เทรดเดอร์พาร์ตไทม์งั้นเหรอ?
จ้าวหย่งฟู่ได้ยินว่าหวังไห่เชิญซูเยว่มาเป็นเทรดเดอร์ดูแลลูกค้าของเทียนเย่อินเวสต์เมนต์ก็อดตกตะลึงไม่ได้ จึงเอ่ยเตือนว่า "ผู้จัดการหวัง แม้เสี่ยวซูจะมีพรสวรรค์อยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขายังเป็นแค่นักเรียนมัธยม ประสบการณ์ในตลาดยังไม่มากพอ คุณจ้างเขาแบบนี้ จะไม่ค่อยเหมาะมั้งครับ?"
"เถ้าแก่หานยังกล้ามอบบัญชีทุนสี่ล้านให้เขาดูแล แล้วผมจะมีอะไรต้องกังวลอีกล่ะ?"
หวังไห่ยิ้มพลางหันไปพูดกับซูเยว่ต่อ "ถ้าคุณมา ส่วนที่ได้กำไรผมแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้คุณยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ขาดทุน บริษัทเทียนเย่อินเวสต์เมนต์จะรับผิดชอบให้คุณเอง ว่ายังไง?"
"ตกลงครับ!" ซูเยว่พยักหน้าแล้วกล่าว "แต่ผมคงไม่ได้ไปทุกวันที่มีการซื้อขาย เรื่องการจัดการเวลา คุณจะมาก้าวก่ายผมไม่ได้นะ"
ซูเยว่รู้ดีว่าการที่หวังไห่เชิญเขา คงไม่ได้เป็นเพราะความสามารถของเขาเพียงอย่างเดียว
บางทีอาจจะพุ่งเป้าไปที่ตระกูลกู้ หรือไม่ก็ตระกูลซูในจินตนาการของเขามากกว่า แต่ซูเยว่ก็ไม่ได้สนใจจุดประสงค์ที่แท้จริงของหวังไห่นัก
ที่เขาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเทียนเย่อินเวสต์เมนต์
หลักๆ เป็นเพราะอยากรู้ว่าเงินทุนที่หายไปในอนาคตมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
หวังไห่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะหึๆ แล้วพูดว่า "ได้! ขอแค่คุณชายซูมา เวลาคุณกำหนดเองได้เลย เทียนเย่อินเวสต์เมนต์ยินดีต้อนรับคุณเสมอ"
ทั้งสองคนคุยกันต่ออีกสองสามประโยค จากนั้นหวังไห่ก็ขอตัวกลับ
ช่วงใกล้ปิดตลาดทองแดงเซี่ยงไฮ้ ปริมาณการซื้อขายเริ่มหดตัวลงทีละน้อย และราคาก็เริ่มกลับหัวดิ่งลง
ซูเยว่ตัดสินใจปิดสถานะไปอีกครึ่งหนึ่งอย่างเด็ดขาด บัญชีของตัวเองเหลือสถานะซื้อไว้แค่สามสัญญา ส่วนบัญชีของหานฟู่เซิงเหลือสถานะซื้อไว้สี่สิบสัญญา ทำให้สถานะถือครองทั้งหมดกลับมาอยู่ในระดับปลอดภัยที่สิบเปอร์เซ็นต์ของเงินทุนทั้งหมด
"แนวโน้มขาขึ้นกำลังมาดีๆ แท้ๆ กลับมาพังทลายลงแบบนี้ น่าเสียดายชะมัด" ซูเยว่ลอบถอนใจ
เดิมทีเขาคิดว่าแนวโน้มขาขึ้นช่วงนี้ ราคาของทองแดงเซี่ยงไฮ้อย่างน้อยน่าจะแตะถึงระดับสามหมื่นเจ็ดพัน ซึ่งพอดีที่จะทำกำไรให้เขาเป็นกอบเป็นกำสักสองสามล้านได้
ดูจากตอนนี้แล้ว คงเป็นไปไม่ได้
