ลายมือของซินจั๋วเดิมทีน่าเกลียดมาก แต่เพราะได้เป็นเพื่อนทางจดหมายกับซุนอู่มาระยะหนึ่ง ตอนนี้จึงพอทนดูได้ จัดอยู่ในประเภทที่ไม่ว่าคนผู้นั้นจะมีความรู้สูงต่ำเพียงใดก็สามารถอ่านออก
บทแรก ในเมื่อเสี่ยวหลีฮวาเป็นคนเสนอให้แต่งกวี แน่นอนว่าต้องไว้หน้านางสักหน่อย กล่าวชมเชยสตรี เพื่อให้นางรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปด้วย
บทที่สองมีอาการเลือกยากอยู่บ้าง หากเอาบทกวี "เพลงพิณผีผา" "คำนำศาลาเถิงหวัง" หรือ "วสันต์จันทร์กระจ่างคืนริมน้ำ" มาเขียนทั้งบทก็คงเท่สุดขีด ทว่าตัวอักษรเยอะเกินไปจนเมื่อยมือ บางท่อนก็ลืมไปแล้วด้วย ที่สำคัญคือไม่เข้ากับสถานการณ์ ท้ายที่สุดแล้วก็มาเพื่อปล้น จะตั้งเป้าไว้สูงเกินไปไม่ได้
ถ้าเอาแบบง่ายเกินไป ก็รู้สึกว่าไม่พอที่จะระบายความในใจกับประสบการณ์ที่โจรอย่างเขาแอบลักลอบเข้ามาในเมืองหลวง จึงตัดสินใจตัดทอนบางส่วนออกไป แล้วเขียนลงไปเพียงครึ่งบท
จากนั้นเขาก้าวถอยหลังสามก้าว เมื่อมองดูอีกครั้งก็รู้สึกคลื่นไส้ตัวเองจนแทบทนไม่ไหว การเป็นนักก๊อปปี้บทกวีช่างไม่เหมาะกับเขาเอาเสียเลย
ดวงตานับไม่ถ้วนในห้องโถงใหญ่ต่างมองไปที่นั่นด้วยความอยากรู้อยากเห็น ชายหนุ่มผู้นี้มีวรยุทธ์สูงส่งเกินวัย ทั้งยังหน้าตาหล่อเหลา ตามตรรกะปกติแล้ว ความรู้ทางวิชาการน่าจะหยาบคายต่ำต้อยถึงจะถูก จะรวบยอดเอาดีไปเสียทุกอย่างไม่ได้หรอก หากพรสวรรค์ด้านบทกวียังโดดเด่นเหนือผู้คนอีก ครอบครัวแบบไหนกันถึงจะบ่มเพาะคนเช่นนี้ออกมาได้?
น่าเสียดายที่มุมของกำแพงสีขาวนั้นค่อนข้างพิเศษ แถมยังถูกซินจั๋วบังไปกว่าครึ่ง จึงพอมองเห็นตัวอักษรลางๆ แค่ไม่กี่คำ ทำให้ผู้คนรู้สึกคันยุบยิบในใจจนทนแทบไม่ไหว
ในขณะเดียวกัน หญิงคณิกาที่พอมีความรู้เรื่องตัวหนังสืออยู่บ้างซึ่งอยู่ด้านข้างก็คัดลอกเสร็จเรียบร้อยแล้วเดินขึ้นไปชั้นบนอย่างเร่งรีบ
ผ่านไปไม่นาน ก็ได้ยินหญิงสาวคนหนึ่งจากชั้นบนกล่าวด้วยความดีใจว่า "คุณชายน้อย แม่นางขอเชิญเจ้าค่ะ!"
ซินจั๋วถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูเหมือนว่าจะผ่านด่านแล้ว เขาเดินขึ้นบันไดไปตามสบาย โดยมีหญิงสาวคอยนำทาง ตรงดิ่งไปยังห้องของเสี่ยวหลีฮวา
เมื่อซินจั๋วเดินจากไป ด้านล่างก็เกิดเสียงขยับโต๊ะเก้าอี้ดังระงม ฝูงชนพากันกรูเข้าไปล้อมรอบ แม้แต่พวกหญิงคณิกาที่คอยเอาใจแขกและขายเรือนร่างก็ยังเบียดเสียดตามเข้าไปด้วย
"อย่าเบียดสิ ของข้า ข้ามาก่อน!"
ชายฉกรรจ์คนหนึ่งก้าวเท้าอย่างรวดเร็ว เป็นคนแรกที่เข้าไปใกล้กำแพงสีขาว เบิกตากว้างราวดวงตาควายมองดูรอบหนึ่ง แล้วหันกลับมาถามว่า "อ่านว่าอย่างไร?"
