แม่วัวสีแดงอมม่วงถูกผูกไว้ใต้ต้นป็อปลาร์นอกเพิงฟาง
สองพี่น้องโก่วเซิ่งและสือโถวเดินวนดูวัวด้วยความตื่นตาตื่นใจ หลานเซียงยิ่งแล้วใหญ่ นางเกี่ยวหญ้ามาป้อนวัวหนึ่งกำมือ
ส่วนหลัวซานและบรรดาชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านหลัวเจียก็พากันมามุงดูวัวตัวนี้พลางเอ่ยชมไม่ขาดปาก
"หัวเหลี่ยมเขาเตี้ย ไหล่กว้างตัวใหญ่ หลังเอวตรงระนาบ แขนขาแข็งแรง วัวฉินชวนแท้ๆ เพิ่งจะสามขวบ ไถนาได้ลากรถได้ วัวชั้นดีเลยล่ะ"
หลัวซานพูดพลางหัวเราะกับหลี่อี้ว่า "แม่วัวตัวนี้กำลังตั้งท้องตัวเล็กอยู่นะ ท้องได้หลายเดือนแล้วล่ะ"
หลัวเอ้อร์ที่ขายเต้าหู้พินิจดูอย่างละเอียด "จริงด้วยแฮะ นี่มันซื้อหนึ่งแถมหนึ่งชัดๆ"
หลี่อี้ดูวัวไม่เป็น แต่ก็รู้สึกว่าวัวตัวนี้ค่อนข้างบึกบึน เพียงแต่มองแล้วรู้สึกแปลกๆ คล้ายวัวเนื้อ ไม่ได้ดูสง่างามเหมือนวัวเหลืองทั่วไป
ขาวัวตัวนี้ดูสั้นมาก ทั้งล่ำและดูทึ่มๆ หลัวซานบอกว่าน่าจะหนักราวหกร้อยชั่ง
วัวตัวนี้มีมูลค่าสิบพับแพร
หลี่อี้ถามท่านอาสามและคนอื่นๆ ด้วยความไม่เข้าใจ "วัวตัวนี้หนักหกร้อยชั่ง ถลกหนังเลาะกระดูกเอาเครื่องในออกก็น่าจะได้เนื้อล้วนสามร้อยชั่งนี่ขอรับ ทำไมถึงมีค่าแค่สิบพับแพรล่ะ
ด้วยราคาธัญพืชตอนนี้ สิบพับแพรก็เพิ่งจะซื้อข้าวสารได้แค่หนึ่งสือเองไม่ใช่เหรอ เนื้อวัวสามชั่งมีค่าเท่ากับข้าวสารแค่ชั่งเดียวเองเหรอ"
หลัวเอ้อร์หัวเราะหึๆ "ไอ้หนู หรือว่าเอ็งกล้าคิดจะฆ่าวัวขายเนื้อ ข้าจะบอกให้นะ นี่มันผิดกฎหมาย
วัวตัวนี้ได้เนื้อสามร้อยชั่งจริงๆ นั่นแหละ แต่ฆ่าไม่ได้แล้วก็ไม่มีใครกล้าฆ่าด้วย ทำได้แค่เอาไปไถนาลากรถ ยุคนี้เกิดความวุ่นวายและทุพภิกขภัย ผู้คนพากันทิ้งที่นาหนีภัยพิบัติ เสบียงต่อชีวิตมีค่ามากที่สุด ส่วนที่นากับวัวพวกนี้กลับไม่ได้มีราคาค่างวดอะไรนักหรอก"
วัวหนึ่งตัวราคาแพรสิบพับ หากอยู่ในช่วงบ้านเมืองสงบสุขก็ถือว่าราคาสูงแล้ว เพียงแต่พอนำมาเทียบกับราคาเสบียงแล้วมันออกจะแปลกไปสักหน่อย
"หิวจนจะอยู่ไม่รอดกันอยู่แล้ว ยังไม่กล้าฆ่าวัวกินเนื้ออีกเหรอขอรับ" หลี่อี้ถาม
ทุกคนพากันหัวเราะ
คนที่หิวจนจะอยู่ไม่รอดจริงๆ ที่ไหนจะมีวัวกันล่ะ พวกเขามีเมล็ดพันธุ์ติดตัวบ้างก็ดีแค่ไหนแล้ว ในเวลาแบบนี้บ้านไหนที่มีวัว อย่างน้อยก็เป็นคหบดี คหบดีมีทรัพย์สินมากมาย ยังไม่ถึงขั้นต้องฆ่าวัวประทังความหิว ก็เลยไม่จำเป็นต้องเสี่ยงทำผิดกฎหมาย
กฎหมายราชสำนักบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดลักขโมยม้าและวัวของทางการหรือส่วนบุคคลไปฆ่า ต้องโทษจำคุกสองปีครึ่ง... เจ้าของที่ฆ่าม้าและวัวของตนเอง ต้องโทษจำคุกหนึ่งปี
เนื้อวัวหนึ่งคำ แลกกับข้าวแดงในคุกสองปี
นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ขนาดฆ่าม้าหรือวัวของตัวเองยังต้องโทษจำคุกหนึ่งปีเลย
ในตลาดมืดมีเนื้อวัวขาย แต่นี่ถือเป็นการก่ออาชญากรรม วัวส่วนใหญ่ล้วนถูกขโมยมา
"แล้วถ้าวัวบ้านข้าสะดุดล้มตาย จะฆ่าเอาเนื้อไปขายได้ไหมขอรับ"
"ไม่ได้ ต้องรายงานทางการ ที่ว่าการจะส่งคนมาตรวจสอบความจริง ต่อให้เป็นวัวไถนาที่แก่ ป่วย พิการ หรือตาย จนต้องถูกชำแหละ ก็ต้องให้คนขายเนื้อที่ทางการกำหนดเป็นคนฆ่า เขา หนัง และเอ็นวัวต้องส่งมอบให้ทางการ ส่วนเนื้อวัวก็ต้องให้คนขายเนื้อที่ถูกกำหนดรับซื้อไว้ด้วย"
ด้วยเหตุนี้ ตอนนี้วัวหนึ่งตัวถึงมีมูลค่าเท่ากับข้าวสารหนึ่งสือ แต่ในตลาดมืด กลับสามารถขายได้ในราคาห้าเท่า สิบเท่า
หลัวซานเตือนหลี่อี้ "วัวตัวนี้เดิมทีเป็นของผู้ใหญ่บ้านกัว เป็นวัวที่ลงทะเบียนไว้กับทางการ ตอนนี้ขายต่อให้แก แต่ก็ยังมีชื่อในทะเบียนอยู่ ถ้าแกลักลอบขายหรือลักลอบฆ่า ถึงตอนนั้นก็ต้องถูกไล่เบี้ยเอาผิดนะ"
"วัวดีขนาดนี้ เลี้ยงดูให้ดีล่ะ มันไถนาได้ถึงห้าสิบหมู่เชียวนะ ปีนี้ยังคลอดลูกวัวได้อีกหนึ่งตัว ลูกวัวก่อนอายุหนึ่งขวบ ทางการไม่ได้เข้มงวดขนาดนั้น"
การฆ่าวัวเป็นความผิดอุกฉกรรจ์ เป็นความผิดอุกฉกรรจ์เทียบเท่ากับการปลอมแปลงเงินตราหรือการใช้อาวุธมีดปล้นชิงทรัพย์ และเทียบเท่ากับความผิดมหันต์สิบประการอย่างการสมรู้ร่วมคิดกบฏหรือการอกตัญญู ต่อให้มีการอภัยโทษทั่วแผ่นดินก็ไม่ได้รับการยกเว้น
ห้ามใช้ตำแหน่งขุนนางหรือใช้เงินไถ่โทษ หากทาสหลวงหรือทาสเอกชนทำผิด ยังต้องรับโทษโบยหกสิบไม้ก่อนเป็นอันดับแรก
แต่ความจริงแล้วก็สามารถใช้ช่องโหว่ได้ นั่นคือลูกวัวไม่อยู่ในข้อห้ามชำแหละที่ระบุไว้อย่างชัดเจน ดังนั้นชนชั้นสูงและขุนนางบางคนจึงหมายตาลูกวัว พวกเขาอ้างว่าลูกวัวไม่ใช่วัว
อาหารอย่าง 'ลูกวัวต้มน้ำ' 'ลำไส้วัวอ่อนยัดไส้ไขกระดูกแกะ' 'ลูกวัวย่าง' และอื่นๆ จึงถูกนำมาวางบนโต๊ะอาหารของพวกเขาอย่างเปิดเผย