ฝั่งซื้อหมดแรงเอาดื้อๆ ตรงนี้ หากจะจัดทัพบุกใหม่อีกครั้ง อย่างน้อยต้องใช้เวลาพักฐานสามถึงห้าวันทำการ ทว่าสัปดาห์หน้าก็จะเป็นช่วงเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะขึ้นดอกเบี้ยแล้ว แถมดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมของยุโรป ญี่ปุ่น และอเมริกาในเดือนกรกฎาคมก็ออกมาไม่ค่อยดีนัก
ฝั่งซื้อในประเทศเดิมทีก็ใจไม่กล้าพออยู่แล้ว ยิ่งบวกกับปัจจัยพื้นฐานไม่เอื้ออำนวย
ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเข้าซื้อขนานใหญ่
ซูเยว่จำได้ลางๆ ว่าราคาทองแดงตลาดโลกหลังเดือนกรกฎาคมจะแกว่งตัวออกข้างไปนานกว่าสามเดือน จนกระทั่งปลายเดือนพฤศจิกายนที่เกิดสงคราม 'ซุ่มยิงฝั่งขาย' ขึ้น ถึงได้เริ่มทะลุแนวต้านและทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง
ส่วนแนวโน้มของทองแดงเซี่ยงไฮ้นั้นเขาไม่แน่ใจ แต่คิดว่าน่าจะอ่อนแอกว่าราคาทองแดงตลาดโลกแน่นอน
"ดูเหมือนว่าคงต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การเทรดซะแล้ว" ซูเยว่คิดในใจเงียบๆ "ช่วงที่ราคาแกว่งตัวอยู่ในกรอบ ทำได้แค่เข้าออกด้วยไม้เล็กๆ และต้องเตรียมพร้อมทำกำไรหรือตัดขาดทุนอยู่เสมอ"
ตอนแรกเขาคิดจะเปลี่ยนสินค้าในการเทรด
แต่ปัจจุบันตลาดซื้อขายล่วงหน้าเซี่ยงไฮ้ มีสินค้าฟิวเจอร์สจดทะเบียนไม่มากนัก ไม่ว่าจะมองในแง่ของสภาพคล่องหรือความผันผวนของตลาด สินค้าตัวอื่นก็ยังสู้ทองแดงเซี่ยงไฮ้ไม่ได้
แน่นอนว่าถ้าพูดถึงสภาพคล่องและความผันผวน
สินค้าที่ดีที่สุด ย่อมต้องเป็นทองแดง LME ทองคำลอนดอน หรือไม่ก็ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ถึงจะเหมาะสมที่สุด
น่าเสียดายที่สภาพแวดล้อมในประเทศปัจจุบัน การนำเงินเข้าออกยังไม่สะดวกสบายเหมือนในอนาคต แถมเขายังรับบริหารเงินให้ลูกค้า หากคิดจะเทรดสินค้าพวกนี้ ก็คงทำได้แค่คิดเท่านั้น
หลังปิดตลาด ซูเยว่จัดระเบียบความคิดของตัวเองครู่หนึ่งและเตรียมตัวออกจากห้องค้า ตอนนั้นเองกู้หยุนซีก็เดินเข้ามาพอดี
"ไม่ได้เจอกันสองวัน ตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?" กู้หยุนซีเอ่ยถามยิ้มๆ
ซูเยว่ยิ้มตอบ "ก็ดีครับ โชคดีที่เดิมพันถูกทางเลยได้กำไรมานิดหน่อย แต่ก็ยังห่างไกลจากเป้าหมายที่พนันกับพี่หยุนซีไว้อีกเยอะ"
"ได้กำไรก็ดีแล้ว ประคองจิตใจให้มั่นคง ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ขอแค่ควบคุมการขาดทุนสะสมให้ดี ฉันเชื่อว่านายทำได้แน่" กู้หยุนซีพูดปลอบใจ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องถาม "คืนนี้ว่างไหม? คุณอาสองของฉันเปลี่ยนกำหนดการ พรุ่งนี้ก็ต้องไปแล้ว มื้อค่ำที่เดิมทีนัดไว้ว่าจะเป็นวันเสาร์เลยเลื่อนมาเป็นวันนี้แทน"
