ตอนเที่ยงวันที่ 10 ธันวาคม สวี่ซื่อเยี่ยนได้จองโต๊ะไว้ที่โรงแรมฉางไป๋ซาน ใกล้กับโรงพยาบาล
เพื่อจัดเลี้ยงงานหมั้นของ สวี่ซื่อฉินกับหานลี่เหว่ย
ในงานเลี้ยงทางครอบครัวหานก็นำของหมั้นที่เตรียมไว้มานานแล้วออกมาให้
ได้แก่ นาฬิกาดอกเหมยเรือนหนึ่ง กำไลหยกหนึ่งวง ต่างหูทองหนึ่งคู่ และ เงินสด 300 หยวน
ทั้งกำไลและต่างหูดูออกทันทีว่าเป็นของเก่า
ครอบครัวหานมีต้นตระกูลเป็นเจ้าของกองคุ้มกันสินค้าในสมัยก่อน
ของพวกนี้เก็บสะสมไว้ตั้งแต่ยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ฝังดินไว้ช่วงบ้านเมืองวุ่นวาย
พอไม่มีใครตามตรวจสอบแล้ว, ก็ขุดขึ้นมาคัดเลือกชิ้นดีๆ ไว้ให้สะใภ้คนเล็กโดยเฉพาะ
“ของพวก สองหมุนหนึ่งดัง (จักรยานกับวิทยุ) กับสามสิบหกขา (ชุดเครื่องเรือนโต๊ะเก้าอี้) เอาไว้ตอนแต่งงานค่อยว่ากันอีกที”
หานเหวินจงพ่อของหานลี่เหว่ยพูดขึ้นมาอย่างเกรงใจ กลัวทางฝั่งบ้านเจ้าสาวจะเข้าใจผิดว่าเตรียมมาแค่นี้
“ตามที่สะดวกเลย จะเอาเป็นของก็ได้ จะเอาเป็นเงินไปซื้อเองก็ไม่มีปัญหา”
ตอนนี้หานลี่เหว่ยยังประจำการอยู่ที่เสิ่นหยาง และก็ยังไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะประจำที่ใด
ถ้าไปซื้อเครื่องเรือนมาตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์ แถมขนส่งลำบาก
เลยตั้งใจว่าอะไรที่ต้องใช้ไว้รอถึงวันแต่งงานจริงๆ ค่อยเตรียม
“โธ่ พ่อแม่ฝ่ายชายให้แค่นี้ก็ถือว่ามากแล้วละ!”
สวี่เฉิงโฮ่ว พ่อของเจ้าสาวรีบพูด ท่าทีพอใจอย่างมาก
ในยุคนี้ คนที่หมั้นกันส่วนใหญ่แทบไม่มีให้เงินสินสอด
แค่ฝั่งชายยื่นมา 300 หยวนก็นับว่าเป็นเงินก้อนใหญ่แล้ว
ไหนจะนาฬิกา กำไล ต่างหูอีกเท่านี้ก็เรียกว่าเกินพอ
ของแต่งงาน “สองหมุนหนึ่งดัง สามสิบหกขา” น่ะ เหมาะกับบ้านร่ำรวยหน่อย
แต่บ้านธรรมดาอย่างพวกเขา ถ้าไปยึดเอามาตรฐานนี้ก็ลำบากเปล่าๆ
“เราจัดตามยุคสมัย ไม่ต้องยึดขนบธรรมเนียมมากหรอก
แค่สองคนนี้อยู่ด้วยกันดีๆ มีความสุข นั่นแหละสำคัญที่สุด
จะมีหรือไม่มีอะไรพวกนั้น ก็แค่ของนอกกาย”
เรื่องทะเบียนก็จดกันไปแล้ว งานหมั้นก็แค่พิธีประเพณี
ครอบครัวสวี่ไม่มีอะไรจะตำหนิ แค่หานลี่เหว่ยรักและดูแลสวี่ซื่อฉินอย่างดี แค่นี้ก็พอแล้ว
“ดีๆ งั้นก็ให้เด็กๆ เขาจัดการกันเองเถอะ
พวกผู้ใหญ่ไม่ต้องไปก้าวก่ายมากแล้ว”
