จดหมายจากอาจารย์ฉู่ ทำให้คนในบ้านสกุลสวี่เห็นแสงแห่งความหวัง
หลังจากกินข้าวเย็นเสร็จ โจวกุ้ยหลานก็รีบพาสวี่ซื่อฉินกลับบ้าน เพื่อเก็บของเตรียมเดินทาง
“คราวนี้ลูกไป ไม่รู้ต้องอยู่ในเมืองหลวงกี่วัน เอาเสื้อผ้าไปหลาย ๆ ชุดไว้ก่อน”
โจวกุ้ยหลานพูดพลางช่วยลูกสาวจัดเสื้อผ้า
“วันเดินทางใส่เสื้อโค้ทผ้าทวีตสีม่วงแดงตัวนั้นนะ ออกไปข้างนอกทั้งที อย่าแต่งตัวจนดูโทรม เดี๋ยวคนอื่นดูถูกเอา”
เสื้อโค้ทตัวที่โจวกุ้ยหลานพูดถึงนั้น เป็นผ้าทวีตที่สวี่ซื่อเยี่ยนซื้อให้แม่ตอนที่ไปทงฮวาเป็นครั้งแรก
โจวกุ้ยหลานรู้สึกว่าสีมันสดเกินไป ไม่เหมาะกับคนแก่ เลยเก็บไว้เฉย ๆ ไม่เคยใช้
ทีแรกตั้งใจว่าจะใช้ผ้าผืนนั้นให้ สวี่ซื่อฉิน ตัดเสื้อโค้ทใส่ตอนหมั้นกับหานลี่เหว่ยฤดูหนาวปีนี้
เมื่อไม่นานมานี้ โจวกุ้ยหลานจึงเอาผ้านั้นออกมาให้ลูกสาวตัดเสื้อไว้ใส่ เพราะกลัวว่าจะไม่มีเสื้อผ้าดี ๆ ใส่ตอนวันหมั้น
ไม่คิดว่าหานลี่เหว่ยยังไม่กลับมาหมั้นเสียที แต่ว่าทางเมืองหลวงกลับมีข่าวมาพอดี งั้นก็ใส่ตัวนี้ไปเมืองหลวงรักษาตัวแล้วกัน
ลูกสาวโตขนาดนี้แล้ว ออกไปข้างนอกก็ต้องแต่งตัวให้ดูดีหน่อย จะไปดูโทรม ๆ ไม่ได้
“จริงสิ พรุ่งนี้รีบส่งโทรเลขไปบอกลี่เหว่ยด้วยนะ ถ้าให้ดี ให้พี่สามของเธอไปแจ้งที่บ้านหานเลยก็ได้
รอบนี้เธอไปเพื่อรักษาตัว ไม่รู้จะนานแค่ไหน ถ้าจะเลื่อนการหมั้นออกไปก่อนก็น่าจะดีกว่านะ?”
โจวกุ้ยหลานเพิ่งนึกขึ้นได้ ก็เลยเตือนสวี่ซื่อฉิน
สวี่ซื่อฉินหยุดมือที่กำลังจัดเสื้อผ้าแล้วพยักหน้า “อืม เรื่องนี้ฉันจะส่งโทรเลขไปบอกลี่เหว่ยก่อน แล้วจะเขียนจดหมายไปคุยให้ละเอียดอีกที
หวังว่าเขาจะยอมเลื่อนการหมั้นไปก่อน การรักษาเป็นเรื่องสำคัญกว่า
ถ้ามีโอกาสได้หายเป็นปกติ ฉันก็ยังอยากแต่งงานกับเขาอย่างสุขภาพแข็งแรง
จะได้ไม่ให้ใครเอาไปหัวเราะเยาะ ว่าทั้งที่เขาเป็นชายหนุ่มที่ดี กลับต้องมาแต่งกับผู้หญิงไม่สมบูรณ์”
นี่คือปมในใจของสวี่ซื่อฉิน ก่อนหน้านี้เธอไม่กล้าตอบตกลงหมั้นกับหานลี่เหว่ย ส่วนหนึ่งก็เพราะกลัวว่าคนอื่นจะดูถูกเขา
ตอนนี้พอมีหวังขึ้นมาบ้าง ไม่ว่าจะลำบากหรือเจ็บปวดแค่ไหน ถ้ามีโอกาสหาย เธอก็พร้อมจะลอง
เธอแค่หวังว่าในวันแต่งงาน จะสามารถยืนเคียงข้างหานลี่เหว่ยได้อย่างสง่างาม
ไม่ใช่ยืนให้ใครนินทาว่าร้าย
โจวกุ้ยหลานได้ยินลูกสาวพูดแบบนี้ น้ำตาก็คลอทันที จมูกเริ่มแดง รู้สึกจุกในอก
“เฮ้อ ถ้าฉันดูแลให้ดีกว่านี้สักหน่อย ป่านนี้ลูกคงไม่ต้องลำบากแบบนี้”
เพราะลูกสาวหลังค่อม โจวกุ้ยหลานรู้สึกผิดมาทั้งชีวิต
“แม่ จะพูดแบบนั้นทำไม? ตอนนั้นบ้านเรามีฐานะแค่ไหนกันล่ะ?
