ในเมื่อหลิวฝูอยากจะขายน้ำใจครั้งใหญ่ให้ตู้หย่งเซี่ยว เขาก็ย่อมต้องดันตู้หย่งเซี่ยวอย่างสุดกำลัง
คราวก่อนตู้หย่งเซี่ยวสร้างชื่อเสียงจากการไขคดีอาวุธเถื่อนในบ่อนกาสิโนจนได้ลงหนังสือพิมพ์ แถมตามติดด้วยการทลายคดีฉ้อโกงครั้งใหญ่
คราวนี้หลิวฝูกัดฟันสู้ ในรายการผลงานปราบปรามคนพาลอภิบาลคนดีจากคดีทหารอังกฤษข่มขืน เขาถึงกับใส่ชื่อของตู้หย่งเซี่ยวเพิ่มเข้าไปด้วย
วันรุ่งขึ้น
สถานีตำรวจหว่านจ๋าย สถานที่จัดงานแถลงข่าว
สารวัตรใหญ่จีนหลิวฝูซึ่งเป็นตัวเอกของงานทำตัวผิดปกติ ไม่เพียงไม่ฮุบความดีความชอบไว้คนเดียว แต่ยังใจกว้างแบ่งปันความดีความชอบให้ลูกน้อง
ในท้ายที่สุด เมื่อเผชิญหน้ากับนักข่าวสื่อมวลชน หลิวฝูเน้นย้ำว่า "คดีนี้สามารถคลี่คลายได้อย่างราบรื่น ต้องขอบคุณนักสืบหน้าใหม่ในกรมตำรวจของเรา เขาชื่อตู้หย่งเซี่ยว "
หลิวฝูเป็นจิ้งจอกเฒ่าในการจัดงานแถลงข่าว รู้ว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด และยิ่งรู้ว่าจะดันคนอย่างไร โดยเฉพาะชายหนุ่มผู้ยอดเยี่ยมอย่างตู้หย่งเซี่ยว
การชมใครสักคนจนเลิศเลอนั้นไร้ประโยชน์!
วัตถุดิบหลายๆ อย่างต้องให้นักข่าวเหล่านี้ไปขุดคุ้ยกันเอง
ดังนั้นภาพลักษณ์ที่หลิวฝูวางให้ตู้หย่งเซี่ยวก็คือ 'หนุ่มแน่น' 'กล้าหาญ' 'ปราดเปรื่อง'
องค์ประกอบเหล่านี้ต้องให้นักข่าวสื่อมวลชนมโนภาพเอาเอง
สิบแปดปี!
บุกค่ายทหารเพียงลำพัง!
ไขคดีใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า!
ท้ายที่สุดหลิวฝูก็ทิ้งระเบิดอีกลูก!
"เบื้องบนมีมติ นักสืบตู้หย่งเซี่ยวไขคดีใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สร้างความดีความชอบใหม่ด้วยความกล้าหาญ จึงขอเลื่อนขั้นเป็นสารวัตรเป็นกรณีพิเศษ!"
ตู้ม!
ทั่วทั้งงานแทบระเบิด!
สารวัตรจีนอายุสิบแปดปี?!
เรียกได้ว่าเป็นสารวัตรจีนที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์!
ได้ยินมาว่าเพิ่งจะได้เป็นนักสืบเพียงไม่กี่วัน นี่ก็เลื่อนขั้นเป็นสารวัตรแล้ว
ตู้หย่งเซี่ยว?!
นายเป็นใครมาจากไหนกันแน่?!
