73. บทที่ 73 กระแสคลื่นม่านหมอก
ทว่า... บนโลกนี้จะมีเทพเจ้าเช่นนั้นดำรงอยู่ได้อย่างไร?
ความคิดนี้ในตัวมันเองก็มีความขัดแย้งอยู่แล้ว
เพราะไม่เคยมีเทพเจ้ามาก่อนแล้วค่อยมีผู้ติดตาม เทพเจ้าทั้งมวลล้วนถือกำเนิดขึ้นจากคำวิงวอนนับหมื่นนับพัน เมื่อความเชื่อมั่นของผู้สวดภาวนาบรรลุถึงระดับหนึ่ง สิ่งที่พวกเขาภาวนาถึงจึงจะกลายเป็นรูปธรรม นี่คือสัจธรรมที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาแต่โบราณกาล
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ต้องมีคนธรรมดานับหมื่นนับพันที่ยอมเสียสละตนเองเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ถึงจะมีโอกาสปรากฏเทพเจ้าผู้นำพาความศรัทธาเช่นนี้ขึ้นมาได้
ทว่าคนที่มีจิตใจสูงส่งปานนี้ แค่มีสักคนก็ถือว่าหาได้ยากยิ่งแล้ว นับประสาอะไรกับหลักหมื่นหลักพัน?
หากมีคนกลุ่มนี้อยู่จริง โลกก็คงไม่กลายเป็นสภาพเช่นนี้ในปัจจุบัน
เหลยซือเค่อหลับตาลง ปล่อยให้จิตวิญญาณเชื่อมโยงเข้ากับไอหมอกรอบข้าง อาศัยม่านหมอกแผ่ขยายขอบเขตการรับรู้ของตนเอง
เขา "มองเห็น" รถสี่ล้อหน้าตาประหลาดคันนั้นกำลังแล่นห่างออกไปเรื่อยๆ แม้จะไม่มีโคมวิญญาณคอยนำทาง แต่ทิศทางของมันก็มุ่งตรงไปยังชายหาดทิศตะวันตก ราวกับไม่เกรงกลัวม่านหมอกเลยแม้แต่น้อย เขา "มองเห็น" กองกำลังของบริษัทเหมืองแร่ฟ้าสูงได้ปะทะกับผู้ช่วยเหลือทั้งสามคนแล้ว อาวุธปืนของฝ่ายหลังยังคงเฉียบขาด ยิงโต้จนศัตรูล้มลุกคลุกคลาน เขา "มองเห็น" ทาสแรงงานส่วนหนึ่งทนไม่ไหว เริ่มคลำทางเดินฝ่าความมืดมุ่งหน้าไปทางป้อมรุ่งโรจน์ แม้ว่าทิศทางของบางคนจะถูกกำหนดไว้แล้วว่าพวกเขาไม่มีวันเดินออกจากเขตม่านหมอกได้ตลอดกาล
เขายัง "มองเห็น" คนอีกกลุ่มเล็กๆ ปรากฏตัวขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งก็คือเขตชานเมืองอันรกร้างที่อยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปอีก พวกเขาจับกลุ่มกันสองสามคนมุ่งหน้าเข้าใกล้จุดที่รถไฟคว่ำ เคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วมาก เห็นได้ชัดว่ามีความเข้าใจสภาพภูมิประเทศของเขตม่านหมอกอย่างละเอียดลออ
แต่ทว่าเบื้องหลังของคนเหล่านั้น รถไฟบรรทุกหนักขบวนหนึ่งก็แล่นออกจากเหมืองแร่ มุ่งหน้าไปยังจุดเกิดเหตุด้วยความเร็วประดุจสายฟ้าแลบ ทั้งที่ช่วงเวลานี้เห็นได้ชัดว่าไม่เหมาะที่จะใช้ขนส่งแร่
นอกเหนือจากนี้ยังมีเรื่องบางอย่างที่เขามองไม่เห็นแต่สามารถจินตนาการได้ อย่างเช่นกองกำลังพิทักษ์เมืองที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นกลางดึกเพราะรายงาน อย่างเช่นบริษัทอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัทเหมืองแร่ฟ้าสูง ก็ย่อมต้องลงมือเคลื่อนไหวอย่างแน่นอน
ชั่วขณะหนึ่ง พื้นที่ที่เดิมทีแทบไร้ร่องรอยผู้คนแห่งนี้กลับกลายเป็นศูนย์กลางของป้อมรุ่งโรจน์ ขุมกำลังต่างๆ ล้วนตื่นตกใจกับปฏิบัติการปล้นรถไฟที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ต่างพากันกระโจนเข้าสู่วังวน
แต่นี่ไม่ใช่ข่าวดีสำหรับฝ่ายที่อ่อนแอกว่าเลย
ไม่ว่าจะอยากหนีกลับไปที่ป้อมรุ่งโรจน์ หรือจะไปหาหนทางรอดอื่น สิ่งที่ต้องเผชิญหน้าก็คือศัตรูที่มีจำนวนมากกว่าและมีพลังแข็งแกร่งกว่า หากไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยพวกเขาละก็ คาดว่าสุดท้ายคนที่ทำได้ตามเป้าหมายคงมีไม่ถึงครึ่งด้วยซ้ำ...
