คนที่ขวางทางถอยของเจียงเซี่ยอยู่คือโลลิตุ้ยนุ้ยที่อยู่ในโรงหนังคนนั้น
เจียงเซี่ยสบถด่าในใจ 'เวรเอ๊ย ทำไมยัยโลลิตุ้ยนุ้ยคนนี้ถึงไปรวมหัวกับหวังเฟยเร็วนักล่ะ เขาเพิ่งจะแนะนำหวังเฟยให้เธอไปไม่ใช่หรือไง?'
เจียงเซี่ยมีความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี จึงแกล้งทำเป็นใจดีสู้เสือถามออกไปว่า "ไม่มั้ง พวกนายสองคนคบกันเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?"
หวังเฟยพูดเย้ยหยัน "ไม่ใช่ว่าพวกเราคบกันเร็วหรอก แต่ฉันกับเธอรู้จักกันมาตั้งนานแล้ว เมื่อหนึ่งเดือนก่อนเธอก็เป็นแฟนฉันแล้ว คิดไม่ถึงล่ะสิ?"
อะไรนะ?
สมองของเจียงเซี่ยอื้ออึงไปหมด!
คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่ายัยโลลิตุ้ยนุ้ยคนนี้จะรู้จักกับหวังเฟยมาก่อน
ถ้างั้นตอนที่เขาแนะนำหวังเฟยให้เธอ ถึงแม้จะช่วยหยางเจี๋ยเอาไว้ได้ แต่ก็เท่ากับเป็นการเปิดเผยตำแหน่งของตัวเองทางอ้อมงั้นสิ?
ไม่ถูก!
ไม่ถูกต้องอย่างแรง!
เจียงเซี่ยได้สติกลับมา นี่มันแผนล่อเสือออกจากถ้ำ!
หลี่ซือถงน่าจะถูกหลอกให้ไปที่อื่นแล้ว!
นี่คือการล่าที่พุ่งเป้ามาที่เขา!
อีกอย่าง รสนิยมของหวังเฟยกลายเป็นคนแปลกประหลาดไม่เหมือนใครแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
เจียงเซี่ยปรายตามองโลลิตุ้ยนุ้ยที่อยู่ด้านหลังแล้วถามขึ้น "นายไปรู้จักกับเธอได้ยังไง?"
เจียงเซี่ยตั้งใจจะถ่วงเวลาเพื่อหาทางหนีทีไล่
ความแข็งแกร่งของหวังเฟยและโลลิตุ้ยนุ้ยที่อยู่ด้านหลังล้วนไม่แน่ชัด
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะเก่งหรืออ่อนแอ สิ่งที่มั่นใจได้ก็คือการต่อสู้แบบหนึ่งต่อสองเขาไม่มีทางชนะอย่างแน่นอน
ตัวเขาเพิ่งจะเริ่มต้นบนเส้นทางแห่งความแข็งแกร่ง ส่วนหวังเฟยนั้นไม่รู้ว่ากลืนกินมนุษย์และพวกเดียวกันไปมากเท่าไหร่แล้ว
เจียงเซี่ยไม่คิดว่าการวิ่งหนีเข้าไปในป่าทั้งสองข้างทางจะเป็นทางเลือกที่ฉลาดนัก
หวังเฟยต้องมีประสบการณ์การล่าอย่างโชกโชนแน่ ถ้าเข้าไปในป่าที่กินพื้นที่หลายหมู่ทั้งสองข้างทาง ตัวเขาคงหนีออกมาไม่ได้ในเวลาอันสั้น และจุดจบก็ต้องเป็นความตายอย่างแน่นอน!
ทางที่ดีที่สุดคืออ้อมผ่านหวังเฟยไป แล้ววิ่งลงไปตามบันไดที่อยู่ด้านหลังของเขา
แต่นั่นก็ยากมาก จะต้องมีการปะทะกับหวังเฟยซึ่งๆ หน้าอย่างเลี่ยงไม่ได้
หวังเฟยยิ้มบางๆ พลางพูด "รู้จักกันได้ยังไงนายไม่ต้องยุ่งหรอก เจียงเซี่ย นายมันเจ้าเล่ห์จริงๆ นะ เพื่อช่วยหยางเจี๋ย ถึงกับกล้าขายฉันเลยเหรอ"
"มันเป็นวิธีที่ไม่มีทางเลือกไม่ใช่หรือไง ยังไงนายก็เป็นเผ่ามารอยู่แล้ว ถึงขายนายไปนายก็ไม่เป็นไรหรอก อีกอย่างนี่มันพิสูจน์ให้เห็นถึงอะไร? ก็พิสูจน์ว่านายกับแฟนนายมีวาสนาต่อกันจริงๆ ไง!" เจียงเซี่ยแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
"ความจริงถึงไม่มีเรื่องในคืนนี้ ฉันก็จะมาหานายอยู่ดี ฉันจะต้องกินนายให้ได้!"
