หนานหยวน
สองวันนี้สถาบันคึกคักเป็นพิเศษ เฉินฮ่าวที่อยู่ขั้นไคหยวนระดับสามทะลวงผ่านไปถึงระดับสี่ และท้าประลองกับโจวชงที่อยู่ขั้นไคหยวนระดับห้า...
ระหว่างระดับสี่กับระดับห้าแทบจะไม่มีความแตกต่างอะไรกันเลย ในความเป็นจริงแล้วล้วนเป็นเพียงคนธรรมดา
โจวชงมีระดับขั้นสูงกว่าเฉินฮ่าว ทว่าผลลัพธ์ตอนที่ประลองตัวต่อตัว เขากลับถูกเฉินฮ่าวอัดจนร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญ
นี่ยังไม่จบ หลังจากเฉินฮ่าวจัดการโจวชงเสร็จ เขาก็รู้สึกว่าใช้เวลาน้อยเกินไป จึงเดินหน้าหาคนประลองตัวต่อตัวต่อไป แค่วันแรกก็ท้าตีกับนักเรียนไปกว่าสิบคนแล้ว
มีแพ้มีชนะ ทว่าเฉินฮ่าวก็ไม่ได้ใส่ใจ เขาถือว่ามันเป็นการฝึกซ้อมต่อสู้จริง
เป็นเช่นนี้ไปไม่ถึงสามวัน เฉินฮ่าวท้าสู้ไปอย่างน้อยสามสิบครั้ง หากไม่ใช่เพราะบนตัวมีรอยฟกช้ำมากเกินไปจนถูกแม่บังเกิดเกล้าบังคับให้อยู่บ้านพักฟื้นหนึ่งวัน หมอนั่นคงจะเดินหน้าท้าตีต่อไปแล้ว
แม้เฉินฮ่าวจะไม่ได้มา ทว่าเฉินฮ่าวกลับเป็นคนเปิดประเด็นให้กับสถาบันระดับกลางหนานหยวน
ในวันปกติ ทุกคนต่างรู้สึกว่าขั้นไคหยวนระดับสี่นั้นเก่งกาจมากแล้ว ระดับห้ายิ่งเปรียบเสมือนดวงดาวบนท้องฟ้า
แต่พอดูตอนนี้ ล้วนถูกเฉินฮ่าวอัดมาแล้วทั้งนั้น
นี่ราวกับเป็นการเปิดโลกใบใหม่ให้กับทุกคน นักเรียนบางคนที่ในอดีตมักจะถูกพวกอัจฉริยะรังแกบ่อยๆ พอมาตอนนี้ต่างก็พากันตื่นเต้นฮึกเหิม แม้เฉินฮ่าวจะไม่ได้มาเรียน ทว่าสถาบันในวันนี้กลับยิ่งคึกคักกว่าเดิม
คนที่ตะโกนท้าทายอยากประลองตัวต่อตัวกับอัจฉริยะไม่ได้มีแค่คนสองคน โจวชงหมอนี่เป็นพวกปากเสีย ไปล่วงเกินคนไว้ไม่น้อย ด้วยความที่ต้องรักษาหน้าของการเป็นอัจฉริยะ หมอนี่จึงไม่ยอมถอย วันนี้วันเดียวเขาประลองตัวต่อตัวกับนักเรียนไปอย่างน้อยหกเจ็ดคน
จะชนะก็ดี จะแพ้ก็ช่าง อย่างไรก็ต้องได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้หากคนที่ไม่สนิทกับเขาไปมองเขา แทบจะจำหมอนี่ไม่ได้เลยทีเดียว
...
"เหลวไหลไร้สาระ!"
ภายในห้องพักครู หลิวเหวินเยี่ยนส่ายหน้า หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
เขาเดาปุ๊บก็รู้ปั๊บว่าใครเป็นคนยุยง!
เฉินฮ่าวเป็นคนซื่อสัตย์จริงใจ หากไม่มีใครยุยงจะไปหาเรื่องชกต่อยกับโจวชงได้อย่างไร ชัดเจนว่าเป็นผลงานของซูอวี่แน่ๆ
อีกด้านหนึ่ง ผู้ดูแลสถาบันเฒ่ายังคงดึงหนวดของตัวเองต่อไป ช่วงนี้เขาดึงหนวดของตัวเองไปเยอะมากแล้ว
ผู้ดูแลสถาบันเฒ่าทอดถอนใจพลางพูดว่า "เจ้าเด็กพวกนี้ ช่างมีเรี่ยวแรงเหลือล้นจริงๆ! ใกล้จะถึงการประเมินอยู่แล้วยังไม่ยอมหยุดพัก จะสร้างความวุ่นวายบ้างก็ดี การบ่มเพาะจะได้มีความกระตือรือร้น ทว่า..."
ผู้ดูแลสถาบันเฒ่าแทบจะน้ำตาไหลแล้ว "ทว่า อย่าไปตีผู้หญิงสิ! เจ้าเด็กพวกนี้ ฉันละเป็นห่วงอนาคตของพวกเขาจริงๆ! นักเรียนหญิงในสถาบันสงครามเดิมทีก็มีไม่เยอะอยู่แล้ว หากเอาความเคยชินนี้ติดตัวไปที่สถาบันสงครามด้วย หนานหยวนของพวกเรา... จะไม่กลายเป็นแหล่งรวมคนโสดหรอกหรือ?"