ที่แท้ก็เป็นคนไม่รู้หนังสือ
นายบ่าวซ่างกวนฟ่านชิ่งและเจียงเฮ่อจู๋กับบรรดาคุณชายต่างก็พากันเบียดตัวไปข้างหน้า ตอนนี้เองก็ได้ยินคุณชายเจียงเฮ่อจู๋เคาะพัดจีบแล้วอ่านบทแรกว่า:
"เมฆคะนึงถึงอาภรณ์บุปผาคะนึงถึงรูปโฉม สายลมวสันต์พัดผ่านระเบียงน้ำค้างพราวพร่าง
หากมิได้พานพบที่ยอดเขาฉวินอวี้ ก็คงได้พบพานใต้แสงจันทร์ที่ตำหนักเหยาไถ"
เมื่ออ่านจบ ลองลิ้มรสบทกวีครู่หนึ่ง ก็คิดอยากจะโต้แย้งสักหน่อยเพื่อดึงหน้าตาที่สูญเสียไปอย่างงุนงงกลับคืนมาบ้าง แต่ก็ไม่รู้จะหาจุดไหนมาโต้แย้ง จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า "ดี! ยอดเยี่ยม! ดอกไม้กับคนหลอมรวม คนกับดอกไม้สะท้อนซึ่งกันและกัน บทกวีทั้งบทไม่ได้เอ่ยคำว่างดงามเลยสักคำ แต่กลับยกย่องหญิงงามว่าเป็นนางฟ้า พลังฝีมือลึกล้ำ ถ้อยคำเรียบง่ายทว่ายิ่งใหญ่ เทียบได้กับฟูจื่อในสำนักศึกษาของเมืองถึงสิบคน"
"ดี!"
ฝูงชนโดยรอบต่อให้มีนิสัยเย่อหยิ่งเพียงใด ถึงตอนนี้ก็อดไม่ได้ที่จะร้องชมเชยออกมา
สาวใช้ไห่ถังเบิกตากว้าง "เอ๊ะ นี่มัน..."
ซ่างกวนฟ่านชิ่งที่อยู่ด้านข้างขมวดคิ้วด้วยความงุนงง "เป็นอย่างไรบ้าง? แต่งได้ดีกว่าบทกวีหมูสามชั้นน้ำแดงของนายน้อยหอหรือไม่?"
"เรื่องนี้... ย่อมต้องดีกว่าอยู่แล้ว คุณชายน้อยผู้นี้เก่งกาจมาก" สาวใช้ไห่ถังหน้าแดงระเรื่ออย่างบอกไม่ถูก บทกวีนี้ดูเหมือนจะแต่งขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ แต่มันก็ต้องมีสิ่งอ้างอิงถึงจะได้ เมื่อครู่นี้มีข้าที่เป็นเด็กผู้หญิงเพียงคนเดียวที่อยู่ใกล้เขาที่สุด แย่แล้ว! หรือว่าจะอ้างอิงถึงข้ากันนะ?
เจียงเฮ่อจู๋เริ่มอ่านบทต่อไป:
"อาคันตุกะแคว้นจ้าวสวมพู่ประดับหยาบ ดาบอู๋โกวส่องประกายสว่างราวน้ำค้างแข็งหิมะ
อานม้าสีเงินสะท้อนแสงม้าขาว ควบทะยานรวดเร็วดุจดาวตก
สิบก้าวสังหารหนึ่งคน พันหลี้มิรั้งรอทิ้งร่องรอย
เสร็จกิจสะบัดชายเสื้อจากไป ซ่อนเร้นกายและนามให้มิดชิด..."
เมื่ออ่านจบ ทั้งห้องโถงใหญ่ก็ตกอยู่ในความเงียบงัน
คำว่า "อาคันตุกะแคว้นจ้าว" และ "ดาบอู๋โกว" ในตอนต้นของบทกวีน่าจะหมายถึงใครบางคนและอาวุธบางชนิด ซึ่งดูไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย แต่ท่อนด้านล่างที่ว่า "สิบก้าวสังหารหนึ่งคน พันหลี้มิรั้งรอทิ้งร่องรอย เสร็จกิจสะบัดชายเสื้อจากไป ซ่อนเร้นกายและนามให้มิดชิด"
ความองอาจห้าวหาญและมาดเท่ที่ไม่หวังชื่อเสียงจอมปลอมในสองประโยคนี้ ช่างห้าวหาญและบ้าระห่ำเหลือเกิน มันช่างถูกใจผู้ฝึกยุทธ์และให้พื้นที่ในการจินตนาการมากเกินไปจริงๆ
"สหายรู้ใจ! บทกวีนี้คือภาพสะท้อนชีวิตของข้า! คุณชายน้อยผู้นั้นเข้าใจข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ? นึกถึงดาบป้าหวัง ซุนต้าหลวี่อย่างข้าที่ใช้ชีวิตอย่างห้าวหาญมาตลอด..."