เหลยซือเค่อคิดถึงตรงนี้ ก็ปลดเขาสัตว์ที่เหน็บอยู่ข้างเอวลงมา
เดิมทีการกระทำนี้ไม่ได้อยู่ในแผนการของเขา
แต่หลังจากได้เห็น "โจรปล้น" ไม่กี่คนนี้ ความคิดในใจของเขากลับเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมาสายหนึ่ง
บางทีโลกใบนี้อาจจะยังไม่ถึงขั้นหมดทางเยียวยาเสียทีเดียว
"วู้ วู้ " เหลยซือเค่อเป่าแตรเขาสัตว์ที่มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยินเสียงนี้
...
หง่าง ! หง่าง ! หง่าง !
เสียงระฆังที่หนักแน่นและดังกังวานต่อเนื่องทำลายความเงียบสงัดยามดึกของป้อมรุ่งโรจน์ สำหรับผู้อยู่อาศัยที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ยินเสียงระฆังแบบนี้ หลังจากถูกปลุกให้ตื่นขึ้นก็มีเพียงความหงุดหงิดและโมโห ท้ายที่สุดนี่ก็เป็นการรบกวนเวลานอนของพวกเขา
แต่สำหรับผู้พักอาศัยเก่าแก่ที่อยู่ที่นี่มานานหลายสิบปี ความหวาดกลัวคือความรู้สึกเพียงอย่างเดียวของพวกเขา
ซานไต้ลาก็ยืนอึ้งอยู่กับที่
เมื่อสิบนาทีก่อนหน้านี้ เธอเพิ่งได้รับรายงานจากลูกน้องว่าเกิดเหตุรถไฟตกรางบริเวณทิศตะวันออกของโรงหลอม บริษัทเหมืองแร่ฟ้าสูงได้ส่งคนไปยังเขตม่านหมอกเพื่อทำการช่วยเหลือแล้ว ด้วยยึดหลักที่ว่าการช่วยเหลือก็เป็นหนึ่งในหน้าที่ของกองกำลังพิทักษ์เมือง ซานไต้ลาจึงตั้งใจจะส่งหน่วยลาดตระเวนกลางคืนไปดูสถานการณ์สักหน่อย นึกไม่ถึงว่าเพิ่งจะเรียกคนมารวมตัวกันเสร็จ ตัวเมืองก็ลั่นระฆังเตือนภัยเสียแล้ว
ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์เมือง แม้เธอจะได้ยินเสียงระฆังเป็นครั้งแรก แต่ก็รู้ซึ้งถึงความหมายของเสียงระฆังเป็นอย่างดี และเพราะเหตุนี้ เธอจึงค่อนข้างสงสัยหูของตัวเอง
การตีระฆัง หมายความว่าอาณาเขตของม่านหมอกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน!
"ใต้เท้า แย่แล้วครับ!" จู่ๆ ทหารนายหนึ่งก็วิ่งหน้าตั้งหอบหายใจแฮ่กๆ มาหาเธอ แล้วพูดอย่างตะกุกตะกัก "ม่าน... ม่าน... ม่านหมอก..."
ซานไต้ลาก้าวไปข้างหน้าสองก้าว จับตัวเขาเอาไว้แน่น "สูดหายใจลึกๆ แล้วค่อยๆ พูด!"
"ครับ... ฟู่..." อีกฝ่ายสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดอย่างตื่นตระหนก "ใต้เท้า ม่านหมอกกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ป้อมรุ่งโรจน์แล้วครับ!"