ลูกตั้งหกคน พ่อฉันก็ต้องออกไปทำงานนอกบ้านทุกวัน ไม่มีเวลาดูแลบ้าน
แม่ต้องซักผ้า ทำอาหาร ผ่าฟืน แถมต้องดูแลพวกเราอีกตั้งหกคน
ที่สามารถเลี้ยงดูพวกเราได้จนครบทุกคน ก็นับว่าทำดีที่สุดแล้ว ใครจะไปคาดคิดว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น?”
ตอนเด็ก ๆ เธอเคยโกรธพ่อแม่ โกรธพี่ชาย โกรธโชคชะตาที่ไม่ยุติธรรม
แต่พอโตขึ้น สวี่ซื่อฉินก็เข้าใจมากขึ้น และเลิกโทษใครอีก
โจวกุ้ยหลานปาดน้ำตา ลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องด้านในของเรือนฝั่งตะวันออก ขยับตู้ที่อยู่กับพื้นออก เผยให้เห็นผนังด้านหลัง
ตรงโคนผนัง มีอิฐอยู่ก้อนหนึ่งที่สีไม่เหมือนกับรอบ ๆ
โจวกุ้ยหลานยื่นมือไปแกะอิฐก้อนนั้นออกมา แล้วควักเอาห่อผ้าออกจากข้างใน ห่อผ้านั้น ก็คือเงินที่เธอสะสมไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ลูกชายแต่ละคนส่งเงินมาให้ใช้ทุกเดือน ปีแรกเริ่มที่ห้าหยวน จนตอนนี้เพิ่มเป็นแปดหยวนต่อเดือน
สวี่เฉิงโฮ่วก็ไปเฝ้าดูโสมบนเขา ค่าอาหารและที่พักก็มีทางทีมดูแลให้ แถมยังได้แต้มแรงงานสูงอีก
โจวกุ้ยหลานอยู่บ้านคนเดียว จะใช้จ่ายอะไรมากมาย? สองปีนี้จึงพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง
ลูกสาวกำลังจะไปผ่าตัด เป็นเรื่องใหญ่ ใครจะรู้ว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่?
โจวกุ้ยหลานนับเงินในบ้านได้รวมทั้งหมดประมาณ 1,200 หยวน
เธอกัดฟันเก็บไว้ 200 หยวน ที่เหลืออีก 1,000 หยวนก็ให้ลูกสาวเอาไปทั้งหมด
บ้านจนแต่เวลาเดินทางต้องดูดีไว้ก่อน ยิ่งไปเพื่อรักษาตัว ยิ่งต้องพกเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ลูกชายคนที่สามก็พูดว่าจะออกเงินส่วนใหญ่ให้ก็จริง แต่โจวกุ้ยหลานจะยอมได้ยังไง?
เงินที่ลูกชายหาได้มันไม่ใช่ง่าย ๆ เลยนะ ตลอดสองปีนี้เห็นได้ชัดว่าเขาทำงานเหนื่อยขนาดไหน ทั้งดำทั้งผอมจนดูน่าสงสาร
ถ้าครอบครัวยังพอช่วยได้บ้าง ก็ไม่อยากให้ลูกชายต้องออกเงินมากนักหรอก
โจวกุ้ยหลานเก็บเงินหนึ่งพันหยวนใส่กระเป๋าไว้ ส่วนที่เหลือก็ห่อด้วยผ้าแล้วยัดไว้ในรูผนัง ก่อนจะปิดด้วยก้อนอิฐแล้วเลื่อนตู้กลับมาบังเอาไว้
“นี่ เงินหนึ่งพันหยวน เก็บเอาไว้ให้ดีนะ
ออกไปข้างนอก ทั้งต้องรักษาตัว ทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มากมาย ไม่รู้ว่าเงินเท่านี้จะพอรึเปล่าด้วยซ้ำ
พยายามใช้แค่นี้ก่อนนะ เงินที่พี่สามของเธอหาได้มันไม่ง่ายเลย ถ้าไม่จำเป็น ก็อย่าใช้ของเขาเลยจะดีกว่า”
โจวกุ้ยหลานเดินออกมาจากห้องใน เอาเงินยัดใส่มือให้ลูกสาว
“แม่ให้เงินฉันตั้งเยอะ แล้วที่บ้านล่ะ จะพอใช้เหรอ?
