คำพูดของสวี่ซื่อเยี่ยนนั้นไม่ได้หมายความว่าเขาจะทำท่าเย่อหยิ่งหรือแสร้งว่าตัวเองสำคัญอะไรนัก เขาแค่ไม่มีเวลาว่างจะไปสนใจเรื่องพวกนั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะนึกถึงเรื่องต้นคลิเวียล่ะก็ ไม่ว่าจะเป็นการไปบรรยายให้ฟังหรือช่วยเหลือกิจการของฟาร์มโสมที่หนึ่ง ต่อให้เขาว่างก็ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ช่วงสองปีข้างหน้าสวี่ซื่อเยี่ยนจะต้องทุ่มเทไปกับการพัฒนาคลิเวียเป็นหลัก อีกทั้งยังต้องดูแลฟาร์มปศุสัตว์กับแปลงโสมของตัวเองอีก
เขายุ่งแทบไม่มีเวลาหายใจ จะเอาเวลาที่ไหนไปช่วยฟาร์มโสมที่หนึ่งอีก?
“อืม จริงด้วย ฉันได้ยินลี่หมิงพูดแล้วว่านายเคยไปช่วยแนะนำเทคนิคให้ฟาร์มโสมที่หนึ่งมาก่อน
พวกนั้นคิดง่ายไปหน่อยนะ แค่จ่ายเงินเดือนนิดหน่อยก็อยากจะได้ไอเดียดี ๆ ไปใช้ฟรี ๆ ฉันว่า อย่าไปสนใจพวกนั้นเลย ถ้าไม่เสนอผลตอบแทนดีพอ ก็ไม่ต้องไปยุ่ง”
คนเราย่อมลำเอียงไปทางญาติพี่น้อง ต่อให้ยังไม่เกี่ยวดองกันมาก่อน แค่รู้จักกันเฉย ๆ สำหรับหานเหวินจงแล้ว เขาก็ถือว่าสวี่ซื่อเยี่ยนเป็นพวกเดียวกันอยู่ดี
“ลุงครับ ไม่ใช่เพราะเรื่องผลประโยชน์หรอก ผมแค่ไม่มีเวลาจริง ๆ
ว่าแต่โจวชิงกั๋วไปหาลี่หมิง แล้วใช่ไหมครับ? ช่วงนี้ผมกับเขาจะลงมือทำเรื่องใหญ่ด้วยกัน”
หานเหวินจงยิ่งได้ยินยิ่งดีใจที่ปกป้องสวี่ซื่อเยี่ยนไว้ถูกคน
ก่อนหน้านี้สวี่ซื่อเยี่ยนเคยส่งจดหมายไปหาโจวชิงกั๋ว ให้เขาตามหาลี่หมิงและพวกพ้อง จ้าวเจี้ยนเซ่อ หยางชุนหมิง หวงเซิ่งลี่ เพื่อช่วยกันหากล้าพันธุ์และเมล็ดคลิเวียให้ได้มากที่สุด
เมื่อไม่กี่วันก่อนสวี่ซื่อเยี่ยนเพิ่งได้รับจดหมายตอบกลับ บอกว่าพวกเขารวบรวมเมล็ดพันธุ์ได้มากแล้ว ถามว่าเขาจะกลับมาเมื่อไร จะได้เตรียมแผนการขั้นต่อไป
จากเนื้อหาในจดหมาย สวี่ซื่อเยี่ยนก็เดาได้ว่า ลี่หมิงเองก็คงเข้าร่วมในเรื่องนี้ด้วย
ชาติก่อนเขาติดหนี้บุญคุณตระกูลหานไว้มาก แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว คราวนี้ก็ขอถือโอกาสตอบแทนบุญคุณด้วยการชวนลี่หมิงมาหาเงินด้วยกัน
“เรื่องนี้ฉันก็ไม่แน่ใจนะ ตอนนี้ฉันยังอยู่บนเขา ยังไม่ถึงเวลาลงมาเลย”
หานเหวินจงส่ายหน้า เขาพาคนขึ้นเขาไปเฝ้าระวังโสมป่าทุกปี จะกลับลงมาก็ช่วงปีใหม่
“ว่าแต่พวกเธอจะทำเรื่องใหญ่กัน เรื่องอะไรกันแน่?”
