กฎการหลับตาไร้ผลอย่างนั้นหรือ?
หลังจากสวนสนุกเปลี่ยนเป็นระดับ S กฎของเครื่องเล่นก็เปลี่ยนไปแล้วงั้นหรือ?
ทุกคนมองดูศพของเหอป๋อและศีรษะที่อยู่ในอ้อมกอดของอสูรเพลิงด้วยสีหน้าย่ำแย่เหลือทน
เมื่อรถไฟเหาะหยุดลง ผู้ท่องแดนวิญญาณทั้งหกคนก็ได้รับเสียงแจ้งเตือนพร้อมกัน:
【เวลาเริ่มรอบต่อไป: 04:58:20】
"อีกห้านาทีจะเริ่มรอบต่อไป..." มหาปราชญ์เสมอสวรรค์ที่นั่งอยู่แถวหลังสุดมองดูศพไร้หัวของเหอป๋อที่อยู่ด้านหน้า สีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย
"ถ้ากฎการหลับตาใช้ไม่ได้ผล งั้นพอเริ่มรอบหน้า ก็จะมีคนในพวกเราต้องตายอีก ต้องรีบหากฎให้เจอ พวกคุณพบเบาะแสอะไรบ้างไหม?"
อสูรเพลิงยังมีสีหน้าหวาดผวาหลงเหลืออยู่ เขาโยนศีรษะนั้นออกไปนอกรถ แล้วหันหน้าไปตะคอกด้วยความหงุดหงิดว่า
"หลับตาตลอดทาง ใครมันจะไปเจอกฎวะ?"
ละอายใจที่เป็นพ่อขมวดคิ้วแน่น
"ถ้ากฎการหลับตาถูกเปลี่ยนไปแล้ว งั้นพวกเราก็ต้องหากฎกันใหม่ ไม่อย่างนั้นในสองรอบต่อไปจะต้องมีคนตายอีก"
ซีซือกัดริมฝีปากสีแดงสด "ตั้งแต่พวกเราตัดสินใจนั่งรถไฟเหาะ ฉันก็คอยสังเกตมาตลอดทาง ไม่พบเบาะแสหรือข้อมูลที่มีค่าอะไรเลย"
การไม่มีเบาะแสและข้อมูล หมายความว่าไม่สามารถวางแผนรับมือได้อย่างตรงจุด ทำได้เพียงใช้วิธีที่โง่ที่สุด นั่นคือการลองผิดลองถูก
ทว่าราคาของการลองผิดลองถูก...
มหาปราชญ์เสมอสวรรค์สีหน้าย่ำแย่
"แดนวิญญาณระดับ S จะให้ข้อมูลผ่านด่านที่ชัดเจนได้อย่างไร? ถ้ามันง่ายขนาดนั้น จะเรียกว่าระดับ S หรือ"
เซี่ยหลิงซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็แสดงความคิดเห็นของตัวเองบ้าง
"ขอโทษค่ะ เป็นความผิดของฉันเอง พวกเราถูกบทสรุปเวอร์ชันเก่าทำให้เข้าใจผิด จนพลาดโอกาสในการหากฎไปหนึ่งครั้ง"
ในดวงตาของเธอมีน้ำตาคลอเบ้า ดูน่าสงสาร ราวกับรู้สึกผิดอย่างหาที่สุดไม่ได้
มหาปราชญ์เสมอสวรรค์รีบพูดว่า
"ไม่เป็นไรๆ ตอนนี้พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ ไม่มีข้อมูลไม่ได้แปลว่าไม่มีวิธี ถือโอกาสตอนที่พวกเรายังมีเวลา มาปรึกษากันหน่อยเถอะ..."