ชายฉกรรจ์ที่แย่งตำแหน่งเป็นคนแรกถูกเกาจนถูกจุดคัน เขารู้สึกสะเทือนใจอย่างเต็มเปี่ยม แหงนหน้าถอนหายใจยาวมองฟ้า
เจียงเฮ่อจู๋และซ่างกวนฟ่านชิ่งก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เช่นกัน
บทกวีนี้เหมือนจะยังเขียนไม่จบ แต่มันก็ชวนให้รู้สึกอินจนขึ้นสมองมากเกินไปแล้ว
"ข้าต้องการพบคุณชายน้อยผู้นั้น อยากจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเขา..." มีคนตะโกนขึ้นไปชั้นบน
ทว่าในตอนนั้นเอง เสียงตะโกนที่ดังยิ่งกว่าด้วยความตื่นตระหนกก็ดังมาจากชั้นบน "แย่แล้ว! คุณชายน้อยผู้นั้นลักพาตัวแม่นางเสี่ยวหลีฮวาไปแล้ว!"
"เอ่อ..."
ฝูงชนที่ยืนเบียดเสียดกันอยู่ชั้นล่าง พลันยืนนิ่งอึ้งเป็นไก่ไม้ในชั่วพริบตา
"เสร็จกิจสะบัดชายเสื้อจากไป ซ่อนเร้นคุณงามความดีและชื่อเสียงให้มิดชิด" นี่หมายความว่าอย่างนี้หรือ? ลักพาตัวยอดคณิกาแล้ววิ่งหนีไป?
"ตึง!"
ซินจั๋วแบกยอดคณิกาไว้บนบ่า กระโดดลงจากหน้าต่างบานหลังอย่างหมดจดว่องไว เขาใช้วิชาตัวเบากระโดดพริ้วไหวไปตามเส้นทางหลบหนีที่มู่หรงซิวให้ไว้ มุ่งหน้าตรงไปยังสวนร้างที่มืดมิดด้านหลัง
ฉากการพบกันของเขากับเสี่ยวหลีฮวานั้นไม่มีอะไรน่าพูดถึง ยอดคณิกาผู้นี้ไม่อาจเรียกได้ว่าขี้เหร่ แต่ก็ไม่ได้สวยมากนัก จัดอยู่ในประเภทที่แต่งหน้าแล้วสวยมาก ทว่าพอล้างหน้าก็ดูธรรมดา แต่ในแววตาและการแสดงออกของนางกลับมีความมั่นใจในตัวเองแบบแปลกๆ ที่ทำให้คนรู้สึกคันหัวใจ เหมือนกับมองเห็นแต่กินไม่ได้
เมื่อได้พบเขา ดวงตาของยอดคณิกาก็สว่างวาบ นางย่อตัวคารวะเล็กน้อย "คุณชายน้อย..."
"เจ้าคือเสี่ยวหลีฮวา?"
"เป็นตัวข้าเองเจ้าค่ะ!"
"เป็นเจ้าก็ถูกต้องแล้ว!"
ซินจั๋วสับสันมือลงไปหนึ่งที แบกนางขึ้นบ่าแล้วเดินจากไปทันที ทนเจ้ามานานแล้ว จะต้องให้แต่งบทกวีอะไรกันนักกันหนา บิดาเป็นคนของค่ายพิชิตมังกรโว้ย
เวลานี้หอเคลิ้มใจคงจะเกิดความโกลาหลวุ่นวาย คาดว่าคนพวกนั้นคงคิดไม่ถึงว่าเขาจะมาลักพาตัวคน ร้อนใจกันแล้วล่ะสิ?
ซินจั๋วอดไม่ได้ที่จะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ด้านหน้าเป็นตรอก พริบตาเดียวก็มาถึงสุดทาง ขณะกำลังจะเลี้ยว กลับชนเข้ากับคนผู้หนึ่งอย่างจัง
ปลายจมูกได้กลิ่นหอมที่คุ้นเคย เมื่อมองไปอย่างประหลาดใจ ก็เห็นเรือนร่างอ้อนแอ้นและใบหน้าสะสวยของซูเมี่ยวจิ่น ท่ามกลางความตื่นตระหนก นางเซถลาล้มลงกับพื้น ขาซ้ายชี้ขึ้น ขาขวางอพับ
ซินจั๋วรู้สึกเหม่อลอยเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าจะได้พบนาง? ฉากนี้ช่างคล้ายคลึงกับตอนที่ค่ายพิชิตมังกรเสียเหลือเกิน?
