เรื่องมันเป็นอย่างนี้
เดิมทีจางจิ้งอยากจะเลี้ยงข้าวฉู่ชิงสักมื้อเพื่อเป็นการขอบคุณ แต่ก็กลัวว่าชายหญิงอยู่ด้วยกันสองต่อสองแล้วจะสปาร์คกันจนเกิดเรื่อง เลยไปลากหลิวเย่มาเป็นเพื่อน ผลคือตอนที่ทั้งสองคนกำลังคุยเรื่องนี้กันอยู่ ไอหลานชายตั่งฮ่าวดันตาดีมาเห็นเข้า เลยตีหน้ามึนตื๊อจะขอตามมากินฟรีให้ได้ พูดก็พูดเถอะ ชีวิตของพวกผู้ชายรุ่น 96 นี้น่ารันทดนัก จะได้กินเนื้อสักมื้อก็ต่อเมื่อมีพวกผู้หญิงเลี้ยงเท่านั้น
เท่านั้นยังไม่พอ ตอนที่ทั้งสามคนกำลังเดินออกไปนอกโรงเรียน ก็บังเอิญไปเจอหูจิ้งเข้า ยายนี่ก็เป็นพวกชอบความครึกครื้นอยู่แล้ว ไม่ต้องรอให้ใครชวนก็รีบวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาแทรกตัวอยู่ในกลุ่มหน้าตาเฉย
ดังนั้น ฉู่ชิงจึงต้องมานั่งอยู่ตรงมุมหนึ่งอย่างพูดไม่ออก และกินข้าวอย่างงงๆ กับกลุ่มคนที่โผล่มาอย่างงงๆ
จางจิ้งนั่งติดกับเขา ไม่ค่อยพูดจา เอาแต่ฟังเงียบๆ จะจิบเหล้าตามบ้างนิดหน่อยก็ตอนที่ชนแก้วเท่านั้น เมื่อเทียบกับหูจิ้งที่พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดแล้ว ช่างเป็นภาพบรรยากาศที่มาจากคนละมิติเสียจริง อยู่ๆ ก็มีคนมากินฟรีเพิ่มตั้งสองคน แต่เธอก็ไม่ได้แสดงความรู้สึกเสียดายเงินในกระเป๋าหรือความไม่พอใจใดๆ ออกมาเลย
“คุณกับหลิวเย่รู้จักกันได้ยังไงเหรอ” ฉู่ชิงถาม
เธอตอบว่า “มีอยู่วิชาชื่นชมงานศิลปะครั้งหนึ่ง เขานั่งข้างๆ ฉันน่ะ...”
หลิวเย่หูไว ได้ยินเข้าก็รีบพูดขึ้นทันที “แลกเปลี่ยนความรู้กันปกติ! แลกเปลี่ยนความรู้กันปกตินะ!”
หูจิ้งพูดพลางหัวเราะ “อย่าไปเชื่อเขานะ ผู้หญิงสวยๆ ทั้งโรงเรียนเขาแลกเปลี่ยนความรู้กันปกติมาหมดแล้ว”
“เอ้อ! พูดถูก!” ตั่งฮ่าวพูดแทรก “ก็แค่ไม่ได้แลกเปลี่ยนความรู้กับผู้หญิงห้องเราเท่านั้นแหละ”
หูจิ้งพูดอย่างโมโห “เหล่าตั่ง นายอยากโดนตบใช่ไหม หาเรื่องหลอกด่าว่าฉันไม่สวยล่ะสิ!”
ตั่งฮ่าวรีบพูด “เรื่องนี้เธอต้องไปถามหมอนั่นสิ! ปกติมันแลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนนักเรียนจางบ่อยสุด แต่แลกเปลี่ยนความรู้กับเธอน้อยสุดไม่ใช่หรือไง”
“ไม่ใช่ๆ!” หลิวเย่รีบแก้ตัวเป็นพัลวัน “เพื่อนนักเรียนจางกินน้อยต่างหากล่ะ เลยแบ่งส่วนที่เหลือมาให้ฉันกินได้บ้าง...”