สวี่ซื่อเยี่ยนตบหน้าผาก “โอย ความจำฉันนี่มันช่าง... ลืมอะไรไปหมด”
“ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ก็แค่คิดอยากเริ่มทำธุรกิจเล็ก ๆ หาเงินเท่านั้นเอง” สวี่ซื่อเยี่ยนยิ้มเจื่อน ๆ พยายามกลบเกลื่อน
หานเหวินจงเห็นสีหน้าของสวี่ซื่อเยี่ยนก็รู้ทันว่าแอบปิดบังอยู่ แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาถาม เดี๋ยวไว้หาโอกาสคุยกันใหม่ก็แล้วกัน
ช่วงบ่าย ฉือฮ่าวกับฉีหยุนเซิงต้องกลับไปทำงาน ส่วนสวี่ซื่อฉินก็ยังออกมานานไม่ได้ เพราะอีกไม่นานก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดอีก ต้องพักฟื้นร่างกายให้ดี
ทุกคนเลยไม่ได้ดื่มกินกันมากนัก แค่มาแสดงความยินดีพอเป็นพิธี งานเลี้ยงหมั้นก็เลยจบเร็ว
พอสวี่ซื่อฉินกับหานลี่เหว่ยหมั้นกันเรียบร้อย พ่อของทั้งสองฝ่ายก็วางใจ
หลังจากอยู่ในเมืองอีกวัน ทั้งสองก็เห็นว่าใช้จ่ายในเมืองหลวงสูงเกินไป เลยรีบซื้อตั๋วรถไฟกลับบ้าน
แต่ทางกลับไกล แถมยังต้องต่อรถอีก สวี่ซื่อเยี่ยนเป็นห่วง เลยอยากไปส่งพ่อทั้งสองคนกลับบ้าน
แต่สวี่เฉิงโฮ่วกับหานเหวินจงไม่ยอม พวกเขาคิดว่าสวี่ซื่อเยี่ยนดูถูกพวกเขา
จะว่าไปก็ยังไม่แก่ขนาดนั้น ยังไม่ถึงขั้นเดินเหินไม่ได้หรอก จะกลับบ้านไม่เป็นหรือไง?
สองคนดื้อไม่ยอมให้ส่ง สวี่ซื่อเยี่ยนเลยได้แต่กำชับแล้วกำชับอีก เตือนให้ระวังตัวระหว่างเดินทาง
“พอแล้ว! พวกเราสองคนรวมกันก็ปาไปร้อยกว่าปีแล้ว ยังจะสู้แกไม่ได้เหรอ?
รู้จักไหม? สิ่งที่อยู่ใต้จมูกเรียกว่า ‘ปาก’ ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก็อ้าปากถามทางได้!
ไปได้แล้ว กลับไปดูแลน้องสาวแกเถอะ อย่ามัวแต่พูดจ้ำจี้จ้ำไชเลย”
สวี่เฉิงโฮ่วรำคาญลูกชายเต็มที พอดีมีเสียงเรียกตรวจตั๋ว ก็คว้าสัมภาระกับตั๋วเดินตรงไปตรวจตั๋วเข้าชานชาลาทันที
สวี่ซื่อเยี่ยนได้แต่ยืนมองผู้เฒ่าสองคนเดินเข้าไปจนลับตา แล้วถอนหายใจ หันหลังเดินออกจากสถานีรถไฟ
ฝ่ายสวี่เฉิงโฮ่วกับหานเหวินจงนั่งรถไฟกลับบ้าน ต้องต่อรถที่เมืองฮุนเจียง
แต่ก็ไม่มีอุปสรรคอะไร ทุกอย่างราบรื่นดีจนกลับถึงบ้าน
ขณะที่ทางด้านสวี่ซื่อเยี่ยนกับหานลี่เหว่ย ก็ผลัดกันดูแลสวี่ซื่อฉิน ทำอาหารดี ๆ ให้เธอบำรุงร่างกายทุกวัน
การฟื้นตัวของสวี่ซื่อฉินเป็นไปด้วยดี ฉือฮ่าวนำทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมกระดูกทั้งหมดมาประชุมร่วมกัน และสรุปว่าร่างกายของสวี่ซื่อฉินพร้อมสำหรับขั้นตอนต่อไปแล้ว
ตัดสินใจว่าจะทำการผ่าตัดครั้งที่สองให้กับ สวี่ซื่อฉิน ในวันที่ 20 ธันวาคม
เช้าวันที่ 20 เวลาประมาณแปดโมงครึ่ง สวี่ซื่อฉินก็ถูกเข็นเข้าห้องผ่าตัดอีกครั้ง
สวี่ซื่อเยี่ยนกับหานลี่เหว่ยเฝ้าอยู่หน้าห้องผ่าตัดด้วยความกังวลและรอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
การผ่าตัดครั้งที่สองนี้ เทียบกับครั้งแรกแล้วถือว่าง่ายกว่าเยอะ ส่วนใหญ่เป็นการปรับความโค้งของกระดูกสันหลังให้เป็นปกติเหมือนคนทั่วไป
สกรูและแท่งโลหะที่ทำจากโลหะผสม ได้ติดตั้งไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่การผ่าตัดครั้งแรก ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นเพียงการปรับบางส่วนเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ เวลาที่ใช้จึงไม่ยาวนานเหมือนครั้งก่อน สองชั่วโมงต่อมา ประตูห้องผ่าตัดก็เปิดออก