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ
"ถ้ากฎการหลับตาเปลี่ยนไปแล้ว งั้นก็เป็นไปได้แค่สองอย่าง หนึ่งคือกฎของรถไฟเหาะเปลี่ยนเป็นตายรอบละหนึ่งคน เหอป๋อก็คือหลักฐาน สองคือพวกเราที่หลับตาอยู่พลาดโอกาสในการสังเกตการณ์ไป"
ซีซือดวงตาเป็นประกายเล็กน้อย ราวกับมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป "ดังนั้นต่อไปพวกเราจะหลับตาไม่ได้แล้ว"
จางหยวนชิงฟังการปรึกษาหารือของเพื่อนร่วมทีม ความคิดก็ล่องลอยไปไกล...
"ก่อนอื่นต้องตัดเรื่องสิ่งลี้ลับออกไปก่อน ถึงแม้สกิลกดใช้จะถูกผนึก แต่ในฐานะเทพท่องราตรี การรับรู้วิญญาณของผมยังอยู่ ถ้าเป็นวิญญาณในสวนสนุกออกมาอาละวาด ผมไม่มีทางที่จะไม่รู้สึกอะไรเลย"
"เท่าที่ดูตอนนี้ รถไฟเหาะยังมีสามรอบ ในเมื่อจุดนี้ไม่เปลี่ยน แล้วทำไมกฎการหลับตาถึงเปลี่ยนไปล่ะ? บางที สิ่งที่ฆ่าคนอาจไม่ใช่กฎ..."
จางหยวนชิงใจกระตุก นึกถึงความเป็นไปได้บางอย่างขึ้นมา
จะเป็นฝีมือของผู้ชั่วร้ายที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มหรือเปล่า ผู้ชั่วร้ายเริ่มลงมือฆ่าคนแล้ว? แต่เขา (หรือเธอ) ทำได้อย่างไรกัน
ตอนนั้นเอง 'ละอายใจที่เป็นพ่อ' ก็มองอสูรเพลิง แล้วถามขึ้นกะทันหันว่า
"ตอนที่เหอป๋อตาย ทำไมคุณถึงไม่ส่งเสียงเตือนพวกเรา รอจนรถหยุดแล้วถึงค่อยพูด?"
อสูรเพลิงเลิกคิ้วขึ้น "แกหมายความว่าไง!"
ชายวัยกลางคนยังคงมีท่าทีซื่อๆ บ้านๆ เช่นเดิม เขาพูดอย่างเรียบเฉยว่า "ผมแค่สงสัย"
อสูรเพลิงถลึงตาใส่เขา ตะโกนเสียงดังว่า "ฉันก็ต้องรู้สึกสิวะ หัวนั่นมันหล่นปุลงมาในอ้อมกอดฉันเลยนะ แต่ฉันกล้าพูดไหมล่ะ กล้าลืมตาไหมล่ะ ขืนฉันอ้าปากเตือน คนต่อไปที่ตายอาจจะเป็นฉันก็ได้"
ละอายใจที่เป็นพ่อไม่พูดอะไรอีก
จางหยวนชิงถามว่า "เขาตายตอนไหน หรือจะพูดอีกอย่างคือ หัวตกลงมาในอ้อมกอดคุณตอนไหน"
อสูรเพลิงตอบโดยไม่ลังเล "ตอนที่พุ่งลงมาจากเนินที่สอง"
จางหยวนชิงหันไปมองซีซือทันที "คุณอยู่ข้างๆ เขา รู้สึกถึงอะไรผิดปกติบ้างไหม"
ซีซือส่ายหน้า "ฉัน...ฉันเป็นโรคกลัวความสูง กลัวมาก ก็เลยไม่ได้สังเกตความเคลื่อนไหวรอบข้างเลย..."
