สาวใช้ไห่ถังรู้ว่าสำนวนเหล่านั้นของนายน้อยหอกำลังชมคนอยู่ จึงอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะ "พรืด" ออกมา "นายน้อยหอ ท่านใช้สำนวนมั่วซั่วอีกแล้วนะเจ้าคะ"
ซ่างกวนฟ่านชิ่งเดาะลิ้นเสียงดัง "หน้าตาหล่อเหลาเอาการจริงๆ ไห่ถัง ให้นายน้อยหอช่วยจับเขามาเป็นสามีเจ้า ผูกวาสนาดั่งหมาป่าเสือดาวคู่กันดีหรือไม่?"
ไห่ถังแอบลอบมองซินจั๋วแวบหนึ่ง ใบหน้าพลันแดงก่ำราวกะลูกพลับ บิดตัวไปมาเล็กน้อย "นายน้อยหอ ข้าเขินนะเจ้าคะ!"
"เจ้าก็บอกมาเถอะว่าเต็มใจหรือไม่เต็มใจ?"
"ข้า...ข้าย่อมเต็มใจอยู่แล้วเจ้าค่ะ แต่...แต่คุณชายน้อยผู้นั้นอาจจะไม่เต็มใจก็ได้นะเจ้าคะ"
"เจ้าจะไปสนอะไรเขามากมาย ข้าวสารดิบข้าก็จะระเบิดให้กลายเป็นข้าวโพดคั่วเลย"
ซ่างกวนฟ่านชิ่งเพิ่งจะลงมือ ก็เห็นบนเวทีงิ้วด้านหน้ากำลังแสดงงิ้วฉากเด็ดพอดี
ซินจั๋วก็มองไปที่เวทีงิ้วเช่นกัน และอดชะงักไปไม่ได้
เห็นเพียงชายร่างกำยำสูงเก้าฉื่อ แผ่นหลังหนาดั่งเสือเอวหนาดั่งหมี ใบหน้าทาสีงิ้วสุดจะทน ใส่ฟันปลอม เดินแยกเขี้ยวเปิดปากร้อง "อี๊ย้าาา" ออกมาว่า "ข้าคือราชาโจรแซ่ซินจั๋วแห่งค่ายพิชิตมังกรบนภูเขาพิชิตมังกร ลูกน้องใต้บัญชาแปดพันคนไร้ผู้ต่อต้าน!"
คำว่า "ราชาโจรแซ่ซินจั๋ว" ราวกับมีมนต์ขลังประหลาด ภายในห้องโถงที่อึกทึกครึกโครมพลันเงียบสงบลงในพริบตา ทุกคนต่างชะเง้อมองไป
พูดตามตรง เมื่อเทียบกับสงครามระหว่างทหารทางการกับกองทัพกบฏนอกเมืองแล้ว ชาวเมืองกลับให้ความสนใจกับเรื่องยอดฝีมือของสี่ตระกูลใหญ่บนภูเขาพิชิตมังกรปะทะราชาโจรเสียมากกว่า
นอกจากคนส่วนใหญ่จะลงพนันเอาไว้แล้ว เหตุผลสำคัญกว่านั้นคือเรื่องแรกมันนองเลือดเกินไป ไม่มีอะไรพลิกผันพิสดาร แต่เรื่องหลังเปิดโอกาสให้คนได้ปลดปล่อยจินตนาการได้อย่างง่ายดาย อย่างเช่นบทละครรันทดประเภทคนอาภัพตกยากต้องไปเป็นโจร ยอดฝีมือสังหารศัตรู หรือได้รับบาดเจ็บสาหัส หากเติมฉากคู่รักอาภัพบอกลากันก่อนตายเข้าไปอีกนิดก็ถือว่าสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว
และก็เป็นไปตามคาด "ซินจั๋ว" ผู้นั้นเพิ่งจะวางมาด ก็มีคนผู้หนึ่งพุ่งขึ้นไปบนเวทีต่อสู้กับเขา คนผู้นี้อ้างตัวว่าเป็นซ่งตงสีแห่งตระกูลซ่ง ทั้งสองผลัดกันรุกรับต่อสู้กันสามร้อยกระบวนท่า "ซินจั๋ว" ถูกดาบเดียวบั่นหัวสุนัขจนขาดกระเด็น จากนั้นโจรสาวที่อ้างตัวว่าชื่อชุยอิงเอ๋อร์ก็รีบวิ่งขึ้นเวทีมาบอกลาเขาด้วยความอาลัยอาวรณ์ สุดท้ายก็เชือดคอตายตาม เสียงดนตรีบรรเลงท่วงทำนองเศร้าสร้อยรันทดดังขึ้น
"ดี!"
"สนุกมาก ตบรางวัล!"
