พ้นวันที่ห้าของเดือนแรกได้ไม่นาน คุณหนูฟ่านก็ออกไปถ่ายละครข้างนอกอีกแล้ว
ฉู่ชิงพอจะรู้แล้วว่าทำไมคู่รักในวงการถึงได้มีพวกทำตัวแปลกๆ เยอะนัก ตลอดทั้งปีแทบไม่ได้เจอกันเลย ที่โชว์หวานก็แค่หลอกลวง ที่โชว์ฝีมือการแสดงต่างหากถึงจะของจริง คุณรับรางวัลอยู่บนเวที ผมนั่งร้องไห้น้ำตาอาบแก้มอยู่ข้างล่าง กว่าจะนัดเจอกันทำเรื่องอย่างว่าในวันจันทร์หน้าได้สักครั้ง ก็ยังทำให้คนทั้งประเทศฮือฮากันไปหมด
คู่รักที่กลมเกลียวมีความสุขเหล่านั้น มักจะต้องมีฝ่ายหนึ่งเสียสละเสมอ คนหนึ่งอยู่ข้างนอก คนหนึ่งอยู่ข้างใน แบบนี้ถึงจะเรียกว่าครอบครัว
ละครที่แม่ฟ่านตกลงรับให้ลูกสาว คือซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง "ฤทธิ์มีดสั้น" อืม ฟังดูคุ้นหูมากเลยใช่ไหม
ความจริงแล้วนักแสดงพวกนี้ ไม่ว่าจะเบอร์ใหญ่หรือเบอร์เล็ก ขอแค่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีงาน บทนำไม่มีก็ยังมีบทสมทบเด่น บทสมทบเด่นไม่มีก็ยังมีบทสมทบเล็ก ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ยังมีบทรับเชิญ จะดังหรือไม่ดังมันอยู่ที่โอกาส ปัญหาอยู่ที่ว่าตัวคุณเองอยากถ่ายหรือเปล่า
อย่างคุณหนูฟ่าน ถึงแม้ตอนนี้จะไม่มีบริษัทต้นสังกัด แต่พอได้กระแสจากหวนจูช่วยดัน ก็มีผู้สร้างเสนอหนังเข้ามาให้เลือกเป็นกอบเป็นกำ เพียงแต่ไม่ใช่บทนางเอกทั้งหมด แม่ฟ่านคัดกรองจากในนั้นดูรอบหนึ่ง แล้วก็ยังรู้สึกว่า "ฤทธิ์มีดสั้น" น่าเชื่อถือที่สุด
จะว่าไปปฏิกิริยาแรกของฉู่ชิงตอนได้ยินข่าวนี้ ก็คือภาพลักษณ์วัยรุ่นกระฉับกระเฉงของหนุ่มหล่อเจียว พร้อมกับทรงผมหยิกเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบนหัว เริ่มจากเขานี่แหละ ที่เป็นตัวเร่งให้เกิดยุคไร้จรรยาบรรณที่พระเอกซีรีส์ย้อนยุคถ้าไม่ดัดผมจะต้องตายให้ได้ น่าเสียดายที่ตลอดละครเป็นร้อยๆ เรื่อง มีแค่สองคนเท่านั้นที่เอาทรงผมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนี้อยู่ คนหนึ่งคือหลี่สวินฮวน อีกคนคือกู้ซีเจา
ซีรีส์เรื่องนี้เป็นการร่วมทุนสร้าง เมื่อก่อนตอนเขาดูก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่ตอนหลังพอกลับมาดูซ้ำเป็นบางครั้ง ถึงได้พบว่าผู้กำกับคือหยวนปาเหยีย ข้างในนั้นเต็มไปด้วยหนุ่มหล่อสาวสวยที่เจริญหูเจริญตามากมาย ทั้งหนุ่มหล่อเจียว สาวสวยเซียว แล้วก็ยังมีเจี่ยจิ้งเหวินและคุณหนูฟ่านในวัยใส ตลอดจนอวี๋เฟยหงกับเริ่นเฉวียนที่มาเติมเต็มมาดคนมีระดับ ถ้าวัดกันแค่หน้าตา ตลอดหลายปีมานี้จัดว่าติดหนึ่งในสามอันดับแรกอย่างแน่นอน น่าเสียดายที่ถูกคนเขียนบทห่วยๆ ทำลายไปอย่างย่อยยับ