ร่างของหลิวเหวินเยี่ยนสั่นสะท้านเล็กน้อย จริงด้วย ปัญหานี้ช่างร้ายแรงนัก!
"เฉินฮ่าวไอ้เด็กนี่... วอนโดนอัดซะแล้ว!"
หลิวเหวินเยี่ยนเองก็เพิ่มความกังวลใจขึ้นมาอีกหลายส่วน นักเรียนของหนานหยวนรุ่นนี้จะทำอย่างไรดีละ?
ตอนนี้แต่ละคนเอาแต่ร้องตะโกนว่า "หญิงชายเท่าเทียม บนสนามรบไม่มีแบ่งแยกชายหญิง" เท่าเทียมบ้านแกสิ!
พวกแกแต่ละคนซื่อบื้อขนาดนี้ วันหน้าจะทำยังไง?
หรือว่า... นักเรียนชายรุ่นนี้จะต้องโสดไปจนตายกันหมด?
ผู้ดูแลสถาบันเฒ่าถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ค่านิยมนี้ไม่ได้พาให้รุ่นนี้เสียคนไปแค่รุ่นเดียว รุ่นน้องต่อๆ ไปก็คอยดูอยู่เหมือนกัน ในสถาบันยังมีเด็กอายุสิบเอ็ดสิบสองอยู่อีกไม่น้อย สองวันนี้ฉันได้ยินครูผู้สอนคนอื่นบอกว่า นักเรียนชายจำนวนไม่น้อยกำลังเตรียมตัวไปท้าประลองกับนักเรียนหญิง..."
"พวกเขาโง่ไปแล้วหรือไง?" หลิวเหวินเยี่ยนถึงกับหมดคำจะพูด
"ไม่ได้โง่หรอก แต่เป็นเพราะพวกนักเรียนชั้นปีสูงๆ ปล่อยข่าวลือออกมาต่างหาก ว่าการอัดผู้หญิงได้ถึงจะแสดงให้เห็นถึงเจตจำนงแห่งการบ่มเพาะที่แน่วแน่ และช่วยให้การบ่มเพาะก้าวหน้า"
"..."
หลิวเหวินเยี่ยนเหลือบมองผู้ดูแลสถาบันเฒ่า ผู้ดูแลสถาบันเฒ่าก็มองเขาเช่นกัน ชายชราทั้งสองต่างเผยสีหน้าหดหู่ใจออกมาอย่างกะทันหัน
ขืนปล่อยข่าวลือแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว!
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกไม่กี่ปี สถาบันระดับกลางหนานหยวนทั้งสถาบันคงจะกลายเป็นวัดพระไปจริงๆ แน่
ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว!
อีกทั้งหากชื่อเสียงอันเลวร้ายนี้แพร่ออกไป ในอนาคตหากแม้แต่เขตปกครองต้าเซี่ยยังล่วงรู้ นักเรียนของหนานหยวนที่ไปถึงเขตปกครองต้าเซี่ยแล้ว ยังจะคิดอยากไปจีบสาวอีกหรือ?
ฝันไปเถอะ!
ผู้ดูแลสถาบันเฒ่าถอนหายใจอีกครั้ง "ส่งนักเรียนรุ่นนี้ออกไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน เหล่าหลิว ไม่ต้องพูดเรื่องพวกนี้แล้ว ข่าวที่ส่งกลับมาจากทางสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย นายได้ยินแล้วใช่ไหม?"
ในฐานะที่เป็นสถาบันระดับกลางที่แข็งแกร่งที่สุดในหนานหยวน ย่อมมีการติดต่อกับสถาบันต่างๆ ในเขตปกครองต้าเซี่ยอยู่แล้ว
ข่าวคราวบางอย่าง มักจะแพร่กระจายมาถึงอย่างรวดเร็ว
ยิ่งไปกว่านั้น ในสถาบันยังมีผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันระดับกลางหนานหยวนอยู่บ้าง ดังนั้นหูตาของผู้ดูแลสถาบันเฒ่าจึงนับว่ากว้างไกล
หลิวเหวินเยี่ยนพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็กล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า "ธรรมเนียมเก่าๆ ทั้งนั้น ไม่มีอะไรแปลกใหม่เลย! จุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ซูอวี่ แต่อยู่ที่ไป๋เฟิง หมอนั่นเพิ่งจะทะลวงผ่านไปถึงขั้นทะยานเวหาระดับเจ็ดพอดี ภัยคุกคามที่มีต่อคนอื่นๆ จึงเพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลัน"
"ก่อนหน้านี้ถึงแม้ว่าตอนที่เขาอยู่ขั้นทะยานเวหาระดับหกจะมีความโดดเด่นมาก แต่ในสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ย คนรุ่นราวคราวเดียวกับเขาที่อยู่ขั้นทะยานเวหาระดับหกก็ยังมีอยู่อีกเจ็ดแปดคน ขั้นทะยานเวหาระดับปลายก็ยังมีอยู่อีกหลายคน การที่เขาจะติดสิบอันดับแรกยังมีข้อกังขาอยู่บ้าง ทว่าตอนนี้เขากลับทะลวงด่านอย่างรวดเร็ว... เช่นนี้ย่อมต้องดึงดูดสายตาคนให้หันมามองเป็นธรรมดา"
การที่ไป๋เฟิงรับลูกศิษย์ อันที่จริงเดิมทีก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไรขนาดนี้
หากเขารับนักเรียนตอนอยู่ระดับหก แม้จะมีคนให้ความสนใจ ทว่าก็คงไม่ร้ายแรงเท่าตอนนี้อย่างแน่นอน
จุดสำคัญก็คือเขาอยู่ระดับเจ็ดแล้ว!