เมื่อเห็นทางครอบครัวฝ่ายหญิงเข้าใจง่าย หานเหวินจงก็ยิ่งเบาใจ
จึงโบกมือให้สวี่ซื่อฉินเก็บของหมั้นกับเงินไว้เสีย
อีกด้านสวี่ซื่อเยี่ยนกับหานลี่หมิง ก็ช่วยกันยกอาหารมาเสิร์ฟ
เมื่อทุกอย่างพร้อม, หานลี่เหว่ยกับสวี่ซื่อฉินก็ยกแก้วไปคารวะพ่อของทั้งสองฝ่าย
คุณพ่อทั้งสองก็เตรียม “เงินเปลี่ยนคำเรียก” ไว้ให้
แม้จะไม่มาก แค่ไม่กี่หยวน แต่ถือเป็นเคล็ด เสริมสิริมงคล
หลังจากนั้นก็เป็นช่วงกินดื่มตามสบาย
สวี่เฉิงโฮ่วเองก็ถือโอกาสยกแก้วขออภัย อาจารย์ฉู่เรื่องในอดีต
แต่อาจารย์ฉู่ไม่ใช่คนถือโทษอะไร แค่ยิ้มแล้วส่ายหัวบอกให้ลืมๆ ไป ถือว่าแล้วกันไป
ถึงแม้อาจารย์ฉู่ ฉือฮ่าว และ ฉีหยุนเซิง จะไม่ดื่มเหล้า
แต่บรรยากาศงานก็ยังครึกครื้น, เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ
ในวงเหล้า สวี่ซื่อเยี่ยนก็จงใจเปลี่ยนเรื่องมาพูดถึง เรื่องสถานการณ์ป่าเขาทางใต้
ในตอนนี้ เรื่องที่ทุกคนในประเทศให้ความสนใจที่สุด คือสถานการณ์ในเขตป่าทางตะวันตกเฉียงใต้
และหานลี่เหว่ยที่อยู่ในกองทัพก็แน่นอนว่าต้องได้มีส่วนร่วมในการซ้อมรบด้วย
เรื่องนี้เรียกว่าเป็นหัวข้อที่ผู้ชายแทบทุกคนสนใจ
พอเอ่ยขึ้นมาก็หยุดพูดกันไม่อยู่
สวี่ซื่อเยี่ยนจงใจแกล้งทำเหมือนเมาเล็กน้อย
“ลี่เหว่ย พี่ได้ยินมาว่าไอ้พวกลิง (หมายถึงศัตรู) น่ะ เก่งในการปฏิบัติการพิเศษมาก โดยเฉพาะการซุ่มโจมตีในภูเขาและป่าไม้ และความอดทนของพวกมันก็สูงมาก จริงหรือเปล่า?”
“ใช่แล้ว ผมก็ได้ยินมาเหมือนกันว่าพวกมันสามารถซุ่มโจมตีในป่าที่ชื้นและมืดซึ่งเต็มไปด้วยงูและแมลงมีพิษได้ และพวกมันยังมีความอดทนสูงมากอีกด้วย อยู่ได้เป็นวันๆโดยไม่ขยับตัวเลย”
หานลี่เหว่ยรู้มากกว่าที่พูดแน่ แต่ก็แค่ตอบตามน้ำ
“บางทีพวกมันก็ทำแบบนั้น ซุ่มเงียบๆ แล้วโจมตีเราโดยไม่ให้ตั้งตัวเลย”
สวี่ซื่อเยี่ยนทำเหมือนคิดต่ออีก
“แล้วบอกฉันหน่อยสิว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าทั้งสองฝ่ายกำลังจะเปิดศึกกัน แล้วจะใช้เครื่องมือบางอย่างในการสังเกตการณ์อีกฝ่ายล่วงหน้าหรือระเบิดอะไรล้างพื้นที่ล่วงหน้า
แต่พวกมันไม่ขยับ ไม่ส่งเสียงเลย แม้จะมีคนเจ็บ มันก็ยังแน่นิ่ง
แบบนี้ฝ่ายเราจะไม่เข้าใจผิดเหรอ?”
เพราะในชาติที่แล้ว
หานลี่เหว่ยและเพื่อนร่วมรบของเขา
ก็เคย “เข้าใจผิด” แบบนี้
ทุกคนเชื่อว่าสงครามยังไม่เริ่ม จึงพากันนอนหลับ...