คุณหนูฟ่านแสดงเป็นสาวใช้ของอวี๋เฟยหง ชื่อซิ่งเอ๋อร์ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เธอหงุดหงิดมาก ก็เหมือนกับจินสั่วนั่นแหละ ใครกำหนดว่าสาวใช้ถึงกับต้องไม่มีแม้แต่แซ่
นี่เป็นบทที่บ้าผู้ชายและไร้สมองมาก เริ่มจากไปหลงรักหลี่สวินฮวน จากนั้นก็ไปหลงรักอาเฟยน้องชายของเขา และสุดท้ายก็ยังตายในอ้อมกอดของอาเฟย การกำหนดบุคลิกตัวละครแบบนี้ ทำเอาเด็กสาวอดไม่ได้ที่จะบ่นอุบ แต่ก็ช่วยไม่ได้ ตอนนี้เธอเป็นแค่ดาราเล็กๆ ที่รับงานอิสระ มีโอกาสก็ต้องคว้าเอาไว้
สรุปแล้ว นักแสดงระดับนี้ ถือว่าเป็นงานใหญ่สำหรับเธอ ต่อให้บทจะน้อย การได้รู้จักดาราดังมากมายขนาดนั้นก็เป็นโอกาสที่หาได้ยาก
วันไปส่ง ฉู่ชิงกำชับแล้วกำชับอีก ทำตัวอาลัยอาวรณ์เหมือนแม่บ้านไม่มีผิด เด็กสาวเองก็กอดแฟนหนุ่มแน่นตายก็ไม่ยอมปล่อยมือ สุดท้ายแม่ฟ่านทนดูไม่ได้จริงๆ จึงจับคู่รักวัยรุ่นคู่นี้แยกออกจากกัน แล้วเตะส่งลูกสาวเข้าไปในจุดตรวจความปลอดภัย
หลังจากเธอบินไป พ่อกับแม่ก็ต้องกลับเจียวตงไปพักผ่อนระยะหนึ่ง ผลสุดท้ายก็เหลือฉู่ชิงอยู่คนเดียวอีกครั้ง
เขารู้สึกว่าตัวเองก็ต้องหาอะไรทำบ้างแล้ว แต่ก็สับสนมึนงง จะหายังไงล่ะ
เขาไม่มีผู้จัดการ ละครที่ถ่ายก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเพราะดวงดีแบบฟลุกๆ แต่คราวนี้ไม่เจอกับความบังเอิญ แถมไม่มีคนแนะนำ แม้แต่ขี้ก็ยังไม่มีให้เหยียบเลย
ชื่อเสียงของเขาด้อยกว่าแฟนสาวอยู่บ้าง แต่ก็ยังดีกว่าพวกนักแสดงเล็กๆ จำนวนมหาศาลที่ดิ้นรนไม่ขึ้นเยอะเลย
พอคนพูดถึงฉู่ชิง ไม่รู้จัก แต่ถ้าบอกว่าหลิวชิงในหวนจู อ้อ! อันนี้ทุกคนจำได้ อย่าดูถูกความประทับใจเล็กๆ น้อยๆ นี้เชียว นี่แหละคือพื้นฐานว่าคุณจะได้รับงานละครหรือไม่
เขาไม่เหมือนกับคุณหนูฟ่าน เด็กสาวคนนั้นชอบเอาชนะ กระตือรือร้น ทั่วทั้งตัวเปล่งประกายด้วยจิตวิญญาณนักสู้ที่ฮึกเหิม โดยพื้นฐานแล้ว ขอแค่ดูเป็นบทที่พอใช้ได้ เธอก็รับหมด
แต่ฉู่ชิงนั้นเรื่องมาก อาจจะเพราะถูกเหล่าเจี่ยกับเจียงเหวินสปอยล์จนเคยตัว ถ้าเป็นบททั่วไปเขาก็ไม่เหลียวแลจริงๆ อย่างที่บอกไปข้างต้นว่าละครน่ะไม่ขาด ปัญหาคืออยากรับงานนี้หรือเปล่า
ช่วงนี้กลับมีโปรดิวเซอร์ไม่เอาไหนสองสามคน หอบบทละครไม่เอาถ่านมาหาถึงที่ เขาเปิดดูสองสามหน้าก็ไล่ตะเพิดออกไปโดยตรง อย่าเพิ่งพูดถึงตรรกะของเรื่องและการสร้างตัวละครเลย แกยังไม่เข้าใจแม้แต่สามัญสำนึกพื้นฐาน แล้วจะเขียนบทบ้าบออะไร ยังต่ำตมยิ่งกว่าวีรสตรีต่อต้านญี่ปุ่นประเภทที่กางเกงสวมเองอัตโนมัติแล้วถือธนูยิงกราดนั่นซะอีก