จะว่าไปการที่คนกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกัน ถ้าไม่สนิทกันหมด ก็ต้องไม่สนิทกันเลยสักคน สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือมีทั้งคนที่สนิทและไม่สนิทรวมอยู่ด้วยกัน เพราะมันมักจะเกิดเหตุการณ์ที่คนสนิทไม่กี่คนจับกลุ่มคุยเรื่องส่วนตัวกันเอง ปล่อยให้คนที่เหลือต้องนั่งเหม่ออย่างอึดอัด
ฉู่ชิงเห็นว่าตอนนี้จางจิ้งเริ่มมีอาการเหม่อลอยแล้ว เลยถามขึ้นอีกว่า “ระดับอนุปริญญาของคุณเรียนกี่ปีนะ”
“สองปีค่ะ ปีหน้าก็จะเรียนจบแล้ว”
“เรียนจบแล้วจะเป็นผู้กำกับงั้นเหรอ”
เธอยิ้มๆ แล้วพูดว่า “ผู้กำกับไม่ได้เป็นกันง่ายๆ หรอกนะ...” เธอชะงักไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็รินเหล้าใส่แก้ว แล้วพูดด้วยความเขินอายเล็กน้อย “ฉันยังไม่ได้ดื่มคารวะคุณเลย ขอบคุณนะคะพี่ฉู่”
ฉู่ชิงสะดุ้งเยือก สองปีที่ผ่านมานี้ เขาได้ยินสรรพนามเรียกขานแปลกๆ มามากกว่าสามสิบปีในชาติที่แล้วรวมกันเสียอีก ทั้งคุณชายฉู่ คุณฉู่ เสี่ยวชิงจื่อ เสี่ยวฉู่จื่อ... ฟังไปฟังมา ก็มีแต่คำว่าชิงจื่อนี่แหละที่เข้าท่าที่สุด
“เรียกชิงจื่อก็พอแล้ว” เขายกแก้วขึ้นมาชนกับเธอ
เธอลังเลเล็กน้อยแล้วพูด “ขอบคุณค่ะพี่ชิงจื่อ”
“...”
เขาซดเหล้าหมดแก้ว แล้วพูดต่อจากหัวข้อเมื่อกี้ “ผมกลับรู้สึกว่าคุณน่าจะแสดงละครได้ดีนะ ลองพัฒนาไปทางสายนี้ดูสิ”
“แต่ฉันไม่เคยเรียนมาเลยนะคะ”
“คุณไม่ได้อ่านหนังสือมาแล้วหรือไง”
จางจิ้งรู้สึกทั้งอายทั้งโมโห คนๆ นี้ชอบเอาเรื่องหนังสือเล่มนั้นมาล้อเล่นอยู่เรื่อย เธอเม้มริมฝีปากแล้วพูด “ครั้งก่อนที่คุณบอกฉันว่า ยิ้มแบบนั้นไม่ได้ ฉันกลับไปคิดอยู่สองวันก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่เลยค่ะ”
“เอ่อ ผมก็อธิบายไม่ค่อยถูกเหมือนกัน” ฉู่ชิงพูดอย่างกระอักกระอ่วน เขาไม่สามารถอธิบายทฤษฎีพวกนี้ออกมาได้จริงๆ
เมื่อเห็นดวงตาของหญิงสาวที่เบิกกว้างราวกับจะฟ้องว่า 'คุณโกหก' เขาก็จำต้องพูดต่อ “เรื่องนี้ก็มีคนบอกผมมาอีกทีนั่นแหละ อาจารย์หลี่หมิงฉี่น่ะ รู้จักไหม” เมื่อเห็นเธอส่ายหน้าเล็กน้อยก็พูดต่อว่า “ก็คนที่รับบท ท่านยายหรง ไง”
เขาถลึงตา แล้วเอามือบีบแก้มตัวเองจนหน้าย่นเป็นชั้น
“พรืด!”
จางจิ้งเอามือปิดปากหัวเราะคิกคัก พลางรีบพยักหน้าแล้วพูด “คนนี้รู้จักค่ะ รู้จัก”
“อาจารย์เขาบอกว่า การเป็นนักแสดงน่ะ...”
