“อืม อย่างไรก็แล้วแต่ พวกเราผ่านการผ่าตัดมาแล้ว ถ้าที่ทำงานให้เงินช่วยเหลือมาก็ยิ่งดี แต่ถ้าไม่ให้ก็ไม่หวังอะไร”
สวี่ซื่อเยี่ยนพยักหน้า เพราะแต่แรกก็ไม่ได้หวังอะไรจากที่ทำงาน เมื่อคิดดูแล้วว่าถ้ามีเงินช่วยเหลือก็น่าจะไม่มากนัก
“ในฤดูหนาวปีหน้า เราคงต้องไปเมืองหลวงของจังหวัดอีกครั้ง หมอบอกว่าจะไปถอดสกรูกับแท่งเหล็กต่างๆ ออก หลังจากนั้นก็ดูแลรักษาต่อไปอีกประมาณหนึ่งปีครึ่ง น้องสาวเราก็จะกลับมาเป็นเหมือนคนปกติแล้ว”
“ต้องผ่าตัดอีกหรือ? โอ้พระเจ้า นี่มันทรมานจริง ๆ นะ ฉันได้ยินคุณยายเล่าว่าหลังการผ่าตัดเจ็บปวดมาก”
โจวกุ้ยหลานได้ยินว่าต้องผ่าตัดอีกครั้ง ก็รู้สึกใจหายและห่วงใยลูกสาว
“ตอนนี้รักษามาได้ครึ่งทางแล้ว ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องรักษาต่อไป ดูสิ เจ้าหกหลังการผ่าตัดเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นั่นแหละดีแล้ว” สวี่เฉิงโฮ่วเห็นอย่างนั้นรีบช่วยแนะนำ
ผู้ชายควรจะมีเหตุผลบ้าง แม้จะรู้สึกใจหาย แต่ก็เห็นว่าดูในระยะยาวแล้วสำคัญกว่า
“เจ้าสาม เธอพูดถึงค่าใช้จ่ายโรงพยาบาลไปแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าในระหว่างนั้นยังมีค่าใช้จ่ายในการกินและที่พักอีกใช่ไหม? ค่าใช้จ่ายพวกนั้นเท่าไหร่กันแน่? ลองคำนวณให้ครบแล้วบอกฉันด้วย” สวี่เฉิงโฮ่วพูดกับภรรยาไปซักสองสามคำ แล้วหันกลับมาถามสวี่ซื่ออัน
“ฉันได้ยินแม่ของเธอบอกไว้ ตอนที่พวกเธอกำลังออกเดินทาง เธอให้เจ้าหกไปหนึ่งพัน แล้วเจ้าหกก็เก็บสะสมเงินได้อีกพันนิดหน่อย แน่นอนว่าเงินนั้นคงจะไม่พอ ค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือ ถือว่าฉันขอยืมให้เธอไปก่อน แล้วฉันจะคืนให้ทีละน้อย เงินนี้ไม่ควรให้เธอรับผิดชอบ เธอเป็นพี่ชาย ที่ต้องเดินทางไปด้วยกันนานขนาดนี้ ทำให้พลาดโอกาสหารายได้ของตัวเองไปแล้ว มันคงไม่ง่ายเลย เราในฐานะพ่อแม่ที่ต้องดูแลรักษาลูกสาว นี่ก็ถือเป็นเรื่องที่ควรทำแน่นอน ต้องโทษที่เราดูแลเธอไม่ดีเอง?”
