เหมือนกับว่าจัน โลเรนโซ แบร์นีนี กลับชาติมาเกิดอีกครั้งในรูปของประติมากรรมที่สมบูรณ์แบบ
ทั้งการแสดงกล้ามเนื้อ ผิวหนังและเนื้อผ้า รวมถึงเส้นผมที่ดูเหมือนจะพลิ้วไหวตามลมได้จริง ๆ
ทุกส่วนของร่างกายถูกสลักไว้อย่างประณีตในอุดมคติ
ราวกับถูกสายตาของเมดูซ่าจับให้กลายเป็นหิน ถ้าคำสาปถูกปลดก็เหมือนจะฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีกครั้งทันที
ขอยืนยันอย่างมั่นใจว่า ประติมากรรมนั้นคือหลักฐานว่าความสามารถของมนุษย์สามารถพัฒนาไปได้ไกลแค่ไหน
‘เหมือนทำจากหินอ่อนเลยแฮะ’
หินอ่อนสีทองอ่อน ๆ แวววาวเมื่อกระทบกับแสงไฟ ดูแล้วเหมือนไม่ใช่ของบนโลกใบนี้
‘อัญมณีแห่งตระกูลมาร์โซ’
ชื่อผลงานนั้นก็คงจะเป็นชื่อของผู้เป็นแบบในรูปปั้นหินอ่อนนั้น ซึ่งก็คือตัวอ็องรี มาร์โซเอง
เป็นงานที่สะท้อนความหลงตัวเองของเขาออกมาอย่างชัดเจน
แต่สิ่งที่ติดค้างในใจคือเขายังไม่จบงานชิ้นนี้
“ศิลปะแสดงสดเหรอ?”
คิมจีอูเอียงคอถามอย่างสงสัย
“ศิลปะแสดงสดคืออะไรเหรอ?”
“เป็นแขนงหนึ่งของอาวองการ์ดน่ะ ศิลปินเข้าร่วมในผลงานเองเพื่อหลุดพ้นจากความแข็งทื่อของศิลปะแบบเดิม ๆ”
อาวองการ์ด (Avant-Garde)
คำที่แต่เดิมใช้เรียกแนวหน้าของกองทัพ แต่ปัจจุบันมักใช้เรียกศิลปะที่แสวงหาความแปลกใหม่
ในตอนนั้น ชายชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งก็หัวเราะลั่นขึ้นมา
“สมกับเป็นอ็องรี มาร์โซจริง ๆ ทั้งที่สร้างผลงานที่สมบูรณ์แบบขนาดนี้ ก็ยังไม่ยอมรับตัวเองอีกใช่ไหมล่ะครับ?”
เขากวาดสายตามอง แล้วพูดกับคนรอบข้างว่า
“การกระทำของเขาตอนนี้ คือการใส่วิญญาณของศิลปินที่ไม่อาจพอใจในผลงานตัวเองลงไปนั่นแหละ ทั้งที่เขาสร้างรูปปั้นหินอ่อนที่สมบูรณ์แบบที่สุดขึ้นมาแล้ว แต่การที่เขานั่งอยู่ตรงหน้ารูปปั้นตนนั้น ก็ต้องตีความแบบนี้แหละ”
หลายคนที่ได้ยินก็พยักหน้าเห็นด้วย เพราะคิดว่าคำอธิบายนั้นดูมีเหตุผลดี
แต่ในตอนนั้นเอง อ็องรี มาร์โซก็พูดขึ้นเป็นครั้งแรก
“หุบปาก”
เขาดูไม่พอใจเอามาก ๆ
เหมือนกำลังมีเรื่องกับงานของตัวเอง
ชายที่พูดก่อนหน้ารู้สึกกระอักกระอ่วน จึงหันมองรอบ ๆ แล้วรีบเดินออกไป
เมื่อเดินลึกเข้าไปอีกหน่อยพร้อมกับคุณปู่ ก็พบกับงานจิตรกรรมของอ็องรี มาร์โซ
มีภาพเหมือนตนเองทั้งหมดเก้าชิ้นแขวนอยู่ในห้องจัดแสดงเดียวกัน
ภาพที่สะดุดตามากที่สุดคือภาพแนวนอนที่มีเพียงดวงตากับหว่างคิ้ว
ดวงตาสีเขียวมรกตใสนั้นสะท้อนใบหน้าของอ็องรี มาร์โซเอง
ภาพที่สะท้อนตัวเองขณะมองกระจกมีชื่อว่า “766”
“ตัวเลขนี่หมายถึงอะไรเหรอ?”