ซูเยว่คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบ "ได้ครับ แต่ผมคงต้องบอกพ่อกับแม่สักหน่อย"
พูดจบเขาก็ขอยืมโทรศัพท์มือถือจากกู้หยุนซีโทรหาแม่ บอกท่านว่าทางนี้มีนัดกินข้าว คงไปอยู่เป็นเพื่อนเสี่ยวเยว่ที่โรงพยาบาลไม่ได้
แม่ซูรับคำ แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร
ตอนนี้เสี่ยวเยว่มีจางเสวี่ยคอยอยู่เป็นเพื่อนทุกวัน ก็ไม่ค่อยจำเป็นต้องมีพี่ชายอย่างเขาแล้ว ประจวบเหมาะกับที่ซูเยว่จะได้ใช้ช่วงเวลานี้ปลีกตัวไปทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ
กู้หยุนซีรับโทรศัพท์มือถือที่ซูเยว่ส่งคืนมาให้อย่างนึกสงสัยไม่ได้ "หลายวันมานี้นายก็หาเงินได้ตั้งเยอะไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงไม่ยอมตัดใจซื้อโทรศัพท์มือถือให้ตัวเองสักเครื่องล่ะ?"
เธอสังเกตเห็นว่าไม่ว่าซูเยว่จะหาเงินได้มากแค่ไหน บนใบหน้าก็ไม่เคยแสดงความดีใจหรือตื่นเต้นออกมาให้เห็นชัดๆ เลย
นี่มันไม่ปกติแล้ว!
อย่าว่าแต่เด็กหนุ่มอย่างเขาเลย ต่อให้เป็นผู้ใหญ่หลายๆ คน ถ้าหาเงินได้หลายแสนในตลาดหลักทรัพย์ภายในไม่กี่วัน ก็คงตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ ไม่มีทางเรียบเฉยแบบเขาแน่ เธอเดาว่าซูเยว่น่าจะมีความลำบากใจอย่างอื่น ไม่อย่างนั้นในสถานการณ์ที่หาเงินได้ก้อนโตขนาดนี้ คงไม่แสดงท่าทีสงบนิ่งถึงเพียงนี้
เพียงแต่ซูเยว่ไม่ยอมพูดออกมาก่อน เธอก็จะไม่เป็นฝ่ายถาม
พอเห็นกู้หยุนซีถามขึ้นมา ซูเยว่ถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าการไม่มีโทรศัพท์มือถือมันไม่สะดวกจริงๆ เขาอดไม่ได้ที่จะเกาหัวแล้วหัวเราะเบาๆ "ช่วงนี้ยุ่งเกินไป เลยลืมเรื่องนี้ไปสนิทเลยครับ"
สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในยุคนี้ เมื่อเทียบกับค่าครองชีพแล้วถือว่าแพงมาก
โทรศัพท์มือถือที่มีแค่ฟังก์ชันพื้นฐานแบบง่ายๆ เครื่องหนึ่งก็ราคาตั้งหลายร้อยหรืออาจจะถึงหลักพัน ส่วนรุ่นเรือธงราคาตกอยู่ที่สี่ห้าพัน ถ้าคำนวณอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย มูลค่าก็เทียบเท่ากับราคาหมื่นกว่าบาทในอีกสิบห้าปีให้หลังแล้ว
ก่อนหน้านี้ซูเยว่ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ ก็เป็นเพราะในมือยังไม่มีเงิน