ทุกวันนี้ข้าวหนึ่งโต่วราคาสามร้อยหกสิบเหรียญ ส่วนเนื้อหมูหนึ่งชั่งราคาร้อยห้าสิบเหรียญ เนื้อแกะหนึ่งชั่งสองร้อยเหรียญ สำหรับเนื้อวัว ในตลาดมืดก็ขายชั่งละสองร้อยเหรียญ เป็นการลักลอบขาย
วัวของหลี่อี้ตัวนี้ แค่ขายเนื้อก็ขายได้ถึงหกหมื่นเหรียญแล้ว นี่ยังไม่รวมพวกหนังวัว เอ็นวัว กระดูกวัว และอื่นๆ อีกนะ
นี่มันกำไรมหาศาลชัดๆ แต่คนทั่วไปไม่กล้าทำเรื่องแบบนี้จริงๆ
แต่เนื้อหมูชั่งละหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญ ก็ชวนให้ตกใจมากจริงๆ
ห่านตัวใหญ่หนึ่งตัวขายราคาหนึ่งพันกว่าเหรียญ ไก่หรือเป็ดหนึ่งตัวก็ต้องขายหกร้อยถึงเจ็ดร้อยเหรียญ ไข่ไก่ฟองละหกอีแปะ ไข่เป็ดฟองละแปดอีแปะ
เกลือหยาบที่คุณภาพแย่ที่สุด ก็ขายชั่งละสามสิบกว่าอีแปะ เกลือที่คุณภาพดีหน่อยขายชั่งละร้อยอีแปะ
น้ำมันพืช เช่น น้ำมันงา น้ำมันเมล็ดกัญชง น้ำมันงาขี้ม่อน น้ำมันเรปซีด น้ำมันดอกคำฝอย และอื่นๆ ราคาตั้งแต่ชั่งละสองร้อยกว่าเหรียญจนถึงร้อยกว่าเหรียญ แพงกว่าน้ำมันหมูและน้ำมันแกะไม่น้อย
ข้าวของยุคนี้ ราคาบ้าบอคอแตกไปแล้ว
อย่างบ้านของหลัวซาน ปกติแม้แต่เกลือก็ยังไม่มีปัญญาจะกิน นับประสาอะไรกับน้ำมัน วันหนึ่งกินโจ๊กข้าวฟ่างสองมื้อ โจ๊กใสแจ๋วขนาดยิ้มสะท้อนเงาคนได้ ผสมกับผักป่ากิน ปกติงมหอยปูปลาจับกบมาต้มกินด้วยกันได้ก็ถือว่าได้กินเนื้อสัตว์แล้ว
แต่พวกเขาก็พอใจกับชีวิตตอนนี้มากแล้ว
อย่างน้อยก็ไม่ต้องจากบ้านเกิดหนีตาย การหนีตายนั่นแหละถึงจะเรียกว่าอนาถอย่างแท้จริง ตอนที่หลัวซานหนีตาย ภรรยาป่วยตายกลางทาง ลูกสาวคนโตถูกขาย ลูกชายคนเล็กอดตาย บนเส้นทางหนีตายมีคนอดตายอยู่ทุกหนทุกแห่ง ความสิ้นหวังพรรค์นั้นทำเอาคนด้านชาไปเลย
ตกเย็น
หลี่อี้ต้มข้าวฟ่างอีกครึ่งโต่ว ตั้งใจเชิญหลัวซานและหัวหน้าเป่าในหมู่บ้านอีกหลายคน รวมถึงเพื่อนบ้านในเป่าเดียวกันมาร่วมกินข้าว พวกเขาก่อนหน้านี้ก็มาช่วยเป็นพยานให้
ในยุคต้าถัง สี่ครัวเรือนรวมเป็นเพื่อนบ้าน ห้าครัวเรือนรวมเป็นหนึ่งเป่า หนึ่งร้อยครัวเรือนรวมเป็นหนึ่งหลี่ ห้าหลี่รวมเป็นหนึ่งเซียง
ในแต่ละหมู่บ้าน ครัวเรือนของตนกับอีกสี่ครัวเรือนโดยรอบถือเป็นเพื่อนบ้าน ร่วมกันก่อตั้งเป็นหนึ่งเป่า เป่ามีหัวหน้าเป่า ห้าครัวเรือนในเป่านี้มีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง
