบบสีดำที่ปักตัวอักษร 'มือปราบ' บนตัว ล้วนมีอำนาจข่มขวัญโจรภูเขาโดยธรรมชาติ
โจรภูเขานับสิบคนที่มีสภาพมอมแมมคลุกฝุ่น ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ทึบหนาบนยอดหน้าผา ชะโงกหน้าออกมาครึ่งหนึ่ง อาวุธที่ชูขึ้นสูงต่างก็ชำรุดและดูซอมซ่อ
"ทางการเสนอให้สวามิภักดิ์แบบไม่มีความจริงใจเลยนี่!"
"หากอยากจะสวามิภักดิ์ ท่านประมุขทั้งหลายก็ไม่ควรไปหลบซ่อนอยู่ข้างบนนั้น!"
"ฮ่าๆๆ ระมัดระวังไว้ก่อนย่อมปลอดภัย..."
ประมุขใหญ่แห่งค่ายพยัคฆ์ดุร้าย ซุนอู่ ปีนี้อายุสี่สิบเอ็ดปี หนีมาเป็นโจรป่าได้สิบสามปี มีฉายาโจรว่า 'ผู้อาวุโสสยบมังกรดาบเลือดผี' ฉายานี้ฟังดูราวกับพระอรหันต์ในพุทธศาสนา แฝงไปด้วยกลิ่นอายความลี้ลับอยู่บ้าง แต่เขาชอบมันมาก
เพราะเดิมทีเขาก็เป็นพระมาก่อน แต่เป็นเพียงพระทุศีลบ้าตัณหา ช่วงหลายปีมานี้ หญิงสาวผู้บริสุทธิ์ที่เขาได้ย่ำยีไปมีถึงหนึ่งร้อยยี่สิบเจ็ดคนแล้ว
นี่คือสิ่งที่เขาภาคภูมิใจ
ท้ายที่สุดแล้วในโลกนี้จะมีสักกี่คนที่มีความสุขสำราญเช่นเขา แม้แต่ฮ่องเต้เฒ่านั่นก็ยังมีแค่สามตำหนัก หกพระที่นั่ง เจ็ดสิบสองพระสนม รวมกันแล้วก็แค่แปดสิบเอ็ดคนเท่านั้น น้อยกว่าเขาตั้งสี่สิบหกคน
ด้านหลังของเขามีพี่น้องร่วมสาบานอย่างรองประมุขหลี่ชิง ฉายา 'โหวป่วนฟ้า' และกลุ่มโจรระดับหัวกะทิที่เก่งกาจที่สุดในค่ายอีกสิบแปดคนยืนอยู่
กองกำลังนี้ ไม่ว่าจะเดินไปที่ใดก็ล้วนน่าหวาดหวั่น การศึกในวันนี้จะบอกว่าชนะก็ไม่ได้ บอกว่าแพ้ก็ไม่เชิง ทว่าคุยเรื่องสวามิภักดิ์งั้นหรือ? สวามิภักดิ์จะไปสนุกเท่าปล้นชิงได้อย่างไร
"ท่านประมุขซุน บัดนี้เจ้าเมืองซูที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งใหม่นั้นทรงความเมตตาต่อราษฎร ซื่อสัตย์สุจริตยิ่งนัก สาบานว่าจะปกครองเมืองฝูเฟิงให้กลายเป็นดินแดนบริสุทธิ์ของมนุษยชาติ พวกเจ้าซึ่งเป็นโจรภูเขาไม่มีที่ซุกหัวนอนอีกต่อไปแล้ว ไยจึงต้องดื้อดึงเล่า? ข้าน้อยเฉินจิ้ง หัวหน้ามือปราบปราบโจรแห่งเมืองฝูเฟิง ขอให้ท่านรับฟังคำตักเตือนของข้าน้อยสักคำเถิด"
บนใบหน้าที่คมคายของเฉินจิ้ง นัยน์ตาหงส์คู่นั้นเปี่ยมไปด้วยความน่าเกรงขาม ดาบคาดเอวในมือชักออกจากฝัก รังสีอำมหิตแผ่ซ่าน
เมืองฝูเฟิงมีเขตการปกครองย่อยห้าอำเภอ มีทหารยาม กองปราบปราบ กองตระเวน และอาสาสมัครรวมทั้งสิ้นสี่พันสามร้อยเจ็ดสิบสี่คน มีหัวหน้ามือปราบสิบคน หัวหน้ามือปราบสูงสุดเซวียหวยเวย มีวรยุทธ์สูงส่ง ฐานะสูงส่ง อีกทั้งยังมีตำแหน่งขุนนางในราชสำนัก ทว่าช่วงนี้เขาไม่อยู่ที่เมือง
ที่จริงแล้วต่อให้เขาอยู่ เขาก็คงไม่ลงมือเอง ด้วยความเย่อหยิ่งของเขา หลังจากที่ตาเฒ่าซินเอ้าเทียนตายไป ก็ไม่มีโจรภูเขาหน้าไหนคู่ควรแก่สายตาของเขาอีก
