หลังจากไฟดับลง ภายในห้องก็มืดครึ้มและหนาวเหน็บ
...
เดิมทีห้องทำงานของสารวัตรนั้นกว้างขวางโอ่โถง นอกจากโต๊ะทำงานแล้ว ยังมีชุดโซฟาสำหรับรับแขก บนผนังทั้งสองด้านแขวนธงเกียรติยศต่างๆ ไว้อย่างเป็นระเบียบ หน้าต่างที่อยู่ตรงข้ามโต๊ะทำงานก็สว่างไสว สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของถนนฝั่งตรงข้ามได้
ทว่าในยามนี้ สายลมที่มีกลิ่นคาวเค็มกลับพัดทะลักเข้ามาทางหน้าต่างที่แตกละเอียด ราวกับกำลังบอกเล่าถึงสถานการณ์ผิดปกติเมื่อครู่นี้
ภายในห้องมืดมิด มีเพียงไฟฉุกเฉินที่กะพริบวิบวับ
ทุกสิ่งดูเงียบสงัดและแปลกประหลาด
เสิ่นเย่ค่อยๆ ถอยหลังไปสองก้าว สายตาจ้องมองไปยังมุมด้านหลังโต๊ะทำงาน
ตรงนั้นมีตู้ทรงสูงขนาดใหญ่ที่ปิดประตูสนิทตู้หนึ่ง
ตู้แบบนี้พบเห็นได้ทั่วไป สูงประมาณสองเมตร ด้านในสามารถเก็บของได้สารพัด และยังใช้แขวนเสื้อผ้าหมวกได้ด้วย
ในห้องพักครูที่โรงเรียนก็มีตู้แบบนี้เช่นกัน
ทันใดนั้น
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากในตู้อีกครั้ง
"เป็นถึงนายพรานแท้ๆ กลับถูกเหยื่อฆ่าตาย ซ้ำเหยื่อตัวนั้นยังปลอมตัวเป็นนายพรานเสียอีก"
"ช่างเป็นเรื่องที่น่าสมเพชเสียนี่กระไร"
เสิ่นเย่รวบรวมสติแล้วเอ่ยปาก "ท่านหมายความว่า ลั่วเฟยชวนเมื่อครู่นี้..."
"ลิ้นชักแรกฝั่งซ้ายของโต๊ะทำงานไม่ได้ล็อก นายเปิดมันดู แล้วจะพบกับความจริง" เสียงนั้นกล่าวต่อ
เสิ่นเย่นิ่งเงียบไปเล็กน้อย
เขาต้องมารื้อค้นของใช้ส่วนตัวของสารวัตรอย่างพลการงั้นหรือ? เกิดมีปัญหาอะไรขึ้นมาจะทำยังไง?
—เสียงนี้มันเชื่อถือได้หรือเปล่าเนี่ย
แต่เขาก็สัมผัสได้จริงๆ ว่า พรสวรรค์ 'เสียงกระซิบแห่งความมืด' ได้ถูกกระตุ้นการทำงานแล้ว
มันเป็นความรู้สึกที่ลึกล้ำและอัศจรรย์มาก
'เสียงกระซิบแห่งความมืด' คือรากฐานการดำรงอยู่ของเผ่าภูตผี และเป็นหนึ่งในสามพรสวรรค์สืบทอดที่เก่าแก่ที่สุด
ช่างเถอะ
ลองเสี่ยงดูสักตั้ง!