เพื่อนบ้านไฟไหม้ ควรแจ้งแต่ไม่แจ้ง ควรช่วยแต่ไม่ช่วย ล้วนต้องรับโทษ เพื่อนบ้านถูกโจรปล้นหรือถูกฆ่า แจ้งแล้วแต่ไม่ช่วย โบยหนึ่งร้อยไม้ หากช่วยไม่ได้ ก็ต้องรีบแจ้งทางการ หากไม่แจ้งก็จะถือว่าไม่ยอมช่วยเหลือ กรณีควรแจ้งแต่ไม่แจ้ง โบยหกสิบไม้
หากเพื่อนบ้านต้องออกนอกอำเภอ ต้องไปทำหนังสือผ่านทางที่ที่ว่าการอำเภอ คนในเป่าเดียวกันต้องประทับตราค้ำประกัน หากเกิดเรื่องก็จะมีความผิดร่วมกัน
ข้อที่สำคัญที่สุดคือ
หากมีคนในเป่าหลบหนี เพื่อนบ้านยังมีหน้าที่ต้องสืบสวนและตามจับ หากภายในสามปีไม่สามารถสืบหาตัวมาได้ ภาษีและเกณฑ์แรงงานของครัวเรือนที่ทิ้งทะเบียนหลบหนี ก็จะถูกหารแบ่งให้เพื่อนบ้านในเป่าเป็นผู้รับผิดชอบแทน
ห้าครัวเรือนในเป่านี้ มีผลประโยชน์ร่วมกันอย่างแท้จริง
ญาติห่างๆ ยังสู้เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงไม่ได้
อาหารเย็นค่อนข้างเรียบง่าย ต้มข้าวฟ่างครึ่งโต่ว ต้มให้เป็นข้าวต้มข้นๆ หน่อย แบบนี้ก็ตักได้ถึงหกเจ็ดสิบชามเลยทีเดียว
จากนั้นก็ต้มผักบุ้งหม้อใหญ่ ต้มน้ำแกงปลาและกุ้งฝอยรวมกันหนึ่งหม้อ บวกกับกากเต้าหู้ที่เหลียงซานคนขายเต้าหู้ให้มา คลุกเคล้ากับต้นหอมแล้วต้มไปอีกหนึ่งหม้อ
ล้วนเป็นกับข้าวพื้นๆ แต่หลี่อี้แอบใส่เครื่องปรุงสูตรลับลงไป ทั้งเกลือป่น ผงปรุงรสไก่ ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ พริกไทยป่น เหล้าทำอาหาร และอื่นๆ
รสชาติก็กลมกล่อมขึ้นมาทันที
สำหรับชาวบ้านที่กินแต่ข้าวต้มใสๆ คู่กับผักป่า กินแต่อาหารรสจืดชืดมาทั้งวัน มื้อนี้กินเอาซะน้ำตาแทบร่วงเลยทีเดียว
ทุกคนล้วนเอ่ยชมชายหนุ่มที่พวกเขาเห็นมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งเพิ่งจะสึกกลับมาหลังจากผ่านไปถึงหกปีอย่างไม่ขาดปาก
ทุกคนต่างรู้สึกว่าหลี่อี้เป็นคนใจกว้าง คบหาได้
มีชาวบ้านหลายครัวเรือน ถึงขนาดเป็นฝ่ายเสนอตัวยกลูกสาวให้แต่งงานกับหลี่อี้ อย่างเช่นเฒ่าหลัวเอ้อร์ที่ขายเต้าหู้ ก็บอกว่าซานเหนียงลูกสาวของเขาปีนี้อายุสิบหกแล้ว ทำงานเก่งทั้งในบ้านนอกบ้าน ยินดีให้แต่งงานกับหลี่อี้ แถมยังไม่เอาสินสอดอะไรด้วย ขอแค่วัวเหลืองตัวนั้นเป็นน้ำจิ้มก็พอแล้ว
หลี่อี้ปฏิเสธไปทีละคนอย่างนุ่มนวล โดยบอกว่าตอนนี้เขายังไม่มีกะจิตกะใจจะคิดเรื่องพวกนี้