เขาไม่อยากสะสมละครห่วยสิบเรื่อง แล้วอัญเชิญชาวเน็ตมาด่าสาดเสียเทเสียทุกวันหรอกนะ
พวกโปรดิวเซอร์ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ให้เสียข้าวสุก มาหาคุณให้ไปถ่ายละครก็เพราะให้เกียรติคุณ ปฏิเสธไปครั้งสองครั้งน่ะพอได้ แต่ถ้ายังปฏิเสธอีก มันก็ออกจะเล่นตัวไปหน่อยแล้ว ในพื้นที่เล็กๆ ของเมืองหลวง ใครบ้างไม่รู้จักใคร นานวันเข้าก็เลยสร้างภาพลักษณ์หนึ่งให้ฉู่ชิง โดยบอกว่าคนคนนี้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ขี้เก๊กสุดๆ!
จากนั้นก็เงียบหายไปพักหนึ่ง ฉู่ชิงอยู่บ้านว่างๆ ทุกวัน ทางฝั่งคุณหนูฟ่านก็ยุ่ง โทรศัพท์ก็โทรหาน้อยลง เขายังรู้สึกด้วยซ้ำว่าตัวเองใกล้จะตกงานแล้ว ตอนนี้ถึงเพิ่งมานึกเสียใจว่า ความจริงในบทพวกนั้นก็มีอยู่สองสามเรื่องที่พอกล้อมแกล้มรับได้...
คนเราบางครั้งก็ชอบหาเรื่องใส่ตัว ถ้าไม่ถูกตบจนแบนติดดิน ก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองกำลังวางมาดใหญ่โต!
จนกระทั่งถึงกลางเดือนมีนาคม ถึงได้มีคนโทรศัพท์หาเขาอีกครั้ง คนคนนั้นชื่อฟ่านเสี่ยวเทียน
............
"คิกๆ!"
สวีเจิงในชุดลำลอง ซึ่งตอนนี้ยังพอจะเรียกได้ว่ามีหน้าตาหล่อเหลาหมดจด มองดูหญิงสาวตรงหน้าด้วยความกลัดกลุ้มใจมาก
"ขอโทษค่ะ ขอโทษที" เสี่ยวเถาหงรีบพูด
"คุณขำอะไร" สวีเจิงถามด้วยสีหน้าจริงจัง
"พรืด!" อุตส่าห์กลั้นไว้ได้แล้วแท้ๆ แต่พอเห็นท่าทางจริงจังของเขา เสี่ยวเถาหงก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้อีกจนหยุดไม่อยู่ ใบหน้าซาลาเปาที่ดูเบิกบานใจเป็นพิเศษนั้นย่นเข้าหากันจนดวงตาหยีเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวสองดวง
เธอไม่เคยได้ยินชื่อสวีเจิงคนนี้มาก่อนเลย ได้แต่จินตนาการไปเองว่า 'แหม! ในเมื่อถูกตามตัวมาเล่นเป็นตือโป๊ยก่าย ก็ต้องเป็นชายวัยกลางคนพุงพลุ้ยเนื้อตัวมอมแมม คล้ายๆ กับเต๋อหัวนั่นแหละ' ใครจะไปรู้ว่าพอมาเจอกันวันนี้ กลับเป็นผู้ชายตัวเล็กๆ ที่ดูขาวสะอาดสดใส ช่างขัดแย้งกับภาพในหัวซะเหลือเกิน จนเธอห้ามตัวเองไม่ให้ขำไม่ได้
สวีเจิงอายุยี่สิบเก้าปี รุ่นราวคราวเดียวกับเธอ แต่ไม่เหมือนกับพวกพี่สาวจอมเปิ่น ตัวเขาเป็นคนจริงจังมาก ถึงขั้นมีนิสัยหัวโบราณอยู่บ้าง ตอนนี้พอเห็นเธอหัวเราะจนตัวงอ เขาก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก ให้ตายเถอะ เราเพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก หน้าตาผมมันตรงจุดเส้นตื้นของคุณขนาดนั้นเลยหรือไง?