“หมายถึงว่าเป็นภาพเหมือนตนเองลำดับที่ 766 น่ะ”
คิมจีอูเป็นคนตอบ
“หา?”
เมื่อหันไปดูชื่อภาพข้าง ๆ ก็มีเขียนว่า “767”
ไม่รู้ว่าเขาวาดภาพเหมือนตนเองมากี่ชิ้นกันแน่ ถึงได้นำมาแสดงภาพที่ 766 แล้ว
“คนส่วนใหญ่คิดว่าอ็องรี มาร์โซเป็นอัจฉริยะที่ตกลงมาจากฟ้า แต่ความจริงไม่ใช่เลย เขาเป็นคนที่ผลิตงานจำนวนมหาศาลต่างหาก ถึงจะเป็นแต่ภาพเหมือนตนเองก็เถอะ”
คิมจีอูยักไหล่
“……”
ผมเองก็วาดภาพเหมือนตนเองเยอะเหมือนกัน แต่ไม่ถึงขนาดนี้แน่นอน
พอเห็นแบบนี้ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมศิลปินอัจฉริยะถึงถูกมองว่าเป็นคนบ้า
เขาไม่ปกติเลยจริง ๆ
แรกเริ่มผมคิดว่าเขาเป็นพวกหลงตัวเองสุดโต่งเพราะนิสัยและคำพูดของเขา
แต่แค่ความหลงตัวเองอย่างเดียวคงไม่ทำให้วาดภาพเหมือนตนเองได้ถึง 766 ภาพหรอก
ผมสบตากับอ็องรี มาร์โซในภาพวาด
คนดูสามารถมองเข้าไปในดวงตาของอ็องรี มาร์โซที่จ้องมองตัวเองอยู่
แต่ในขณะเดียวกัน อ็องรี มาร์โซในภาพกลับไม่ได้มองคนดูเลย
มันตีความได้หลายแบบ
อาจเป็นการแสดงตัวตนที่เป็นอิสระจากคำวิจารณ์และสังคมก็ได้
หรืออาจเป็นการสื่อว่าเขาไม่แยแสต่อสายตาของผู้คนแม้แต่น้อย
บางทีอาจเป็นความพยายามในการวิพากษ์วิจารณ์ผู้ชมด้วย
หรืออาจเป็นเพียงความบริสุทธิ์ของคนที่ต้องการรู้จักตัวเองอย่างแท้จริง
ความบ้าของคนคนนี้ เข้าใจได้ไม่ง่ายเลย
‘เหมือนจะเข้าใจแล้วล่ะ’
แต่ผมก็พอเข้าใจแล้วว่าทำไมคนมากมายถึงรักเขา
พอดูภาพเหมือนตนเองของเขาที่เต็มไปด้วยความหลงตัวเอง ก็รู้สึกประหลาดใจปนขำกับความมั่นใจอันล้นเหลือนั้น
แล้วก็...
ก็อดรู้สึกอิจฉาขึ้นมานิดหน่อย
มีสักกี่คนกันนะ ที่มั่นใจในตัวเองได้ขนาดนั้น
ไม่ใช่แค่หลงใหลในรูปลักษณ์หรือพื้นเพของตัวเองเท่านั้น
แต่เขาไม่เคยหยุดในการเดินทางค้นหาว่าตัวเองเป็นใคร ผ่านการวาดภาพเหมือนตนเองถึง 766 ชิ้น
ใครจะไปคาดคิดว่าเขาจะครุ่นคิดนานแค่ไหน เพื่อวาดดวงตาสีมรกตลึกลับคู่นั้นให้ได้แบบนั้น
และอีกไม่รู้กี่พันครั้งที่ลงพู่กันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
‘เขาจะต้องทรมานมากแค่ไหนกันนะ’
เขาใช้การวาดรูปเพื่อฝึกฝนตัวเองที่เปราะบาง ซึ่งไม่มีทางที่จะไม่เจ็บปวดได้
เพราะผมเองก็เคยผ่านมันมาแล้ว
“ฮุนอา นั่นรูปของเธอไม่ใช่เหรอ?”
