วันที่ 14 กุมภาพันธ์ หรือก็คือวันก่อนวันส่งท้ายปีเก่าหนึ่งวัน ในที่สุดคุณหนูฟ่านก็กลับมาถึงเมืองหลวง
อีกไม่กี่ปี จะมีคนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ยึดเอาวันนี้เป็นวันเทศกาล พวกเรามักจะรู้สึกยุ่งยาก เพราะแค่ปีใหม่ก็ต้องฉลองถึงสองครั้ง ทั้งวันปีใหม่สากลหนึ่งครั้ง วันตรุษจีนอีกหนึ่งครั้ง จนกระทั่งผ่านวันที่สิบห้าเดือนอ้ายไปแล้ว ถึงจะรู้สึกว่าช่วงเวลาหนึ่งปีได้ผ่านพ้นไปแล้วจริง ๆ
ทุกคนต่างก็ยุ่งกันขนาดนี้ จะไปลำบากทำไม? ดังนั้นวันหยุดเทศกาลแค่วันเดียวจึงได้รับความนิยมมากที่สุด สามารถปรับเปลี่ยนบรรยากาศได้บ้าง และไม่ถึงกับเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป
ฉู่ชิงไม่ได้ไปรับที่สนามบิน เขาเตรียมอาหารไว้เต็มโต๊ะที่บ้านของเธอ ครอบครัวฟ่านทั้งสามคนดูผอมลงอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับไม่ได้ดูซูบซีด เพราะได้กินดีอยู่ดีทุกวันจนสารอาหารเกินความจำเป็น จึงเกิดเป็นความผอมแบบมีน้ำมีนวลชวนให้รู้สึกมันย่องไปทั้งตัว สรุปแล้วมันค่อนข้างประหลาดทีเดียว
กินข้าวเสร็จ พ่อกับแม่ก็กลับเข้าห้องไปนอนพักเอาแรง ช่วงสิบกว่าวันที่ผ่านมานี้พวกเขาไม่เคยได้หลับสนิทเลยสักคืน คุณหนูฟ่านเองก็เหนื่อย แต่เธอก็ยังตามแฟนหนุ่มกลับมาที่บ้านของเขา
ไม่มีการพร่ำเพ้อบอกรัก หรือคำหวานหูใด ๆ หญิงสาวเพียงแค่เขย่งปลายเท้าขึ้นจูบเขา จากนั้นก็เดินโซเซไปทิ้งตัวล้มลงบนเตียง ราวกับคนตายที่ไม่อยากจะขยับตัวอีก
เตียงที่บ้านของฉู่ชิงเป็นเตียงเหล็กคู่แบบเก่า พอคนสองคนขึ้นไปนอนก็ส่งเสียงดังกี๊ดก๊าด แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นถล่มลงมา
เธอเหนื่อยจนไม่อยากจะพูดอะไร เอาแต่ซุกหน้าอยู่ในอ้อมอกของเขาพลางหลับตาพริ้ม พร้อมจะหลับไปได้ทุกเมื่อ ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้สูบพลังงานจนเธอแทบพังทลาย ต้องเจอกับคนประหลาดและเรื่องเฮงซวยสารพัดรูปแบบ ช่างเป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิดใจจริง ๆ
ฉู่ชิงยอมสละพื้นที่ร่างกายครึ่งซีก ปล่อยให้เธอกอดไว้ตามใจชอบ เขาลูบผมของเธอเบา ๆ มันไม่นุ่มสลวยเหมือนเมื่อก่อน แต่กลับหยาบกระด้างเสียดสีกับฝ่ามือ
“พรุ่งนี้ก็วันส่งท้ายปีเก่าแล้ว ยังไม่ได้เตรียมอะไรเลยนะ” นอนไปได้สักพัก คุณหนูฟ่านก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
“ฉันซื้อมาหมดแล้ว”
“ซื้ออะไรมาบ้างล่ะ?”