ระดับหกกับระดับเจ็ด ถึงแม้จะห่างกันเพียงแค่ระดับเดียว ทว่านี่ก็หมายความว่าคอขวดในขั้นทะยานเวหาระดับแปดและเก้าของไป๋เฟิงหลังจากนี้แทบจะไม่มีหลงเหลืออยู่แล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ ไป๋เฟิงก็ก้าวขึ้นไปอยู่ในห้าอันดับแรกของสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยเป็นที่เรียบร้อย
นี่หมายถึงเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นเดียวกับไป๋เฟิง ไม่นับรวมพวกผู้อาวุโสในสถาบัน
ผู้ดูแลสถาบันเฒ่ากล่าวด้วยความกังวลว่า "แล้วซูอวี่จะได้รับผลกระทบไปด้วยไหม? ฉันได้ยินมาว่า พอถึงเวลาแบบนี้ทีไร ที่นั่นมักจะต่อสู้แย่งชิงกันอย่างดุเดือด ไม่เพียงแค่สถาบันอารยธรรม แม้แต่สถาบันสงครามก็เป็นเหมือนกัน กระทั่งยังมีคนต้องเสียชีวิตไปเลยด้วยซ้ำ..."
"นั่นเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นน้อยมาก" หลิวเหวินเยี่ยนรู้ดีกว่าเขา จึงอธิบายว่า "เบื้องหลังล้วนมีคนคอยจับตาดูอยู่ ที่นายบอกว่าเสียชีวิต ส่วนใหญ่มักจะเป็นอุบัติเหตุมากกว่า"
"อุบัติเหตุมันก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เหมือนกันนั่นแหละ"
ผู้ดูแลสถาบันเฒ่ากล่าวอย่างกลัดกลุ้มใจ "ซูอวี่เป็นแค่นักเรียนสถาบันระดับกลาง จู่ๆ ก็ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้ เหล่าหลิว ฉันกำลังคิดว่า... เขาควรจะไปที่สถาบันอารยธรรมไหม? ตอนนี้เขาอยู่ขั้นไคหยวนระดับเจ็ดแล้ว สอบเข้าสถาบันสงครามก็ผ่านฉลุยแน่ๆ นายว่า..."
"ไม่ได้!"
หลิวเหวินเยี่ยนขมวดคิ้วกล่าว "ต่อให้เขาไปสถาบันสงครามแล้วจะประสบความสำเร็จ ทว่าก็ไม่มีทางสูงเท่ากับไปสถาบันอารยธรรมอย่างเด็ดขาด! การไปสถาบันอารยธรรมในตอนนี้ถือเป็นด่านทดสอบหนึ่ง หากข้ามผ่านมันไปได้ เขาก็จะก้าวเดินไปได้รวดเร็วกว่า สูงกว่า และไกลยิ่งกว่า!"
"เหล่าหลิว เขาเพิ่งจะอายุ 18 เองนะ เขาไม่รู้อะไรเลย"
หลิวเหวินเยี่ยนกล่าวอย่างหนักแน่น "ไม่รู้ก็เรียนรู้ได้ ไม่มีใครเกิดมาแล้วรู้ทุกเรื่อง! ซูอวี่มีความอดทนเด็ดเดี่ยวเต็มเปี่ยม อุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้โค่นเขาไม่ลงหรอก รอให้เขายืนหยัดผ่านมันไปได้ เขาก็คือคนที่ยอดเยี่ยมที่สุด!"
"นายคิดว่านี่คือวิกฤติ แต่ฉันคิดว่านี่คือโอกาส หากเขาเข้าเรียนในฐานะนักเรียนธรรมดา กว่าจะได้สัมผัสกับขอบเขตนี้ อย่างน้อยก็ต้องรอไปอีกห้าปีข้างหน้า ทว่าตอนนี้เพียงแค่เขาเข้าเรียนก็สามารถสัมผัสกับกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ยอดเยี่ยมที่สุดพวกนี้ได้แล้ว สำหรับอนาคตของเขาแล้ว นี่มีแต่จะช่วยเหลือเขา ไม่ได้เป็นอุปสรรคเลยสักนิด"
"ส่วนเรื่องอันตราย... มันก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก" หลิวเหวินเยี่ยนกล่าวเสียงขรึม "ไป๋เฟิงไม่ใช่คนอ่อนแอในบรรดาคนรุ่นใหม่ อาจารย์ของเขาก็เป็นหนึ่งในนักวิจัยระดับสูงของสถาบันอารยธรรมที่ถือเป็นตัวตนระดับจุดสูงสุดซึ่งมีอยู่เพียงหยิบมือเดียวเช่นกัน"
"หากซูอวี่ไป จุดเริ่มต้นของเขาก็ไม่ได้ต่ำต้อยเลย มีเพียงจุดเริ่มต้นที่สูงส่งและก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น ถึงจะทำให้เขาก้าวเดินไปได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น!"
"ยิ่งไปกว่านั้น... ซูอวี่ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย!"