เมื่อเห็นว่าซูเมี่ยวจิ่นกำลังจะล้มลง ซินจั๋วก็ละมือขวาออกมา รวบกอดเอวของนางเอาไว้แน่น
ท่ามกลางชายเสื้อที่ปลิวไสวและเส้นผมยาวที่สยายพลิ้ว ซูเมี่ยวจิ่นก็มองเห็นเขาได้ชัดเจนเช่นกัน ทำให้นางชะงักงันไป "เจ้า..."
"คุณหนู!"
"เช้ง..."
ผู้คุ้มกันและสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังเพิ่งจะสังเกตเห็น จึงพากันตะโกนเสียงหลงแล้ววิ่งเข้ามา
ผีสางดลใจให้ซินจั๋วประคองซูเมี่ยวจิ่นให้ลุกขึ้น เขาเกาฝ่ามือของนางเบาๆ "เป็นหญิงสาวออกจากบ้านตอนกลางคืน ทางที่ดีควรเดินไปพร้อมกับสาวใช้และผู้คุ้มกันนะ หรือว่ายังอยากจะถูกข้าลักพาตัวอีกสักรอบ? ฮ่าๆ..."
ระหว่างที่กระโจนออกไป เขาก็หายตัวไปในความมืดมิดของยามราตรี
"คุณหนู เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?"
กลุ่มผู้คุ้มกันระดับขั้นแปดตามมาถึงในที่สุด และทำท่าจะวิ่งไล่ตามไป
"ไม่ต้องตามแล้ว! พวกเจ้าสู้เขาไม่ได้หรอก"
ซูเมี่ยวจิ่นจัดระเบียบเส้นผมที่ข้างหูเล็กน้อย รู้สึกเพียงว่าฝ่ามือที่ถูกซินจั๋วเกาเมื่อครู่เกิดความรู้สึกชาซ่านขึ้นมาวูบหนึ่ง กระทั่งลามไปชาถึงครึ่งซีกตัว ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะด่าทอในใจว่า "เจ้าโจรน้อย"
"คุณหนู คนผู้นี้เป็นใครกันเจ้าคะ ทำไมถึงยังแบกคนเอาไว้อีก..." สาวใช้คนสนิทตงหลิงพิจารณาซูเมี่ยวจิ่นด้วยความหวาดหวั่นใจ เกรงว่านางจะได้รับบาดเจ็บ
ซูเมี่ยวจิ่นมองไปยังทิศทางของหอเคลิ้มใจโดยสัญชาตญาณ "ไปถามที่หอเคลิ้มใจดูสิ ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น?"
……
ซินจั๋วทำตามที่ตกลงกันไว้ โดยเลือกเดินเฉพาะในที่เปลี่ยว ไม่นานก็มาถึงรูหมาลอดที่มุมกำแพงเมืองทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มู่หรงซิวที่อุ้มเด็กชายตัวน้อยซึ่งกำลังหลับสนิท และหิ้วขวดโหลกองโตกำลังรออยู่ครู่ใหญ่แล้ว
"ประมุขใหญ่ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ? พบเจอเรื่องยุ่งยากหรือยอดฝีมือในเมืองบ้างหรือไม่?"
"ก็พอได้ ไม่มีใครจำข้าได้ แต่ในหอเคลิ้มใจมียอดฝีมืออยู่สองคน คนหนึ่งเป็นคุณชายระดับรองขั้นเจ็ด อีกคนน่าจะเป็นชายหนุ่มระดับขั้นเจ็ดหรือรองขั้นหก..."
ซินจั๋วหมายถึงเจียงเฮ่อจู๋และซ่างกวนฟ่านชิ่ง ธรรมชาติแล้วเขามองออกว่าพลังปราณสายเลือดของสองคนนั้นแข็งแกร่งที่สุด เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง "จริงสิ ยังมียัยหนูอีกคนหนึ่ง ข้าไปถามทางนาง นางก็เดินตามข้ามาตลอดทาง หน้าตาจิ้มลิ้ม ที่มุมปากมีไฝเร่งรัดวิญญาณเม็ดหนึ่ง น่ารำคาญแทบตาย"
"ที่มุมปากมีไฝ?" มู่หรงซิวชะงักไป "ตาชั้นเดียว สูงประมาณตรงนี้ของข้า ชอบสวมชุดกระโปรงเสื้อคลุมยาวปักลายดอกท้อสีเหลือง..."
ซินจั๋วพยักหน้า "เจ้ารู้ได้อย่างไร? ข้ามีความรู้สึกอยากจะทุบตีนางให้ร้องไห้เลยเชียวล่ะ"
มู่หรงซิว: "..."