“ของกิน ของใช้ ของประดับตกแต่ง มีครบหมด”
“อ้อ” หญิงสาวถูไถศีรษะเข้ากับอกของเขา ลมหายใจตอนพูดแผ่วเบามาก
ฉู่ชิงพูดพลางหัวเราะ “เอาล่ะ เลิกส่งเสียงได้แล้ว นอนเถอะ”
“อืม...”
นาฬิกาเดินไปข้างหน้าดังติ๊กตอก เพิ่งจะพ้นช่วงบ่ายมาได้ไม่นาน ยังไม่ทันพลบค่ำ เป็นช่วงเวลาที่ก้ำกึ่ง ท้องฟ้าภายนอกหน้าต่างก็สลัว ๆ ไม่มืดไม่สว่าง
เขายังคงรักษารูปแบบท่าทางเดิม ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ในหัวว่างเปล่า สัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่รดลงบนปลายคาง ความง่วงงุนเริ่มครอบงำทีละน้อยจนต้องหลับตาลง
เขาหลับไม่ค่อยสนิทนัก ทั้งที่ตกลงสู่ห้วงแห่งความมืดมิดไปแล้ว แต่กลับยังรับรู้ถึงความเคลื่อนไหวภายนอกได้เล็กน้อย
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ ดูเหมือนจะมีลมหายใจแผ่วเบาขยับเข้ามาใกล้ จากนั้นของสองชิ้นที่ทั้งแห้งผากและอ่อนนุ่มก็แนบลงบนริมฝีปากของเขา ยังมีลิ้นเล็ก ๆ ที่เปียกชื้นและลื่นปรื๊ดพยายามงัดริมฝีปากของเขาให้เปิดออกเพื่อมุดเข้าไปข้างใน
บนใบหน้าของฉู่ชิงมีเส้นผมปรกอยู่หลายปอย มันปัดกวาดไปมาไม่หยุดตามการเคลื่อนไหวของเจ้าของ ทำให้เขารู้สึกจั๊กจี้จนต้องส่ายหน้าไปมาอย่างช่วยไม่ได้
คุณหนูฟ่านหยุดแอบจูบ เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเขาที่ลืมตาขึ้นพอดี เธอพูดกลั้วหัวเราะ “นายหลับไปแล้วเหมือนกันเหรอเนี่ย?”
เขาถามเสียงอู้อี้ “เธอทำอะไรอยู่?”
“ฉันกำลังลวนลามนายอยู่ไง”
เธอขยับบั้นท้ายยุกยิก ทิ้งน้ำหนักตัวทับลงบนร่างของเขาจนมิด พลางพูดกลั้วหัวเราะ “ตอนนี้นายตกเป็นของฉันแล้ว!”
ฉู่ชิงเอียงคอ หมดคำจะพูดอย่างสิ้นเชิง จากนั้นก็หาวออกมา เขาหลับตาลง พักอยู่ไม่กี่วินาทีก็ลืมตาขึ้นมาใหม่ ถึงได้สร่างง่วงขึ้นมาบ้าง มือขวาของเขาวางอยู่บนแผ่นหลังของเธอ พอขยับนิ้วก็สอดเข้าไปใต้ร่มผ้า ไม่ได้เลื่อนขึ้นบน แต่กลับเลื่อนต่ำลงไปตามสรีระ แล้วสอดเข้าไปในกางเกงของหญิงสาว
ฤดูหนาวแบบนี้ เธอสวมกางเกงอย่างน้อยตั้งสามชั้น พอมีมือใหญ่สอดเข้าไปข้างในก็เลยดันจนตึงเปรี๊ยะไปหมด ฉู่ชิงบีบคลึงเนื้อสะโพกนุ่มนิ่มของเธอเบา ๆ พลางพูดกลั้วหัวเราะ “นอนอิ่มแล้วเหรอ?”
คุณหนูฟ่านที่เมื่อครู่ยังทำตัวกร่างอยู่หมัด หน้าแดงแปร๊ดขึ้นมาทันที นี่เป็นครั้งแรกที่เขาทำอะไรอุกอาจขนาดนี้ เธอพูดด้วยความเขินอายปนโมโห “เอามือออกไปเลยนะ!”