พูดตามตรง เมื่อสวี่เฉิงโฮ่วทำตัวโง่ๆ ตอนนั้นจริงๆแล้ว เขาก็โง่จริงๆ ไม่มีใครเทียบได้ แต่ถ้าเขามีเหตุผลแล้วเขาก็เป็นคนที่ดีมาก
ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ลูกชายคนที่สามที่ทุ่มเทให้กับครอบครัวนั้น สวี่เฉิงโฮ่วก็ได้สังเกตเห็น แม้เขาจะทำตัวโง่ ๆ แต่ก็รู้ว่าควรชื่นชมในความดีของเขา
ปีนี้ ลูกชายคนที่สามก็ไม่ได้ง่ายเลย ทั้งในงานในบ้านและนอกบ้าน เขาต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างสุดความสามารถเพื่อดูแลธุรกิจของครอบครัว
ในที่สุดก็สามารถเก็บเงินได้บ้างแล้ว เขาจะปล่อยให้คนคนเดียวมาทำลายเงินเก็บนั้นได้อย่างไร
เงินสำหรับรักษาลูกสาวนั้น ไม่ควรให้ลูกชายคนที่สามมารับผิดชอบอีกแล้ว
สวี่ซื่อเยี่ยนเมื่อได้ยินคำพูดของพ่อ ก็รู้สึกประหลาดใจจริง ๆ
เขากำลังจะพูดว่าปัญหานี้เขาได้หารือกับสวี่ซื่อฉินมาแล้ว แต่ก่อนที่เขาจะเปิดปาก เขาก็รู้สึกบางอย่างผิดปกติ เมื่อลองมองลงไป ก็พบว่า ลูกชายคนสุดท้องอีกแล้วที่ปัสสาวะใส่เขา
เอาล่ะ สวี่ซื่อเยี่ยนไม่สามารถคุยต่อได้อีกแล้ว ต้องไปทำความสะอาดกันก่อน โชคดีที่เขาใส่เสื้อผ้าหนาๆ เลยเปียกฉี่นิดหน่อย
“ภรรยา ลูกชายฉี่ใส่ผมอีกแล้ว รีบไปเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เขาเร็วที”
สวี่ซื่อเี่ยนทั้งขำและไม่รู้จะทำอย่างไร จึงส่งลูกชายคนสุดท้องให้ซูอันอิงไปเปลี่ยนกางเกงและผ้าอ้อม
สวี่ซื่อเี่ยนเองไม่เป็นไรนัก เพราะมันเปียกไม่มาก เขาถอดกางเกงออกแล้วโยนไว้บนเตาอุ่นให้แห้งสักครู่ แล้วบอกว่าจะกลับไปซักตอนเย็นที่บ้าน
ซูอันอิงกอดลูกชายขึ้นมา แล้วทำเป็นแสดงความห่วงใยโดยตบเบา ๆ ที่ก้นของเด็ก
“เจ้าเด็กแสบ ถ้าปกติจะฉี่ก็จะรู้ตัวก่อนตลอด แต่วันนี้เป็นอย่างไร? พ่อออกไปนานขนาดนี้ แล้วพึ่งกลับมาก็ฉี่ใส่เขาแล้ว?”
ขณะพูดเธอก็กอดลูกชายแล้วเดินไปยังห้องทางด้านตะวันตก ที่นั่นมีผ้าอ้อมและเสื้อผ้าของเด็กเก็บไว้
ในขณะที่ซูอันอิงกับสวี่ซื่อเยี่ยนกำลังพูดคุยกันอยู่ เว่ยหมิงหรงได้เข้ามาดึงแขนสวี่ซื่ออัน และส่งสายตาสัญญาณให้เขา
“พ่อ แม่ เจ้าสาม ตอนนี้ไม่เช้าอีกแล้ว เราควรกลับบ้านก่อน วันนี้ออกมาแต่เช้า เตียงอุ่นตอนกลางวันก็คงไม่ได้เผาไฟ เตาอบก็น่าจะดับไปแล้ว ถ้ากลับบ้านช้า ห้องจะเย็นจนเกินไป มันจะไม่ดี”
หลังจากเป็นสามีภรรยาไปมากว่าสิบปี ภรรยาเพียงส่งสายตาเดียว สวี่ซื่ออันก็เข้าใจความหมายทันที รีบลุกขึ้นและบอกว่า “ต้องกลับบ้านแล้ว”
สวี่เฉิงโฮ่วมองเบา ๆ ไปที่ลูกชายคนที่สองและลูกสะใภ้คนที่สอง แล้วหลุบตาลง
“เอาล่ะ ถึงเวลาแล้วที่ต้องกลับบ้าน ถ้ากลับไปในเวลานี้ ห้องจะหนาวมาก อย่าทำให้หลานของฉันหนาว”
ฮึ้ม คิดจริงๆเหรอว่าเขาจะมองไม่ออกว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ใจแคบขนาดไหน
พอได้ยินว่าค่าใช้จ่ายมากขนาดนั้น พวกเขากลัวว่าจะต้องมาร่วมเสียเงินด้วย ก็เลยรีบหนีไปด้วยความหวาดกลัว
ลูกชายคนที่สองเป็นคนขี้ขลาด ถูกควบคุมโดยภรรยาของเขาอย่างสมบูรณ์ แค่มองดู เขาก็รู้สึกโกรธแล้ว
สวี่ซื่ออันเองก็สังเกตเห็นแล้วว่า หน้าตาพ่อดูไม่ค่อยดีนัก แต่เขาจะพูดอะไรได้เล่า?
