"แกรก!"
ปืนพกในมือเฉียงตาเขร่วงลงพื้น
เขาถูกตู้หย่งเซี่ยวบดขยี้อย่างสิ้นเชิง ร่างกายอ่อนยวบ ทรุดตัวลงกองกับพื้นอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก
การที่เฉียงตาเขชักปืนในสถานการณ์เช่นนี้ก็ผิดกฎเกณฑ์มากพออยู่แล้ว แถมยังถูกตู้หย่งเซี่ยวตบหน้าฉาดใหญ่ติดต่อกันถึงสามครั้ง นับว่าเสียหน้าจนไม่เหลือชิ้นดี
แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนของเหยียนสยง เมื่อเห็นดังนั้นเหยียนสยงจึงรีบออกหน้าไกล่เกลี่ย "ต้องขออภัยด้วย ช่วงนี้อาเฉียงกำลังตามสืบคดีใหญ่อยู่ เหน็ดเหนื่อยจนหลีกเลี่ยงไม่ได้ พฤติกรรมจึงอาจจะล้ำเส้นไปบ้าง ฉันขอเป็นตัวแทนขอโทษทุกคนด้วย!"
เหยียนสยงขยิบตาให้คนเข้าไปพยุงเฉียงตาเขขึ้นมา ก่อนจะประสานมือคารวะรอบทิศ ท้ายที่สุดก็โค้งคำนับให้หลิวฝูพลางกล่าว "นายท่านฝู เมื่อครู่ลูกน้องของผมล่วงเกินไปมาก ขอท่านได้โปรดอภัยให้ด้วย!"
หลิวฝูโบกมือ เป็นเชิงบอกให้คนพาตัวเฉียงตาเขออกไป "มีโรคก็ไปรักษา สภาพจิตใจไม่ดีก็กลับไปพักผ่อนซะ"
พูดจบก็หันขวับกลับมา มองตู้หย่งเซี่ยวด้วยสายตาลึกล้ำ ความโอหังและทรงอำนาจของตู้หย่งเซี่ยวเมื่อครู่นี้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนทั้งปวง แม้แต่คนแก่ประสบการณ์อย่างหลิวฝูก็ยังแอบตกใจ
"ตอนนี้ฉันจะช่วยดันอาเซี่ยวขึ้นรับตำแหน่ง มีใครยังมีข้อสงสัยอะไรอีกไหม?" หลิวฝูกวาดสายตามองไปรอบๆ
คราวนี้ ไม่มีใครปริปากพูดอะไร
"ถ้าอย่างนั้นก็ดี ฉันจะส่งชื่อเสนอขึ้นไป อย่างช้าที่สุดสัปดาห์หน้าคำสั่งแต่งตั้งก็จะลงมา! ส่วนสารวัตรเหยียน นายก็ต้องคอยช่วยเหลือให้มาก อาเซี่ยวยังไม่รู้อะไร นายก็ช่วยเห็นใจเขาหน่อย!" หลิวฝูพูดจบ สายตาก็ตวัดมองเหยียนสยงอย่างเชือดเฉือน "ถ้าฉันได้ยินว่านายจงใจกลั่นแกล้งเขา หรือไม่ยอมช่วยเหลือละก็ ถึงตอนนั้นคงจะ...หึๆ ฉันคิดว่านายคงไม่ทำแบบนั้นหรอก ใช่ไหม?"
เหยียนสยงรู้สึกหนาวเยือกในใจ คิดไม่ออกเลยว่าทำไมหลิวฝูถึงดีกับตู้หย่งเซี่ยวขนาดนี้ นี่มันข่มขู่กันชัดๆ
"แน่นอนว่าไม่ครับ นายท่านฝูวางใจได้! ผมจะช่วยเหลืออาเซี่ยวอย่างสุดกำลังแน่นอน!"
"ก็ดี!" หลิวฝูลุกขึ้นยืน
หลิวเหอรีบเข้าไปพยุงอย่างรู้หน้าที่
ทุกคนก็พากันลุกขึ้นยืนตาม
"เลิกประชุม!"