ผลคือ พวกทหารต้องเผชิญกับการจู่โจมของลิงป่า ทำให้หานลี่เหว่ยและสหายร่วมรบของเขาต้องสละชีวิตกันในสนามรบนั้น เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้หานเหวินจงเศร้าเสียใจไปตลอดชีวิต
ตอนนี้ หานลี่เหว่ยยังไม่ได้ถูกส่งตัวไปทางตะวันตกเฉียงใต้ และสวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่รู้ว่าในชาตินี้ หานลี่เหว่ยจะถูกส่งไปที่นั่นอีกหรือไม่
สวี่ซื่อเยี่ยนคิดเรื่องนี้อยู่หลายวันแล้ว ถ้าช่วยเตือนได้ก็จะเตือนไว้ล่วงหน้า อย่างน้อยก็ให้หานลี่เหว่ยมีสติระวังเอาไว้ก่อน
หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จริง ๆ ก็คงต้องให้สวี่ซื่อฉินเขียนจดหมายเรียกหานลี่เหว่ยกลับมาจัดงานแต่งในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิปี 1984
แม้ว่าการทำเช่นนั้น อาจจะทำให้หานลี่เหว่ยพลาดช่วงเวลาสำคัญที่สุดในชีวิตการเป็นทหาร และอาจจะเสียใจไปตลอดชีวิต แต่ก็ยังดีกว่าเสียชีวิต
แน่นอน สวี่ซื่อเยี่ยนยังหวังว่า หานลี่เหว่ยจะสามารถส่งต่อคำเตือนนี้ให้สหายร่วมรบของเขา อาจจะช่วยหลีกเลี่ยงโศกนาฏกรรมในครอบครัวอื่น ๆ ได้อีก
เขาเองก็เป็นเพียงคนธรรมดา ไม่มีอำนาจหรืออิทธิพลมากมาย ทำได้แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หวังว่าอย่างน้อยมันจะเกิดประโยชน์บ้าง
เมื่อหานลี่เหว่ยได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที
ในเมื่อเขาอยู่ในกองทัพมาหลายปี ย่อมเข้าใจเรื่องพวกนี้มากกว่าสวี่ซื่อเยี่ยนแน่นอน
หากเหตุการณ์เกิดขึ้นในยามค่ำคืน และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของฝ่ายเราไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติจากฝ่ายตรงข้ามได้จริง ๆ ก็มีโอกาสสูงที่จะเกิดการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด
"พี่สาม ผมเองก็ไม่เคยไปแถวนั้นเหมือนกัน ได้ยินแต่คนอื่นเล่าให้ฟัง แต่สิ่งที่พี่พูดมา มันก็มีความเป็นไปได้เหมือนกัน เดี๋ยวผมจะลองเขียนรายงานส่งดู"
ในกองทัพก็มีหลักสูตรฝึกจำลองสถานการณ์อยู่เหมือนกัน สิ่งที่สวี่ซื่อเยี่ยนพูดมานี้ เป็นสถานการณ์จำลองที่ดีมากจริง ๆ ควรเอาไปทดลองดู
สวี่ซื่อเยี่ยนพอได้ยินเช่นนั้นก็รู้ทันทีว่าหานลี่เหว่ยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จึงรู้สึกดีใจขึ้นมาทันที
แค่มีคนให้ความสำคัญก็เพียงพอแล้ว เผื่อในอนาคตเมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ จะได้มีสติระวัง ไม่ต้องเผชิญกับฉากโศกนาฏกรรมซ้ำอีกครั้ง
"ฉันไม่ได้รู้อะไรหรอก แค่พูดไปเรื่อยน่ะ นายคิดเอาเองแล้วกัน" สวี่ซื่อเยี่ยนรีบปฏิเสธ ทำท่าทางไม่รู้อีโหน่อีเหน่
"ซื่อเยี่ยน ถ้านายไม่รู้อะไรเลย งั้นคนอื่นก็คงโง่กันหมดแล้วล่ะ"
"ยังมีเรื่องหนึ่งที่นายยังไม่รู้นะ เจ้าเด็กบ้านหลี่คนนั้น เอาข้อมูลที่เขาขอคำปรึกษาจากนายไปจัดทำเป็นเอกสาร แล้วส่งให้เลขาธิการหลิน ผู้นำสูงสุดในการประชุม"
"เลขาหลินอ่านแล้วก็สนใจมาก เรียกเจ้าเด็กบ้านหลี่ไปสอบถามด้วยตัวเอง สุดท้ายเจ้าเด็กนั่นก็บอกว่า ทั้งหมดได้มาจากนาย"
"เลขาหลินอยากคุยกับนายโดยละเอียด แต่พอถาม ก็เพิ่งรู้ว่านายมาที่เมืองหลวงแล้ว"
หานเหวินจงนึกขึ้นได้ เลยรีบเล่าให้สวี่ซื่อเยี่ยนฟัง
สวี่ซื่อเยี่ยนถึงกับอึ้งไป เขาไปพูดอะไรกับหลี่เฉิงหรงไว้บ้างนะ? อ๋อ... เหมือนจะเป็นเรื่องการใช้พื้นที่ปลูกโสมแบบผสมผสาน และการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากโสมใช่ไหม?
ตอนนั้นก็แค่เพราะหลี่เฉิงหรงถามจนจนมุมเลยตอบไป แบบนี้ยังจะมาตามหาเขาอีกเหรอ? แล้วจะหาตัวเขาไปทำไม?
"หาตัวฉันไปทำไม? ฉันอยู่แค่ระดับตำบล เขาเป็นศูนย์เพาะปลูกโสมของรัฐ เป็นหน่วยงานคนละระดับกันเลยนะ
ฉันก็ไม่ใช่คนงานของศูนย์เพาะปลูกโสมนี่
ที่พูดไปก็แค่นั้นแหละ บอกไปหมดแล้ว ที่เหลือฉันก็ไม่มีอะไรจะบอกแล้วจริง ๆ"