เบื้องล่างเสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว
ซินจั๋วฝืนใจปรบมือตามไปสองที ไม่คิดเลยว่าในเมืองหลวงของฝู่ จะได้เห็นตัวเองปรากฏอยู่บนเวทีงิ้วด้วยภาพลักษณ์และรูปแบบการแสดงที่โอเวอร์เกินจริงเช่นนี้
เสียงปรบมือสงบลง ผู้ชมรอบด้านรออยู่พักหนึ่ง แต่กลับไม่เห็นงิ้วแสดงต่อ มีคนเริ่มไม่พอใจ ตบโต๊ะอย่างโกรธเกรี้ยว "หมายความว่ายังไง? หา? บิดาซื้อให้ตระกูลเฉินตัดหัวสุนัขของซินจั๋ว ทำไมตระกูลซ่งแสดงจบแล้วก็ไม่มีต่อล่ะ? ช่างซวยเสียจริง! บิดาไม่ยอมหรอกนะ"
อีกคนก็พูดอย่างโกรธเคืองว่า "มารดามันเถอะ บิดาซื้อตระกูลหยวน ไม่ได้ บิดาจะดูตระกูลหยวนตัดหัวสุนัขซินจั๋ว!"
"บิดาซื้อตระกูลมู่หรงสามร้อยเก้าสิบตำลึง ถ้าเสียเงินไปจะไปทวงกับหอเคลิ้มใจของพวกเจ้าหรือไง? ตระกูลมู่หรงต้องตัดหัวสุนัขมันร้อยครั้ง"
"อ่า แสดงๆๆ..." เจ้าของคณะงิ้วที่ซื้อตระกูลซ่งชนะจนปัญญา ทำได้เพียงจัดแจงให้นักแสดงงิ้วรับบทเป็นตระกูลต่างๆ ต่อไป สลับสับเปลี่ยนกันมาฟันหัวสุนัขของซินจั๋ว
ซินจั๋วจับลำคอตัวเอง รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เรื่องตัดหัวยังพอทน แต่ตอนจบทุกครั้งดันมีฉากรักรันทด เจ้าจัดชุยอิงเอ๋อร์กับหานชีเหนียงมาข้าก็กัดฟันยอมรับได้ แต่สะใภ้สามจางกับแม่ม่ายหลี่มาจากไหนกัน? ข้ารู้จักพวกนางด้วยหรือ?
ทำไมถึงไม่มีซูเมี่ยวจิ่นล่ะ? ราชาโจรกับคุณหนูตระกูลขุนนาง ไม่มีความเป็นละครมากกว่าหรือไง? คนเขียนบทระดับปลายแถวนี่พึ่งพาไม่ได้เอาเสียเลย
ในเวลานี้ ซูเมี่ยวจิ่นที่ยืนอยู่หน้าหอเคลิ้มใจแล้ว จู่ๆ ใบหูก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นางมองเข้าไปในหอนางโลมที่คึกคัก อดไม่ได้ที่จะเหม่อลอย
นางมองสถานการณ์ข้างในไม่ชัดนัก แต่นางมั่นใจว่า เด็กหนุ่มที่แต่งหน้าแต่งตัวคนนั้นก็คือซินจั๋ว!
นี่เกิดจากความคุ้นเคยและรู้ใจกันแบบแปลกๆ ในช่วงหลายวันที่คลุกคลีใกล้ชิดกัน!
อีกทั้งจากความเข้าใจที่นางมีต่อซินจั๋ว ซินจั๋วเป็นไปได้จริงๆ ที่จะหนีเข้ามาในเมืองระหว่างที่ถูกตามล่า เขามีความกล้าและลูกไม้แบบนี้
เพียงแต่...เขามาเที่ยวหอนางโลมเพื่อหาความสุขชั่วคราว หรือว่ามีจุดประสงค์อื่นกันแน่?
มู่หรงอวิ๋นซีที่อยู่ด้านข้างไม่ได้คิดอะไรมากมายขนาดนั้น นางกัดฟันกรอดด่าทอไปทางหอเคลิ้มใจอย่างโกรธแค้น "เจ้าโจรชั่ว เจ้าเข้าไปจริงๆ ด้วย คุณหนูอย่างข้ามองคนผิดไปแล้ว คุณหนูอย่างข้าทุ่มเทให้ผิดคน ไอ้ผู้ชายเส็งเคร็ง ไอ้คนหลายใจ ถุย!"
สาวใช้และผู้คุ้มกันรอบกายต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สาวใช้คนสนิทผู้หนึ่งกระซิบเสียงเบา "คุณหนูรองระวังคำพูดด้วยเจ้าค่ะ คุณชายน้อยผู้นั้นไม่ได้รู้จักกับท่านเลยนะเจ้าคะ!"