พูดถึงตรงนี้ หลิวเหวินเยี่ยนก็เผยรอยยิ้มออกมา "ข้อมูลทางฝั่งสถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยนั้น พวกเรายังไม่ได้อัปเดต ขั้นไคหยวนระดับห้า ภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์สิบแปดภาษา ให้คงข้อมูลนี้ไว้ก่อนชั่วคราว ยังไม่ต้องอัปเดต! เก็บงำฝีมือเอาไว้ก่อน ซื้อเวลาให้ซูอวี่ รอให้ไปถึงสถาบันอารยธรรมเมื่อไร ค่อยทำให้พวกนั้นตั้งรับไม่ทัน!"
ผู้ดูแลสถาบันเฒ่าเห็นว่าเขามีแผนการอยู่ในใจแล้ว จึงไม่เกลี้ยกล่อมอีก เอ่ยปากถามขึ้นว่า "แล้วขั้นไคหยวนระดับแปดของเขามีความหวังไหม?"
สองวันนี้ ซูอวี่ไม่ได้ออกไปทำภารกิจแล้ว เขาแค่มาเช็คชื่อที่สถาบัน เรียนภาษาหมื่นเผ่าพันธุ์กับหลิวเหวินเยี่ยนนิดหน่อย ไม่นานก็กลับบ้าน
เขากำลังเตรียมตัวทะลวงเข้าสู่ขั้นไคหยวนระดับแปด
ขั้นไคหยวนระดับแปด นี่ถือเป็นเส้นแบ่งเขตรอยต่อที่ยิ่งใหญ่มากของขั้นไคหยวน หลังจากทะลวงผ่านไปได้ ซูอวี่ก็จะสามารถใช้พลังต้นกำเนิดได้ พลังโจมตีจะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นไปอีก หากผสานเข้ากับอักษรเทวะ ถึงตอนนั้นการลอบโจมตีสังหารผู้ที่อยู่ขั้นเชียนจวินก็จะยิ่งมีความยากน้อยลง
"ไม่รู้สิ"
หลิวเหวินเยี่ยนกล่าวอย่างลังเลว่า "ช่วงนี้เขาก้าวหน้าเร็วมาก ใช้เวลาไม่ถึงสองเดือน จากระดับสี่ก็ไปถึงระดับเจ็ด แถมยังใกล้จะระดับแปดอยู่รอมร่อ ในจำนวนนั้น <เคล็ดไคหยวน> บทนั้นของไป๋เฟิงช่วยเหลือเขาได้ไม่น้อยเลย แต่พอมาถึงขั้นไคหยวนระดับเจ็ด อักษรเจตจำนงนั่นก็ให้ความช่วยเหลือได้จำกัดแล้ว"
"ก่อนหน้านี้นายบอกว่าจะเขียนอักษรเจตจำนงให้เขาสักบทไม่ใช่หรือ? หรือว่าจะเขียน <เคล็ดไคหยวน> ให้เขาอีกรอบดีละ?"
ผู้ดูแลสถาบันเฒ่ายังคงคาดหวังให้ซูอวี่ทะลวงด่านได้อยู่บ้าง หากทะลวงผ่านไปได้ ซูอวี่ก็จะเป็นอัจฉริยะที่บรรลุขั้นไคหยวนระดับแปดคนแรกของหนานหยวนในรอบยี่สิบปี
เมื่อยี่สิบปีก่อน หนานหยวนเคยมีคนอยู่ขั้นไคหยวนระดับแปดก็จริง แต่ทว่า... มันดูจอมปลอมไปหน่อย
คนคนนั้นเดินทางมาจากเขตปกครองต้าเซี่ย ก็แค่แทรกเข้ามาเรียนชั่วคราวเท่านั้น พอประเมินเสร็จก็จากไปแล้ว
"ตอนนี้ฉันเขียนของพรรค์นี้ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก"
หลิวเหวินเยี่ยนส่ายหน้า จากนั้นก็หัวเราะออกมา "ฉันคิดไว้แล้วว่าจะเขียนอะไรให้เขา แต่ว่านายต้องยอมควักเนื้อหน่อยนะ"
"เขียนอะไร?" ผู้ดูแลสถาบันเฒ่าระแวดระวังขึ้นมาเล็กน้อย
"บทแรกของ <ดาบอัสนีต้นกำเนิด> บทเชียนจวิน!"
หลิวเหวินเยี่ยนกล่าวเสียงขรึม "ความจริงแล้วเขาไม่ได้ขาดแคลนเคล็ดวิชา ไปถึงสถาบันอารยธรรมก็มีให้เรียน แต่เขาขาดแคลนวิชาการต่อสู้! ขาดแคลนวิชาการต่อสู้ที่สืบทอดด้วยเจตจำนง! จะเรียนวิชาการต่อสู้ทั่วไปก็ย่อมได้ แต่ความเร็วมันเชื่องช้าเกินไป มีเพียงการใช้อักษรเจตจำนงเขียนวิชาการต่อสู้ออกมาเท่านั้น เขาถึงจะสามารถเก็บเกี่ยวการสืบทอดและควบคุมวิชาการต่อสู้นี้ได้อย่างรวดเร็ว"
"<ดาบอัสนีต้นกำเนิด>! วิชาการต่อสู้ระดับเสวียนขั้นต่ำอย่างนั้นหรือ?"