เสิ่นเย่ลุกขึ้นยืน เดินอ้อมไปหลังโต๊ะทำงาน ล้วงหยิบกระดาษทิชชูออกจากกระเป๋ามาหุ้มนิ้วมือไว้สองนิ้ว จากนั้นก็ใช้นิ้วทั้งสองดึงลิ้นชักแรกฝั่งซ้ายมือออก
ภายในลิ้นชักมีแว่นตาทรงนักบินสีน้ำตาลอ่อนวางอยู่
รูม่านตาของเสิ่นเย่หดเกร็งอย่างฉับพลัน
เขาเคยเห็นรูปถ่ายใบนั้นมาแล้ว
ตอนที่เสิ่นเย่ไปเยี่ยมเฉินฮ่าวอวี่ที่โรงพยาบาล ชายร่างผอมสูงคนหนึ่งยืนอยู่บนดาดฟ้าตึกฝั่งตรงข้ามโรงพยาบาล หันหน้ามาทางโรงพยาบาล สองมือประกบเข้าหากัน อ้าปากค้างไว้ คล้ายกับกำลังท่องบ่นอะไรบางอย่าง
ชายคนนั้นก็สวมแว่นตาทรงนักบินสีน้ำตาลอ่อน
—เหมือนกับแว่นตาอันนี้ไม่มีผิดเพี้ยน!
เสิ่นเย่หลับตาลงเล็กน้อย เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็กลับมาสงบเยือกเย็นดังเดิม
ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวผุดขึ้นในใจ
หรือว่า...
เขาใช้นิ้วที่หุ้มด้วยกระดาษทิชชูดันลิ้นชักเพื่อปิดมันลง หันหลังเดินไม่กี่ก้าวก็มาถึงตู้เก็บของตรงมุมห้อง แล้วใช้นิ้วมือดึงเปิดมันออกอีกครั้ง
ศพหนึ่งถูกมัดเอาไว้ในท่ายืนอยู่ภายในตู้เก็บของ
คือลั่วเฟยชวนนั่นเอง!
บาดแผลทั่วร่างของเขาน่าสยดสยอง แต่กลับไม่มีเลือดซึมออกมา เห็นได้ชัดว่าถูกจัดการด้วยวิธีการระดับมืออาชีพมาแล้ว
"สารวัตรลั่ว คุณถูกฆ่าตายได้ยังไง" เสิ่นเย่ถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"อาวุธมีปัญหา"
ศพที่หลับตาอยู่อ้าปากพูด "มันเป็นนักฆ่า ส่วนฉันคือนักรบพิเศษที่มีทั้งพละกำลังและความว่องไวอย่างละครึ่ง"
"—ฉันต้องใช้อุปกรณ์ทรงพลังถึงจะแสดงอานุภาพออกมาได้ แต่มันเพียงแค่ฉวยโอกาสตอนฉันเผลอก็ลงมือลอบสังหารได้แล้ว"
"จุดประสงค์ของเขาคืออะไร?" เสิ่นเย่ถาม
"มันต้องกำลังตามหาคำตอบอะไรบางอย่างอยู่แน่ ไม่เช่นนั้นจะสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจ ใช้ฐานะของฉันหลอกล่อให้นายมาที่สถานีตำรวจ เพื่อมาสอบถามสถานการณ์จากนายด้วยตัวเองไปทำไม" ศพกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เสิ่นเย่ใจสะท้าน
ถูกต้อง!
ลั่วเฟยชวนตัวปลอมเมื่อครู่นี้กำลังถามเขาเรื่องที่โรงพยาบาล
บางทีในใจของอีกฝ่ายอาจจะกำลังสงสัยอย่างหนัก—
รูปปั้นคำสาปของราชันวิญญาณร้ายหมื่นร่วงหล่นไม่เคยพลาดเป้ามาก่อนในประวัติศาสตร์
ทำไมถึงไร้ผลกับเด็กหนุ่มอายุ 15 ปี?
เขาจำเป็นต้องทำความเข้าใจปัญหาในเรื่องนี้ให้กระจ่าง
แต่โชคดีที่มีกลุ่มตำรวจเข้ามารายงานสถานการณ์ ประกอบกับตนเองก็ประวิงเวลาไว้ได้นิดหน่อย จากนั้น—
คนบ้าคนหนึ่งก็มาหาเรื่องถึงสถานีตำรวจ
ทุกอย่างจึงปั่นป่วนไปหมด
—ฆาตกรเลยไม่มีโอกาสซักไซ้ไล่เลียงต่อ!