“โย่ว! กำลังสอนหนังสือกันอยู่เหรอเนี่ย!” หลิวเย่ยื่นหน้าเข้ามาด้วยท่าทางกวนโอ๊ย แล้วโอบไหล่เขาไว้ พลางพูดกลั้วหัวเราะว่า “พี่ชายคนนี้เป็นยอดฝีมือเลยนะ เชื่อฟังเขาไว้ รับรองไม่มีพลาด”
ฉู่ชิงกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มก็ถูกขัดจังหวะ เขาเลยกระทุ้งศอกใส่หน้าอกหมอนั่นไปทีนึง มันก็ร้อง “โอ๊ยๆ” แล้วเริ่มเสแสร้งแกล้งเจ็บอยู่ตรงนั้น
ตั่งฮ่าวก็หัวเราะแล้วพูด “คำพูดนี้ไม่ผิดเลยนะ! ก็หนังของคุณเรื่องนั้นน่ะ ทางผู้บริหารโรงเรียนเราอนุญาตแล้ว พรุ่งนี้ก็จะได้ฉายแล้ว แม่เจ้าโว้ย! เมื่อก่อนตอนดูหนัง คนในจอน่ะไม่ตายก็ใกล้ตายทั้งนั้น นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ได้เห็นตัวเป็นๆ มานั่งอยู่ข้างๆ”
ฉู่ชิงยังตั้งตัวไม่ติด เลยถามว่า “หนังเรื่องอะไร”
ตั่งฮ่าวก็ชะงักไปครู่หนึ่ง “ก็ เสี่ยวอู่ ไงล่ะ!”
ฉู่ชิงจิบเหล้าเงียบๆ รู้สึกแปลกประหลาดในใจ สำหรับเขาแล้ว ภาพยนตร์เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ผ่านไปเนิ่นนานเหลือเกิน พอตอนนี้มีคนพูดถึงขึ้นมา ก็เกิดความรู้สึกหวนรำลึกที่ค่อนข้างจะเสแสร้งปะทุขึ้นมาในใจอย่างบอกไม่ถูก
เขาอดถามไม่ได้ “ฉายที่ไหนเหรอ”
“แน่นอนว่าต้องเป็นโรงละครเล็กสิ ถึงตอนนั้นพวกเราไปเป็นหน้าม้าให้แน่นอน” ตั่งฮ่าวหัวเราะร่วน “ว่าไง นายจะไปดูด้วยไหม”
ฉู่ชิงกลอกตาแล้วพูดว่า “ผมไม่ได้หน้าหนาขนาดนั้นหรอก”
…………
ผู้สร้างของภาพยนตร์เรื่อง "ปีศาจมาแล้ว" มีหลายฝ่ายด้วยกัน ทั้งบริษัทภาพยนตร์ร่วมทุนจีน (CFCC) ซึ่งเป็นรากฐานในด้านการบริหารจัดการ และหัวอี้อิ่งซื่อ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนรายใหญ่ อีกทั้งยังมีพี่น้องตระกูลหวังที่อยู่ในช่วงเพิ่งตั้งไข่ ซึ่งถือเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยวงนอก ปีนี้พวกเขาได้เกาะขาทองคำสองข้างโดยตรง คนหนึ่งคือเจียงเหวิน อีกคนหนึ่งคืออาจารย์เฝิง เพียงแต่ข้างหนึ่งเป็นขาปลอมที่ทุกคนต่างยกย่อง แต่กลับพิการเสียอย่างนั้น ส่วนอีกข้างหนึ่งค่อยๆ เติบโตขึ้นมาเป็นขาของจริง ถึงจะถูกคนรังเกียจ แต่ก็แข็งแกร่งจนพึ่งพาได้
จริงๆ แล้ว ฐานะของจางหัวคือผู้บริหารระดับสูงของบริษัทภาพยนตร์ร่วมทุนจีน อำนาจหน้าที่ของบริษัทนี้ พูดง่ายๆ ก็คือ ภาพยนตร์ร่วมทุนระหว่างจีนกับต่างประเทศทั้งหมดล้วนอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทนี้
ถ้าพูดให้ง่ายกว่านี้อีก ก็ใช้คำสองคำอธิบายได้เลยว่า โคตรเจ๋ง!