เสี่ยวเถาหงเองก็ดูออก เธอตบอกตัวเองเบาๆ แล้วหอบหายใจ
นี่เป็นสถานที่จัดงานที่เรียบง่ายมาก เป็นห้องที่ทางโรงแรมจัดเตรียมไว้ชั่วคราว ด้านหน้ามีโต๊ะยาวสองตัว ด้านล่างเป็นเก้าอี้หลายแถว มีคนนั่งอยู่เต็มไปหมด งานนี้เรียกว่าการประชุมระดมพลก่อนเปิดกล้อง และยังเป็นการให้นักแสดงหลักนับสิบชีวิตทำความรู้จักกันด้วย
ฉู่ชิงนั่งติดกับพี่ชายผิวคล้ำตากลมโตคนหนึ่ง หมอนี่ชื่อโค่วจ้านเหวิน เป็นศิษย์พี่ของหลี่เหลียนเจี๋ยกับอู๋จิง เข้าวงการมาตั้งแต่ปี 88 ฝีไม้ลายมือไม่เลว เสียเปรียบก็ตรงที่หน้าตาไม่หล่อ เล่นละครมาก็เยอะ แต่ไม่เคยดังเลย สุดท้ายก็เลยตัดสินใจย้ายไปทำงานเบื้องหลังซะเลย
ส่วนความสัมพันธ์ของทั้งสองคนในเรื่องน่ะเหรอ อืม เป็นศัตรูหัวใจกันน่ะสิ...
ฉู่ชิงนั่งฟังฟ่านเสี่ยวเทียนพูดอยู่บนเวทีอย่างใจลอย ตั้งแต่มานั่งอยู่ตรงนี้เขาก็รู้สึกหงุดหงิดใจ ทำไมถึงวู่วามรับบทนี้ไปได้นะ? เฮ้อ ก็เป็นเพราะเงินนั่นแหละ ตอนละเจ็ดพันหยวน มีบททั้งหมดประมาณแปดตอน ถ่ายจบก็จะได้เงินตั้งห้าหมื่นกว่าหยวน
ความจริงแล้ว เขาค่อนข้างไม่อยากยอมรับเลยว่า เงินสามแสนที่แฟนสาวออกไปเดินเล่นรอบนึงแล้วหามาได้นั้น มันกระตุ้นความรู้สึกเขาเข้าอย่างจัง มันไม่ใช่เรื่องที่ว่าใครหาเงินได้มากใครหาเงินได้น้อย แต่เป็นทัศนคติของทั้งสองคนที่มีต่ออาชีพนี้ เธอทุ่มเทสุดชีวิตขนาดนั้น แต่เขากลับทำตัวสบายๆ อย่างนี้ มันน่าไม่อายไปหน่อยเหรอ?