“อืม งั้นพ่อกับแม่พักผ่อนแต่หัวค่ำนะ
เจ้าสาม เพิ่งกลับมาก็เหนื่อยไม่น้อย รีบกลับไปพักผ่อนบ้างเถอะ เด็กๆ อย่างเจ้าหยวนหยวนกับเสี่ยวผิงผิงก็คิดถึงเธอมากเลย”
สวี่ซื่ออันรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย รีบใส่เสื้อคลุม หยิบเสื้อผ้าให้ลูกๆ ใส่ แล้วก็พาภรรยากับลูกสองคนกลับบ้านไป
พอครอบครัวลูกชายคนที่สองกลับไปแล้ว สวี่เฉิงโฮ่วก็ทุบก้นกล้องยาเส้นเสียงดังด้วยความโมโห
“ทุกวันนี้ฉันเห็นไอ้เจ้าใหญ่กับเจ้ารองแล้วก็พาลหงุดหงิด
เป็นผู้ชายทั้งแท้ๆ ทำไมปล่อยให้ภรรยาควบคุมจนเป็นแบบนั้น?”
หากไม่ติดว่าหลานสาวตัวเล็กยังอยู่ในอ้อมแขนของโจวกุ้ยหลานล่ะก็ สวี่เฉิงโฮ่วคงยัดยาเส้นเข้าไปในกล้องแล้วจุดสูบระบายอารมณ์แน่ๆ แค่คิดก็อยากฟาดควันใส่หน้าใครสักคนให้หายแค้น
“พ่อ อย่าไปถือสาพี่รองเลย พี่รองเองก็ลำบากไม่ใช่น้อย
ไม่มีงานทำ ก็ต้องพึ่งสวนผักเล็กๆ ที่บ้าน ปีนี้ดีหน่อย ยังมีรายได้จากฟาร์มเลี้ยงสัตว์อยู่บ้าง”
ผู้ชายถ้าเงินเดือนไม่พอใช้ กระดูกสันหลังก็อ่อนเป็นธรรมดา แบบนั้นก็ต้องถูกภรรยาบงการเป็นเรื่องปกติ
แต่ก็เถอะ เว่ยมิ่งหรงก็ดูจะเกินไปหน่อย อย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกี้ชัดเจนมากเกินไป
ถึงยังไงอยู่ข้างนอกก็ควรไว้หน้าสามีตัวเองบ้าง จะทำแบบนี้ได้ยังไงกัน?
“พูดไปแล้วก็เจ็บใจ ตอนนั้นไม่ควรไปหลงผิดพวกดีแต่ชื่อเห็นว่าเป็นพวกหนุ่มสาวจากเมือง
ถ้าได้ลูกสะใภ้ที่เป็นสาวบ้านๆ ธรรมดาสักคน ไหนเลยจะมีเรื่องแบบนี้ให้ปวดหัว?”
