ความจริงแล้วเฉียวอวี้รู้สึกว่าข้อสอบอัตนัยเขาก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ ความมั่นใจน่ะพอมีอยู่ เพียงแต่ขี้เกียจไปเสี่ยงดวงก็เท่านั้น
ก็ใครจะไปรู้ล่ะว่าในสมองน้อยๆ ของครูคนตรวจข้อสอบคิดอะไรอยู่
เกิดนึกครึ้มอกครึ้มใจไม่ให้คะแนนตามแผนของเขา หรือถึงขั้นอารมณ์ดีบวกกับความสงสารพรั่งพรูขึ้นมากะทันหัน แล้วให้คะแนนเขาเพิ่มมาอีกสักสองสามคะแนนคงได้กระอักกระอ่วนกันพอดี
เฉียวอวี้ยึดถือคติประจำใจมาตลอดว่า การเสี่ยงดวงอาจจะทำให้ชนะ แต่ถ้าไม่เสี่ยงก็รับรองว่าไม่แพ้แน่นอน
จากจุดนี้ถือว่าสภาพจิตใจของเฉียวอวี้มั่นคงมาก อย่างเช่นเรื่องใดก็ตามที่ต้องลงทุนมหาศาลถึงจะเห็นผลกำไรงาม หากไม่มั่นใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เขาก็จะไม่มีวันชายตามองเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาเรียกว่าการสำรวจตลาด ส่วนใหญ่ก็เป็นการจับเสือมือเปล่าทั้งนั้น
ตัวอย่างเช่นทีมแปลซับไตเติล แค่เรียนภาษาต่างประเทศให้แตกฉานสักสองสามภาษาก็สามารถลงมือทำจากที่บ้านได้โดยตรง หรืออย่างการเล่นเกม ก็จ่ายแค่ค่าอินเทอร์เน็ตนิดหน่อย ส่วนเรื่องที่อยากจะพึ่งคณิตศาสตร์มาขูดรีดเงินจากลอตเตอรี่ พอค้นพบว่าความน่าจะเป็นที่จะถูกรางวัลของลอตเตอรี่หัวเซี่ยแทบจะไม่เปิดโอกาสให้คณิตศาสตร์เลย เขาก็ถอดใจไปอย่างเด็ดขาด...
แต่นี่ไม่ได้หมายความว่าเฉียวอวี้ขี้งกนะ อันที่จริงในการใช้ชีวิตเขาเป็นคนใจกว้างมาก ถึงขั้นสุรุ่ยสุร่ายเลยทีเดียว
การบ่มเพาะนิสัยแบบนี้ขึ้นมาได้ ต้องยกความดีความชอบให้คุณตาของเฉียวอวี้
คำติดปากอีกคำที่คุณตาของเฉียวอวี้มักจะพูดเมื่อก่อนก็คือ ผู้ชายพอไม่มีเงินก็ต้องคิดว่าจะหาเงินยังไง พวกผู้ชายที่วันๆ เอาแต่โม้โอ้อวด แล้วตอนกลางคืนนอนคิดแต่ว่าจะประหยัดเงินยังไง ชาตินี้ทั้งชาติคงเอาดีไม่ได้สักเท่าไหร่หรอก
เฉียวอวี้เป็นผู้ชาย ซ้ำยังฟังคำพูดประโยคนี้เข้าหูเสียด้วย จึงหล่อหลอมให้เขามีนิสัยแบบนี้
ความจริงแล้วความรู้สึกเทิดทูนที่เซี่ยเข่อเข่อมีต่อเฉียวอวี้ก็น่าจะมาจากนิสัยที่เฉียวอวี้สืบทอดมาจากคุณตานี่แหละ
สมัยเด็กตอนที่เดินตามก้นเฉียวอวี้ต้อยๆ เป็นลูกสมุนตัวน้อย น่าจะเป็นความทรงจำในวัยเด็กที่มีความสุขที่สุดของเธอแล้ว
ขนมที่อยากกิน พ่อกับแม่ไม่ยอมซื้อให้ พอมาอ้อนขอจากพี่ชาย เขาก็มักจะมีวิธีหามาให้เธอจนได้ ตอนประถมสอบได้คะแนนไม่ดี ไม่กล้าเอาข้อสอบกลับบ้านไปให้ผู้ปกครองเซ็นชื่อ เฉียวอวี้ก็นั่งวิเคราะห์ลายมืออยู่ทั้งคืน แล้วก็ตวัดปากกาเซ็นให้เธอรวดเดียวจบ ซึ่งก็ตบตาคุณครูได้อย่างราบรื่นเสมอ