ฉันเองก็เก็บเงินมาหลายปีแล้ว ไม่ต้องให้ฉันขนาดนี้ก็ได้ ห้าร้อยก็พอค่ะ”
ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปี 1978 ที่สวี่ซื่อฉินเริ่มทำงาน จนตอนนี้ครบสี่ปีพอดี เธอได้เลื่อนจากเด็กฝึกงานมาเป็นพนักงานประจำเรียบร้อยแล้ว
ค่าจ้างของกรมป่าไม้ไม่ได้ต่างจากที่อื่นมากนัก แต่สวัสดิการดีกว่ามาก ตอนนี้เธอได้เงินเดือนราว ๆ ห้าสิบหยวนต่อเดือน
เธอเป็นผู้หญิง ใช้จ่ายก็ไม่เยอะ อาหารเช้าค่ำกินที่บ้าน กลางวันที่ทำงานก็มีอาหารให้
ปกติก็แค่ซื้อของใช้ประจำวันบ้าง กับซื้อข้าวสารอาหารดี ๆ กลับมาบ้าน
สวี่ซื่อฉินเฝ้ารอที่จะได้ไปรักษาโรคมานานแล้ว เลยไม่ค่อยใช้จ่ายอะไรมาก อยากเก็บเงินให้ได้เยอะที่สุด
ตอนนี้เธอมีเงินเก็บเกือบหนึ่งพันหยวนแล้ว ไม่อยากรบกวนที่บ้านอีก
“ไม่ต้องหรอก เอาไว้ทั้งหมดนั่นแหละ
โรคแบบนี้ไม่รู้ต้องใช้เงินเท่าไหร่ เอาไว้เยอะหน่อย จะได้อุ่นใจ”
โจวกุ้ยหลานส่ายหน้า ไม่ยอมเด็ดขาด ยัดเงินให้ลูกสาวเต็มมือ
สวี่ซื่อฉินจนปัญญา ได้แต่รับไว้ แล้วแม่ลูกก็เริ่มคิดกันว่าจะเก็บเงินยังไงดี
เงินตั้งเยอะ จะพกไว้ในกระเป๋าก็ไม่ไหว ซ่อนในกางเกงชั้นในก็ใส่ไม่หมด
สุดท้าย โจวกุ้ยหลานตัดสินใจ แกะเสื้อกันหนาวแบบบางของสวี่ซื่อฉินออก
แบ่งเงินเป็นสามส่วน ส่วนใหญ่ที่สุดเย็บซ่อนไว้ในชั้นของเสื้อกันหนาว เวลาจะใช้ก็แค่แกะเสื้อออกมา
อีกส่วนหนึ่งเย็บใส่ในกระเป๋ากางเกงชั้นใน เย็บปิดให้เรียบร้อย
ที่เหลือก็แยกเก็บไว้ในถุงเท้า กับใต้พื้นรองเท้า
ขณะที่แม่ลูกกำลังซ่อนเงินกันอยู่ ทางฝั่งสวี่ซื่อเยี่ยนก็กำลังทำอะไรคล้าย ๆ กัน
เขาไม่ได้ถึงขั้นทุบผนังห้องใหม่ให้เป็นที่ซ่อนเงิน แต่เลือกที่จะลงมือใต้พื้นบ้านแทน
ในห้องเก็บของ เขาแอบขุดพื้น ทำเป็นห้องใต้ดินเล็ก ๆ
ไม่ใหญ่มาก ประมาณหกถึงเจ็ดตารางเมตร รอบห้องก่อด้วยอิฐและปูนซีเมนต์ แห้งสนิท
โสมป่าที่เก็บไว้ เงินสด รวมทั้งแสตมป์สะสมที่หามาได้เมื่อสองปีก่อน ถูกเก็บไว้ในหีบเหล็กในห้องใต้ดินนั่น
สองปีมานี้ที่บ้านต้องใช้เงินเยอะ ไหน ๆ ก็มีห้องใต้ดินแล้ว เลยไม่คิดจะเอาเงินไปฝากธนาคารอีก
ตอนนี้ที่บ้านมีเงินสดอยู่ประมาณห้าพันหยวน เขาเลยตัดสินใจเอาไปด้วยทั้งหมด เผื่อไว้ก่อน ใครจะรู้ล่ะว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่?
คิดได้แบบนั้น สวี่ซื่อเยี่ยนก็หยิบโสมมาหนึ่งต้น แล้วหอบทั้งเงินทั้งโสมขึ้นมาด้วยกัน
แต่พอจะออกจากบ้าน เขาก็เริ่มกลุ้มใจ เงินเยอะขนาดนี้จะพกยังไงดี?
สมัยนี้ยังไม่มีธนบัตรร้อย มีแต่แบงค์สิบ ห้าพันก็เท่ากับห้าปึกใหญ่ ๆ
เงินห้าปึกไม่ใช่น้อยเลย จะเอาออกไปข้างนอกยังไงไม่ให้สะดุดตา?
กระเป๋าคาดเอวใส่ได้ราวสามพัน ที่เหลืออีกสองพัน ก็ซ่อนไว้แบบนี้:
ใส่ไว้ในซับในของกระเป๋าคาดหลังห้าร้อย เย็บไว้ในกระเป๋ากางเกงในอีกห้าร้อย เย็บกระเป๋าไว้ในเสื้อกันหนาว เย็บเงินอีกแปดร้อยไว้ ส่วนอีกสองร้อยเอาไว้ใช้จ่ายประจำวัน
สุดท้าย สวี่ซื่อเยี่ยนก็หยิบมีดล่าสัตว์ของตัวเอง ใส่ไว้ในกระเป๋าคาดหลังด้วย
ออกไปข้างนอกไม่รู้จะเจออะไรบ้าง มีมีดติดตัวไว้ จะได้รู้สึกอุ่นใจหน่อย