หวังเฟยแลบลิ้นสีดำออกมาเลียริมฝีปาก สายตาที่มองเจียงเซี่ยเหมือนกำลังมองอาหารมื้อใหญ่ที่แสนโอชะ
ยกเว้นแต่จะหิวจนทนไม่ไหว ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่มีความอยากอาหารกับคนแปลกหน้าเลย กลับกัน หากเป็นคนที่เขารู้จักและคุ้นเคย ในใจของเขาจะพลุ่งพล่านไปด้วยความปรารถนาที่จะกินอย่างรุนแรง
การตายของน้องชายทำให้หวังเฟยปวดใจมาก แต่เขาควบคุมตัวเองไม่ได้จริงๆ
เจียงเซี่ยนิ่งเงียบไปไม่กี่วินาที "หวังเฟย เมืองซิงเหอมีเผ่ามารตั้งเยอะแยะ ทำไมนายต้องจ้องเล่นงานฉันไม่ปล่อยด้วย? พวกเราก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นกัน ไม่เห็นจำเป็นต้องมาเข่นฆ่ากันเองแบบนี้เลยไม่ใช่หรือไง?"
"เจียงเซี่ย หลี่ซือถงน่าจะบอกนายมาเยอะแล้วนะ นายควรจะตระหนักได้แล้วว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว โลกทุกวันนี้ไม่มีหรอกนะความสัมพันธ์ฉันเพื่อนร่วมชั้น มีแต่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ยิ่งไปกว่านั้น ความสัมพันธ์ของฉันกับนายก็ดูเหมือนจะไม่ได้ดีขนาดนั้นด้วยมั้ง?"
เมื่อเห็นว่าคืนนี้ตัวเองคงจะหนีไม่พ้นแน่แล้ว เจียงเซี่ยจึงตัดสินใจลองยกชื่อหลี่ซือถงขึ้นมาอ้างอีกครั้ง "กินฉันแล้ว นายไม่กลัวหลี่ซือถงเหรอ?"
"ยัยนั่นน่ะเหรอ?"
หวังเฟยยิ้มพลางส่ายหน้า ราวกับไม่ได้เห็นหลี่ซือถงอยู่ในสายตาอีกต่อไป
วินาทีต่อมา แววตาของเขาพลันเย็นเยียบ ร่างกายโน้มลงต่ำแล้วพุ่งเข้าหาเจียงเซี่ยทันที
สมองของเจียงเซี่ยแทบระเบิด!
——เดี๋ยวดิ! ลงมือกันดื้อๆ แบบนี้เลยเหรอ! คุยกันต่ออีกหน่อยไม่ได้หรือไง?
ตอนนี้เจียงเซี่ยตื่นตระหนกเข้ากระดูกดำ ถึงขั้นขาสั่นนิดๆ แต่ถึงจะหวาดกลัวแค่ไหนก็ต้องรับมือ
เขารีบดึงพลังในร่างกายออกมาเพื่อเริ่มการกลายร่างเป็นมาร แขนขาถูกปกคลุมด้วยเกล็ดสีเขียวในพริบตา และกรงเล็บทั้งสองข้างก็ตวัดออกไปในจังหวะที่หวังเฟยพุ่งเข้ามาถึงตัว
เสียงแหวกอากาศดังกึกก้องติดๆ กันหลายครั้ง ทันใดนั้นเจียงเซี่ยก็รู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอก ราวกับถูกรถบรรทุกคันใหญ่พุ่งชน ร่างทั้งร่างปลิวละลิ่วกระเด็นถอยหลังไป!
เจียงเซี่ยล้มลงกองกับพื้น หวังเฟยแสยะยิ้มชั่วร้ายอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร "ฉันชอบล่าพวกไก่อ่อนแบบนายที่สุด ยอมจำนนซะดีๆ เถอะ อย่าขัดขืนเลย บางทีฉันอาจจะกัดให้นายตายอย่างสงบก็ได้!"
เจียงเซี่ยกุมหน้าอก ใบหน้าแดงก่ำ ไม่ใช่ว่าเขาป้องกันมือทั้งสองข้างของหวังเฟยไม่ได้ แต่เขาป้องกันกรงเล็บสีดำสองข้างที่งอกออกมาจากเอวของหวังเฟยไม่ได้ต่างหาก!
ข่าวดี: โลลิตุ้ยนุ้ยที่อยู่ด้านหลังไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ ราวกับว่าเธอแค่ตั้งใจจะยืนดูการต่อสู้เท่านั้น
ข่าวร้าย: หวังเฟยแข็งแกร่งมาก ต่อให้สู้กันแบบตัวต่อตัว เขาก็แทบไม่มีโอกาสชนะเลย!
เจียงเซี่ยเพิ่งจะฝืนลุกขึ้นยืนได้อย่างยากลำบาก หวังเฟยก็พุ่งเข้ามาอีกครั้ง!
ในช่วงเวลาความเป็นความตาย หนวดเส้นหนึ่งก็พุ่งพรวดออกมาจากป่าด้านข้างราวกับแส้ที่ตวัดฟาด ขับไล่หวังเฟยที่กำลังเปิดฉากโจมตีให้ถอยร่นไป
เมื่อเห็นหนวดเส้นนั้น เจียงเซี่ยก็ดีใจขึ้นมาทันที!