จางหยวนชิงขมวดคิ้วแน่น
จากการจับจองที่นั่ง คนร้ายที่เป็นไปได้มากที่สุดคือซีซือ อสูรเพลิง และละอายใจที่เป็นพ่อ
มหาปราชญ์เสมอสวรรค์ที่นั่งถัดไปอีกแถวแทบจะตัดทิ้งไปได้เลย ด้วยสมรรถภาพร่างกายในขั้นเหนือมนุษย์ ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะปลดเข็มขัดนิรภัย ข้ามอสูรเพลิงและละอายใจที่เป็นพ่อในแถวหน้า ไปฆ่าเหอป๋อที่อยู่แถวสอง
ไม่ต้องพูดถึงว่าจะถูกทั้งสองคนสังเกตเห็นได้ง่าย ลำพังแค่แรงเหวี่ยงของรถไฟเหาะ ก็สามารถสะบัดเขาให้กระเด็นออกไปได้แล้ว
เมื่อคิดเช่นนี้ เขาจึงหันไปมองเด็กสาวร่างเล็ก ด้วยส่วนสูงและความยาวแขนของเธอ หากต้องการหันกลับไปฆ่าคน ก็ต้องปลดเข็มขัดนิรภัย
ดังนั้นความเป็นไปได้ของเธอจึงมีไม่มากนักเช่นกัน
ต่อไปก็คือการตรวจสอบว่าอสูรเพลิงโกหกหรือไม่ เพื่อยืนยันว่าเหอป๋อตายในช่วงเวลานั้นจริงหรือเปล่า... อาศัยจังหวะที่รอบสองยังไม่เริ่ม จางหยวนชิงหลับตาลง นึกภาพเค้าโครงของพ่อในหัว
หากเหอป๋อไม่ได้ตายตอนที่รถไฟเหาะกำลังแล่นด้วยความเร็วสูง งั้นช่วงเวลาที่คนร้ายลงมือฆ่าก็ต้องเป็นตอนเริ่มไต่ระดับขึ้นเนินอย่างช้าๆ ซึ่งเวลานี้แรงเหวี่ยงของรถไฟเหาะยังมีไม่มาก
ส่วนตัวเขาที่สามารถเก็บรวบรวมเสียงได้ ก็จะสามารถล็อกตัวคนร้ายได้โดยตรง
เมื่อเค้าโครงใบหน้าของพ่อค่อยๆ ชัดเจนขึ้น หัวใจของจางหยวนชิงก็เต้น "ตึกตัก" พลังสมองเดือดพล่าน ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่แดนวิญญาณฉายซ้ำกลับมาทีละเฟรม
เขาขบคิดภาพเหล่านี้ไปพลาง รอคอยอย่างอดทนไปพลาง
ในที่สุด พวกเขาก็ขึ้นไปนั่งบนรถ เมื่อรถไฟเหาะแบบที่นั่งคู่ค่อยๆ เคลื่อนตัว จางหยวนชิงก็มองไม่เห็นภาพใดๆ อีก เพราะเวลานั้นเขาหลับตาอยู่
แต่เสียงไม่ได้หายไปไหน เขาจับจังหวะการเต้นของหัวใจและเสียงลมหายใจของคนทั้งเจ็ดได้
ถัดมาคือเสียงกรีดร้องสั้นๆ ของซีซือ รถไฟเหาะดิ่งพสุธาลงมาเป็นเส้นตรง พุ่งตรงไปยังเนินสูงลูกที่สองท่ามกลางเสียงดังกึกก้อง และในตอนนั้นเอง เสียงหัวใจเต้นดวงหนึ่งที่แถวหลังก็หายไป...
"อ๊ะ คุณเป็นอะไรไป..."