ผมหันไปตามเสียงของคิมจีอู ก็เห็นภาพวาดชิ้นหนึ่งแขวนอยู่ในห้องถัดไป
ตรงทางเข้าห้อง อยู่กลางห้องจัดแสดง เห็นได้ชัดเจนตั้งแต่แรก
“ใช่แล้วครับ”
แม้แต่คนที่กำลังดูภาพของอ็องรี มาร์โซก็เริ่มทยอยเดินเข้ามาห้องข้างๆ เพื่อดูภาพของผม
“โอ้โห!”
ผมเดินตามพวกเขาเข้าไป แล้วก็ได้ยินเสียงอุทานขึ้นมา
“คุณพระช่วย”
ชายวัยกลางคนท่าทางท้วมๆ คนหนึ่งลูบหนวดทรงหรูพลางจ้องภาพของผม
“ริชาร์ด ฟิลลิปส์ คนที่อยากซื้อภาพของเธอไง อย่างน้อยก็ให้เป็นล้านยูโรเลยนะ”
คิมจีอูกระซิบ
ผมไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมพวกเศรษฐีถึงยอมจ่ายเงินขนาดนั้นกับภาพที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน
กำลังแอบดูว่าเขาคิดยังไงกับภาพนั้นอยู่ พอดีสายตาเราสบกัน
ผมยิ้มเบา ๆ และเขาก็ยิ้มตอบ
“ไม่คิดเลยว่าอยู่ใกล้กันขนาดนี้”
ริชาร์ด ฟิลลิปส์เดินเข้ามายื่นมือให้จับ มือของเขาแม้จะดูมีอันจะกินแต่กลับหยาบกระด้างและแข็งแรงอย่างน่าประหลาด
“ผมชื่อโกฮุนครับ”
“ฉันชื่อริชาร์ด ฟิลิปส์”
เขาหันไปทักทายคุณปู่ด้วย
“มีหลานเก่งขนาดนี้ ทำไมไม่เคยอวดเลยล่ะครับ?”
“ฮะฮะ ก็มันเป็นแบบนั้นล่ะนะ”
คุณปู่กับริชาร์ด ฟิลิปส์จับมือกันอย่างสนิทสนม ดูเหมือนจะรู้จักกันมาก่อน
“ช่างน่าทึ่งจริง ๆ องค์ประกอบภาพแบบนี้คิดได้ยังไงกัน สีเหลืองของดอกทานตะวันทำให้ผมนึกถึงสายตาที่อบอุ่นของแวนโก๊ะเลยครับ”
เขาเข้าใจความตั้งใจของผมได้ในเวลาแค่สั้น ๆ
ผมอยากสื่อสารความหมายของภาพออกไปให้เข้าใจง่ายที่สุด และดูเหมือนจะทำได้สำเร็จ
“บางทีเธออาจจะอยากเป็นจิตรกรแบบแวนโก๊ะก็ได้นะ ว่าไหม?”
ฟิลิปส์ถามขึ้นมา
ผมส่ายหัว
ผมไม่อยากเป็นคนที่ป่วยจนวาดรูปไม่ได้ ไม่มีใครยอมรับ แล้วก็คิดอยากฆ่าตัวตายเหมือนแวนโก๊ะเลยสักนิด
“เหรอ? นึกว่าเธอชอบเขาเสียอีก”
“ผมไม่อยากฆ่าตัวตายครับ”
ริชาร์ด ฟิลิปส์เบิกตาโพลง
ตอนแรกผมคิดว่าเขาตาเล็กเพราะถูกเนื้อบนใบหน้าบดบัง แต่ตอนนี้กลับลืมตากว้างจนน่าตกใจ
“อ๊ะ ไม่ใช่อย่างนั้น! ฉันหมายถึง อยากเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ต่างหาก ฮ่าฮ่าฮ่า”
เขาดูตกใจมาก
“แหม ก็ใช่แหละ ไอ้นี่มันชอบแวนโก๊ะก็จริง แต่มักจะโดนวิจารณ์ว่าไม่ค่อยแสดงความรู้สึกเท่าไหร่”
“เหรอครับ?”