ตอนนี้ในมือมีเงินแล้ว ย่อมสมควรที่จะซื้อโทรศัพท์มือถือให้ตัวเอง น้องสาว และจางเสวี่ยคนละเครื่อง
"พอดีเลย ฉันกำลังจะไปซื้อของขวัญให้น้องสาว ถ้าอย่างนั้น... ไปเดินดูด้วยกันไหม?" กู้หยุนซีเสนอ "ยังไงย่านการค้าก็อยู่ข้างล่างนี่เอง เดินไปไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว คงไม่เสียเวลาเท่าไหร่หรอก"
ซูเยว่พยักหน้า ทั้งคู่ออกจากห้องค้าแล้วเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้า
กู้หยุนซีเลือกร้านเครื่องประดับร้านหนึ่งเพื่อซื้อสร้อยข้อมือราคาแพงให้ลูกสาวของคุณอาสอง ส่วนซูเยว่อยู่ในร้านขายโทรศัพท์มือถือ ต่อรองราคากับพนักงานขายอยู่พักหนึ่ง สุดท้ายก็เลือกโนเกีย 3100 สีชมพูกับสีม่วงอย่างละเครื่อง และซัมซุง D508 อีกหนึ่งเครื่อง
"นายซื้อโทรศัพท์เยอะแยะไปทำไม?"
ตอนเดินออกจากห้างสรรพสินค้า กู้หยุนซีก็อดสงสัยไม่ได้
ซูเยว่บันทึกเบอร์โทรศัพท์ของทั้งสามเครื่องไว้ด้วยกัน จากนั้นก็ตอบยิ้มๆ "ผมก็มีน้องสาวอยู่คนนึงครับ น่ารักแถมยังรู้ความมาก นี่ถือเป็นของขวัญที่ผมให้เธอ"
"แล้วอีกเครื่องล่ะ?" กู้หยุนซีถามกลับโดยสัญชาตญาณ
ซูเยว่ไม่ได้พูดอะไร เอาแต่ก้มหน้าบันทึกชื่อต่อไป
กู้หยุนซีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจขึ้นมาทันที เธอหัวเราะเบาๆ "ผู้หญิงที่นายชอบ ต้องเป็นคนพิเศษมากแน่ๆ เลยใช่ไหม? แต่... สำหรับเด็กผู้หญิงวัยเรียน โทรศัพท์มือถือถือเป็นของขวัญที่หนักเกินไปหน่อยนะ บางครั้งการให้ของขวัญที่ราคาแพงเกินไป ก็อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ตรงกันข้ามได้เหมือนกัน"
"เธอไม่ใช่คนแบบนั้นหรอกครับ" นัยน์ตาของซูเยว่ทอประกายสดใส "ความสำคัญของคนคนหนึ่งในใจของอีกคน ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยปัจจัยภายนอกอย่างของขวัญ ข่าวลือ หรือหน้าตาหรอกครับ แต่มันอยู่ที่ว่าคุณดีกับเธอได้ และเธอก็ดีกับคุณได้จริงๆ ต่างหาก"
กู้หยุนซีฟังเงียบๆ ในใจรู้สึกสะเทือนอารมณ์เล็กน้อย
ความรักอันบริสุทธิ์ที่มีเฉพาะในวัยหนุ่มสาวแบบนั้น เธอเคยใฝ่ฝันหา แต่ก็เคยผิดหวังมาแล้ว จนกระทั่งโตขึ้น เธอถึงได้รู้ว่าเทพนิยายก็ยังคงเป็นแค่เทพนิยาย ไม่มีทางกลายเป็นความจริงได้ เธอชื่นชมความเข้าใจเรื่องความรักของซูเยว่มาก แต่ความตั้งใจแรกเริ่มนี้จะยังคงเหมือนเดิมได้หรือไม่เมื่ออายุมากขึ้นและต้องเผชิญกับความโหดร้ายของสังคม เธอก็ไม่อาจแน่ใจได้เลย