ภายใต้หัวหน้ามือปราบสูงสุด เฉินจิ้งมีสถานะสูงสุด เพราะเขาไม่ใช่แค่หัวหน้ามือปราบปราบโจรที่ได้รับเบี้ยหวัดสูงที่สุดเท่านั้น แต่เขายังเป็นคนสนิทของใต้เท้าเจ้าเมืองอีกด้วย
คราแรกเดิมทีตั้งใจจะกวาดล้างค่ายพิชิตมังกรกับค่ายหมาป่าหิวโหยก่อน ใครจะรู้ว่าสถานการณ์จะพลิกผัน ไม่กี่วันก่อน เริ่มจากที่โจรภูเขาของค่ายหมาป่าหิวโหยถูกโจรภูเขาของค่ายพิชิตมังกรตีจนแตกพ่าย จากนั้นก็มีชายาองค์รัชทายาทผู้เลอโฉมดุจเทพธิดาโผล่มา แล้วต่อมาค่ายพยัคฆ์ดุร้ายที่อยู่ห่างออกไปไกลถึงหกสิบลี้ ก็โผล่มาลับๆ ล่อๆ อยู่ที่นี่อย่างน่าประหลาด
สิ่งนี้ทำให้เขาไม่เข้าใจเป็นอย่างมาก แต่ก็จำต้องจัดเตรียมกำลังคน ระวังป้องกันอย่างเต็มที่
วันนี้สู้รบกันจบไปหนึ่งยก แม้จะไม่ได้เปรียบ แต่หากสามารถทำให้พวกมันสวามิภักดิ์ได้ ก็ถือเป็นความดีความชอบใหญ่หลวงเช่นกัน
"ที่แท้ก็ใต้เท้าเฉินนี่เอง!"
'ใต้เท้า' เป็นคำยกย่องที่ชาวบ้านธรรมดาใช้เรียกบรรดาหัวหน้ามือปราบ ซุนอู่ไม่รังเกียจที่จะเอ่ยคำยกย่องสักเล็กน้อย จากนั้นก็หัวเราะอย่างหยิ่งยโส "คำพูดหรูหราน่ะลดๆ ลงหน่อยเถอะ ข้าไม่มีความรู้ ฟังไม่ค่อยเข้าใจหรอก ถ้าข้ายอมสวามิภักดิ์ แล้วพี่น้องของข้าพวกนี้จะให้ทำอย่างไร? แล้วข้าจะได้ประโยชน์อันใดบ้าง?"
"พี่น้องบนเขาของท่านย่อมสามารถลงเขาไปทำนาได้ ส่วนบรรดาท่านประมุขทั้งหลายนั้น..."
เฉินจิ้งครุ่นคิด เรื่องนี้เขาไม่สามารถเป็นผู้ตัดสินใจได้ ท้ายที่สุดแล้ว... หัวโจกผู้ชั่วร้ายต้องถูกประหาร
"ไม่ทำให้ใต้เท้าเฉินต้องลำบากใจหรอก!"
ซุนอู่โบกมือใหญ่ของเขา "ข้ากับค่ายพิชิตมังกรมีความแค้นลึกล้ำราวห้วงสมุทร มิสู้ให้ข้าเป็นตัวแทนทางการไปกวาดล้างค่ายพิชิตมังกรเสียก่อน ต้องรู้ไว้ด้วยนะว่า แม้ค่ายพิชิตมังกรจะมีคนน้อย แต่ภูมิประเทศของภูเขานั้นสูงชัน ตั้งรับง่ายบุกโจมตียาก อีกทั้งเพื่อนร่วมอาชีพบนเขานั้นก็ดุร้ายป่าเถื่อนหาใครเปรียบ
หากทางการของพวกท่านบุกขึ้นไป ย่อมต้องสูญเสียอย่างหนักแน่นอน แต่พวกเรานั้นต่างออกไป เรียกได้ว่าจับมาได้ง่ายดั่งพลิกฝ่ามือ ถึงเวลานั้น จะสวามิภักดิ์ก็ย่อมได้ ขอเพียงใต้เท้าเฉินช่วยพูดจาดีๆ ต่อหน้าใต้เท้าเจ้าเมืองให้สักสองสามประโยคก็พอ!"
"ท่าน... แน่ใจหรือว่าทำได้?"
เฉินจิ้งสงสัย จากปากของลูกสมุนค่ายหมาป่าหิวโหยที่แตกพ่ายซึ่งถูกจับกุมมาได้ ทำให้รู้ว่าในค่ายพิชิตมังกรนั้นมียอดฝีมืออยู่
"แน่นอนว่าทำได้! ง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ!"
"ต้องการคนเท่าใด?"
"สิบคน!"
"ได้ จะลงมือเมื่อใด?"
"ยามห้าหนึ่งเค่อ ตอนที่กำลังหลับสนิท!"
"แผนการดียิ่ง!"
"ขอบคุณที่ชมเชย!"