"สารวัตรลั่ว ฆาตกรที่ปลอมตัวเป็นคุณ ตอนนี้ถูกหมอที่ใส่ชุดนอนสีสันฉูดฉาดใช้คาถาพาตัวไปแล้ว" เสิ่นเย่กล่าว
"คาถา? คาถาอะไร?" ศพถามด้วยความสงสัย
เสิ่นเย่เล่าสถานการณ์ให้ฟังรอบหนึ่ง
มุมปากของศพกระตุกเล็กน้อย ถึงกับเผยสีหน้าเย้ยหยันออกมานิดๆ
"เหยื่อปลอมตัวเป็นนายพราน แต่มันหารู้ไม่ว่า เบื้องหลังนายพรานยังมีปัญหาที่ใหญ่กว่าซ่อนอยู่"
"คุณหมายความว่า หมอนั่นที่ใส่ชุดนอนเก่งกาจกว่างั้นหรือ?" เสิ่นเย่กล่าว
"คนผู้นั้นคือผู้พิพากษาของนิกายเงียบสงัด—พวกมันล้วนเป็นคนบ้าที่มีปัญหาทางจิต เมื่อไม่นานมานี้ฉันบังเอิญยิงคนของพวกมันตาย ตอนนี้มันเลยลงมือมาแก้แค้นฉันด้วยตัวเอง"
ศพกล่าว
"ผู้พิพากษา... คิดว่าฆาตกรคนนั้นคือคุณ?" เสิ่นเย่กล่าว
"ถูกต้อง" ศพกล่าวอย่างสะใจบนความทุกข์ของผู้อื่น
ศพอธิบายเพิ่มเติมว่า "เมื่อครู่นี้ไม่ใช่คาถาอาคมอะไรหรอก แต่เป็น 'ความผิดปกติ' ชนิดหนึ่ง"
"ความผิดปกติ?"
เสิ่นเย่อดไม่ได้ที่จะทวนคำ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินคำพูดแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้
"โลกอื่นเชื่อมต่อเข้ากับโลกของเราอย่างกะทันหัน ปิดล้อม กัดกร่อน และช่วงชิงพื้นที่บริเวณหนึ่งไป หรือไม่ก็นำพาสิ่งมีชีวิตบางอย่างจากไปโดยตรง—"
"สิ่งเหล่านี้เรียกว่า 'ความผิดปกติ'"
"เหนือสิ่งนี้ขึ้นไปยังมีสถานการณ์ที่ร้ายแรงกว่า เรียกว่า 'หายนะ'"
"แล้ว 'หายนะ' คืออะไรอีกล่ะ?" เสิ่นเย่อดถามไม่ได้
"สัตว์ประหลาดจากโลกอื่นที่ทรงพลัง อาศัยวิธีการบางอย่าง จุติลงมายังโลกหลักอย่างกะทันหัน—"
"สถานการณ์เช่นนี้มีโอกาสสูงมากที่จะก่อให้เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่"
"ฉันไม่รู้ว่านายยังจำได้หรือเปล่า ครั้งนั้นที่เมืองเจียงหนานถูกน้ำท่วมมิด ก่อให้เกิดแผ่นดินไหว และทั้งเมืองก็ถูกลบหายไป"
"คนธรรมดาอย่างพวกนายไม่รู้หรอก แต่นั่นแหละคือการจุติของ 'หายนะ' ตามแบบฉบับเลยล่ะ"
เสิ่นเย่ถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
น่ากลัวเกินไปแล้ว...
เดี๋ยวก่อน!
มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง
"สมมติว่าฆาตกรคนนั้นบอกตัวตนที่แท้จริงของเขาออกมา ผู้พิพากษาของนิกายเงียบสงัดจะยอมปล่อยเขาไปไหม?" เสิ่นเย่ถาม
ศพกล่าว "ในเมื่อ 'ความผิดปกติ' ก่อตัวขึ้นแล้ว การคิดจะกอบกู้สถานการณ์ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย อีกอย่างนิกายเงียบสงัดก็ยินดีที่จะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้หมดสิ้น นี่คือความประสงค์ของเจ้านายที่อยู่เบื้องหลังพวกมัน"
"นิกาย... ผมไม่เคยติดต่อกับพวกนิกายเลย" เสิ่นเย่กล่าว
"อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับนิกายใดๆ ทั้งสิ้น เทพเจ้าของพวกนิกายนั้นบ้าคลั่งมาก สาวกของมันก็เช่นกัน นายต้องระมัดระวังให้มากและอยู่ให้ห่างจากพวกมัน ถึงจะรักษาจิตวิญญาณของนายเอาไว้ได้" ศพกล่าว
เสิ่นเย่นวดขมับด้วยความเจ็บปวด บังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ลง
—โลกของผู้ใหญ่มันอันตรายและซับซ้อนขนาดนี้เลยเหรอ?
แล้วฉันจะเอาชีวิตรอดจนโตได้ยังไงเนี่ย?
"สารวัตร คุณยังมีอะไรพอจะช่วยผมได้อีกไหม?" เขาถาม
ศพครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยปาก
"เวลาของเรามีไม่มาก จะมามัวคุยเล่นนานๆ ไม่ได้ ต้องรีบหน่อยแล้ว"
"ทำไมล่ะ?" เสิ่นเย่กล่าว
"หากฆาตกรนั่นสามารถทนรอดจาก 'ความผิดปกติ' ของนิกายเงียบสงัดไปได้ ไม่แน่ว่าอาจจะกลับมาได้ในเร็วๆ นี้ อย่างไรเสีย 'ความผิดปกติ' นั่นก็เป็นเพียงระดับที่เบาบางที่สุด มีการจำกัดเวลาอยู่" ศพกล่าว
เสิ่นเย่ปาดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดพรายบนหน้าผาก
เขามีโอกาสจะกลับมา!
นั่นก็หมายความว่า ตัวเขายังคงตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย
—ตอนที่เผชิญหน้ากับฆาตกรเมื่อครู่นี้ จิตใต้สำนึกของเขาระมัดระวังตัวขึ้นมาบ้าง จึงไม่ได้พูดความจริงออกไป
โชคดีที่ไม่ได้พูด!
ทันทีที่ฆาตกรได้ข้อมูลที่ต้องการ เขาก็จะหมดประโยชน์ทันที
อีกฝ่ายสามารถฆ่าเขาได้อย่างง่ายดาย
ที่เขาประวิงเวลาไว้ถือว่าทำถูกแล้ว!
"ผู้พิพากษาเมื่อครู่นี้ฆ่าเขาไม่ตายงั้นเหรอ?" เสิ่นเย่ถาม
"การต่อสู้กันจริงๆ ย่อมมีความเปลี่ยนแปลงเฉพาะหน้าเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่มีใครคาดเดาได้หรอก อย่างเช่นฉัน—ฉันเองก็เผลอไปจับสาวกของพวกมันมาจำนวนหนึ่ง เดิมทีกำลังเตรียมหนีกลับไปหลบซ่อนตัวที่ป้อมปราการทางทหารของรัฐบาลโลกสักพัก" ศพกล่าว
—ใครจะรู้ล่ะว่าคุณยังไม่ทันได้ออกเดินทางก็ถูกฆาตกรฆ่าตายเสียก่อน
เสิ่นเย่ลอบต่อประโยคในใจเงียบๆ
เมื่อได้สนทนากับศพ เขาก็ค่อยๆ ตระหนักถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
เขาไม่มีทางได้เสพสุขกับยุคสมัยที่สงบสุขเหมือนชาติก่อนอีกแล้ว
ความขัดแย้งและการต่อสู้จำนวนนับไม่ถ้วนกำลังปะทุขึ้นบนโลกใบนี้อย่างต่อเนื่อง
—บนโลกใบนี้ หากไม่อยากถูกผู้อื่นบงการชะตากรรม ก็ต้องพยายามแข็งแกร่งขึ้นให้ได้
ศพเอ่ยปาก
"จำไว้ นายต้องไปที่ห้องเก็บรักษาอาวุธบนชั้นสามเดี๋ยวนี้ แล้วกดรหัสผ่านบนผนังสีเงินด้านนอกห้องเก็บรักษาอาวุธ:"
"2egy-57xc-9q61-7skr-81mt-3dpw-76ap-5e2k-99vs"
"ตรงนั้นมีปากกาเฉพาะทางด้ามหนึ่ง สามารถใช้เขียนบนกำแพงได้"
"รายงานความจริงขึ้นไป แล้วนายจะได้รับการคุ้มครอง"
"เวลาล่วงเลยไปมากแล้ว นี่เป็นวิธีเดียวที่นายจะปกป้องตัวเองได้ รีบไป!"