……
สือเสียเหว่ย สลัม
"อาลี่ ลูกอย่าไปคิดถึงเซี่ยวสุดหล่อคนนั้นอีกเลย! ผู้ชายหล่อมักจะไม่ประสงค์ดี! หลี่หน้าปรุไม่เหมือนกัน ถึงเขาจะหน้าตาขี้เหร่ไปหน่อย แต่ก็ไม่เจ้าชู้ ถึงอายุจะเยอะไปนิด แต่ก็รู้จักเอาใจใส่! พ่อเป็นคนอาบน้ำร้อนมาก่อน รู้อะไรเป็นอะไรดี!" ลุงอาสุ่ยพูดกับอาลี่ลูกสาว "ผู้ชายก็เหมือนอ้อยนี่แหละ มองแวบแรกเห็นแข็งปั๋งกันหมด ความจริงแล้วถ้าอ่อนไปน้ำจะเปรี้ยว อ้อยแก่แบบนี้สิถึงจะหวาน!"
ลุงอาสุ่ยพูดพลางดึงอ้อยแก่ออกมาจากแผง หยิบมีดอีโต้ฟันฉับ กร๊อบ อ้อยขาดเป็นสองท่อน
ลุงอาสุ่ยยื่นท่อนหนึ่งให้ลูกสาว "ลองชิมดู หวานหรือไม่หวาน"
ตอนนั้นเอง
ปี๊นปี๊นปี๊น!
รถเก๋งคันหนึ่งแล่นมา ทว่าเป็นรถฮอนด้าเต่าน้อยรุ่นที่ราคาถูกที่สุดในตลาด หรือที่เรียกกันว่ารถเต่า
ถึงกระนั้น การมีรถเก๋งแบบนี้ในสือเสียเหว่ยก็ถือว่าน่าอิจฉาจนตายได้แล้ว
"ว้าว นั่นรถใครน่ะ"
"ของเถ้าแก่ใหญ่คนไหน"
ลุงอาสุ่ยและอาลี่ก็มองไปที่รถเก๋งคันนั้นเช่นกัน
รถเก๋งจอดสนิท ประตูรถเปิดออก หลี่หน้าปรุสวมแว่นตากันแดดเดินลงมาจากรถด้วยสีหน้าได้ใจ เขาขยับแว่นตากันแดดก่อนหนึ่งที จากนั้นถึงได้ปิดประตูรถเสียงดังปัง เขารู้สึกเสียดายเล็กน้อย จึงหันกลับไปลูบๆ ประตูรถอีกครั้ง แล้วถึงกระแอมหนึ่งที หมุนตัวกลับมาเอามือไพล่หลัง เดินไปที่แผงขายอ้อยของลุงอาสุ่ย
ลุงอาสุ่ยรีบเข้าไปต้อนรับทันที "เถ้าแก่หลี่ นี่คุณ "
"เพิ่งซื้อรถมาคันนึง เลยกะจะมารับอาลี่ไปนั่งกินลม"
"คราวก่อนฉัน "
"เรื่องคราวก่อนก็ช่างมันเถอะ!" หลี่หน้าปรุดูใจกว้างมาก "อีกอย่าง กะอีแค่นักสืบตัวเล็กๆ คนเดียว จะมาเทียบอะไรกับผมได้ ยังไงซะผมก็เป็นถึงเถ้าแก่ร้านเบเกอรี่ ถ้าอาลี่บ้านพวกคุณแต่งงานกับผม ต่อไปก็จะได้เป็นเถ้าแก่เนี้ยร้านเบเกอรี่!"
หลี่หน้าปรุพูดพลางมองอาลี่ด้วยสายตาหื่นกระหาย "คุณว่าจริงไหมล่ะ อาลี่"
อาลี่เดิมทีค่อนข้างรังเกียจหลี่หน้าปรุ แต่พอเห็นรถยนต์คันเล็ก ก็คิดในใจว่า ถึงตู้หย่งเซี่ยวจะกลายเป็นนักสืบแล้ว ทว่าก็ยังเป็นไอ้จนกรอบคนหนึ่ง หล่อแล้วมีประโยชน์อะไร กินก็ไม่ได้ดื่มก็ไม่ได้
พอคิดดูอีกที หลี่หน้าปรุแม้จะหน้าตาน่าเกลียดไปสักหน่อย แต่ก็มีคนรู้จักกว้างขวาง ทั้งยังรู้จักสารวัตรจีนอีกหลายคน เมื่อเทียบกับนักสืบตัวเล็กๆ อย่างตู้หย่งเซี่ยวแล้ว ก็ไม่รู้ว่าเหนือกว่าตั้งเท่าไร
ขณะที่อาลี่กำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น ปริ๊น ปริ๊น!