แน่นอนว่าใช่จะราบรื่นแบบนี้ทุกครั้ง ถึงแม้พ่อแม่ของเธอจะงานยุ่งมาก แต่บางครั้งก็ยังแวะเข้าไปดูในกรุ๊ปวีแชตบ้างเหมือนกัน บางทีพวกท่านก็นึกขึ้นมาได้ว่า กระดาษคำตอบที่คุณครูบอกให้เซ็นชื่อนั้น เหมือนพวกเขาจะยังไม่เคยเห็นเลย
แต่ไม่ว่าอย่างไร ในสายตาของเซี่ยเข่อเข่อ พี่เฉียวอวี้ของเธอก็จัดว่าเป็นผู้ชายประเภทที่ทำได้ทุกอย่าง
ดังนั้นแม้ว่าสิ่งที่เฉียวอวี้พยายามเน้นย้ำมาตลอดจะฟังดูแปลกๆ หรือถึงขั้นชวนให้สงสัยว่าเป็นการโม้โอ้อวด ทว่าในมุมมองของเซี่ยเข่อเข่อนั้น มันต้องเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน
"งั้นก็แปลว่าความจริงแล้วพี่ทำข้อสอบชีวะกับภูมิศาสตร์ได้เต็มเลยสิ พระเจ้าช่วย ถ้าคิดตามนี้ การสอบเข้ามัธยมปลายของพี่ก็โดนหักคะแนนอย่างมากแค่ 11 คะแนน คิดคำนวณแล้วพี่ก็จะได้ 689 คะแนนเลยนะ พระเจ้า พี่คะ ช่วงคะแนนระดับนี้พี่สามารถเลือกเข้าโรงเรียนมัธยมปลายทุกแห่งในเมืองดาราได้ตามใจชอบเลยนะเนี่ย"
เซี่ยเข่อเข่อพึมพำด้วยความรู้สึกเสียดายอย่างเต็มประดา
เธอกะแล้วเชียวว่าเฉียวอวี้จงใจอยากไปอยู่ห้องสิบสาม เพียงแต่ตลอดมาไม่เคยมีหลักฐานเลย และวันนี้ในที่สุดก็ได้ยินเฉียวอวี้ยอมรับออกมาจากปากตัวเองเสียที
เรื่องนี้ต้องขอบคุณหลานเจี๋ย
ถ้าไม่ใช่เพราะรับปากอีกฝ่ายไว้ว่าคราวนี้ตั้งใจจะสอบอย่างจริงจัง เฉียวอวี้คงไม่แม้แต่จะต่อบทสนทนาหัวข้อนี้ในวันนี้ด้วยซ้ำ
"สิ่งที่เรียนในมัธยมปลายมันก็เหมือนกันหมดนั่นแหละ จะเรียนที่ไหนมันไม่เหมือนกันเหรอ" เฉียวอวี้ปรายตามองเซี่ยเข่อเข่อ ไม่เข้าใจเลยว่าเรื่องนี้มันมีอะไรน่าเสียดายตรงไหน
"โรงเรียนมัธยมปลายดีๆ จะไปเหมือนกับโรงเรียนแย่ๆ ได้ยังไง อัตราการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของสี่โรงเรียนใหญ่กับห้าโรงเรียนเล็ก โรงเรียนมัธยมธรรมดาจะเอาอะไรไปเทียบได้" เซี่ยเข่อเข่อแย้ง
เฉียวอวี้แค่นหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยอย่างใจเย็น "มันเทียบไม่ได้จริงๆ นั่นแหละ แต่เธอต้องคำนึงด้วยนะว่าโรงเรียนชื่อดังพวกนี้ดึงตัวนักเรียนกลุ่มที่คะแนนสอบเข้ามัธยมปลายดีที่สุดไปหมดแล้ว การที่ผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยออกมาดีต่างหากถึงจะเป็นเรื่องสมควร ถ้าออกมาไม่ดี นั่นก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่าไอ้สิ่งที่เรียกว่าโรงเรียนชื่อดังพวกนี้น่ะเน่าเฟะไปหมดแล้ว