ฐานะนี้ บวกกับความเป็นหนังของเจียงเหวิน ช่างไร้ที่ติราวกับสวรรค์สรรค์สร้าง มีทั้งความเป็นทางการ มีทั้งความเป็นศิลปะ ช่างถูกจริตพวกเป่ยอิ่งและสถาบันการแสดงกลางเสียจริงๆ จนทำให้จางหัวสามารถเดินเข้าออกโรงเรียนทั้งสองแห่งนี้ได้อย่างสะดวกโยธิน แถมยังมีอาจารย์คอยเดินเป็นเพื่อนเพื่อดูแลอย่างเป็นพิเศษอีกต่างหาก
“ฟู่!”
จางหัวพ่นลมหายใจออกมา ฤดูกาลนี้ สถาบันการแสดงกลางดูเงียบเหงาเสียยิ่งกว่าเป่ยอิ่งเสียอีก เขาล้วงบุหรี่ออกมาเพิ่งจะคาบไว้ที่ปาก ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าสถานที่ไม่เหมาะสม จึงเก็บกลับเข้าไปในกระเป๋าเสื้อตามเดิม
แน่นอนว่าการที่เขาวิ่งแจ้นมาที่โรงเรียน ไม่ได้อยากจะมาหานักเรียน แต่เพื่อใช้ประโยชน์จากเครือข่ายนักแสดงอันกว้างขวางของทั้งสองสถาบันนี้ นักแสดงที่ทั้งถูกและดี โปรดิวเซอร์คนไหนก็อยากได้ทั้งนั้น โผล่มาสักคนก็แย่งกันเหมือนหมาบ้าแล้ว สวรรค์ไม่ได้ตาบอด ถึงได้ขี้ทิ้งไว้ให้เขาเหยียบเข้าพอดิบพอดี
จางหัวมีเวลาจำกัด เลยเลือกได้แค่เส้นทางที่สะดวกที่สุดเท่านั้น
อายุยี่สิบเจ็ดถึงยี่สิบแปดปี หรือไม่ก็สามสิบเอ็ดสามสิบสองปีก็พอถูไถไปได้ ฝีมือใช้ได้ ราคาไม่แพง หน้าตาดูซื่อๆ บ้านๆ กลุ่มคนพวกนี้มีอยู่เฉพาะในหมู่นักแสดงตัวเล็กๆ ที่เรียนจบจากสองโรงเรียนนี้ไปหลายปีแต่ยังไม่ดังเท่านั้น มีเยอะซะจนสามารถบุกยึดฮอลลีวูดได้เลยทีเดียว
ไม่พูดถึงเรื่องที่ว่าจะเป็นเพชรในตมหรือไม่ แต่อย่างน้อยคุณภาพก็ต้องอยู่ในระดับที่ผ่านเกณฑ์ มีพื้นฐานจากการเรียนสายตรงและมีประสบการณ์มาบ้าง ส่วนเรื่องที่ว่าจะดังหรือไม่ดังนั้น เอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับความสามารถส่วนตัวสักเท่าไหร่นักหรอก
คนพวกนี้ คนอื่นอาจจะไม่คุ้น แต่พวกอาจารย์น่ะคุ้นเคยแน่นอน เพราะส่วนใหญ่ก็ยังติดต่อกันอยู่ และรู้ความเคลื่อนไหวในปัจจุบันของพวกเขาเป็นอย่างดี ไม่ต้องไปเปิดหาประวัติด้วยซ้ำ เมื่อวานตอนที่เขาไปเป่ยอิ่ง มีอาจารย์คนหนึ่งพ่นชื่อแนะนำออกมารวดเดียวสิบกว่าคนราวกับปืนกล ซึ่งทุกคนล้วนตรงตามเงื่อนไขเป๊ะ
ตอนนั้นจางหัวมองอาจารย์คนนี้แล้วก็รู้สึกพูดไม่ออกสุดๆ นักเรียนที่คุณสอนมายังไม่เห็นมีใครดังสักคน แล้วจะมาทำท่าทางภาคภูมิใจอวดอ้างสรรพคุณอะไรกันนักกันหนาเนี่ย?
คนน่ะมีไม่น้อย น่าเสียดายที่ใช้ไม่ได้เลยสักคน ตัวพวกเขาเหล่านั้นมักจะมีความดัดจริตเสแสร้งแฝงอยู่ ไม่ว่าจะตกต่ำไปถึงจุดไหน ก็ยังคงต้องรักษาหน้าตาของตัวเองเอาไว้ พอได้ยินว่าเป็นบทตัวประกอบเล็กๆ พอได้ยินว่าเป็นหนังญี่ปุ่น พอได้ยินว่าได้เงินไม่เยอะ ก็วางสายใส่ดังปังเลยทันที
“ฟู่!”