ผู้ดูแลสถาบันเฒ่ามองเขาพลางกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า "เขาจะไหวหรือ? ไม่สิ นายต่างหากที่ไหวหรือเปล่า? ตอนนี้นายสามารถเขียน <ดาบอัสนีต้นกำเนิด> บทเชียนจวินออกมาได้งั้นหรือ?"
ความแข็งแกร่งของผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมไม่ได้มีแค่เรื่องกำลังรบ อันที่จริงในด้านกำลังรบ นักรบก็ไม่ได้อ่อนด้อยเลย
แต่จุดแข็งของผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมนั้นมีอยู่มากมาย ยกตัวอย่างเช่นอักษรเจตจำนง ไป๋เฟิงเขียน <เคล็ดไคหยวน> แบบครึ่งๆ กลางๆ ออกมาบทหนึ่ง ซูอวี่ก็เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ไปได้มหาศาล แทบไม่ได้ใช้โลหิตแก่นแท้เลยก็สามารถทะลวงเข้าสู่ขั้นไคหยวนระดับแปดได้แล้ว นี่ล้วนเป็นอิทธิพลที่มาจากอักษรเจตจำนงบทนั้นทั้งสิ้น
"ฉันไม่ไหวเนี่ยนะ?"
หลิวเหวินเยี่ยนถลึงตาตาโตจนหนวดกระดิก "ก็แค่ระดับเสวียนขั้นต่ำ แถมยังเป็นแค่บทเชียนจวิน ฉันจะไม่ไหวได้ยังไง? นายดูถูกใครกันแน่?"
"แต่ว่า... นายต้องยอมควักเนื้อ! ฉันต้องการโลหิตแก่นแท้ของอสูรอัสนีบาตคำรามร้อยหยด ขอแค่ขั้นเชียนจวินก็พอแล้ว นอกจากนี้ ฉันยังต้องใช้เขาเดี่ยวของอสูรอัสนีบาตคำรามมาบดเป็นผง แล้วก็เตรียมหนังสัตว์ขั้นว่านสือมาให้ฉันสักผืนด้วย ฉันจะใช้คัดลอก <ดาบอัสนีต้นกำเนิด>"
"นาย..."
ผู้ดูแลสถาบันเฒ่าเบิกตากว้าง นับนิ้วคำนวณ "โลหิตแก่นแท้ของอสูรอัสนีบาตคำรามร้อยหยด ขั้นเชียนจวิน นั่นก็คือ 100 แต้มผลงาน เขาเดี่ยวของอสูรอัสนีบาตคำราม 5 แต้มผลงานต่อ 1 เขา หนังสัตว์ขั้นว่านสือ ที่เหมาะสำหรับคัดลอกวิชาการต่อสู้ระดับเสวียน อย่างน้อยก็ต้อง 10 แต้มผลงาน..."
"115 แต้มผลงาน นี่นายปล้นกันชัดๆ!"
"หยาบคาย!"
หลิวเหวินเยี่ยนตำหนิว่า "นายนี่มันหยาบคายเกินไปแล้ว! เอะอะอะไรก็เอาไปผูกติดกับเงินทองไปเสียหมด! ก็แค่ 100 กว่าแต้มผลงานเองไม่ใช่หรือไง คราวก่อนที่ลัทธิหมื่นเผ่าพันธุ์บุกมาแล้วถูกกวาดล้างไป สถาบันก็ได้รับแต้มผลงานเพิ่มมาอีก 1,000 แต้มไม่ใช่เหรอ?"
"นั่นมันสมบัติส่วนรวมของสถาบัน!"
"สมบัติส่วนรวมอะไรกัน ฉันก็ฆ่าพวกทะยานเวหาไปคนหนึ่งไม่ใช่หรือไง? ฉันคร้านจะไปคิดคำนวณแล้ว แต้มผลงานพวกนั้นนายอมไปแล้วใช่ไหมละ?"
"อะไรคือฉันอมไป!"
ผู้ดูแลสถาบันเฒ่าโกรธจนเต้นผาง "นายเลิกแกล้งโง่กับฉันได้แล้ว นายเอาไปแลกตำราต้นฉบับหมื่นเผ่าพันธุ์ขั้นทะยานเวหาด้วยตัวเองแท้ๆ นายลืมไปแล้วหรือไง? แต้มผลงานของตัวนายเองใช้จนหมดเกลี้ยงไม่ว่า ยังไปติดหนี้สถาบันอารยธรรมต้าเซี่ยอีกตั้งไม่น้อย!"
"ทางเขตปกครองต้าเซี่ยเขาไม่ถือสากับนาย นายยังจะมาทำได้คืบจะเอาศอกอีกเหรอ?"
"นายยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอ?"
"นายยังเป็นคนอยู่ไหมเนี่ย? มาใส่ร้ายว่าฉันอมแต้มผลงานพวกนี้ไป ฉัน..."
หลิวเหวินเยี่ยนกระแอมไอเบาๆ ขัดจังหวะขึ้นว่า "ฉันจำได้แล้ว ที่ฉันทำไปก็เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของตัวเอง เอาไว้ปกป้องหนานหยวนไม่ใช่หรือไง? นี่สมควรจะนับเป็นค่าใช้จ่ายส่วนกลางของหนานหยวนสิ? อะแฮ่ม เอาละๆๆ ถือว่าเป็นของฉันเองก็ได้ แต่ตอนนี้เพื่อปั้นอัจฉริยะให้กับหนานหยวน สถาบันก็ควรจะสนับสนุนสักหน่อยสิ จริงไหม?"