"อันที่จริงแทนที่เธอจะคาดหวังกับมาตรฐานการสอนของครูโรงเรียนชื่อดังพวกนั้น สู้ไปคาดหวังกับบรรยากาศการเรียนโดยรวมที่เกิดจากการที่โรงเรียนชื่อดังรวบรวมเด็กเก่งๆ ทั้งหมดมาไว้ด้วยกันยังจะดีกว่า เปรียบเหมือนเวลาเธอไปเดินห้างสรรพสินค้า เครื่องประดับในตู้โชว์พิเศษของร้านทองชั้นหนึ่งพวกนั้นสวยงามมากเลยใช่ไหมล่ะ"
เซี่ยเข่อเข่อพยักหน้าตามสัญชาตญาณ
"นั่นเป็นเพราะช่างฝีมือมีความคิดสร้างสรรค์เป็นเลิศใช่ไหมล่ะ แน่นอนว่าใช่! แต่ส่วนสำคัญยิ่งกว่าก็คือวัสดุที่ให้มามันเป็นทองคำตั้งแต่แรกต่างหาก ถ้าวัตถุดิบที่เตรียมไว้ให้ช่างฝีมือพวกนี้เป็นขี้สักหนึ่งตัน พวกเขาจะยังแกะสลักเครื่องประดับทองคำล้ำค่าออกมาได้อีกไหมล่ะ"
เฉียวอวี้วิจารณ์อย่างไม่เกรงใจแม้แต่น้อย ก่อนจะออกความเห็นต่อว่า "ดังนั้นมันก็แค่การสอบ อย่าไปยึดติดเลย สอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายดีๆ ได้ แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องดีมาก แต่อย่างมากมันก็แค่มีบรรยากาศการเรียนที่ดีกว่าหน่อยเท่านั้น สมมติว่าเกิดพลาดพลั้ง ไม่ได้เข้าโรงเรียนชื่อดัง ฟ้าก็ไม่ได้ถล่มลงมาเสียหน่อย เนื้อหาที่เรียนในมัธยมปลายล้วนเหมือนกันหมด หลักสูตรการสอนก็ตั้งอยู่ตรงนั้น ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ออกเกินหลักสูตรไม่ได้ไม่ใช่หรือไง
"อีกอย่างเรื่องเรียนมันเป็นเรื่องส่วนบุคคลมากๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนชื่อดัง หรือโรงเรียนมัธยมปลายทั่วไป ตราบใดที่เธออยากจะเรียน เรียนที่ไหนมันก็ไม่ได้แย่นักหรอก ยุคอินเทอร์เน็ตแล้ว อะไรที่คุณครูอธิบายไม่เคลียร์ ก็สามารถไปหาแหล่งข้อมูลต่างๆ ในเน็ตมาติวเสริมได้ ต้องมีความมั่นใจสิ ทองคำที่เปล่งประกายเจิดจ้าอย่างพวกเราน่ะ อยู่ที่ไหนก็ไม่มีวันถูกบดบังหรอก"
นานๆ ทีเฉียวอวี้จะยอมร่ายยาวเกี่ยวกับการเรียนและการสอบเข้ามัธยมปลายสักหลายประโยค
หากให้พ่อแม่ของเซี่ยเข่อเข่อมาได้ยินเฉียวอวี้พูดแบบนี้ เปอร์เซ็นต์สูงมากที่พวกท่านจะมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่เฉียวอวี้รู้สึกว่าที่จริงแล้วความรู้ของเข่อเข่อนั้นถือว่าแม่นยำใช้ได้เลยทีเดียว สิ่งที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้ในตอนนี้ก็มีเพียงแค่ปัญหาสภาพจิตใจเท่านั้น
หากปล่อยวางความยึดติดกับโรงเรียนชื่อดังไปได้ แล้วไปสอบเข้ามัธยมปลายด้วยความรู้สึกสบายๆ ไม่แน่อาจจะทำคะแนนออกมาได้ดีเกินคาดก็เป็นได้
"เข่อเข่อน่ะ เป็นทองคำที่เปล่งประกายเจิดจ้าจริงๆ นั่นแหละ ส่วนแกน่ะ..." เฉียวซีเอ่ยอย่างหมั่นไส้