ริชาร์ด ฟิลิปส์มองผมแล้วมองภาพสลับกันไปมา แล้วถามต่อ
“ทั้งดอกทานตะวัน ทั้งภาพนี้ ต่างก็ให้ความรู้สึกของแวนโก๊ะชัด ๆ เลยนะ”
“ผมต้องพัฒนาไปให้ไกลกว่านั้นครับ”
“โห... เป็นคนที่ไม่ธรรมดาจริง ๆ นะ บอกว่าจะเหนือกว่าแวนโก๊ะเลยทีเดียว”
มันก็แน่อยู่แล้ว ก็เป็นงานของผมเองนี่นา
ผมเคารพอดีต แต่ไม่อยากใช้ชีวิตทุกข์ทรมานเหมือนเขาอีก
ผมอยากใช้สิ่งนั้นเป็นรากฐาน เพื่อค้นหาตัวเองที่ดีกว่าเดิม
แม้วันหนึ่งจะต้องละทิ้งเทคนิคอิมปาสโตที่ผมสร้างมาก็ตาม
“ฮุนอา อยู่ตรงนี้ก่อนนะ ปู่ขอไปคุยธุระกับคุณฟิลิปส์สักแป๊บ”
“ครับ เชิญเลยครับ”
คุณปู่กับริชาร์ด ฟิลิปส์เดินออกไปคุยกันตรงมุมที่คนไม่ค่อยเดินผ่าน
ว่าไป คนเริ่มมากขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย
ห้องจัดแสดงที่กว้างขวาง ตอนนี้แทบไม่มีที่ยืนตรงหน้าภาพของผม
ผมจึงถอยออกมายืนดูสีหน้าของผู้ชมจากระยะไกล
ดูเหมือนพวกเขาจะชอบมัน
เสียงถอนหายใจกับคำชมที่ดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้หัวใจผมเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก
“เป็นไงบ้าง?”
คิมจีอูถามคำถามที่ชัดเจนอยู่แล้ว
“ดีครับ”
ถึงจะสนุกกับการอ่านคอมเมนต์ใต้บทความในอินเทอร์เน็ต แต่ก็สู้การได้เห็นกับตาตัวเองแบบนี้ไม่ได้หรอก
เพราะผมสามารถจับการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในสีหน้าของผู้ชมได้ทั้งหมด
“อย่าตอบแบบนั้นสิ บอกให้ละเอียดกว่านี้หน่อย”
“ทุกคนเพิ่งเห็นภาพนี้เป็นครั้งแรกนะครับ แต่กลับสื่อสารกันได้ขนาดนี้ ผมพูดผ่านภาพ ส่วนพวกเขาตอบผ่านสีหน้า แค่มีคนรับฟังผม มันก็ดีใจมากแล้ว”
คนเหล่านี้กำลังสัมผัสความรู้สึกเดียวกับที่ผมเคยได้รับในพิพิธภัณฑ์แวนโก๊ะ
ต่อให้เวลาจะผ่านไปแค่ไหน แต่แค่เห็นภาพนี้ ก็ยังสามารถรับรู้ประสบการณ์แบบเดียวกันได้เหมือนในวันนั้น
แค่คิดก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว
ขณะที่คิมจีอูกำลังจดคำพูดของผมอย่างตั้งใจ หญิงสาวคนหนึ่งก็เดินเข้ามาใกล้
“ชอบไหม?”
เธอมีผมสีน้ำตาลอ่อนและดวงตาสีฟ้าสดใส แนะนำตัวด้วยท่าทางมั่นใจ
“ฉันชื่อมิเชล พลาตินี ฉันตั้งใจจัดแสดงภาพให้คนเห็นได้มากที่สุด แล้วก็ใส่ใจเรื่องแสงด้วยนะ”
“ยอดเยี่ยมมากเลยครับ”
“โล่งใจที่เธอชอบนะ ฉันตั้งใจมาก ขอบใจที่ส่งภาพดี ๆ มาให้จัดแสดง”
ผมจับมือเธอด้วยความดีใจ
“มาจากนิตยสารเยฮวาของเกาหลีใต้ค่ะ อยากทราบว่าตั้งใจให้ผลงานของอ็องรี มาร์โซสื่อถึงอะไรเหรอคะ?”