หัวใจของเธอพลันร่วงหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม
สาเหตุการเคลื่อนที่ของม่านหมอกยังคงเป็นปริศนามาโดยตลอด แต่มันก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นจริงๆ ราวกับว่าสายลมที่สงบนิ่งก็สามารถพัดพายุคลื่นยักษ์ให้ม้วนตัวขึ้นมาได้เช่นกัน นักวิจัยได้แบ่งการเคลื่อนที่ของม่านหมอกที่เคยสังเกตพบในอดีตออกเป็นสองประเภท ประเภทหนึ่งคล้ายกับกระแสน้ำขึ้นน้ำลงของมหาสมุทร เพียงแต่การขึ้นลงนั้นไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว ส่วนอีกประเภทหนึ่งคือจะขยายตัวออกไปเรื่อยๆ จนกว่าจะกลืนกินพื้นที่นั้นไปอย่างสมบูรณ์
"ไปปลุกกองกำลังพิทักษ์เมืองทุกหน่วยให้ตื่นขึ้นมา ให้พวกเขาสแตนด์บายรอคำสั่งอยู่ในเมือง นายไปแจ้งท่าเรือ ให้เตรียมพร้อมสำหรับการอพยพครั้งใหญ่!" ซานไต้ลารวดรัดออกคำสั่งหลายอย่างในลมหายใจเดียว จากนั้นก็หันไปมองอู่ตี๋ผู้เป็นรองผู้บัญชาการของเธอ "นายตามฉันไปที่หอสังเกตการณ์ทางทิศตะวันตก! ได้ยินไหม?"
เห็นได้ชัดว่าอู่ตี๋ก็ลนลานทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน ผ่านไปครู่หนึ่งถึงเพิ่งรับคำ "ครับ ผมจะไปเตรียมม้าเดี๋ยวนี้!"
กว่าที่ทั้งสองคนจะควบม้าตะบึงมาจนถึงใต้หอสังเกตการณ์ บนท้องถนนก็ปรากฏฝูงชนจำนวนมหาศาลแล้ว นั่นล้วนเป็นผู้อยู่อาศัยที่หนีตายจากชานเมืองกลับเข้ามาลี้ภัยในตัวเมือง
เมื่อขึ้นไปถึงยอดหอคอย ซานไต้ลาก็มองเห็นภาพที่ชวนให้รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เดิมทีในระยะนี้เธอไม่สามารถมองเห็นกำแพงหมอกได้ แต่ตอนนี้ เขตม่านหมอกกลับดูราวกับมาอยู่ตรงหน้า แม้จะเป็นตอนดึกสงัด แต่หมอกทึบเหล่านี้ก็ยังดูเตะตาเป็นพิเศษเพราะสะท้อนแสงจันทร์ พวกมันมีสีเทาอมขาวไปทั้งผืน สูงตระหง่านเสียดฟ้า ประหนึ่งหน้าผาลึกชันสุดหยั่งคาด แม้แต่เมืองใหญ่อย่างป้อมรุ่งโรจน์ เมื่ออยู่ต่อหน้ากำแพงหมอกก็ยังดูเล็กจ้อยและเปราะบางเหลือเกิน
ตอนนี้ กำแพงหมอกได้คืบคลานเข้ามาใกล้ทุ่งข้าวสาลีและฟาร์มปศุสัตว์นอกเมืองแล้ว
เงาร่างมากมายพากันวิ่งหนีสุดชีวิตท่ามกลางม่านราตรี ด้วยกลัวว่าตัวเองจะถูกม่านหมอกกลืนกินไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในกลุ่มคนเหล่านี้ย่อมมีทั้งชาวนา คนเลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงคนงานของโรงหลอมและโรงงานเครื่องจักร โชคดีที่ป้อมรุ่งโรจน์สร้างกำแพงเมืองไว้แค่ทางทิศใต้และทิศตะวันออกเท่านั้น อย่างน้อยคนเหล่านี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกขวางติดอยู่หน้าประตูเมืองจนขยับไปไหนไม่ได้
ทว่าเมื่อมีผู้โชคดีก็ย่อมต้องมีผู้โชคร้าย
สำหรับผู้คนที่อยู่ห่างไกลจากป้อมรุ่งโรจน์ออกไปอีก เกรงว่าในวินาทีที่ตื่นขึ้นมาก็คงจะพบด้วยความหวาดผวาว่าตัวเองตกอยู่ท่ามกลางม่านหมอกไปเสียแล้ว