หลี่ซือถงยังไม่ไปไหน!
ตอนแรกคิดว่าคนที่มาช่วยคือหลี่ซือถง แต่เมื่อเจ้าของหนวดเดินออกมาจากป่า กลับกลายเป็น... ผู้ชายงั้นเหรอ?
ผู้มาเยือนมีความสูงประมาณหนึ่งร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตรกว่าๆ ไว้ผมสั้น สวมเสื้อยืดสีดำ ด้านหลังมีผ้าคลุมไหล่สีแดง บนใบหน้าสวมหน้ากากหนังสีดำปิดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่งโดยเผยให้เห็นเพียงดวงตา
การแต่งตัวแบบนี้ มันพิลึกสุดๆ!
พิลึกเสียจนทำให้เจียงเซี่ย หวังเฟย และโลลิตุ้ยนุ้ยทั้งสามคนถึงกับชะงักไปพร้อมกัน พวกเขาขยี้ตาเพราะคิดว่าตัวเองตาฝาดไป
หนวดเส้นนั้นคือมือซ้ายของผู้มาเยือน มันดูราวกับแส้หนังสีดำ!
แต่ที่น่าแปลกก็คือ ถึงแม้คนคนนี้จะแสดงลักษณะของเผ่ามารออกมา แต่ทั้งสามคนกลับไม่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพวกเดียวกันจากตัวเขาเลยแม้แต่น้อย
หวังเฟยมีแววตาระแวดระวัง การที่เขาสัมผัสกลิ่นอายจากตัวคนคนนี้ไม่ได้ ทำให้เขารู้สึกกระวนกระวายใจและไม่กล้าผลีผลาม
ถ้าคนคนนี้เป็นเผ่ามาร การที่เขาสามารถเก็บซ่อนกลิ่นอายของเผ่ามารเอาไว้ได้อย่างแนบเนียนไร้ร่องรอยขนาดนี้ ความแข็งแกร่งของเขาจะต้องร้ายกาจมาก และเหนือกว่าเขาอย่างเทียบไม่ติดแน่!
"แกเป็นใคร?" หวังเฟยถามพลางก้าวถอยหลัง รู้สึกเพียงว่ากลิ่นอายบนตัวของคนคนนี้คุ้นเคยมาก
ผู้มาเยือนยิ้มเย็นชา เขาเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเจียงเซี่ยแล้วจ้องมองหวังเฟย "ฮีโร่ที่ทนเห็นความอยุติธรรมไม่ได้ และตั้งใจจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือยังไงล่ะ!"
น้ำเสียงคุ้นหู เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน?
ไม่ใช่แค่เจียงเซี่ยที่รู้สึกแบบนั้น หวังเฟยและโลลิตุ้ยนุ้ยก็สังเกตเห็นเช่นกัน
เจียงเซี่ยขมวดคิ้วแน่น เขาล้วงโทรศัพท์มือถือออกมาแล้วกดโทรออก
เมื่อเสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือดังขึ้นจากตัวของผู้มาเยือน เจียงเซี่ยก็แน่ใจในตัวตนของคนคนนั้นทันที!
หยางเจี๋ย!
นี่มันเรื่องอะไรกัน หยางเจี๋ยก็เป็นเผ่ามารด้วยเหรอ?
ผู้มาเยือนล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา มองดูชื่อสายเรียกเข้าที่บันทึกไว้ กดวางสายแล้วยกขึ้นแนบหู พลางพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า "ตอนนี้ฉันกำลังยุ่งอยู่ บอกไปตั้งกี่ครั้งแล้วว่าโปรเจกต์ที่มูลค่าต่ำกว่าพันล้านไม่ต้องมาคุยกับฉัน!"
หวังเฟยยืนอยู่ห่างออกไปไม่กี่เมตร เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นเคย แววตาของเขาก็วูบไหว เขากล่าวเสียงต่ำ "เสียงของแก ฉันเหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน พวกเรารู้จักกันใช่ไหม?"
ผู้มาเยือนยิ้มบางๆ พลางพูด "แกอาจจะเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของฉันมาบ้าง แต่ลูกกระจ๊อกอย่างแก ฉันไม่รู้จักหรอก!"
น้ำเสียงที่คุ้นเคยนี้ น้ำเสียงการพูดที่หยิ่งยโสนี้ ยิ่งหวังเฟยฟังก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย แต่กลับนึกไม่ออกว่าเป็นใคร
เขาไม่กล้าผลีผลาม การที่ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเผ่าพันธุ์เดียวกันจากคนคนนี้ได้ ทำให้เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายจะต้องแข็งแกร่งจนน่ากลัวแน่!
ถึงแม้ในใจจะไม่กลัว แต่หวังเฟยก็รู้สึกว่าควรจะระมัดระวังตัวไว้หน่อยจะดีกว่า หากความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายเหนือกว่าเขามากเกินไปจริงๆ ดีไม่ดีอาจถึงขั้นเอาชีวิตไปทิ้งได้