ไม่ใช่ว่าคนเป็นแม่ทุกคนจะชอบจงใจพูดจาบั่นทอนลูกชายหรอกนะ สาเหตุหลักๆ เป็นเพราะไม่ว่าเฉียวอวี้จะเจอเรื่องอะไรเมื่อไหร่ เขาก็มักจะทำท่าทีมั่นอกมั่นใจเต็มร้อยอยู่เสมอ ซึ่งความมั่นใจที่ว่านี้มันช่างเปี่ยมล้นจนเกินพอดีจริงๆ ล้นเสียจนน่าประหลาดใจไปหน่อย
ในฐานะผู้อาวุโส เฉียวซีรู้สึกว่าเด็กสองคนนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับสมดุลสักหน่อย
"ผมเข้าใจครับ ผมเป็นพวกซ่อนตัวลึกไปหน่อย ถูกฝุ่นบดบังเอาไว้ ก็เลยดูไม่ค่อยเปล่งประกายเท่าไหร่นัก" เฉียวอวี้พยักหน้า เอ่ยปากยอมรับผิดทันที
"หึๆ..." เฉียวซีแค่นหัวเราะ
น่าเสียดายที่มันไม่ได้ผลสักเท่าไหร่ เพราะเซี่ยเข่อเข่อให้ความร่วมมือดีเกินไป สายตาเทิดทูนที่เธอมองไปยังเฉียวอวี้นั้นแทบจะดึงออกมาเป็นเส้นใยได้อยู่แล้ว
อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรพี่เฉียวอวี้ก็สามารถพูดโน้มน้าวให้เห็นดีเห็นงามตามได้เสมอ ถึงแม้จะไม่ค่อยเหมือนกับที่คุณครูพูด แต่ฟังแล้วดูมีเหตุผลกว่าที่คุณครูพูดตั้งเยอะ
เฉียวซีทนดูต่อไปไม่ไหว จึงลุกขึ้นไปหยิบเบียร์มาหนึ่งกระป๋อง
"คุณน้าคะ แม่หนูมักจะบอกว่าพ่อหนูดื่มเหล้าเยอะไปแล้วจะเสียสุขภาพ คุณน้าเองก็ต้องดื่มให้น้อยลงหน่อยนะคะ" เซี่ยเข่อเข่อพูดอย่างจริงจัง
เฉียวซีกลับมานั่งข้างเซี่ยเข่อเข่อ ยกมือขึ้นลูบศีรษะเด็กสาวด้วยความเอ็นดู พลางยิ้มรับปาก "คุณน้ารู้แล้วจ้ะ ไว้คราวหน้าแน่นอน"
"งั้นตกลงตามนี้นะคะคุณน้า"
"อืม!"
เฉียวอวี้ที่อยู่ด้านข้างกลอกตาบน มองตากับแม่เพื่อบรรลุข้อตกลงร่วมกันในบางเรื่องอีกครั้งหนึ่ง... ยัยเด็กนี่ ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว
...
สองวันถัดจากนั้นไม่มีอะไรน่าพูดถึงนัก
เนื่องจากห้องสิบสามไม่มีเรียนพิเศษในช่วงสุดสัปดาห์ เวลาเรียนด้วยตัวเองในตอนเช้าจึงถูกใช้ไปกับการทำความสะอาดห้องเรียนจนหมด
หนังสือที่กองอยู่บนโต๊ะถูกย้ายไปไว้บนโต๊ะด้านหลังสุดที่เคลียร์ที่ไว้ให้โดยเฉพาะทั้งหมด เพื่อรับประกันว่าการสอบจำลองที่ทุกคนพากันโอดครวญจะสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น
ยังไงเสียทางโรงเรียนก็ให้ความสำคัญกับการสอบจำลองครั้งที่สองมากอยู่แล้ว ถึงขนาดให้ครูคุมสอบสลับห้องกันเลยทีเดียว
ความจริงแล้วในห้องเรียนก็มีกล้องวงจรปิด การเลือกครูที่นักเรียนไม่คุ้นหน้าก็เป็นเพียงการจำลองบรรยากาศอันตึงเครียดตอนที่สอบเข้ามัธยมปลายก็เท่านั้น
แน่นอนว่าเฉียวอวี้ไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้เลยสักนิด เขาไม่ได้โม้โอ้อวดจริงๆ นะ การฝึกความแม่นยำในการยิงปืนในเกมยังรู้สึกว่ายากกว่าการรับมือกับการสอบตั้งเยอะ ซ้ำยังเป็นการสอบแบบคุมคะแนนอีกต่างหาก