ศพพูดจบก็นิ่งสนิทไป
ตัวอักษรเรืองแสงบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้นบนจอประสาทตาของเสิ่นเย่:
"วิญญาณของอีกฝ่ายได้จากไปแล้ว"
เสิ่นเย่ยืนนิ่งอยู่กับที่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็พูดขึ้น "ผมยังมีเรื่องจะถาม"
ตัวอักษรเรืองแสงบรรทัดใหม่ปรากฏขึ้น:
"วิญญาณของอีกฝ่ายกลับมาอีกครั้ง"
ศพเอ่ยปากอีกครั้ง:
"อะไรที่พอบอกนายได้ ฉันก็บอกไปหมดแล้ว ยังมีเรื่องอะไรอีก?"
เสิ่นเย่เดินไปหยิบปากกาและกระดาษบนโต๊ะทำงาน เอาขารองกระดาษไว้ แล้วพูดว่า:
"รหัสผ่านของคุณมันยาวเกินไป ผมเป็นแค่คนธรรมดา จำไม่หมดหรอก"
ศพจึงต้องพูดทวนอีกรอบ
เสิ่นเย่จดตาม
วิญญาณเห็นเขาจดบันทึกจนครบถ้วน ก็จากไปอีกครั้ง
เสิ่นเย่ถือกระดาษไว้ พลางมองดูไปมาหลายรอบ แต่ก็ยังรู้สึกไม่วางใจ
—รหัสผ่านยาวขนาดนี้ จะเรียกเขากลับมาอีกสักรอบดีไหม?
ช่างเถอะ
เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ ก็อย่าทำตัวน่าขายหน้าเอาดื้อๆ แบบนี้สิ
อีกอย่างฉันก็เป็น 'คนมีมารยาท' นะ
—เกิดผิดพลาดขึ้นมาจริงๆ ค่อยเรียกเขากลับมาก็ยังไม่สาย
แต่ว่า ตอนนี้อย่างน้อยเขาก็รู้แล้วว่า ทำไม 'เสียงกระซิบแห่งความมืด' ซึ่งเป็นพรสวรรค์เผ่าภูตผีโบราณ ถึงได้มีคำอธิบายเอาไว้แบบนั้น
"อาศัยร่างศพเป็นสื่อกลาง เหล่าผู้ล่วงลับจำต้องตอบรับเสียงเรียกขานของเจ้า ปีนป่ายขึ้นมาจากขุมนรก เพื่อบอกเล่าสิ่งที่พวกเขารู้ให้เจ้าฟังตามความเป็นจริง เช่นนี้แล้ววิญญาณของพวกเขาจึงจะไปสู่สุคติได้"
—ถ้าคุณไม่พูด ผมก็จะเรียกคุณมาเรื่อยๆ
น่ารำคาญจะตายชัก
ยังคิดจะไปสู่สุคติอีกเหรอ?