ตอนนี้ในมือมีทองคำสิบเอ็ดตำลึง หลี่อี้คิดไปคิดมา ก็รู้สึกว่าควรจะซ่อมแซมอารามอู๋จี๋ก่อนเป็นอันดับแรก ลานทิศตะวันออกและทิศตะวันตกนั่นทรุดโทรมมานานปี แต่โครงสร้างพื้นฐานยังอยู่
ซ่อมลานทิศตะวันออกก่อนแล้วกัน เปลี่ยนหลังคาเรือนหลักทั้งสามหลัง เสริมความแข็งแรงให้กำแพงหน่อยก็อยู่ได้แล้ว ส่วนเรือนด้านข้างต้องก่อกำแพงขึ้นโครงหลังคาใหม่
แต่เขาถามหลัวเอ้อร์กับหลัวซานแล้ว ทั้งคู่บอกว่าก็แค่ซื้อไม้มาบ้าง ตอนนี้ของพวกนี้ไม่ค่อยมีราคาค่างวดอะไร ซื้อไม้จากบ้านเก่า ยิ่งสามารถเอามาใช้ได้เลย ทั้งถูกแถมยังไม่ต้องรอให้ผึ่งลมจนแห้งด้วย
ส่วนค่าแรงงานอื่นๆ ก็ถูก จ้างช่างฝีมือ วันละหนึ่งโต่วข้าวฟ่างก็พอแล้ว ส่วนช่างทั่วๆ ไป วันละครึ่งโต่วข้าวฟ่างต่อคนก็พอ
สำหรับลูกมือที่เหลือ ก็เรียกเพื่อนบ้านในหมู่บ้านมาช่วย เลี้ยงข้าววันละมื้อก็พอแล้ว
ซ่อมแซมลานทิศตะวันออก เรือนหลักสามหลัง เรือนด้านข้างฝั่งตะวันออกและตะวันตกฝั่งละสามหลัง โดยพื้นฐานแล้วก็เพียงพอต่อความต้องการในการใช้ชีวิตแล้ว ค่าใช้จ่ายหลักคือค่าไม้ รองลงมาคือค่าแรงช่างฝีมือ และก็ค่าอาหารของช่างฝีมือกับบรรดาลูกมือ
เรือนพักผ่อนทิศเหนือทิศใต้ เรือนปีก พวกนี้ยังไม่จำเป็นต้องทำชั่วคราว ลองพิจารณาขุดบ่อน้ำสักบ่อดูก่อน
ความจริงหลัวซานรู้สึกว่า สู้ถางทางลาดริมหน้าผา ซ่อมแซมหรือขุดถ้ำดินขึ้นมาใหม่สักสองสามแห่งยังดีเสียกว่า มีเงินก็เอาหินมาทำหน้าต่างและประตู ทั้งใช้งานได้จริงและประหยัด อยู่แล้วยังสบายกว่าด้วยซ้ำ
หลี่อี้รู้สึกว่าถ้ำดินท้ายที่สุดแล้วก็อยู่ไม่สบายเท่าบ้านพัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางลาดริมหน้าผาฝั่งนี้เพิ่งจะถล่มลงมาครั้งหนึ่ง เขาจึงรู้สึกไม่ค่อยวางใจจริงๆ
ทองคำในมือมีพอแล้ว
หลี่อี้จึงตกลงใจที่จะซ่อมบ้านโดยไม่ลังเลอีกต่อไป
"พรุ่งนี้รบกวนท่านอาสามไปซื้อเสบียงกลับมากับข้าด้วยนะขอรับ ท่านอาสอง ท่านขายเต้าหู้ในตลาดมาหลายปี คนรู้จักเยอะ ช่วยข้าถามเรื่องไม้ทีนะขอรับ"
หลังคาไม่ใช้กระเบื้อง และก็ไม่มีปัญญาใช้ด้วย
ใช้หญ้าหวงเป้ย หญ้าชนิดนี้เอามามุงหลังคา จะทนทานกว่าหญ้าคาหรือฟางทั่วไป
"ใช้หญ้าหวงเป้ยมุงหลังคาดีที่สุด ลำต้นของหญ้าชนิดนี้ทั้งยาวและตัน ไม่เพียงแข็งแรงทนทาน แต่ยังช่วยประหยัดไม้กลอนด้วย"