เสียงรถยนต์ดังขึ้นอีกระลอก
"พระเจ้า นี่มันรถอะไรกัน?"
"เหมือนจะเป็นเบนท์ลีย์!"
"เบนท์ลีย์คือรถอะไร?"
"พูดไปนายก็ไม่เข้าใจหรอก สรุปว่ามันเหนือกว่ารถเต่าของหลี่หน้าปรุตั้งหลายระดับ!"
ผู้คนต่างพากันมองไป กลับเห็นเบนท์ลีย์ที่ดูหรูหราอลังการมีระดับคันนั้นค่อยๆ จอดเทียบข้างรถเต่าของหลี่หน้าปรุ รถสองคันตั้งแต่ขนาดไปจนถึงรูปลักษณ์ภายนอก ความสูงต่ำเห็นได้ชัดเจน
หลี่หน้าปรุรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเล็กน้อย กระแอมไอออกมา "นี่รถของใครน่ะ?"
ลุงอาสุ่ยกับอาลี่เบิกตากว้างมอง คิดในใจว่า ถ้าได้นั่งรถแบบนี้ ถึงตายก็ยอม!
เอี๊ยด!
ประตูรถเปิดออก
ฝรั่งคนหนึ่งก้าวลงจากรถด้วยท่าทางหยิ่งยโส กวาดสายตามองทุกคนอย่างจองหอง แล้วก้าวเดินด้วยความเย่อหยิ่งมาที่แผงขายอ้อยซึ่งมีผู้คนรวมตัวกันอยู่
หลี่หน้าปรุยังอยากจะอวดอ้างความสามารถ จึงยื่นมือไปหาอีกฝ่ายด้วยใบหน้าประจบสอพลอ "ฮาว อาร์ ยู, ฮาว โอลด์ อาร์ ยู?!"
อีกฝ่ายขมวดคิ้ว เมินเฉยต่อภาษาอังกฤษงูๆ ปลาๆ ของหลี่หน้าปรุโดยตรง เขามองลุงอาสุ่ยกับคนอื่นๆ ก่อนจะพูดภาษาจีนออกมา "สวัสดีครับ ขอถามหน่อยว่าที่นี่คือสือเสียเหว่ยใช่ไหม?"
"ใช่แล้ว ที่นี่แหละ!" ลุงอาสุ่ยตื่นเต้นจนบอกไม่ถูก ในชีวิตนี้เป็นครั้งแรกที่ได้คุยกับฝรั่งหัวทอง เมื่อก่อนแค่เคยเห็นตามท้องถนน แต่ไม่กล้าทักทาย
อาลี่ยิ่งไม่กล้าไปมองฝรั่งตรงหน้า เมื่อก่อนฝรั่งพวกนี้ก็ไม่เคยมองพวกเธอด้วยหางตาเลยด้วยซ้ำ ต่อให้ซื้ออ้อยก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าห่อไว้แล้วถึงรับไป เพราะกลัวว่าจะเปื้อนของสกปรก
"ไม่ต้องกลัว ฉันมาที่นี่เพื่อตามหาคน!" ฝรั่งเอามือไพล่หลัง ท่าทางหยิ่งผยอง
"หาใครน่ะ?"
"ไม่รู้สิ!"