"นายลองคิดดูนะ ซูอวี่เป็นอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งในหนานหยวน ฉันจะเขียน <ดาบอัสนีต้นกำเนิด> ให้เขา ถึงอย่างไรการจะพึ่งพาแค่พลังเจตจำนงของฉันเองเพียงอย่างเดียว ก็ยากที่จะคัดลอกมันออกมาได้โดยตรงอยู่แล้ว หากเขาเรียนรู้ <ดาบอัสนีต้นกำเนิด> ได้สำเร็จ ต่อให้เขาไปอยู่ที่เขตปกครองต้าเซี่ย ก็ยังสามารถยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง นายว่าจริงไหม?"
"ถ้าเขาสอบได้ที่หนึ่ง สถาบันระดับกลางหนานหยวนจะได้หน้าไหม? มีความดีความชอบไหม?"
"ถ้าเขาได้ดิบได้ดีในเขตปกครองต้าเซี่ย อนาคตเขาจะไม่กลับมาตอบแทนสถาบันบ้างเลยหรือ?"
"ถ้าเขาบรรลุขั้นทะยานเวหา หรือกระทั่งขั้นหลิงอวิ๋น แค่เขายอมแบ่งผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ออกมา วันไหนเกิดอารมณ์ดีขึ้นมา แวะมาที่สถาบันแล้วคัดลอกอักษรเจตจำนงให้สักสองสามบท อักษรเจตจำนงแค่บทเดียว ยังไม่คุ้มกับสิ่งที่นายยอมจ่ายไปในวันนี้อีกหรือ?"
"เฒ่าหวังเอ๊ย! เกิดเป็นคนต้องมองให้ไกล นายก็อายุอานามปูนนี้แล้ว ทำไมวิสัยทัศน์ถึงได้คับแคบนักนะ!"
หลิวเหวินเยี่ยนกล่าวด้วยความเจ็บปวดใจว่า "เขามีพรสวรรค์ มีความอดทน พื้นฐานก็ไม่ได้อ่อนด้อย แถมยังเป็นคนรู้คุณคนอีกด้วย ในเวลาแบบนี้นายไม่ยอมควักเนื้อสักนิด แล้วเขาจะเอาอะไรมาตอบแทนนายหลังจากที่ได้ดิบได้ดีกันละ?"
ผู้ดูแลสถาบันเฒ่าดึงหนวดตัวเองจนขาดไปอีกหลายเส้น เนิ่นนานกว่าจะถอนหายใจออกมา "ตั้งร้อยกว่าแต้มผลงานเชียวนะ!"
"จะมีอะไรนักหนา ก็แค่ฆ่าพวกทะยานเวหาไปคนหนึ่งเท่านั้นเอง"
"นาย... ยังจะมาทำเป็นพูดดี ถ้างั้นนายลองฆ่าให้ดูอีกสักคนสิ!"
หลิวเหวินเยี่ยนกล่าวอย่างหมดความอดทนว่า "พูดไร้สาระให้มันมากความไปทำไม แต้มผลงานมีไว้ทำอะไรละ? ทางฝั่งสถาบัน คราวก่อนพวกครูผู้สอนต่างก็ได้รับผลตอบแทนไปไม่น้อย แถมตอนนี้ก็ยังไม่มีใครจำเป็นต้องใช้ ชั่วคราวนี้ นายก็ถือซะว่าให้ฉันใช้ไปก่อนเถอะน่า ฉันที่เป็นผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมขั้นทะยานเวหา ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเรื่องแต้มผลงานพื้นฐานบ้างสิ เดี๋ยวทีหลังเขตปกครองต้าเซี่ยก็ต้องจัดสรรงบประมาณลงมาให้อยู่ดี"
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญอารยธรรม แม้เขาจะไม่ได้อยู่ในสถาบันอารยธรรม ทว่าก็ยังมีค่าใช้จ่ายสำหรับการวิจัยขั้นพื้นฐานอยู่ดี
การคัดลอกอักษรเจตจำนง การหล่อหลอมกายเนื้อ สิ่งเหล่านี้ล้วนต้องสิ้นเปลืองทรัพยากรทั้งสิ้น
แม้หลิวเหวินเยี่ยนจะเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมนอกระบบ ทว่าตามกฎระเบียบ เขาก็ยังมีรายได้พื้นฐานส่วนหนึ่งอยู่
ผู้ดูแลสถาบันเฒ่าเบิกตากว้างจ้องมองเขา "ยังจะมีหน้ามาพูดเรื่องจัดสรรงบประมาณอีก คราวก่อนฉันไปถามมาแล้ว ทางฝั่งเขตปกครองต้าเซี่ยบอกว่านายติดหนี้พวกเขาอยู่สามหมื่นแต้มผลงาน ชาตินี้นายทั้งชาติก็ไม่มีปัญญาใช้คืนหรอก เพราะฉะนั้นเลิกฝันไปได้เลย!"
"สามหมื่น?"
หลิวเหวินเยี่ยนชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็กล่าวด้วยความแปลกใจว่า "แค่สามหมื่นเองเหรอ? ตอนที่ฉันออกจากสถาบันมาปีนั้น ฉันติดหนี้ไปตั้งแสนกว่าแต้มไม่ใช่เหรอ ทำไมเหลือแค่สามหมื่นละ?"