“ไม่ออก!”
เขาเสียดายสัมผัสเย็นสบายแต่เนียนนุ่มนั้นเกินกว่าจะยอมปล่อย จึงเอาแต่ลูบไล้ผิวเนื้อนุ่มนิ่มเล่นไม่ยอมหยุด
หญิงสาวค้อนขวับ แต่ก็ไม่ได้เอื้อมมือไปปัดออก เธอซุกหน้าลงซบที่ซอกคอของเขา แล้วนอนคว่ำอยู่อย่างนั้นอย่างว่าง่าย
“ฮิ ๆ!”
ไร้ยางอายกันอยู่พักหนึ่ง จู่ ๆ คุณหนูฟ่านก็หัวเราะออกมาอย่างมีเลศนัย
“ป่วยเหรอ?” ฉู่ชิงลูบหัวของเธอ
“นี่ นายรู้ไหมว่ารอบนี้ฉันหาเงินได้เท่าไหร่?” หญิงสาวถาม
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง”
เธอชูนิ้วสามนิ้ว แกว่งไปมาเหนือระดับสายตาของเขา
“สามหมื่น?”
“ทำตัวให้มันดูมีอนาคตหน่อยได้ไหม?” หญิงสาวงับคอเขาเบา ๆ แล้วพูดอย่างภาคภูมิใจ “สามแสนต่างหาก”
มือของฉู่ชิงชะงักไป เขาดึงมือกลับออกมาจากกางเกงของเธอ ประคองใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอไว้แล้วพูดโอเวอร์ว่า “ว้าว! เศรษฐินีตัวน้อยนี่นา!”
“โธ่ เสแสร้งเกินไปแล้ว!” คุณหนูฟ่านเบ้ปาก ปัดมือเขาออกพลางบ่นอย่างไม่พอใจ “จับบั้นท้ายคนอื่นเสร็จก็มาจับหน้าเขาเนี่ยนะ!”
ฉู่ชิงหัวเราะพลางจูบเธอเบา ๆ แล้วถาม “แม่เธอให้มาหมดเลยเหรอ?”
พอได้ยินแบบนี้ ใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอก็สลดลงทันที เธอตอบว่า “ให้มาแสนนึง ที่เหลือบอกว่าจะเก็บไว้ให้”
เอาเถอะ พ่อแม่ทั่วโลกก็ใช้มุกนี้กันทั้งนั้นแหละ...
“ยังไงเงินก้อนนี้ก็ตั้งใจจะคืนพวกท่านอยู่แล้ว แค่นึกไม่ถึงว่าจะได้คืนเร็วขนาดนี้” หญิงสาวยิ้มพลางถาม “ตอนนี้นายมีเงินอยู่เท่าไหร่แล้ว?”
ฉู่ชิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง พอบวกกับเงินสามหมื่นหยวนจากเรื่อง "กุยจื่อไหลเลอะ" เขาก็ตอบว่า “ก็มีอยู่แสนสองแล้วเหมือนกัน”
“ของฉันพอบวกกับของเก่า ในมือก็มีเกือบสองแสน แล้วก็ยังมีของนายอีก...” คุณหนูฟ่านคิดเลขอย่างจริงจัง ก่อนจะพูดขึ้นกะทันหันว่า “เราสองคนซื้อบ้านกันเถอะ!”
…………
สิ่งที่หญิงสาวพูด เป็นเพียงคำพูดของเด็ก แม้ว่าเธอจะพูดด้วยความจริงจังมากแค่ไหน ฉู่ชิงก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด
อย่างแรกเลย ไม่ว่าเขาจะเป็นคนซื้อบ้านหลังนี้ หรือว่าเธอจะเป็นคนซื้อ ถ้าในโฉนดมีชื่อแค่คนเดียว แบบนั้นยังพอคุยกันได้ แต่ถ้าทั้งสองคนช่วยกันออกเงิน ต่อให้ฉู่ชิงเกิดสมองเสื่อมกะทันหันแล้วคิดว่ามันเป็นเรื่องดี พ่อแม่ของเธอก็ต้องไม่มีทางเห็นด้วยอย่างแน่นอน
คนหนึ่งอายุยี่สิบสาม อีกคนอายุสิบแปด พ่อแม่ของอีกฝ่ายแค่รู้สึกว่าเขาเป็นคนใช้ได้ ถึงได้ยอมให้คบหาดูใจกับลูกสาวตัวเอง แล้วนี่มันอะไรกัน ยังไม่ทันไรเลยก็จะซื้อบ้านแต่งงานกันเสียแล้ว?