……
หลังจากทุกคนจากไป ทั้งห้องประชุมก็เหลือเพียงหลิวฝูและหลิวเหอ สองอาหลานเท่านั้น
"คุณอาครับ พูดตามตรงนะ ผมไม่ค่อยเข้าใจเลย"
"ไม่เข้าใจตรงไหน?"
"ถึงแม้เหยียนสยงนั่นจะเลวทราม แต่เหลยลั่วก็ไม่ใช่คนดีอะไร ทำไมคุณอาถึงต้องช่วยเขาด้วย?"
"สมองหมูๆ อย่างแกจะไปเข้าใจอะไร?" หลิวฝูลากร่างอ้วนฉุไปที่หน้าต่าง
หลิวเหอรีบแหวกมู่ลี่ออกให้
หลิวฝูมองลงไปเห็นผู้คนที่เดินทยอยออกมาจากตึกอย่างไม่ขาดสาย ปากก็เอ่ยว่า "แกคิดว่าฉันกำลังช่วยเหลยลั่วเหรอ? ผิดแล้ว ฉันกำลังช่วยแกต่างหาก!"
"เอ่อ หมายความว่ายังไงครับ?" หลิวเหอหันหน้าไปมองคุณอาด้วยความประหลาดใจ
หลิวฝูเอามือไพล่หลัง ถอนหายใจพลางกล่าว "แกเคยถามฉันว่า อีกสองปีฉันเกษียณ แกจะทำยังไง? ถ้าไม่มีฉันอยู่ ใครจะคอยคุ้มกะลาหัวแก ใครจะคอยเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้แก?"
"เหลยลั่ว พึ่งไม่ได้! ฉันไม่ได้มีบุญคุณอะไรกับเขามากนัก เขาจะมาช่วยฉันได้ยังไง? เหยียนสยงยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถึงแม้ฉันจะเป็นคนดึงเขาก้าวขึ้นมากับมือ แต่เจ้านี่มันซ่อนดาบไว้ในรอยยิ้ม แค่ไม่ลอบแทงข้างหลังก็ดีถมไปแล้ว ส่วนหลานกัง เฉินจื้อเชา สองคนนี้เส้นสายแข็งโป๊ก เลิกคิดไปได้เลย!"
หลิวเหอคล้ายจะเข้าใจอะไรบางอย่าง แต่ก็คล้ายจะไม่เข้าใจอะไรเลย
"ถ้าอย่างนั้น หากฉันอยากจะช่วยแก ฉันควรทำยังไงล่ะ?" หลิวฝูมองหลานชาย "แน่นอนว่าต้องดันสารวัตรคนใหม่ขึ้นมา เพื่อที่จะต่อกรกับพวกมันได้ในอนาคต ต่อให้สืบทอดตำแหน่งของฉันไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็มีที่ยืนในแวดวงตำรวจ"
"คุณอาหมายความว่า..." หลิวเหอมองผ่านหน้าต่าง สายตาทอดมองไปยังตู้หย่งเซี่ยวที่เพิ่งเดินออกจากตึกไปอย่างห้ามไม่ได้
"ใช่แล้ว ก็ไอ้หนุ่มคนนี้นี่แหละ! มีความกล้าหาญ มีสติปัญญา สายตาก็ยังเฉียบแหลม กระโดดจากเรือของเหยียนสยงมาขึ้นเรือของเหลยลั่ว ถ้าฉลาดพอ วันข้างหน้าก็ต้องกระโดดมาขึ้นเรือของฉัน มีฉันหลิวฝูหนุนหลังเขา ก็มากพอที่จะเดินกร่างไปทั่วเกาะฮ่องกงได้แล้ว!" หลิวฝูมองตู้หย่งเซี่ยวจากมุมสูง แววตาฉายแววชื่นชมออกมาสายหนึ่ง
หลิวเหอเดาะลิ้นอย่างไม่ค่อยยอมรับ "เขามีดีขนาดนั้นเชียว? ก็แค่สารวัตรตัวเล็กๆ อนาคตจะมาคุ้มกะลาหัวผมได้เหรอ?"