เขาก็เคยบอกกับตัวเองไว้ว่า เพื่อยัยหนูนั่น เขาจะตั้งใจพยายามให้ดี พี่สาวคนนั้นก็เพิ่งจะสั่งสอนไปหมาดๆ ว่าลูกผู้ชายพูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น ดังนั้นต่อให้เขาจะไม่ชอบแสดงแค่ไหน เขาก็ยังรับเล่นละครเรื่องนี้อยู่ดี
ฉู่ชิงไม่มีความสามารถอื่นใดอีก นอกจากซ่อมรองเท้าแล้ว ก็เหลือแค่การแสดงนี่แหละ
อย่าพูดถึงเรื่องทำธุรกิจเลย คนแบบเขาสามารถโดนคนอื่นปั่นหัวเล่นจนตายได้ในไม่กี่นาที ใครๆ ก็รู้ว่าซื้อลอตเตอรี่มีสิทธิ์ถูกรางวัลใหญ่ แต่คุณรู้ไหมล่ะว่าต้องซื้อเลขอะไร? ใครๆ ก็รู้ว่าทำอสังหาริมทรัพย์หาเงินก้อนโตได้ แต่คุณรู้ไหมล่ะว่าต้องทำยังไง?
ด้วยความรู้และระดับสติปัญญาของหมอนี่ อย่างมากที่สุดก็คงแค่กว้านซื้อบ้านตุนไว้ล่วงหน้าสักสองสามหลัง แล้วก็นั่งรอให้ราคาขึ้น แต่ถึงแม้จะเป็นเคล็ดลับง่ายๆ แบบนี้ เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าซื้อบ้านทำเลไหนถึงจะพึ่งพาได้มากกว่ากัน อีกอย่างเงินในมือเขาตอนนี้มีแค่แสนนิดๆ จะไปซื้อบ้านหลังเล็กๆ นอกวงแหวนรอบที่สาม แล้วอีกหลายปีค่อยขายโก่งราคาขึ้นไปหลายๆ เท่าได้เหรอ?
ช่างเถอะ เขาก็ไม่ได้มีทะเบียนบ้านอยู่เวินโจวสักหน่อย ไม่มีพรสวรรค์ทางนั้นเลยแม้แต่น้อย
เพราะงั้น การแสดงน่าจะชัวร์กว่า
เขากำลังคิดอะไรเพ้อเจ้อไปเรื่อยเปื่อย โค่วจ้านเหวินก็เอาแต่พึมพำเสียงเบาอยู่ข้างๆ ตัวก็ออกจะใหญ่โตล่ำสัน ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนช่างจ้อขนาดนี้
ละครเรื่องนี้ ในเวลาต่อมามีคำคุณศัพท์เฉพาะเจาะจงเอาไว้เรียก ว่า 'อิหยังวะ' แต่ในตอนนั้นมันเป็นเรื่องโปรดของเด็กๆ จำนวนมาก เลิกเรียนปุ๊บก็รีบวิ่งกลับบ้าน ข้าวปลาไม่ยอมกิน ฉู่ชิงเองก็ชอบดูเหมือนกัน ตอนที่เสี่ยวหลงหนวี่ตาย เขาก็ร้องไห้ตามตั้งนานสองนาน
คนที่นั่งอยู่แถวหน้าเขานั้น มีสวีเจิง เสี่ยวเถาหง ซุนซิง วงหง เฉินหง หลี่ลี่ฉวิน... คนพวกนี้ไม่ว่าจะเบอร์เล็กหรือเบอร์ใหญ่ก็ถือว่าเป็นคนมีชื่อเสียงกันทั้งนั้น! แม้แต่นักแสดงที่รับบทเป็นองค์หญิงมังกรที่สอง องค์ชายมังกรทะเลใต้ ก็ยังเรียกชื่อได้อย่างคุ้นหู ยกเว้นพระยูไลที่โคตรจะหลอกลวงนั่น แม่งเอ๊ย นั่นมันรูปปั้นชัดๆ!
อ้อ ยังมีจ้าวสมุทรทะเลใต้อีก หลอกลวงยิ่งกว่าพระยูไลซะอีก แม่งเอ๊ย นั่นมันมีแค่ส่วนหัวชัดๆ!