สวี่เฉิงโฮ่วยังไม่หายโมโห พาลบ่นเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาอีก
“ดูอย่างอิงจื่อสิ ดีจะตาย ขยัน เอาการเอางาน ทั้งงานบ้านงานนอกก็ทำหมด แถมไม่เจ้ากี้เจ้าการด้วย”
พอได้ยินพ่อพูดแบบนี้ สวี่ซื่อเยี่ยนก็หัวเราะออกมาอย่างกับคนบ้า
ก็พ่อพูดถูกจริงๆ นี่นา ภรรยาเขาน่ะ ดีไม่มีที่ติเลย
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เอาแค่ครั้งนี้ที่เขาต้องเอาเงินห้าพันหยวนไปใช้รักษาน้องสาว ซูอันอิงยังไม่ปริปากบ่นสักคำ
ก่อนจะออกเดินทาง เธอยังบอกอีกว่า "อย่าเสียดายเงิน ขอแค่รักษาอาการของเสี่ยวฉินให้หายดี จะใช้เท่าไหร่ก็ยอม ไม่พอเราก็ไปยืมมา ยังไงก็ต้องรักษาให้ได้"
“นั่นสิครับ อิงจื่อจิตใจดีจริงๆ” สวี่ซื่อเยี่ยนยิ้มกว้างจนตาหยีเป็นเส้น
พ่อแม่พอเห็นลูกชายคนเล็กยิ้มตาแทบปิดแบบนั้น ก็อดขำตามไม่ได้
“เจ้าลูกคนนี้นี่นะ มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ฟ้าจะเมตตา ดูหน้าตาโง่ๆ ของเธอสิ” สวี่เฉิงโฮ่วกลอกตาใส่ลูกชาย แต่ก็ไม่โกรธแล้ว
ช่างมันเถอะ เรื่องสะใภ้ก็แต่งเข้าบ้านมาเป็นสิบปีแล้ว จะพูดอะไรก็สายไป
ในเมื่อแต่ละบ้านก็แยกกันอยู่แล้ว ไม่ต้องเห็นหน้ากันให้ปวดหัวก็ดี
“พ่อ มีเรื่องหนึ่ง ผมอยากปรึกษาพ่อหน่อย ปีหน้าพวกเราไม่รับงานเฝ้าสวนโสมแล้วจะได้ไหม?”
ที่สวี่ซื่อเยี่ยนยังไม่กลับบ้านก็เพราะจะคุยเรื่องนี้กับพ่อ
เมื่อกี้พี่รองยังอยู่ เขาไม่อยากพูดอะไรให้ลำบากใจ พอครอบครัวนั้นกลับไปแล้ว เขาก็รีบบอกพ่อทันที เพราะอีกเดี๋ยวโจวชิงกั๋วกับพวกก็จะมาหาเขาแล้ว
เห็นท่าทางพ่อจะพูดอะไร สวี่ซื่อเยี่ยนรีบพูดต่อ
“พ่อฟังก่อนนะ ข้อแรกเลย วันนี้เลขาธิการอวี่บอกว่า ถ้าจะรับงานเฝ้าโสม ต้องวางเงินประกันก่อน
เงินประกันนี่น่าจะไม่น้อย เราจะรับงานแล้วต้องควักทุนก่อนแบบนี้ มันไม่คุ้มเลย
อีกอย่าง ทุกวันนี้ไม่ใช่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตอนนี้ยุ่งเหยิงไปหมด อย่างโสมที่เขาเซียวเฮยเหอก็เกือบถูกคนบุกรุกเมื่อปีนี้
พ่อคิดดูสิ พวกเราก็ได้ที่นาได้ที่ปลูกโสมของตัวเองมาแล้ว แค่ดูแลไร่นาให้ดี ปลูกพืช ปลูกโสมให้เรียบร้อย ก็พอแล้วไม่ใช่เหรอ?
จะลำบากตะลอนขึ้นเขาเข้าป่าไปทำงานแบบนั้นทำไมอีกล่ะ?”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ครอบครัวก็ต้องวุ่นวายกับการขึ้นเขาลงเขา เขาเองก็เบื่อเต็มที
ยิ่งพอคิดว่าที่เขาเซียวเฮยเหอเหลือเวลาอีกแค่สองปี ก็คงหาเงินได้ไม่มากแล้ว ถ้าใครยังอยากไปทำก็ปล่อยให้เขาไปเถอะ แต่เขาไม่อยากไปอีกแล้ว