"ตรวจสอบเสาหินหลันเย่าหรือยัง?" ซานไต้ลาตะโกนถามยามเฝ้าหอสังเกตการณ์เสียงดัง
ป้อมรุ่งโรจน์มีหอสังเกตการณ์ทั้งหมดสี่แห่ง บนยอดหอคอยแต่ละแห่งจะตั้งหินหลันเย่าขนาดยักษ์เอาไว้หนึ่งก้อน พวกมันถูกล้อมรอบด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก เมื่อมองจากภายนอกก็จะเห็นเป็นเพียงเสาหินขนาดใหญ่โตต้นหนึ่ง มีเพียงภายในหอสังเกตการณ์เท่านั้นที่จะมีบันไดทอดขึ้นไปสู่ยอดหอคอย หินหลันเย่าทั้งสี่ก้อนนี้ก็คือรากฐานที่ทำให้ป้อมรุ่งโรจน์สามารถหยัดยืนอยู่บนทวีปใหม่ได้
เนื่องจากหินหลันเย่ายิ่งมีขนาดใหญ่เท่าไหร่ ประสิทธิภาพในการขับไล่หมอกก็จะยิ่งดีขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการปกป้องมันไม่ให้ถูกใครทำลายก็เป็นหนึ่งในหน้าที่หลักของกองกำลังพิทักษ์เมืองเช่นกัน
"ตะ... ตรวจสอบแล้วครับ! หินหลันเย่าของหอคอยแห่งนี้ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากก่อนหน้านี้เลยครับ!" ยามเฝ้าหอคอยรีบตอบ กลับว่าผู้บัญชาการจะกล่าวโทษตัวเอง
โคมวิญญาณไม่ได้เสียหาย ซึ่งนี่ก็หมายความว่านอกจากการรอคอยแล้ว พวกเขาก็แทบจะไม่มีอะไรที่สามารถทำได้อีกเลย
ซานไต้ลาค่อยๆ เอนกายพิงกำแพง ภาพเหตุการณ์ตอนที่เมืองเว่ยเฉิงถูกกลืนกินผุดขึ้นมาในหัว
นั่นเป็นเมืองเล็กๆ ริมชายฝั่งของทวีปเก่า วันหนึ่งจู่ๆ ก็ถูกม่านหมอกที่ปะทุขึ้นมาปกคลุมไปทั่ว แม้ว่านายพลฟาเลส เบน จะส่งกองทหารชั้นยอดมาช่วยเหลือ แต่สิ่งที่ทุกคนทำได้ก็มีเพียงแค่ยืนมองมันเลือนหายไปในม่านหมอกอย่างสมบูรณ์เท่านั้น นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เมืองเว่ยเฉิงก็ราวกับหายสาบสูญไปจากโลกใบนี้
และเธอ ก็เป็นหนึ่งในพยานผู้เห็นเหตุการณ์นั้น
เมื่อเทียบกับเมืองเว่ยเฉิงแล้ว ป้อมรุ่งโรจน์มีขนาดใหญ่กว่า อีกทั้งยังมีเสาหินหลันเย่ายักษ์คอยทำหน้าที่เป็นเกราะกำบัง แต่หากว่าเขตม่านหมอกยังคงขยายตัวต่อไปเรื่อยๆ การที่มันจะหายสาบสูญไปอย่างสมบูรณ์ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น เพราะเมื่อใดที่แม้แต่น่านน้ำรอบนอกยังถูกม่านหมอกปกคลุม ป้อมรุ่งโรจน์ที่ถูกตัดเส้นทางคมนาคมก็ไม่มีทางพึ่งพาทรัพยากรของตัวเองเพื่อความอยู่รอดได้เลย ไม่ช้าก็เร็วมันจะต้องกลายเป็นเมืองร้างอย่างแน่นอน
"ใต้เท้า พวกเราควรทำยังไงดีครับ?" รองผู้บัญชาการอดไม่ได้ที่จะถามขึ้น
"มีแต่ต้องรอเท่านั้น" ซานไต้ลาตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ถ้าสิ่งที่เรารออยู่คือการเคลื่อนที่แบบกระแสน้ำ ป้อมรุ่งโรจน์ก็ย่อมยังคงอยู่ได้ แต่ถ้าไม่ใช่..." เธอหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง "เช่นนั้นพวกเราก็ทำได้เพียงจัดเตรียมการอพยพครั้งใหญ่ให้ประชาชนแล้ว"