"..."
ผู้ดูแลสถาบันเฒ่าถึงกับพูดไม่ออก บัดซบเอ๊ย นายก็รู้อยู่แก่ใจนี่หว่า!
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ผู้ดูแลสถาบันเฒ่ากล่าวอย่างโมโหว่า "ช่างเถอะ ยังไงของของนายมันก็หมดหวังไปตั้งนานแล้ว เดี๋ยวฉันจะให้ของนายไป แต่ว่า... ฉันต้องบอกไว้ก่อนเลยนะ วันไหนที่ซูอวี่เจตจำนงก่อรูป เขาต้องหาเวลามาเขียนอักษรเจตจำนงชดใช้คืนให้บทหนึ่งด้วย!"
"เรื่องนั้นมันแน่นอนอยู่แล้ว ถ้าเขาไม่คืน เดี๋ยวพอพลังเจตจำนงฉันฟื้นฟูกลับมาเมื่อไหร่ ฉันจะเขียนให้ใหม่สักบทเอง"
หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะร่วน ในที่สุดก็ไม่ต้องควักสมบัติส่วนตัวอันน้อยนิดของตัวเองออกมาใช้แล้ว
ผู้ดูแลสถาบันเฒ่าถอนหายใจอีกครั้ง จากนั้นก็อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาว่า "ทางเขตปกครองต้าเซี่ยไม่ยอมจัดสรรแม้แต่แต้มผลงานพื้นฐานมาให้นาย แล้วการหล่อหลอมกายเนื้อของนาย... หลังจากนี้จะทำยังไง? ขืนยืดเยื้อไปอีกสักหลายๆ ปี นายจะอายุเท่าไหร่แล้ว?"
"ไม่ให้ก็ไม่ให้สิ"
หลิวเหวินเยี่ยนหัวเราะหึๆ กล่าวว่า "ยังไงก็ไม่อดตายอยู่แล้ว ว่าแต่ว่า ฉันติดหนี้เหลือแค่สามหมื่นแต้มแล้วเนี่ย นายได้ถามหรือเปล่าว่ามันเกิดอะไรขึ้น?"
"ถามแล้ว นักวิจัยอู๋จ่ายคืนแทนนายไปห้าหมื่นแต้ม"
หลิวเหวินเยี่ยนขมวดคิ้ว เนิ่นนานกว่าจะสบถออกมาเบาๆ ว่า "ไอ้โง่เอ๊ย!"
"หืม?"
"สมองมีปัญหาหรือไง! เป็นหนี้เยอะก็ไม่ต้องกังวล จ่ายคืนไปห้าหมื่นมันจะมีประโยชน์อะไร! อีกอย่าง แต้มผลงานที่ติดหนี้ทางเขตปกครองต้าเซี่ยเนี่ย มันก็ไม่ใช่แต้มผลงานจริงๆ เสียหน่อย นั่นมันเป็นเพราะตอนนั้นฉันโกรธจัดจนสมองกลับ เลยพูดจาโอ้อวดไปเอง ฉันไม่ได้ยืมแต้มผลงานมามากมายขนาดนั้นจริงๆ เสียหน่อย!"
หลิวเหวินเยี่ยนค่อนข้างจนปัญญา ห้าหมื่นแต้มผลงาน นั่นไม่ใช่จำนวนน้อยๆ เลยนะ!
มากมายมหาศาลเลยทีเดียว!
เขาคร้านที่จะพูดถึงเรื่องนี้อีก จึงเปลี่ยนเรื่องคุย "ไม่พูดเรื่องพวกนี้แล้ว นายรีบไปเตรียมของให้พร้อม พรุ่งนี้ฉันจะคัดลอก <ดาบอัสนีต้นกำเนิด> ถ้าไอ้เด็กนี่เรียนรู้ได้ ต่อให้อยู่แค่ขั้นไคหยวนระดับแปด หากผสานเข้ากับ <ดาบอัสนีต้นกำเนิด> และอักษรเทวะของเขา พวกขั้นเชียนจวินระดับสองสามทั่วไป เขาก็สามารถจัดการได้อย่างง่ายดายแล้ว"
ถึงตอนนี้ ผู้ดูแลสถาบันเฒ่าก็ไม่มีกะจิตกะใจจะมามัวเสียดายอีกแล้ว เขาพยักหน้ารับ หากไอ้เด็กนั่นประสบความสำเร็จขึ้นมาจริงๆ จะกลับมาตอบแทนสถาบันหรือไม่ ก็ต้องดูที่มโนธรรมของเขาแล้ว
อย่างไรเสียหลิวเหวินเยี่ยนก็ยังอยู่ที่นี่ ผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมขั้นทะยานเวหา เขาเองก็แค่บ่นไปอย่างนั้นแหละ หากหลิวเหวินเยี่ยนยืนกรานจะเอาให้ได้จริงๆ ต่อให้ต้องเอาสมบัติที่สถาบันสะสมมาทั้งหมดไปผลาญทิ้ง ก็คงไม่มีใครกล้าคัดค้านอยู่ดี
ก่อนจะจากไป จู่ๆ ผู้ดูแลสถาบันเฒ่าก็หันหน้ากลับมากล่าวว่า "เหล่าหลิว ถ้าไม่ไหวจริงๆ... นายก็ถอดใจเถอะ! เปลี่ยนไปใช้เลือดเทพมารหล่อหลอมกายเนื้อสิ อีกเดี๋ยวเดียวก็จะขึ้นขั้นทะยานเวหาระดับสามแล้ว อีกไม่กี่ปีก็อาจจะก้าวเข้าสู่ขั้นหลิงอวิ๋นหรือซานไห่ได้เหมือนกัน!"