เซี่ยหลิงซีร้องอุทานด้วยความตกใจ มองเพื่อนร่วมทีมที่เลือดกำเดาไหลออกมาจากโพรงจมูกด้วยความตื่นตะลึง
สมาชิกคนอื่นก็หยุดเถียงกัน แล้วหันมามองเป็นตาเดียว
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร!" จางหยวนชิงโบกมือไม้ เช็ดเลือดกำเดา ฝืนทนอาการปวดแปลบในสมอง แล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า "ผมเป็นคนมีนิสัยเลือดกำเดาไหลมาตั้งแต่เด็กแล้ว โดยเฉพาะเวลาเจอสาวสวย"
เซี่ยหลิงซีได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
ซีซือกับอสูรเพลิงส่งสายตาเคลือบแคลงสงสัยมา ชายวัยกลางคนละอายใจที่เป็นพ่อเพียงแค่กวาดตามองเขาแวบหนึ่ง ส่วนมหาปราชญ์เสมอสวรรค์ที่อยู่แถวหลังสุดก็ฉวยโอกาสชำเลืองมองใบหน้าของเซี่ยหลิงซีกับหน้าอกของซีซือไปหลายที
จางหยวนชิงยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ แต่ในใจเริ่มสบถด่าบรรพบุรุษแล้ว
สภาพการตายของเหอป๋อเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ผู้ชั่วร้ายมีวิธีการฆ่าคนแบบพิเศษ!
"เด็ดหัวคนได้โดยไม่มีสุ้มไม่มีเสียง ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ลอดออกมาเลย แบบนี้ออกจะน่ากลัวไปหน่อยแล้ว... ต้องหาทางหยุดเขาให้ได้ ฆ่ารอบละคน ผ่านไปสามรอบ ในกลุ่มจะเหลือแค่สี่คน แถมพวกเรายังมีเครื่องเล่นอีกอย่างน้อยหนึ่งอย่าง แล้วแบบนี้จะเล่นยังไงวะ?!"
ถ้าไปถึงขั้นนั้นจริงๆ แทบจะเป็นสถานการณ์ที่ต้องตายสถานเดียว
หากสิ่งที่ฆ่าคนไม่ใช่ผู้ชั่วร้าย แต่เป็นกฎของรถไฟเหาะ จุดจบก็ยังคงเหมือนเดิม
จางหยวนชิงยิ่งคิดก็ยิ่งร้อนใจ จนเหงื่อเย็นแทบจะซึมออกมาตามหน้าผาก
ทุกคนล้วนน่าสงสัย รวมไปถึงเซี่ยหลิงซีที่อยู่ข้างกายผม และมหาปราชญ์เสมอสวรรค์ที่อยู่แถวหลังสุด... จางหยวนชิงกวาดสายตามองทุกคน
เซี่ยหลิงซีที่ขมวดคิ้วครุ่นคิด ซีซือที่มีสีหน้ากระวนกระวาย ชายวัยกลางคนที่นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา มหาปราชญ์เสมอสวรรค์ที่ซ่อนความลุกลี้ลุกลนไว้ในแววตา และอสูรเพลิงที่กำลังสบถด่า
ชั่วขณะนั้น เขารู้สึกเพียงว่าคนเหล่านี้กำลังเล่นละครกันทั้งหมด ทุกคนล้วนมีแผนร้ายซ่อนอยู่ในใจ
วิกฤตของดันเจี้ยนนี้ไม่ได้มีแค่เครื่องเล่น แต่ยังมีเรื่องภายในกลุ่มผู้ท่องแดนวิญญาณด้วย... เทพบรรพกาลสบถด่าในใจ
ขณะเดียวกัน ในใจเขาก็เกิดความสงสัยขึ้นมาอีกครั้ง: ทำไมคนที่ตายถึงเป็นเหอป๋อ?
ผู้ชั่วร้ายสุ่มฆ่าคน หรือว่ามีเหตุผลอื่น
สมมติว่าผมเป็นหมาป่า ผมมีโอกาสสุ่มฆ่าคนได้หนึ่งครั้ง ผมจะฆ่าใคร? พอคิดแบบนี้ จางหยวนชิงก็มีคำตอบในใจ
ฆ่าคนที่ฉลาดที่สุดในกลุ่ม!
"ถ้าเป็นแบบนั้น คนต่อไปที่จะตายก็คือผม..." จางหยวนชิงหนังหัวชาหนึบ
......
PS: เดี๋ยวมีมาอีก