อีกอย่าง ถึงจะซื้อบ้าน พ่อแม่ของเธอก็ต้องเป็นคนซื้ออยู่ดี ไม่ถึงคิวเด็กกะโปโลอย่างเธอหรอก แล้วก็อีกนะ ถ้าซื้อบ้านแล้วเธอจะอยู่คนเดียวงั้นเหรอ? ยังไงก็ต้องอยู่กับครอบครัวอยู่ดี จะให้เด็กสาวอย่างเธอวิ่งแจ้นไปอยู่กินกับแฟนหนุ่ม แล้วทิ้งพ่อแม่ไว้ข้างหลังได้ยังไงกัน
เพราะงั้น สิ่งที่ฉู่ชิงกังวลก็คือ สองตายายนั่นมีเจตนาจะตั้งรกรากอยู่ที่นี่แน่ๆ ราคาบ้านในเมืองหลวงตอนนี้ก็แค่ไม่กี่พันหยวน ถูกหยั่งกับผักกาดขาว ครอบครัวฟ่านสามารถซื้อบ้านดีๆ สักหลังในวงแหวนรอบที่สามได้สบายๆ และถ้าถึงตอนนั้นจริงๆ พวกเขาก็คงพาลูกสาวกลับไป ทิ้งให้เขาต้องเช่าบ้านอยู่ที่นี่คนเดียว...
แค่คิดก็แทบทรุดแล้วมั้ยล่ะ?
เรื่องพวกนี้ยังเอาไปพูดกับคุณหนูฟ่านไม่ได้ด้วย ไม่งั้นจะดูน่าเกลียดเกินไปจริงๆ
วันต่อมาก็ถึงวันส่งท้ายปีเก่า ข้าวของเครื่องใช้ที่ต้องจับจ่ายในช่วงปีใหม่นั้นไม่ได้ยุ่งยากเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว ฉู่ชิงซื้อแค่วัตถุดิบทำอาหารกับเครื่องดื่มเป็นหลัก จากนั้นก็เป็นกระดาษกลอนคู่อวยพร ถึงจะเป็นบ้านเช่า แต่พอติดไว้ก็ดูเป็นสิริมงคลดี
พ่อแม่ของเธอไม่อยากเดินทางเหน็ดเหนื่อยแล้วจริงๆ ถึงได้อยู่ฉลองปีใหม่ที่เมืองหลวง ญาติๆ ทางฝั่งเจียวตงนั้นมีเยอะแยะ ยัยหนูยังมีตาเฒ่าคนหนึ่ง แล้วก็บรรดาน้าสาวกับน้าชายอีกเป็นพรวน แต่เว้นตาเฒ่าแล้ว ความสัมพันธ์กับคนอื่นก็งั้นๆ
ที่แม่ฟ่านอยู่ต่อ หลักๆ เป็นเพราะยังมีคำเชิญให้เล่นละครอีกเรื่องหนึ่ง ต้องรีบพูดคุยให้ทันเวลา เพื่อลูกสาวแล้ว เธอทุ่มสุดตัวจริงๆ
ฉู่ชิงไม่ได้อยู่กินข้าวมื้อค่ำวันส่งท้ายปีเก่าด้วย เพราะสถานะตอนนี้มันน่าอึดอัดเกินไป พวกเขาสี่คนแค่กินข้าวด้วยกันมื้อหนึ่งตอนบ่าย จากนั้นเขาก็กลับบ้านของตัวเอง
เขาไม่ได้ให้แฟนสาวตามมาด้วย อยากให้เธออยู่เป็นเพื่อนพ่อแม่ดีๆ หลังจากที่เหนื่อยมาทั้งปี
พอตกค่ำ เขาก็นั่งพิงหัวเตียง ดูงานกาล่าฉลองตรุษจีน พลางหัวเราะแก้เบื่อออกมาเป็นพักๆ เสียงประทัดข้างนอกดังกึกก้อง ทำให้ฟังเสียงโทรทัศน์ไม่ค่อยถนัด แต่เขาก็ขี้เกียจเร่งเสียงให้ดังขึ้น
“กริ๊งๆๆ!” เสียงโทรศัพท์ที่ดังยิ่งกว่าเสียงประทัดกรีดร้องขึ้นมา
“ฮัลโหล?”