จางหัวพ่นลมหายใจออกมาอีกครั้ง รู้สึกเหมือนตัวเองโดนตบหน้าฉาดใหญ่จนบวมเป่งไปหมดแล้ว
เมื่อวานทั้งวันเสียเปล่าไปเลย ไม่คิดเลยว่าวันนี้มาสถาบันการแสดงกลาง จะยิ่งแย่กว่าเดิมอีก เขาซุกตัวอยู่ในห้องเรียน ค้นหาประวัติอยู่ครึ่งค่อนวัน แถมยังต้องมานั่งฟังพวกอาจารย์พล่ามไร้สาระอยู่ครึ่งค่อนวันเหมือนกัน ยังไม่เจอคนที่พอดูได้เลยสักคน
เมื่อถึงตอนเที่ยง เขาก็ปฏิเสธคำชวนที่ให้ไปกินข้าวที่โรงอาหาร แล้วตัดสินใจออกมาเดินเล่นแก้เซ็งแทน
“เอ๊ะ วันนี้มีการแสดงด้วยเหรอ”
เดินไปเดินมาจนถึงโรงละครเล็กตรงประตูหลังโดยไม่รู้ตัว จางหัวมองดูนักเรียนที่เดินจับกลุ่มกันเข้าไปข้างในทีละสองสามคน จึงเอ่ยถามอาจารย์ที่มาเดินเป็นเพื่อน
“ทางนี้ๆ ถ้าไม่รีบมาที่นั่งจะหมดเอานะ”
ภายในโรงละครเล็ก ตั่งฮ่าวเหลือบไปเห็นผู้หญิงห้องเดียวกันหลายคนเข้าพอดี เลยร้องเรียกเบาๆ
“โทษยัยนี่เลย กินก็เยอะแถมยังกินช้าอีกต่างหาก”
ฉินไห่ลู่ดึงเจิงหลีให้นั่งลง แล้วดันหูจิ้งไปไว้ด้านข้าง
หูจิ้งทำหน้าไม่เข้าใจอย่างแรง แล้วพูดว่า “ก็เธอพูดเองไม่ใช่เหรอว่ากินไม่ไหว ฉันถึงได้ช่วยเธอกินไงเล่า!”
ตั่งฮ่าวหัวเราะฮ่าๆ พลางพูด “สารภาพมาเถอะน่า เธอมันคือเทพเจ้าแห่งการกินประจำห้องเรานั่นแหละ ไม่มีใครกล้าแย่งหรอก”
“นาย...” หูจิ้งถลึงตา เพิ่งจะเตรียมอาละวาด
“ชู่วๆ! หนังเริ่มฉายแล้ว!” หลิวเย่ยกนิ้วชี้ขึ้นมาแตะที่ปาก
โรงละครเล็กไม่ใหญ่นัก ที่นั่งแถวหนึ่งมีไม่ถึงสิบที่ พวกเขากลุ่มหนึ่งนั่งอยู่แถวรองสุดท้าย ซึ่งก็นั่งเต็มแถวพอดิบพอดี ตอนนี้เป็นช่วงบ่าย หลังจากกินข้าวเสร็จ นักเรียนที่ไม่มีเรียนส่วนใหญ่ก็จะแห่กันเข้ามาดู
ไฟในโรงดับลง หน้าจอสว่างขึ้น นี่คงเป็นครั้งแรกที่ เสี่ยวอู่ ได้ฉายให้ผู้ชมในประเทศดู
แค่ฉากแรกเปิดตัวขึ้นมา ก็มีเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจเบาๆ จากนักเรียนหลายคนดังแว่วมาให้ได้ยิน
ภาพยนตร์ที่พวกเขาดูกัน ล้วนเป็นเรื่อง "ฤดูใบไม้ผลิในเมืองเล็ก" ของเฟ่ยมู่ "สุดลมหายใจ" ของกอดาร์ "สตรอว์เบอร์รีป่า" ของเบิร์กแมน... แม้ว่าจะไม่เคยผ่านการแสดงในผลงานที่จริงจังเรื่องไหนมาเลย แต่รสนิยมและวิสัยทัศน์ในการรับชมของพวกเขานั้น เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มผู้ชมที่เข้าถึงยากและเย่อหยิ่งที่สุดกลุ่มหนึ่งเลยทีเดียว