ความจริงพอโตขึ้นมาแล้วมานั่งคิดดู ละครเรื่องนี้สร้างได้หยาบสุดๆ ทั้งเรื่องเต็มไปด้วยสเปเชียลเอฟเฟกต์ราคาห้าสิบสตางค์ แล้วก็เสื้อผ้าหน้าผมแบบที่ขายส่งในตลาดต้งพี้ สงสัยว่าฟ่านเสี่ยวเทียนคงเอาเงินไปทุ่มกับนักแสดงหมดแล้วกระมัง
ตอนที่เขาบอกข่าวนี้กับแฟนสาว ยัยหนูนั่นกำลังบ้าผู้ชายอยู่พอดี ไม่สนเลยว่าแฟนหนุ่มรับเล่นละครเรื่องอะไร เอาแต่พูดว่า "พี่เจียวหล่อจังเลย!" อยู่ได้
เอาล่ะ ถ้าทำให้ฉันโมโหขึ้นมาล่ะก็ พรุ่งนี้ฉันจะบินไปเกาหลีมันซะเลย
ทุกอย่างชวนให้อึดอัดใจไปหมด ข้อดีเพียงอย่างเดียวก็คือ สถานที่ถ่ายทำไม่ต้องเดินทางไกลมาก อยู่ในสตูดิโอถ่ายทำที่ชานเมืองปักกิ่งนี่เอง แล้วก็มีฉากนอกสถานที่บางฉากที่ต้องไปถ่ายตรงร่องเขาริมน้ำแถวๆ เหยียนชิ่ง
รอจนฟ่านเสี่ยวเทียนพูดจบ ก็เริ่มแนะนำนักแสดง แต่ละคนขึ้นไปเหมือนเด็กนักเรียนเพิ่งเข้าโรงเรียนยังไงยังงั้น
"สวัสดีครับ ผมชื่อสวีเจิง ในเรื่องรับบทเป็นตือโป๊ยก่าย ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ" เขาพูดไม่เยอะ ทั้งยังดูขี้อายมาก พูดจบก็เดินกลับไปที่นั่ง
ฟ่านเสี่ยวเทียนพูดเสริมอีกสองสามประโยค ถือเป็นการช่วยสนับสนุนพระเอกของเรื่อง "ทุกคนอย่าเห็นว่าสวีเจิงยังหนุ่มนะ เขาเคยคว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากเวทีแมกโนเลียมาแล้ว ในแวดวงละครเวทีของเซี่ยงไฮ้น่ะเขาอยู่ในระดับนี้เลยนะ!" เขาชูนิ้วหัวแม่มือขึ้น
โดนชมซะจนสวีเจิงรู้สึกเขินอาย เขาที่นั่งอยู่แถวหน้าได้แต่โบกมือปฏิเสธพัลวัน
หลังจากนั้นก็เป็นเสี่ยวเถาหง ในบรรดาคนกลุ่มนี้ถือว่าเธอประสบความสำเร็จมากที่สุดแล้ว อายุยังน้อยก็คว้าตำแหน่งราชินีจอเงินจากเวทีหัวเปี่ยวและจินจีมาครองได้ทั้งคู่แล้ว
เฉินหง คือภรรยาของเฉินข่ายเกอ ชื่อเสียงโด่งดังกว่าเธอเสียอีก แต่กลับไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอันอะไร แถมปีนี้ผลงานหลักของเธอก็คือ 'พระราชวังต้าหมิง' การมาวิ่งรอกกองถ่ายนี้ก็แค่มาเล่นๆ รับงานเสริมเพื่อหาค่าเหนื่อยนิดหน่อย
ต่อมาก็เป็นซุนซิง วงหง หลี่ลี่ฉวิน นักแสดงรุ่นใหญ่ที่มีบทเยอะเหล่านี้ ในที่สุดก็วนมาถึงตาฉู่ชิงขึ้นเวทีจนได้
เขาเกลียดสถานการณ์แบบนี้ที่สุด มายืนอยู่ข้างหน้าเหมือนคนบ้า ได้แต่ถือไมโครโฟนแล้วพูดสั้นๆ ประโยคเดียวว่า "สวัสดีครับ ผมชื่อฉู่ชิง รับบทเป็นอู๋กังครับ"