หลิวเหวินเยี่ยนยิ้มตาหยีกล่าว "ถอดใจเรื่องอะไร? ฟังไม่เห็นจะเข้าใจเลย"
"เหล่าหลิว... นายอายุเจ็ดสิบกว่าแล้วนะ!"
ผู้ดูแลสถาบันเฒ่ามีแววตาสลับซับซ้อน เจ็ดสิบกว่าแล้ว ไม่หนุ่มแล้วจริงๆ
หลิวเหวินเยี่ยนถลึงตาตาโตจนหนวดกระดิก "เจ็ดสิบกว่าแล้วมันทำไม! นายมันแค่ขั้นว่านสือ ยังกล้ามาสงสัยฉันที่อยู่ขั้นทะยานเวหาอีกเหรอ นายรู้หรือเปล่าว่าขั้นทะยานเวหามันบินยังไง?"
"..."
ผู้ดูแลสถาบันเฒ่าหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก พึมพำอะไรอยู่สองสามคำก็รีบจากไปอย่างรวดเร็ว
ตาเฒ่าเอ๊ย ผ่านมาตั้งหลายปีแล้วก็ยังเป็นแบบนี้อยู่ได้
รอจนเขาจากไป หลิวเหวินเยี่ยนก็พรูลมหายใจออกมา กล่าวอย่างอารมณ์เสียว่า "เลือดเทพมาร... ฉันโง่นักหรือไง! เลือดเทพมาร เอาเลือดเทพมารขั้นทะยานเวหามาให้ฉันแค่ไม่กี่หยดก็คิดจะเอาไป ฝันไปเถอะ! ตอนนั้นฉันติดหนี้ตั้งแสนกว่าแต้มผลงาน... เอาศพราชาหมื่นเผ่าพันธุ์ที่สมบูรณ์แบบมาให้ฉันสักร่างสิถึงจะค่อยคู่ควรหน่อย!"
"เจ็ดสิบกว่าแล้ว..."
หลิวเหวินเยี่ยนพึมพำกับตัวเองประโยคหนึ่ง ไม่หนุ่มแล้วจริงๆ นั่นแหละ
รออีกหน่อยก็แล้วกัน!
ซูอวี่ไอ้เด็กนี่ หากเขาสามารถก้าวเดินไปได้ไกลจริงๆ และ... ยังต้องคอยสังเกตการณ์ต่อไปอีกสักหน่อยถึงจะดี
ห้าปียังไม่พอ!
สิบปี อย่างน้อยก็ต้องสังเกตการณ์ต่อไปอีกห้าปี รอจนเขาไปถึงเขตปกครองต้าเซี่ย เขาต้องคอยสังเกตการณ์ต่อไป ดูว่าเขาจะยังคงรักษาเจตนารมณ์เดิมเอาไว้ได้หรือไม่ จะยังคงเด็ดเดี่ยวมั่นคงและมุ่งหน้าต่อไปได้หรือไม่
"ฉันยังไม่ตายนี่นา... ยังทนต่อไปได้!"
หลิวเหวินเยี่ยนพึมพำเสียงแผ่ว หากซูอวี่ไม่ไหว เขาก็จะรอต่อไป รอจนกว่าจะตาย แล้วค่อยกลับไปที่สถาบันอารยธรรม
"ไอ้คนแซ่อู๋เอ๊ย... พอไปถึงที่นั่น คงต้องพึ่งนายแล้วละ"
หลิวเหวินเยี่ยนมองออกไปนอกหน้าต่าง รอมาตั้งห้าสิบปีแล้ว จะรออีกสักนิดจะเป็นไรไป?
วินาทีต่อมา หลิวเหวินเยี่ยนที่กำลังอมทุกข์ ก็พลันแหกปากด่าทอออกมาว่า "ไอ้โง่เง่าเต่าตุ่น! ห้าหมื่นแต้มผลงาน ถ้าแกไม่เอาแกก็เอามาให้ฉันสิโว้ย! ดันเอาไปจ่ายหนี้หน้าตาเฉย โง่เหมือนเมื่อห้าสิบปีก่อนไม่มีผิด!"
"มิน่าละ ผ่านมาตั้งหลายปีแล้วถึงยังเป็นแค่นักวิจัยระดับสูงอยู่อีก แม้แต่ตำแหน่งรองผู้ดูแลสถาบันยังไม่ได้เป็นเลยด้วยซ้ำ!"
"ผู้เชี่ยวชาญอารยธรรมเก่งกาจกันที่สมอง แต่สมองแกมันสมองหมูชัดๆ!"
"..."
หลิวเหวินเยี่ยนด่าทออยู่พักใหญ่ แต่ก็ยังไม่หายแค้น ห้าหมื่นแต้มผลงานเลยนะ แกบ้าไปแล้วหรือไง ใครใช้ให้แกไปใช้หนี้หา?