“ทำอะไรอยู่น่ะ?” เสียงที่เต็มไปด้วยความร่าเริงของแฟนสาวดังแว่วมา ดูเหมือนในปากของเธอจะยังเคี้ยวอะไรอยู่ด้วย
“ดูทีวีสิ จะให้ทำอะไรได้อีก”
“แหม! พูดซะน่าสงสารเชียว ให้ฉันไปอยู่เป็นเพื่อนไหมล่ะ?”
“พอเถอะ เธออยู่เป็นเพื่อนพ่อแม่เธอไปเถอะ”
“เกี๊ยวที่แม่ฉันห่อให้ นายกินหรือยัง?”
“เพิ่งกินหมด”
“เด็กดี เอาล่ะ ไม่คุยด้วยแล้ว พรุ่งนี้นายต้องมาอวยพรปีใหม่ฉันเป็นคนแรกเลยนะ! จุ๊บทีนึง!”
เมื่อวางสาย ฉู่ชิงก็ยิ้มออกมา ปีที่แล้วเธอยังไม่กล้าแม้แต่จะโทรหาเขาด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้กลับกล้าพูดคำว่าจุ๊บทีนึงต่อหน้าต่อตาแม่ตัวเองได้อย่างหน้าตาเฉย
ข้างนอกเริ่มเงียบลงบ้างแล้ว ในโทรทัศน์กำลังฉายละครสั้นงานกาล่าฉลองตรุษจีนเรื่องสุดท้ายของเฉินเสี่ยวเอ้ออย่างเรื่อง 'ท่านอ๋องกับบุรุษไปรษณีย์'
เขานั่งดูอยู่บนเตียงพักหนึ่ง ในใจกลับรู้สึกว้าวุ่นไปหมด
เขาพบว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สู้ดีนัก คนที่อยู่เป็นเพื่อนเขาในคืนวันส่งท้ายปีเก่าปีแรกนั้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัวไม่ยอมไปไหน และที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ เขาคงไม่มีทางลืมวันนี้ไปได้ในทุกๆ ปีนับจากนี้
หลังจากลังเลอยู่หลายครั้ง เขาก็ยังคงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพจหาเธอ ผ่านไปไม่ถึงสองนาที เธอก็ติดต่อกลับมา
“ฮัลโหล? ใครคะ?” น้ำเสียงของเธอยังคงเหมือนเช่นเคย
“พี่ครับ ผมเอง”
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา “แหม! ตอนนี้นายกลายเป็นคนดังไปแล้ว ยังอุตส่าห์จำผู้หญิงแก่ๆ อย่างฉันได้อีกเหรอ?”