"ข้าไม่สน พวกเจ้ารู้จักคำว่าผูกพันทางจิตวิญญาณหรือไม่? ข้าถึงขั้น..." ท้ายที่สุดก็ยังเป็นหญิงสาว มู่หรงอวิ๋นซีอึกอักพูดไม่ออก สุดท้ายจึงเปลี่ยนเป็นกระทืบเท้าอย่างแรง "เอาเป็นว่า ฮึ่ม!"
ซูเมี่ยวจิ่นมองมู่หรงอวิ๋นซี ไม่รู้ว่านางเป็นบ้าอะไร พี่ชายเป็นอย่างไรน้องสาวก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ นางหันหลังเดินจากไป
ปล่อยให้เจ้าโจรน้อยซินจั๋วทำอะไรก็ทำไปเถอะ ทำไมข้าต้องไปสนใจเขาด้วยล่ะ?
"คุณหนู!" ตงหลิงและกลุ่มสาวใช้กับผู้คุ้มกันรีบตามไป
……
การแสดงภายในหอเคลิ้มใจก็จบลงในที่สุด
ซินจั๋วที่ถูกคนฟันหัวสุนัขไปหลายสิบกะโหลก กะเวลาว่าใกล้จะถึงแล้ว ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป โบกมือเรียกหญิงผู้ดูแลที่อยู่ไม่ไกล "ผู้ดูแลมานี่ ข้าต้องการพบเสี่ยวหลีฮวา!"
เสียงไม่ได้ดังมากนัก แต่คำว่า "เสี่ยวหลีฮวา" สามพยางค์นี้ดูเหมือนจะพิเศษมาก
ห้องโถงที่กำลังถกเถียงกันอย่างเซ็งแซ่เรื่องงิ้วฉาก "ฟันหัวสุนัขซินจั๋ว" พลันเงียบสงบลงอีกครั้งในพริบตา หลายคนมีสีหน้าเปลี่ยนไป
แม้ว่าสี่ตระกูลใหญ่จะยิ่งใหญ่มีกิจการมากมาย ไม่เคยสนใจสถานที่เริงรมย์ แต่ผู้ที่นั่งอยู่ที่นี่มีใครบ้างที่ไม่ใช่ลูกค้าประจำหน้าเก่า? ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าเสี่ยวหลีฮวาเป็นสตรีต้องห้ามของคุณชายใหญ่ซ่ง?
คนผู้นี้ช่างกินดีหมีหัวใจเสือ...เอ๊ะ?
เมื่อมองเห็นซินจั๋วชัดเจน ฝูงชนก็อดชะงักไม่ได้ เด็กหนุ่มที่หล่อเหลาปานนี้ ต่อให้ได้พบเสี่ยวหลีฮวา ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่ยากจะยอมรับได้
"ฮ่าๆๆ คุณชายน้อย จะเอาผู้หญิงไปทำไม ผู้ชายไม่ดีกว่าหรือ? ข้าให้หนึ่งร้อยตำลึง ออกไปหาความสำราญกับข้าสักสองสามวันไหม?" มีคนอดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าหยอกเย้า
"ข้าให้สามร้อยตำลึง!"
"ข้าให้ห้าร้อยตำลึง!"
"ข้าให้สามพันตำลึง!" คุณชายเจียงเฮ่อจู๋มองซินจั๋วด้วยสายตาร้อนแรง "ข้าน้อยเจียงเฮ่อจู๋แห่งเมืองตู้คัง ชื่นชมวีรบุรุษในใต้หล้าเป็นที่สุด ยินดีที่จะร่วม...นั่งเรือล่องท่องไปกับน้องชาย!"
"นายน้อยหอ ท่านรีบช่วยคุณชายน้อยเร็วเข้า คนพวกนี้น่าสะอิดสะเอียนจริงๆ!" แม่นางไห่ถังอดไม่ได้ที่จะเขย่าแขนของนายน้อยหอตัวเองอย่างแรง
ซ่างกวนฟ่านชิ่งหัวเราะออกมาอย่างขบขัน "โยว รู้จักปวดใจแล้วหรือ?"
"ข้าเปล่าเสียหน่อย เพียงแต่..." ไห่ถังก้มหน้าลงด้วยความเอียงอาย
ในตอนนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงดัง "ตู้ม" สนั่นหวั่นไหว โต๊ะไม้สาลี่ตันที่แข็งแรงทนทานตรงหน้าซินจั๋วแตกออกเป็นเสี่ยงๆ พื้นก็ปรากฏรอยร้าวหลายสาย
เขาหันขวับกลับมา กลิ่นอายโจรเต็มเปี่ยม "ไอ้พวกกระจอก บิดาจะเอาไม้กระบองทุบพวกเจ้าให้ตาย หุบปากแล้วนั่งลงซะ!"
ไม่รู้ว่าในที่นี้มียอดฝีมืออยู่หรือไม่ แค่อาละวาดนิดหน่อย อีกทั้งไม่ได้มีผลประโยชน์ขัดแย้ง คงเป็นไปไม่ได้ที่มาเที่ยวหอนางโลมแล้วจะต้องลงไม้ลงมือกระมัง?
ฝูงชนเงียบลงในพริบตา มองโต๊ะที่พังยับเยินและรอยร้าวบนพื้นหินอ่อนอย่างเหม่อลอย นี่...นี่อย่างน้อยก็เป็นความผันผวนของลมปราณระดับเจ็ดขั้นรอง
อายุแค่นี้...
เกรงว่าคงไม่ใช่คุณชายน้อยหน้าแปลกของสี่ตระกูลใหญ่หรอกกระมัง?
"ล้อเล่นน่ะ เสียมารยาทแล้ว เสียมารยาทแล้ว"
หลายคนประสานมือคารวะอย่างกระอักกระอ่วน แล้วนั่งลงอย่างว่าง่าย
แม้แต่เจียงเฮ่อจู๋ผู้นั้นในแววตาก็ยังปรากฏความประหลาดใจวูบหนึ่ง หัวเราะเหอๆ ออกมา แล้วนั่งลง
"นายน้อยหอ!" สาวใช้ไห่ถังสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ซ่างกวนฟ่านชิ่งหรี่ตาลง "ข้ารู้แล้วว่าเขาคือใคร!"
หญิงผู้ดูแลก็มึนงงไปเช่นกัน นางวิ่งเหยาะๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้าซินจั๋ว ไม่มีท่าทีหยอกเย้าเหมือนก่อนหน้านี้อีก "คุ...คุณชาย บ่าวไม่ทราบฐานะของท่าน แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าเสี่ยวหลีฮวานาง..."
ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ ซินจั๋วก็ล้วงเอาทองคำออกมาสองก้อน กดเสียงต่ำพูดว่า "ข้ารู้ว่านางเป็นผู้หญิงของมู่หรงเหลย ความจริงแล้วคุณชายมู่หรงให้ข้ามาฝากคำพูดถึงนางสักสองสามประโยค ข้าน้อยไม่กล้าคิดเกินเลยเด็ดขาด เงินพวกนี้ ยกให้เจ้าหมดเลย!"
เงินเป็นของค่ายพยัคฆ์ดุร้าย ปล้นมาได้ จ่ายไปก็ไม่ปวดใจ
หญิงผู้ดูแลรับทองคำมา ชะงักไปเล็กน้อย "เป็นความจริงหรือเจ้าคะ?"
"จริงแท้แน่นอน!"
"ได้เจ้าค่ะ!" หญิงผู้ดูแลรีบร้อนขึ้นไปบนชั้นบน ไม่นานก็รีบร้อนลงมา ยิ้มแย้มเอ่ยว่า "แม่นางเสี่ยวหลีฮวาบอกแล้วว่า แค่คุยกันนิดหน่อยไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ แต่ไม่ว่าใครจะส่งมา ก็ต้องเป็นคนมีความสามารถ คนหยาบคายไม่ขอพบ คุณชายต้องมอบบทกวีให้สองบท ไม่มีหัวข้อ แต่งได้ตามสบายเลยเจ้าค่ะ!"
แค่นี้ก็ยังผ่านไปไม่ได้อีกหรือ? เสี่ยวหลีฮวาเปลี่ยนใจจากมู่หรงเหลยแล้ว หรือว่ากฎเกณฑ์ของหญิงคณิกาพวกนี้มันจะเยอะเกินไป?
ซินจั๋วคิดอยู่ครู่หนึ่ง บทกวีที่ตนท่องจำไว้ก็มีอยู่ไม่น้อย เป็นนักก๊อปปี้บทกวีสักครั้ง ก็ไม่มีความรู้สึกผิดบาปในใจแม้แต่น้อย "ไม่มีปัญหา ให้เขียนที่ไหนล่ะ?"
หญิงผู้ดูแลชี้ไปที่ผนังว่างเปล่าฝั่งตรงข้าม บนพื้นผิวปิดด้วยกระดาษสีขาว บทกวีที่ยอดเยี่ยม สามารถคัดลอกเก็บไว้ได้นาน บทกวีที่ไม่ดี ก็สามารถฉีกทิ้งได้ทุกเมื่อ
"ดี!" ซินจั๋วลุกขึ้น
"เตรียมพู่กันกับหมึก!" ในแววตาของหญิงผู้ดูแลทอประกายประหลาดใจวูบหนึ่ง
ไม่นานก็มีเด็กรับใช้ยกพู่กันและหมึกมาให้
ซินจั๋วเดินเข้าไปข้างหน้า ภายใต้สายตาอยากรู้อยากเห็นของคนนับไม่ถ้วน เขาตวัดพู่กันเขียนบทกวีลงไปสองบท