หลิวฝูยิ้ม หันตัวกลับมาแล้วพูด "คุณอาของแกคนนี้มองคนไม่ผิดหรอก เป็นมังกรหรือเป็นงู มองแวบเดียวก็รู้! คอยดูไปเถอะ..."
ระหว่างที่พูด หลิวฝูก็เดินไปที่ประตู หันไปบอกหลานชายที่อยู่ด้านหลังว่า "ตอนนี้เป็นแค่มังกรซ่อนกายอยู่ในสระ อีกไม่นานก็จะได้โบยบินผงาดฟ้า!"
……
"อาเซี่ยว ยินดีด้วยนะ! ยินดีกับการขึ้นรับตำแหน่งสารวัตรถนนนาธาน!"
หน้าสถานีตำรวจ เหยียนสยงโอบไหล่ตู้หย่งเซี่ยวอย่างสนิทสนมพลางกล่าว "เมื่อกี้แกก็เห็นแล้ว ความจริงฉันสนับสนุนแกมาตลอด ส่วนเรื่องเฉียงตาเขน่ะ มันเป็นอุบัติเหตุ!"
"ขอบคุณครับนายท่านเหยียน เมื่อครู่นี้ที่คุณช่วยผมอย่างเต็มที่ ผมก็เห็นหมดแล้ว พูดตามตรงนะ ผมซาบซึ้งใจคุณมากจริงๆ!" ตู้หย่งเซี่ยวกุมมือเหยียนสยงไว้อีกครั้ง
เหยียนสยงชักมือกลับอย่างไม่รู้ตัว รู้สึกว่าทุกครั้งที่ถูกตู้หย่งเซี่ยวจับมือ ตัวเองจะต้องซวยทุกที
"นี่ พวกเราก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว คำพูดบางคำไม่ต้องพูดแกก็คงจะเข้าใจสินะ!" เหยียนสยงเดินไปเปิดประตูรถ เชิญให้ตู้หย่งเซี่ยวขึ้นไป
ตู้หย่งเซี่ยวก็ไม่ได้ปฏิเสธ มุดตัวเข้าไปนั่งทันที
เหยียนสยงขึ้นรถมา นั่งลงข้างๆ ตู้หย่งเซี่ยว "พูดจริงๆ นะ อาเซี่ยว การที่แกได้เลื่อนตำแหน่งเป็นสารวัตรกะทันหันแบบนี้ เกี่ยวข้องกับเหลยลั่วหรือเปล่า?"
"มีด้วยเหรอครับ? ไม่ใช่นายท่านเหยียนคอยช่วยผมอยู่หรอกเหรอ?" ตู้หย่งเซี่ยวเบิกตากว้าง ทำหน้างุนงง
เหยียนสยงแทบจะสบถด่าแม่ ถึงป่านนี้แล้วยังจะมาแกล้งโง่อีก?
"มีหรือไม่มี แกเองก็รู้อยู่แก่ใจ" เหยียนสยงพูดพลางหยิบสัญญากู้เงินสามหมื่นหยวนนั่นออกมาจากอกเสื้อ "ตั้งแต่แรกถ้าแกไม่พอใจก็พูดออกมาได้เลย ตำแหน่งหัวหน้านักสืบมันอาจจะเล็กไปหน่อย ถ้าแกอยากเป็นสารวัตร ก็บอกฉันสิ!"
พูดจบก็ฉีกสัญญากู้เงินนั้นทิ้งดังแคว่ก "อาเซี่ยว ฉันหวังมาตลอดว่าจะคุยกับแกด้วยใจ ไม่ใช่คุยเรื่องเงิน แกเข้าใจความหวังดีของฉันไหม?"