การซ่อมแซมผนังบ้านจะใช้อิฐดินดิบ ซึ่งก็คือการทำอิฐดินดิบนั่นเอง วิธีนี้มีประสิทธิภาพเร็วกว่าการสร้างกำแพงดินอัดโดยตรง ขุดดินผสมโคลนทำอิฐดินดิบ พอตากแดดจนแห้งก็สามารถเอามาก่อกำแพงเหมือนก่ออิฐได้เลย
หลัวเอ้อร์ หลัวซาน และชาวบ้านคนอื่นๆ เมื่อก่อนก็มักจะไปช่วยคนทำอิฐดินดิบ อัดกำแพงดิน และมุงหลังคาอยู่บ่อยๆ พวกเขาจึงคุ้นเคยกับขั้นตอนเหล่านี้เป็นอย่างดี ถึงขั้นรู้กระจ่างแจ้งว่าช่างเก่าแก่คนไหนฝีมือดีที่สุดด้วยซ้ำ
ดังนั้นหลี่อี้จึงแบ่งงานฝากฝังให้ทั้งสองคน หลัวเอ้อร์ช่วยซื้อไม้และหญ้าหวงเป้ย ส่วนหลัวซานจ้างช่างฝีมือและช่วยทำอิฐดินดิบ
หลัวซานตะโกนโหวกเหวกขึ้นมา
ชาวบ้านอีกสิบแปดครัวเรือนที่เหลือในหมู่บ้านหลัวเจีย ไม่ว่าจะเป็นชายหญิงหรือคนแก่เด็ก ล้วนยินดีมาช่วยงาน ขอแค่เลี้ยงข้าววันละมื้อก็พอแล้ว
"โจ๊กข้าวฟ่างวันละมื้อก็พอแล้วล่ะ คนบ้านเดียวกัน เพื่อนบ้านกันทั้งนั้น ก็ต้องช่วยเหลืองานกันสิ"
"แบบนั้นจะได้ยังไงล่ะขอรับ วันหนึ่งต้องเลี้ยงข้าวสองมื้อสิ แถมยังต้องได้กินข้าวสวยด้วย พรุ่งนี้ข้าจะไปตลาดกับท่านอาสอง จะได้ซื้อกับข้าวกลับมาเพิ่ม" หลี่อี้ยังสั่งเต้าหู้กับหลัวซานหนึ่งลังตรงนั้นเลย แถมยังเหมาพวกกากเต้าหู้มาด้วย
"โก่วเซิ่ง สือโถว วัวของข้าตัวนี้ ต่อไปก็ขอให้พวกเจ้าสองพี่น้องช่วยต้อนไปกินหญ้าให้ข้าหน่อยนะ"
"หลานเซียง เจ้ามาช่วยข้าทำกับข้าวแล้วกัน"
หลี่อี้จ้างลูกทั้งสามคนของบ้านหลัวซานมาช่วยงานด้วย ค่าตอบแทนก็คือเลี้ยงข้าววันละสองมื้อ
ซานเหนียงจากบ้านหลัวเอ้อร์เดินเข้ามา "น้องหลานเซียงคนเดียวจะไปทำกับข้าวให้คนตั้งเยอะแยะไหวได้ยังไง ข้าจะมาช่วยด้วยคน"
หญิงสาวคนนี้รูปร่างสูงโปร่ง เพียงแต่ผอมไปสักหน่อย เส้นผมที่ออกจะแห้งเหลืองถูกรวบเป็นมวยรูปดาบ ราวกับว่ามีดาบเล่มหนึ่งตั้งอยู่บนศีรษะ นางเป็นคนเปิดเผยและกระตือรือร้นมาก ไม่ได้เก็บเอาเรื่องที่พ่อของนางเป็นฝ่ายเสนอเรื่องแต่งงานให้ก่อนแต่กลับถูกหลี่อี้ปฏิเสธมาใส่ใจเลย
ทว่าในสายตาของหลี่อี้ หลานเซียงคือเด็กกะโปโล ส่วนซานเหนียงก็คือเด็กกะโปโลที่โตขึ้นมาหน่อย
"ขอบใจนะ"
"เป็นเพื่อนบ้านหมู่เดียวกันทั้งนั้น จะเกรงใจไปทำไมล่ะ" หญิงสาวหัวเราะอย่างเปิดเผย เผยให้เห็นลักยิ้มทั้งสองข้าง