ผู้คนต่างพากันคาดเดาว่าบุคคลสำคัญคนไหนในสือเสียเหว่ยสามารถผูกมิตรกับฝรั่งได้
ลุงอาสุ่ยยังคงเป็นคนที่เคยเห็นโลกมาบ้าง รีบถูมือไปมาและพูดประจบสอพลอด้วยรอยยิ้ม "แล้วไม่ทราบว่าคุณผู้ชายต้องการมาหาเพื่อนคนไหนหรือครับ?"
คนอื่นๆ รีบมองไปทางฝรั่งพร้อมกัน---
ฝรั่งเชิดคางขึ้น "ตู้หย่งเซี่ยว---!"
……
"ฝรั่งคนนี้ทำงานอะไร ทำไมเขาถึงรู้จักตู้หย่งเซี่ยวได้?"
หลังจากที่ฝรั่งถามที่อยู่ของตู้หย่งเซี่ยวจนแน่ชัดแล้วจากไป ทุกคนก็มาล้อมวงวิพากษ์วิจารณ์กันที่แผงขายอ้อยอีกครั้ง
"ดูแล้วไม่น่าจะมีเรื่องดีอะไรเลย!"
"ใช่สิ ตู้หย่งเซี่ยวคนนั้นอย่างมากก็เป็นแค่นักสืบตัวเล็กๆ จะไปรู้จักฝรั่งแบบนี้ได้ยังไง?"
"ฝรั่งคนนั้นดูหยิ่งยโสมาก พวกนายดูท่าทางตอนที่เขาพูดเมื่อกี้สิ ช่างน่าเกรงขามจริงๆ!"
ในใจของลุงอาสุ่ยกับอาลี่รู้สึกไม่ค่อยจะดีนัก ตอนนี้แม้แต่ฝรั่งยังมาหาตู้หย่งเซี่ยว ตกลงแล้วตู้หย่งเซี่ยวคนนี้ไปทำเรื่องสะเทือนฟ้าสะเทือนดินอะไรมากันแน่?
หลี่หน้าปรุรู้สึกว่าตัวเองถูกเมิน ไม่มีตัวตนเอาเสียเลย จึงกระแอมไอออกมา "อาลี่ ฉันเพิ่งซื้อรถมา---"
พูดยังไม่ทันจบ ก็เห็นเสอจ๋ายหมิงหนีบหนังสือพิมพ์ หิ้วกางเกงวิ่งออกมาจากส้วม "แย่แล้ว แย่แล้ว! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!"
ทุกคนถูกเขาทำให้ตกอกตกใจจนสะดุ้ง พูดอย่างหงุดหงิดว่า "พ่อแกตาย หรือว่าแม่แกตาย?"
"เรื่องใหญ่กว่าพ่อแม่ฉันตายอีก! ลุงอาสุ่ย ลุงช่วยอ่านข่าวนี้ให้ฉันหน่อย!" เสอจ๋ายหมิงยัดหนังสือพิมพ์ใส่มือ "รูปข้างบนฉันรู้จัก แต่ตัวหนังสือข้างในฉันอ่านไม่ออก!"
ลุงอาสุ่ยเบ้ปาก รับหนังสือพิมพ์มาด้วยความรู้สึกไม่พอใจนัก ก่อนจะอ่านพาดหัวข่าวตัวโต "ตำรวจนอกเครื่องแบบหน้าใหม่สร้างผลงานกล้าหาญ เชิดชูเกียรติยศตำรวจเรา เลื่อนขั้นเป็นสารวัตร! เอ๊ะ มีคนได้เลื่อนขั้นเป็นสารวัตร? ก็ไม่รู้ว่าใครมีบุญวาสนาขนาดนี้---"
ลุงอาสุ่ยพูดจบก็ชะงักงันไปทันที
เขาเบิกตากลมกว้าง จ้องเขม็งไปที่รูปถ่ายบนหนังสือพิมพ์---
ผู้คนต่างพากันเขย่งปลายเท้าชะเง้อคอมองตาม---
บนรูปถ่ายนั้น,
ตู้หย่งเซี่ยว---
ยิ้มแย้มเบิกบาน!