"นายท่านเหยียน ผมเข้าใจครับ!" ตู้หย่งเซี่ยวทำท่าทางซาบซึ้งใจ ยื่นมือไปหมายจะกุมมือเหยียนสยงอีกครั้ง เหยียนสยงคิดจะหลบ แต่พื้นที่ในรถคับแคบ สุดท้ายก็โดนตู้หย่งเซี่ยวกุมมือเอาไว้ได้
"นายท่านเหยียน ความสัมพันธ์ของผมกับคุณแน่นแฟ้นกว่าทองคำเสียอีก! ต่อให้ผมได้เป็นสารวัตรจริงๆ วันข้างหน้าผมก็ยังเป็นลูกน้องของคุณอยู่ดี คุณอย่าคิดมากไปเลย แค่คอยสนับสนุนผมอย่างเต็มที่ก็พอ!" สายตาของตู้หย่งเซี่ยวจริงใจ น้ำเสียงหนักแน่น
เหยียนสยงรู้สึกเหมือนถูกหลอกใช้ฟรีๆ
"อะแฮ่ม แน่นอน ฉันต้องทำแบบนั้นอยู่แล้ว"
"งั้นคุณจะจัดลูกน้องให้ผมสักกี่คนล่ะครับ?"
"เอ่อ เรื่องนี้...ให้เหวินหัวโตไปคนเดียว พอไหม?"
"คุณว่าไงล่ะ?" ตู้หย่งเซี่ยวปล่อยมือ ล้วงบุหรี่ออกมายัดใส่ปากเหยียนสยงมวนหนึ่ง
เหยียนสยงจำต้องคาบบุหรี่เอาไว้
ตู้หย่งเซี่ยวหยิบไม้ขีดไฟออกมา จุดบุหรี่ให้เหยียนสยงด้วยตัวเอง
"ถนนนาธานใหญ่ขนาดนั้น ให้คนเดียว จะไปพอได้ยังไงล่ะครับ?"
"อะแฮ่ม งั้นแกอยากได้เท่าไหร่ล่ะ?" เหยียนสยงไม่รู้ว่าสำลักคำพูดของตู้หย่งเซี่ยว หรือว่าสำลักควันบุหรี่ในปากกันแน่
"อย่างน้อยที่สุดก็สักสี่ห้าคน"
"อะแฮ่ม สองคน! ฉันให้แกสองคน!" เหยียนสยงรีบชูนิ้วขึ้นมา "ให้เหวินหัวโตกับแกไป แล้วฉันจะส่งไปช่วยแกอีกคนหนึ่ง!"
ตู้หย่งเซี่ยวเห็นว่าได้เปรียบแล้วก็พอ รีบทำทีเป็นซาบซึ้งในบุญคุณ "ขอบคุณครับนายท่านเหยียน! ถึงคนจะน้อยไปหน่อย แต่ผมก็เพิ่งจะรับตำแหน่ง ทุกอย่างต้องค่อยเป็นค่อยไป!"
"ใช่ๆ! แกเพิ่งจะขึ้นรับตำแหน่ง คำสั่งแต่งตั้งก็ยังไม่ออก พูดอะไรไปตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์!" เหยียนสยงถอนหายใจเฮือกใหญ่ กลัวว่าตู้หย่งเซี่ยวจะดึงคนข้างกายเขาไปเสียหมด
"จริงสิครับ นายท่านเหยียน..."
"มีเรื่องอะไรอีก?" เหยียนสยงทำท่าทางตกอกตกใจราวกับนกตื่นเกาทัณฑ์ กลัวว่าตู้หย่งเซี่ยวจะเสนอเงื่อนไขงี่เง่าอะไรขึ้นมาอีก
"คุณช่วยผมอีกสักเรื่องได้ไหมครับ?"
"เอ่อ เรื่องอะไร ว่ามาสิ?"
"เรียกผมว่าสารวัตรตู้สักคำได้ไหมครับ?"
เหยียนสยงจ้องตู้หย่งเซี่ยวอยู่นาน ถึงได้เอ่ยปาก "สารวัตรตู้!"
ตู้หย่งเซี่ยวยิ้ม หันหน้ากลับมา เอนกายพิงเบาะรถอย่างสบายอารมณ์ "ความรู้สึกนี้ ดีจริงๆ!"