เหล่านักเรียนต่างคุ้นชินกับการค้นหาความนัยอันลึกซึ้งจากภาพยนตร์ การชื่นชมเทคนิคการถ่ายทำและตรรกะของบทภาพยนตร์ที่โคตรจะเจ๋งเป้ง และการหลงใหลไปกับการแสดงอันยิ่งใหญ่ของเหล่านักแสดงผู้ยิ่งใหญ่
แม้แต่ในยุคผู้กำกับรุ่นที่ห้า ความกดดันและความคับแคบที่บิดเบี้ยวเหล่านั้น ก็ยังสามารถทำให้พวกเขาสลัดน้ำหมึกเขียนบทวิจารณ์ภาพยนตร์ที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่เชื่อออกมาได้
ทว่าในตอนนี้ เอาล่ะ พวกเขายอมรับเลยว่า ไม่เคยเห็นภาพยนตร์เรื่องไหนที่หยาบกระด้างถึงเพียงนี้มาก่อน หยาบกระด้างในระดับที่นำเสนอความสมจริงในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนต่อหน้าต่อตาพวกเขา
ความดิบเถื่อนเช่นนี้ ทำให้นักเรียนที่กำลังเพลิดเพลินกับการจินตนาการถึงโลกทั้งใบในหอคอยงาช้าง รู้สึกเบื่อหน่ายและหงุดหงิดเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสำเนียงเฟินหยางที่ใช้พูดคุยกันตลอดทั้งเรื่องนั้น มันช่างเป็นอะไรที่เหลือทนจริงๆ
สิบนาทีผ่านไป ก็มีคนแอบลุกออกไปเงียบๆ หลังจากนั้นอีกพักหนึ่ง ก็เริ่มพากันจับกลุ่มลุกออกไปอย่างเปิดเผย
“จิ๊ๆ!”
ตั่งฮ่าวเดาะลิ้น แล้วพูดเสียงเบา “ไม่เห็นจะน่าสนใจตรงไหนเลย”
หลิวเย่พยักหน้าเห็นด้วย “ฟังก็ฟังไม่รู้เรื่อง”
“ฉันก็นึกว่าจะสนุกขนาดไหน ที่ไหนได้ จบกัน ภาพลักษณ์ของเขาในใจฉันพังทลายลงมาดังโครมเลย” หูจิ้งพูด
“โห! ในใจเธอยังมีที่ว่างให้ใส่คนเข้าไปได้อีกเหรอ” ฉินไห่ลู่พูด
“ฉันก็แค่กินซาลาเปาของเธอไปลูกเดียวเองป่ะ ถึงกับต้องทำขนาดนี้เลยเหรอ” หูจิ้งพูดอย่างโมโห
ทั้งสองคนเริ่มหยอกล้อตีกันไปมา โดยที่ไม่มีใครสนใจจะมองไปที่หน้าจอเลย จางจิ้งที่นั่งอยู่ริมสุดคอยดูอย่างตั้งใจมาตลอด ถึงแม้สิ่งที่เธอเข้าใจจะมีน้อยที่สุด แต่เธอก็พูดขึ้นว่า “ฉันว่าเขาแสดงได้ดีมากเลยนะ”
“คนที่ชื่อหูเหมยเหมยแสดงดีกว่าอีกนะ อืม ก็ไม่เชิงหรอก...” เจิงหลีที่นั่งติดกับเธอก็เอ่ยปากพูดขึ้นมาอย่างหาได้ยาก เธอคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “ช่วงแรกเขาแสดงสู้หูเหมยเหมยไม่ได้ แต่พอกลางเรื่องไปแล้วก็เก่งขึ้นนะ”
“พวกคุณรู้จักนักแสดงชายคนนี้ด้วยเหรอ”
ทั้งสองคนกำลังกระซิบกระซาบกันอยู่ ไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่ามีศีรษะของใครคนหนึ่งชะโงกมาจากด้านหลัง ทำเอาสองสาวตกใจจนสะดุ้งโหยง