คิมจีอูถามขึ้นอย่างรวดเร็ว เป็นภาษาอังกฤษสำเนียงแปลก ๆ
สีหน้าของมิเชล พลาตินีเปลี่ยนเล็กน้อยเหมือนไม่พอใจ
“ไม่มีเจตนาอะไรหรอก ก็แค่งานที่ยังทำไม่เสร็จเท่านั้นเอง”
คิมจีอูกะพริบตาปริบ ๆ
ผมเองก็แปลกใจอยู่ไม่น้อย
ถึงแม้จะเป็นความจริง แต่ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ภัณฑารักษ์ของแกลเลอรีมาร์โซไม่ควรพูดออกมาเอง
เธอดูจะโมโหอะไรบางอย่างจริงจัง
“หมายความว่ารูปปั้นนั่นยังไม่เสร็จเหรอคะ?”
ผมตกใจพอ ๆ กับคิมจีอู
ไม่อยากเชื่อเลยว่า รูปปั้นหินอ่อนที่ดูเหมือนจะเคลื่อนไหวได้ทุกเมื่อแบบนั้น จะยังไม่สมบูรณ์
“เธอก็เห็นนั่นแหละ เขายังหาอัญมณีที่จะใส่ในตาไม่เจอ นั่งอยู่แบบนั้นมาหลายวันแล้ว เมื่อวานก็ขอเลื่อนจัดแสดงอีก ฉันเลยขีดเส้นไว้แล้วเปิดแสดงตามเดิมเลย”
“……ขออนุญาตลงข่าวแบบนี้ได้ไหมคะ?”
“เชิญเลย ฉันคิดว่าเป็นคอนเซปต์ที่สดใหม่ดีเหมือนกันนะ”
ที่จริงก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเหมือนกัน ว่ามีใครเอาสภาพการทำงานที่ยังไม่เสร็จมาจัดแสดงแบบนี้
ผมกับคิมจีอูย้ายกลับไปยังห้องแรก เห็นอ็องรี มาร์โซยังคงจ้องมองรูปปั้นตนเองเหมือนเดิม
อัญมณีที่จะถ่ายทอดใบหน้าอิดโรยและแววตาอันร้อนแรงนั้น… มันจะต้องเป็นของแบบไหนกันนะ
ผมพยายามจะเข้าไปใกล้ แต่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็ขวางเอาไว้
“เข้าไปไม่ได้ครับ”
“ไม่เป็นไรครับ”
ผมหันไป มิเชล พลาตินีก็พยักหน้าให้กับเจ้าหน้าที่
ผมจึงเข้าไปดูโต๊ะทำงานของอ็องรี มาร์โซ เห็นว่าในกล่องกระจกมีอัญมณีมากมาย
ข้าง ๆ ยังมีหลอดสีน้ำเงินเขียวกระจัดกระจาย เหมือนเขากำลังทดลองหาเฉดสี
มีร่องรอยการเจียระไนด้วยตัวเองด้วย
ไม่รู้ว่าแต่ละเม็ดมีราคาเท่าไรบ้าง แต่แค่ในกล่องนั้นก็มีอัญมณีหรู ๆ มากมาย
แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเลือกไม่ได้แม้แต่ชิ้นเดียว
ผมไม่รู้เลยจริง ๆ ว่าอะไรที่ทำให้เขาต้องไล่ตามความสมบูรณ์แบบขนาดนี้
ทั้งตัวแบบของงานต้องสมบูรณ์แบบ และตัวศิลปินผู้สร้างงานก็ต้องสมบูรณ์แบบไม่แพ้กัน เป็นความหมกมุ่นที่น่ากลัว
ต่อให้เอาอัญมณีล้ำค่าแค่ไหนมา เขาก็คงไม่มีวันพอใจ
“คุณกำลังหาอัญมณีอยู่ใช่ไหม?”
“ไสหัวไปซะ”
อ็องรี มาร์โซยังจ้องเขม็งไปที่รูปปั้นตนเอง พลางตอบกลับอย่างเย็นชา
“ถ้าทำแบบนั้น… คุณไม่มีวันหาเจอหรอก”
“เงียบไปเลย”
ปกติเขาน่าจะหงุดหงิดแล้วแสดงออกแรง ๆ หรือทำหน้าตาบูดบึ้งกว่านี้ แต่ตอนนี้กลับนิ่งกว่าที่คิด
คงเพราะหลายวันมานี้ไม่ได้นอน พลังจะโมโหก็คงไม่มีแล้ว
“คุณลังเลอะไรอยู่กันแน่?”
ในที่สุดอ็องรี มาร์โซก็หันหน้ามามอง
“ว่าไงนะ?”
ผมชี้ไปที่บางอย่าง
“อยู่นั่นไงล่ะ”