“กระดูกสันหลังของคนไข้ได้รับการปรับให้ตรงตามปกติแล้ว การผ่าตัดประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
หลังจากนี้ก็แค่พักฟื้นให้เต็มที่ รอให้กระดูกสันหลังกับอวัยวะภายในปรับตัวเข้าหากันได้ ก็สามารถกลับบ้านได้แล้ว”
หมอฉือฮ่าว รู้ว่าญาติคนไข้เป็นห่วงมาก คราวนี้เลยไม่รอให้ถาม แต่ถอดหน้ากากผ่าตัดออกแล้วรีบบอกข่าวดีทันที
“เรื่องการดูแลก็เหมือนครั้งที่แล้ว ผมจะไม่พูดซ้ำ
หลังจากคนไข้กินอาหารได้แล้ว ให้ทำอาหารบำรุงร่างกายเยอะ ๆ เดี๋ยวผมจะจ่ายยาเสริมเพื่อช่วยให้กระดูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
ถ้าฟื้นตัวดี อาจจะไม่ถึงเดือนก็สามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว”
สภาพร่างกายของสวี่ซื่อฉินดีกว่าที่คาดไว้มาก มีแนวโน้มว่าจะได้กลับบ้านไว
สวี่ซื่อเยี่ยนกับหานลี่เหว่ยได้ยินข่าวดีก็พากันดีใจ รีบขอบคุณหมอ จากนั้นก็ช่วยกันเข็นรถพาสวี่ซื่อฉินกลับห้องพักผู้ป่วย
ครั้งนี้ดูเหมือนอาการเจ็บหลังผ่าตัดจะเบากว่าครั้งก่อน พอเธอฟื้นขึ้นมา ก็ไม่ได้ทรมานเหมือนตอนนั้น
ด้วยการดูแลเอาใจใส่ของทุกคน ผ่านไปแค่เจ็ดแปดวัน สวี่ซื่อฉินก็เริ่มกล้าค่อย ๆ ลุกเดินได้แล้ว
และคราวนี้ มีความเปลี่ยนแปลงไม่น้อย สวี่ซื่อฉินสามารถยืนหลังตรงได้อย่างเต็มที่
มองดูแล้ว แทบไม่ต่างจากคนปกติ ส่วนสูงเองก็ดูจะสูงขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
“ดีจริง ๆ แบบนี้แหละ ถึงจะเป็นรูปลักษณ์ที่น้องสาวฉันควรมี”
สวี่ซื่อเยี่ยนมองน้องสาวที่ยืนเคียงข้างหานลี่เหว่ย ทั้งสองคนดูสูงสง่า เขารู้สึกว่าเข้ากันได้ดีเหลือเกิน
ในใจพลันรู้สึกว่า... สวรรค์ยังมีตา ในที่สุดน้องสาวเขาก็หายดีแล้ว
แม้กระดูกสันหลังจะกลับสู่ความปกติแล้ว แต่อวัยวะภายในยังต้องใช้เวลาในการปรับตัว ซึ่งเร่งรีบไม่ได้
สวี่ซื่อฉินปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เพิ่มระยะเวลาและความถี่ในการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวได้ดี ก็รู้สึกไม่เจ็บปวดเหมือนก่อน
พริบตาเดียว ปี 1982 ก็จบลง และวันที่ 1 มกราคม ปี 1983 ก็มาถึง
วันขึ้นปีใหม่ สวี่ซื่อเยี่ยนกับหานลี่เหว่ยช่วยกันห่อเกี๊ยว นำไปใส่ในปิ่นโตและชามเล็ก ๆ นำไปส่งถึงโรงพยาบาล
สามคนกินเกี๊ยวด้วยกันในห้องพักผู้ป่วย ฉลองปีใหม่อย่างมีความสุข
หลังวันขึ้นปีใหม่ ร่างกายของสวี่ซื่อฉินก็ค่อย ๆ ดีขึ้นทุกวัน จนสามารถลุกเดินได้นานขึ้นเรื่อย ๆ
จนถึงวันที่ 18 มกราคม ตอนเช้า ระหว่างตรวจร่างกาย หมอฉือฮ่าวก็เอาข่าวดีมาบอก
จากการประชุมวินิจฉัยร่วมของทีมแพทย์แผนกระบบกระดูก พบว่าสภาพร่างกายของสวี่ซื่อฉินดีมาก สามารถดำเนินการขอออกจากโรงพยาบาลเพื่อพักฟื้นที่บ้านได้แล้ว
“กลับไปพักฟื้นให้ดี ภายในสามเดือนห้ามยกของหนัก ห้ามนั่งนาน ๆ พยายามพักผ่อนให้มากที่สุด
พอถึงหน้าหนาวปีหน้า ต้องกลับมาอีกครั้ง เพื่อผ่าตัดเอาสกรูกับแท่งโลหะออกจากร่างกาย” หมอฉือฮ่าวไม่ลืมที่จะกำชับข้อควรระวังหลังออกจากโรงพยาบาลอีกครั้ง