ฉู่ชิงพูดอย่างกระอักกระอ่วน “อย่าประชดผมเลยน่า”
เขากับหวังถงเคยโทรคุยกันสองสามครั้งในช่วงแรกๆ แต่หลังจากนั้นก็เริ่มน้อยลง จนตอนนี้แทบไม่ได้ติดต่อกันมาครึ่งปีแล้ว ต่อหน้าคุณหนูฟ่าน เขายังพอเป็นฝ่ายรุกได้บ้าง แต่พออยู่ต่อหน้าเธอ เขากลับถูกจัดการซะอยู่หมัดจนไม่เหลือซาก
อย่างเช่นตอนนี้ที่เขาเพิ่งจะอ้าปากถามต่อ ก็ได้ยินหวังถงพูดปนหัวเราะมาว่า “นายอย่าได้ถามเชียวนะว่าช่วงนี้ฉันเป็นยังไงบ้าง ฉันไม่ชอบฟัง มันดูเสแสร้งเกินไป เราสองคนไม่นิยมทำแบบนั้นกันหรอก”
ประโยคเดียวก็ทำเอาเขาถึงกับไปไม่เป็น จึงได้แต่พูดว่า “แล้วช่วงนี้พี่รับเล่นละครเรื่องใหม่บ้างหรือเปล่าล่ะ? ผมจะได้หาดู”
“ปีที่แล้วเพิ่งถ่ายเรื่อง 'ตำนานตั๊กม้อ' ไปน่ะ”
“เรื่อง 'ตำนานตั๊กม้อ' ของหลี่ว์เหลียงเหว่ยเหรอครับ?” ฉู่ชิงรีบถาม
“ใช่ อ้าว นายรู้ด้วยเหรอ?”
“...”
เขาถึงกับเหงื่อตก ตัวเองอุตส่าห์ดั้นด้นถ่อไปไกลตั้งสามร้อยกิโลเมตรเพื่อไปเยี่ยมกองถ่าย จะไม่รู้ได้ยังไงล่ะ!
“อ้อ เคยได้ยินมาน่ะครับ พี่เล่นในพาร์ทไหนเหรอ?”
“พาร์ทแรก”
ค่อยยังชั่วหน่อย คุณหนูฟ่านเล่นพาร์ทที่หก ไม่อย่างนั้นถ้าเห็นสองคนนี้เข้าฉากด้วยกัน คงต้องรู้สึกแปลกพิลึกแน่ๆ
“แต่ว่าเรื่อง 'สาวน้อยหาบเร่' ของฉันผ่านการพิจารณาแล้วนะ เดือนพฤษภาคมยังต้องไปเมืองคานส์อีกรอบ” เธอเปลี่ยนเรื่องคุยพลางหัวเราะ “ตำแหน่งจักรพรรดิภาพยนตร์จากเบอร์ลินที่นายรับปากฉันไว้ ยังไม่เห็นวี่แววเลยนี่! ลูกผู้ชายพูดแล้วต้องเป็นคำพูดสิ เมื่อไหร่จะคว้ามาให้ได้สักรางวัลล่ะ?”
“เรื่องนี้ผมตัดสินใจเองไม่ได้นี่ครับ”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ นายนี่มันหมาขี้เรื้อนชัดๆ ถ้าไม่เตะก็ไม่ยอมเดิน” หวังถงด่าอย่างหยอกล้อ ก่อนจะชะงักไปครู่หนึ่งแล้วถามต่อ “นายกับแฟนเด็กคนนั้นยังคบกันดีอยู่ใช่ไหม?”
“เอ้อ ก็ดีครับ” ฉู่ชิงแปลกใจมากที่เธอถามเรื่องนี้
“ดีแล้วล่ะ ดูแลเธอให้ดีๆ นะ! เอาล่ะ ฉันต้องไปห่อเกี๊ยวแล้ว วางสายก่อนนะ!”
“อ้าว...”
“ตู๊ดๆ...”
ฉู่ชิงถือหูโทรศัพท์ค้างไว้อย่างเหม่อลอย คุยกันตั้งนาน เธอจะอยู่ที่เมืองหลวงหรือกลับบ้านเกิด ช่วงนี้เธอสบายดีไหม เขาไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง
ใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว ซึ่งเป็นเวลาไหว้รับเทพเจ้า เสียงประทัดจากตึกต่างๆ จึงเริ่มดังขึ้นมาอีกครั้ง
เมื่อปีที่แล้วในเวลานี้ ก็มีเพียงผู้หญิงสองคนนี้เท่านั้นที่ส่งคำทักทายมาให้เขา เพียงแต่เวลาผ่านไปแค่หนึ่งปี ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปมากมายเหลือเกิน







